พิมพ์หน้านี้
|
เรื่องที่สี่ ผู้ขโมยลูกศิษย์
๑ มารร้ายอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดินยุคนี้คือ ไท่แคะเทียนจุน
เขาเป็นใครคนหนึ่งที่ฆ่าไม่ตาย แม้จะมีการพยายามทำมาแล้วหลายครั้ง ครั้งหนึ่งเขาถูกแทงจนไส้ไหล หน้าถูกฟันจนเป็นแผลเหวอะหวะ หนึ่งเดือนต่อมา แผลเหล่านั้นก็คืนสู่สภาพเดิม
ครั้งหนึ่งเขาถูกตัดขาดเป็นสองท่อน แต่ท่อนบนของเขากลับหลบหนีไปซ่อนตัวอยู่ใต้ดิน สิบกว่าปีต่อมา ท่อนล่างของเขาก็กลับงอกออกมาใหม่ เหมือนหนึ่งเขาเป็นเพียงปลาดาว กลับออกมาใหม่ครั้งนี้ พลังฝีมือของเขาสูงส่งกว่าเดิม
ครั้งหนึ่ง สามยอดฝีมือฝ่ายธรรมะได้แก่ผู้เฒ่าเสื้อสีน้ำตาล แม่ชีแห่งความฝัน และนักพรตคิ้วยาว ได้รวมพลังกันกลุ้มรุมเขา ครั้งนี้เพื่อความแน่ใจ ได้ใช้ไฟเผาร่างของเขาจนมอดเป็นจุน แม้แต่กระดูกยังนำไปบดจนเป็นผุยผง แต่ใครจะคิดถึง เมื่อเถ้าถ่านที่ปลิวไปในหุบเขา มีผงนิดหนึ่ง ตกลงไปบนพื้น ชำแรกกายเข้าไปในผิวดิน แล้วเก็บตัวอยู่ในนั้นเหมือนเมล็ด อย่างช้าๆมันงอกออกมาเป็นต้นไม้ชนิดหนึ่ง โผล่ใบเล็กออกมาเพียงไม่กี่ใบ แต่ลำต้นกลับเจริญเติบโตลงไปในดิน เหมือนหัวเผือกหัวมัน นานวันเข้ามันก็เติบใหญ่ กลายเป็นลำต้นใต้ดินขนาดเท่าต้นไทร สามสิบปีผ่านไป ลำต้นนั้นก็แตกออก ปรากฏร่างของเขานอนหลับอยู่ในนั้น บัดนี้เขากลายเป็นหนุ่มรูปงามกว่าเดิม ผิวขาว ริมฝีปากแดงระเรื่อ เกือบเหมือนผู้หญิง แววตาเป็นประกายบ้าคลั่ง พร้อมด้วยรอยยิ้มประหลาดที่คล้ายจะเยาะเย้ยคนทั้งโลก ในความมีเสน่ห์ของเขา ก็มีบางสิ่งบางอย่างชวนให้คนอื่นสะอิดสะเอียน
เขากลับขึ้นมาล้างแค้น พบว่าสามสิบปีที่ผ่านไป สามสุดยอดฝ่ายธรรมะได้ดับขันธ์ไปแล้วสองคน เหลือเพียงผู้เฒ่าเสื้อสีน้ำตาลคนเดียว ซึ่งก็ไม่ใช่คู่มือของเขาอีกแล้ว เพียงไม่กี่กระบวนท่าก็ถูกเขาเคาะหัวสมองแตกออกเป็นสองซีก
แต่ทายาทของผู้เฒ่าเสื้อสีน้ำตาลยังมีอยู่ ที่เป็นลูกหลาน และเป็นลูกศิษย์กับหลานศิษย์ มีประมาณสามสิบกว่าคน ส่วนแม่ชีแห่งความฝัน มีลูกศิษย์และหลานศิษย์รวมยี่สิบกว่าคน ที่สำคัญที่สุดคือนักพรตคิ้วยาว เขามีลูกศิษย์หนึ่งร้อยเจ็ดคน หลานศิษย์อีกกว่าพันคน บุคคลเหล่านี้ไท่แคะเทียนจุนตามล้างผลาญ
เขาตามสังหารลูกหลานศัตรูเหล่านั้นตายไปหลายคน แต่แล้วอยู่ๆวันหนึ่งเขาก็หายตัวไป
