• ฟ้าพูลวรลักษณ์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : buengpoon@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-01-31
  • จำนวนเรื่อง : 45
  • จำนวนผู้ชม : 11393
  • จำนวนผู้โหวต : 7
  • ส่ง msg :
more
แปดสิบเรื่องสั้นกำลังภายในของฟ้า
เรื่องสั้นกำลังภายในที่แต่งขึ้นเองของคนไทย และไดอารี่ของฟ้า
Permalink : http://www.oknation.net/blog/fapoonvoralak
วันอาทิตย์ ที่ 30 มีนาคม 2551
เรื่องที่หก ลูกเลี้ยง
Posted by ฟ้าพูลวรลักษณ์ , ผู้อ่าน : 331 , 09:11:42 น.  
พิมพ์หน้านี้


เรื่องที่หก

ลูกเลี้ยง

 

“ข้าพเจ้าผู้เยาว์  กระบี่สามเทพเจ้าอุ้ยเชียง  ขอกราบคารวะท่านผู้อาวุโสแซ่