เส้นทางอมนุษย์ของเขา บางครั้งเขาจะหายตัวไปเฉยๆ โดยไม่รู้สาเหตุ อาจนานหลายปี ครั้งนี้เขาหายตัวไปนานถึงยี่สิบปี มันเป็นบุคลิกเฉพาะตัวของเขา เป็นอย่างนี้ตั้งนานมาแล้ว ตั้งแต่วันที่เขาฝึกวิชาสำเร็จ มันทำให้ยุทธภพพอมีเวลาพักหายใจ และเหล่าลูกหลานของสามสุดยอดฝ่ายธรรมะมีโอกาสฟื้นฟูตัวเองขึ้นมาใหม่ แม้ทุกคนจะไม่แน่ใจว่าเมื่อไรเขาจะกลับออกมาอีก ที่แน่นอนคือเขายังมีชีวิตอยู่ เพราะยังไม่เคยมีใครหรืออะไรทำให้เขาดับสูญได้ นานถึงเกือบห้าร้อยปีมาแล้ว
ขอเพียงดวงจิตของเขายังคงอยู่ และซ่อนตัวอยู่ในอณูใด อณูนั้นก็สามารถเติบโต กลับขึ้นมาเป็นตัวเขาได้
การฆ่าเขาแต่ไม่สามารถทำให้เขาดับสูญ รังแต่ทำให้เขากล้าแข็งกว่าเดิม
แต่ยี่สิบปีให้หลังที่ผ่านมานี้ ก็นานพอที่คนบางคนจะลืมเลือนเขาไป โดยเฉพาะเด็กๆที่ไม่เคยเห็นตัวเขา แม้จะได้ยินผู้ใหญ่เล่าถึง หลอกให้ตกใจกลัวจนนอนไม่หลับ แต่ก็คล้ายเป็นเพียงบุคคลในนิทาน มีแต่ผู้ใหญ่ที่เคยเห็นตัวเขาในสมัยก่อน ที่รู้สึกหวาดกลัวอย่างแท้จริง บางคนเพียงเอ่ยชื่อของเขาก็มีอาการเหมือนถูกบีบที่หัวใจ
เขาหายไปไหนกัน และวันใดที่จะกลับขึ้นมาอีก แล้ววันนั้นจะเกิดอะไรขึ้น
๒ คนอื่นไม่รู้ว่าฉันหายไปไหน แท้จริงฉันเพียงตกอยู่ในความคิด เวลาฉันตกอยู่ในความคิด กาลเวลาสำหรับฉันจะเปลี่ยนไป มันคล้ายไม่มีอยู่ จริงซินะ เพียงเรื่องเดียวที่ฉันคิดอย่างตั้งใจ อาจเป็นเคล็ดวิชาที่ฉันศึกษา หรือปัญหาชีวิตส่วนใดก็ตาม ฉันจะรู้สึกตัวอีกครั้ง ก็เมื่อกาลเวลาผ่านไปเนิ่นนานมาก อาจสามปี ห้าปี สิบปี หรือนานกว่านั้น ฉันไม่รู้สึกเสียดายเลย คล้ายมันเพิ่งผ่านไปเพียงไม่กี่วินาทีก่อนเท่านั้น สมัยเด็กชอบคิดในที่แตกต่างกัน อาจยืนคิดในบ้าน นั่งในห้อง เก็บตัวในถ้ำ หรือซ่อนตัวในป่า แต่กาลเวลาผ่านไป เพราะฉันเคยได้รับบาดเจ็บเจียนตายหลายครั้ง และฟื้นฟูตัวตนกลับมาใหม่ได้จากใต้ดิน ทุกวันนี้ฉันชอบกลับเข้าไปคิดในใต้ดิน โดยปล่อยให้ตัวของฉันไหลไปเรื่อยอย่างช้าๆเหมือนเป็นเพียงลำน้ำใต้บาดาล ร่างของฉันคงไหลไปไกลมาก ท่องไปในทุกหน เป็นเวลานานยี่สิบปี บางครั้งฉันได้ยินเสียงจากข้างบน หากฉันตั้งใจฟัง ฉันได้ยินเสียงไกลมาก จากผู้คนข้างบน ด้วยการลอยตัวขึ้นมาเกือบถึงผิวดิน อาจเพราะฉันไหลผ่านเมือง แต่บางครั้งฉันก็ไม่ได้ยิน อาจเพราะฉันไหลไปในป่า หรือดินแดนรกร้างที่ไร้มนุษย์ วันนั้นที่ฉันตามล่าลูกศิษย์ของศัตรูคู่อาฆาต ฉันเกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย และเริ่มคิดถึงจุดอ่อนของตัวเอง ฉันมีสองจุดอ่อนด้วยกันคือ หนึ่งเพราะการฝึกวิชาฟ้าอสูรของฉัน ทำให้เครื่องเพศของฉันหมดสมรรถภาพ ฉันจึงกลายเป็นหมันโดยสมบูรณ์ หนึ่งชีวิตนี้ฉันไม่อาจมีลูกได้ อีกจุดอ่อนหนึ่งคือฉันไม่มีลูกศิษย์เลย ฉันไม่เคยมีความอดทนอยากสอนใคร ไม่มีใจในทางนี้แม้แต่น้อย แต่คิดดูศัตรูของฉันล่าสุดสามคน ล้วนมีสิ่งนี้ โดยเฉพาะนักพรตคิ้วยาว เขามีศิษย์ที่สามารถถึงหนึ่งร้อยเจ็ดคน การไปตามล้างพวกเขา ได้เกิดคำถามขึ้นว่า มันไม่สมศักดิ์ศรีของฉันเลย คล้ายหนึ่งฉันเป็นผู้ใหญ่รังแกเด็ก การตามเก็บพวกเขา สู้ฉันสร้างลูกศิษย์ของฉันเองขึ้นมา ให้มากมายทัดเทียมพวกเขา แล้วปล่อยให้เป็นหน้าที่ของลูกศิษย์ของฉัน จัดการพวกเขาแทนฉัน อย่างนี้จะถูกต้องกว่า และหมดจดบริบูรณ์ ในวันนั้นยุทธภพจะไม่มีโอกาสฟื้นตัวอีก ที่ผ่านมาคล้ายหนึ่งเราเสมอกัน เพราะทายาทของฉันจะไม่เหมือนมนุษย์อย่างที่เป็นอยู่ มันสืบเนื่องมาจากคัมภีร์ฟ้าอสูร คัมภีร์เล่มนี้ถูกเขียนขึ้นนานมาแล้วโดยจอมมารฟ้าอสูร ความพิเศษอยู่ที่ว่าวิชาฟ้าอสูรนี้ หากฝึกแล้วไม่มีขอบเขตที่จะถึงที่สิ้นสุด ขึ้นกับสติปัญญาและพรสวรรค์ของผู้ฝึก ตัวจอมมารฟ้าอสูรเองก็ไม่ได้มีฝีมือที่สูงส่งจนเกินไป เขาฝึกได้เพียงขั้นที่สิบเท่านั้น แต่ทำไมเขาแต่งคัมภีร์เล่มนี้ออกมาได้ นี้เป็นปริศนา ตกทอดมาถึงอาจารย์ของฉัน ท่านฝึกได้เพียงขั้นที่สิบสาม ต่อเมื่อมันตกอยู่ในมือของฉันเท่านั้น ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ในวันนี้ฉันฝึกได้จนถึงขั้นที่สามสิบสาม มันเป็นการข้ามข้อจำกัดทั้งปวง แต่นี้ยังไม่สิ้นสุดความเป็นไปได้แห่งคัมภีร์ฟ้าอสูร ขอเพียงดวงจิตของฉันเหลือเพียงนิดเดียว ฉันก็ยังคงอยู่ กลับตัวเปลี่ยนร่าง คืนชีวิตขึ้นมาได้เสมอ ฉันใกล้ความเป็นอมตะเข้าไปทุกที แม้จะยังไม่ถึง ปัญหาใหญ่หลวงที่ฉันครุ่นคิดคือ วันใดที่ฉันเป็นอมตะ ปัญหาใหญ่ต่อไปคือ ทำอย่างไรฉันจึงจะตายได้ นี้เป็นความกังวลใจครั้งใหญ่ ที่ไม่มีทางคลี่คลาย ฉันจึงคิดว่าตำแหน่งที่ฉันอยู่นี้ น่าจะดีที่สุด คืออย่างน้อย ฉันยังมีโอกาสตายได้ ฉันยังมีสิทธิเปลี่ยนใจ แต่วิชาฟ้าอสูรมีชีวิตของมันเอง เป็นพัฒนาการที่เป็นไปเอง คล้ายตัวของฉันกำลังเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ แต่เส้นทางนั้นก็ไม่ได้รวดเร็วอย่างที่คิด ตำแหน่งที่เกือบจะเป็นอมตะ แต่ยังไม่ใช่อมตะ อาจยาวนานอีกนับแสนปีก็ได้ ยี่สิบปีที่ผ่านมานี้ ฉันได้ตัดสินใจจะรับลูกศิษย์ และได้ใคร่ครวญวิธีการถ่ายทอดวิชาฟ้าอสูรของฉัน ด้วยวิธีการที่รวดเร็วที่สุด เพียงแค่หนึ่งลมหายใจของฉันเข้าไปในทวารของเขา อาจเป็นเพียงหนึ่งจุมพิต แต่หากฉันจะรับลูกศิษย์ ไม่ใช่ใครๆก็เป็นได้ เด็กเหล่านั้นต้องมีคุณสมบัติพิเศษ ฉันต้องออกไปแสวงหา หากเป็นเช่นนั้น เด็กที่เหมาะที่สุดกลับเป็นลูกหลานของศัตรู หรือบรรดาหลานศิษย์ของพวกเขา เพราะฉันสังเกตเห็นแมลงบางชนิด ปล่อยไข่ไว้ในรังของแมลงชนิดอื่น และทำลายล้างแมลงชนิดนั้นในรังนั้นจนหมดสิ้น โดยอาศัยศัตรูเป็นอาหาร เป็นที่อยู่อาศัย เป็นปัจจัยพื้นฐาน ฯลฯ ฉันขี้เกียจวางพื้นฐานให้พวกเขาใหม่หมด เพราะลูกศิษย์และหลานศิษย์ของนักพรตคิ้วยาวมีความสามารถ พวกเขาจึงเหมาะที่จะเป็นเป้าหมายแรกของฉัน เมื่อมีเป้าหมายทางความคิด ร่างของฉันก็เริ่มไหลไปอย่างมีทิศทาง เหมือนปลาที่เริ่มแหวกว่ายในสายน้ำ ฉันกำลังติดตามร่องรอยของพวกเขา แล้วฉันก็ได้ยินเรื่องราวของเด็กสองคน ผู้ขโมยเสียง กับผู้ขโมยแสง เด็กสองคนนี้เป็นลูกศิษย์ของเจียะเต้าหยิน นักพรตท่องราตรีผู้เป็นศิษย์คนที่สิบเจ็ดของนักพรตคิ้วยาว เล่ากันว่าพวกเธอมีฉายานี้เพราะคนหนึ่งเมื่อเกิดขึ้นมา มีบุคลิกพิเศษคือไม่ว่าเธอจะไปที่ไหน คล้ายหนึ่งที่นั้นจะเงียบลงนิดหนึ่ง อีกคนหนึ่งไม่ว่าเธอจะเข้าไปในสถานที่แห่งไหน สถานที่แห่งนั้นคล้ายจะมืดกว่าเดิม เหมือนท้องฟ้ามีเมฆดำบางปกคลุมไว้ มันเป็นความละเอียดอ่อนเล็กๆที่บางคนอาจไม่สังเกตเห็น แต่เจียะเต้าหยินผู้นี้อุตส่าห์สังเกตเห็น จึงตั้งฉายาเด็กสองคนนี้ไว้เช่นนี้ คุณสมบัติทั้งสองนี้ สำหรับคนจำนวนมากไม่มีความหมายใดเลย แม้แต่สำหรับอาจารย์ของพวกเธอ มันคงเป็นเพียงความประหลาดใจ แต่สำหรับฉัน ฉันมองออกทันทีว่า นี้คือพรสวรรค์แห่งการเป็นศิษย์สองคนแรกของฉัน เด็กสองคนนี้ล้วนเป็นหญิง ปีนี้อายุยี่สิบสี่กับยี่สิบสามปี ยังอยู่ในวัยที่แข็งแรง มีพลัง ในขณะที่ร่างของฉันไหลไป ตามหาร่องรอยของพวกเธอสองคน แล้ววันหนึ่งฉันก็เจอผู้ขโมยแสง ฉันเจอตัวเธอในวัดร้างแห่งหนึ่ง ฉันนอนฟังเสียงเธอดีดพิณ ๓ ฉันโผล่หัวออกไปแอบดู เห็นนักพรตหญิงอาภรณ์ดำคนหนึ่งนั่งดีดพิณอยู่ในวัดร้างกลางป่า นี่เองคือช่อฮุ้น ผู้ขโมยแสง ศิษย์เอกของเจียะเต้าหยิน ฉันแอบมองเรือนร่างอรชรในอาภรณ์ดำสนิท และใบหน้างดงามนั้นด้วยความพอใจ เพราะฉันอยู่ในดินนานถึงยี่สิบปี เสื้อผ้าของฉันได้เปื่อยขาดไปหมดแล้ว หากขึ้นไปตอนนี้ คงทำให้เธอตกใจ เพราะเธอจะเห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าของฉัน ฉันถอยกลับเข้าไปในดิน แล้วไหลวนเป็นวงกลมรอบตัวเธอ ฟังเสียงพิณนั้น ในป่าเปลี่ยวแห่งนี้เธอดีดพิณรอใครคนหนึ่งเป็นเวลาถึงสามราตรี ส่วนฉันก็วนเวียนอยู่ใกล้ตัวเธอ เป็นเวลายี่สิบปีมาแล้วที่ฉันไม่ได้ขึ้นจากดิน ฉันจึงไม่รีบร้อน ดูเหมือนเธอกำลังรอใครคนหนึ่ง ใครคนนั้นอาจเป็นซือเจ้ของเธอ เอ็งกีผู้มีฉายาว่าผู้ขโมยเสียง นักพรตท่องราตรีมีนิสัยประหลาดคือ เขาชอบนอนกลางวัน และเคลื่อนไหวในยามกลางคืน นิสัยนี้พลอยเป็นความเคยชินของบรรดาเหล่าลูกศิษย์ไปด้วย คืนที่ฉันโผล่หัวออกไปดู ทำให้ฉันเห็นว่ามันเป็นคืนจันทร์เพ็ญ รอจนถึงคืนแรมสองค่ำ คนที่เธอรอก็มาถึง สมดังที่ฉันคาดคะเน เธอคือเอ็งกี ในขณะที่พวกเธอสองคนกำลังคุยกันอย่างสนิทสนม ฉันแอบโผล่หัวออกไปดูอีกครั้ง เห็นนักพรตหญิงรูปงามในอาภรณ์สีน้ำตาลอ่อน ท่าทางขึงขังงามสง่า ฉันถอยกลับลงดินด้วยความพอใจ เหตุที่เธอมาช้าเพราะระหว่างทาง เธอได้ติดตามหาร่องรอยของโจรราคะคนหนึ่งที่มีฉายาว่าดอกเบญจมาศสีขาว จนในที่สุดก็เจอตัว และได้ต่อสู้กัน แต่ฝีมือของโจรบุปผาคนนั้นสูงส่งกว่าที่เธอคิด ในที่สุดก็เพียงเสมอกัน แล้วโจรบุปผาคนนั้นก็หนีหายไป เธอหมดปัญญาจะกำจัดภัยสังคมคนนั้นได้ จึงรีบเดินทางมายังจุดนัดหมาย คาดหวังว่ากับซือม่วยสองคนคงมีทางกำจัดเขาได้ ฉันไม่รู้จักโจรบุปผาคนนี้ เขาคงเป็นเด็กรุ่นใหม่ แต่จากฉายาน่าจะเป็นลูกศิษย์ของดอกเบญจมาศสีแดง ซึ่งเป็นโจรบุปผามีชื่อในสมัยสามสิบปีก่อน โจรบุปผาดอกเบญจมาศสีแดง แม้จะมีฉายาฟังดูไพเราะ แต่แท้จริงเป็นคนอัปลักษณ์ จิตใจโหดร้าย เขาชอบข่มขืนผู้หญิง แล้วฆ่าทิ้ง เพียงแต่เมื่อทำเสร็จแล้ว เขาจะทิ้งสัญลักษณ์เป็นดอกเบญจมาศสีแดง แต่ไม่นาน สิ่งที่ฉันคาดคะเนก็เป็นจริง เพราะแท้จริงเอ็งกีถูกสะกดรอยตามด้วยคนสองคน จากเสียงพูดคุยที่ฉันได้ยิน ฉันรู้ว่าผู้ล่ากลายเป็นผู้ถูกล่า เพราะบุคคลสองคนนั้นคือดอกเบญจมาศสีขาวกับดอกเบญจมาศสีแดง อาจารย์ของเขานั่นเอง คงเพราะรูปโฉมที่งดงามสง่าของเอ็งกี ทำให้ดอกเบญจมาศสีขาวติดใจ ชวนอาจารย์มาด้วย หวังจะได้เชยชมนาง และกำจัดใครคนหนึ่งที่คอยตามล่าเขา แต่เมื่อมาพบนักพรตหญิงที่งดงามอีกคนหนึ่ง ยิ่งสร้างความลิงโลดให้กับพวกเขา แต่ราตรีนี้พวกเขาสองคนกลับโชคร้าย เพราะมีฉันอยู่ และเด็กสองคนนี้ ฉันตั้งใจจะขโมยแน่ อีกไม่ช้าฉันจะออกไปจุมพิตพวกเธอคนละครั้ง ฉันลอยตัวเข้าไปตรงกึ่งกลางระหว่างพวกเขา ซึ่งในขณะนั้นกำลังจะสู้กัน
|
| << | มีนาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||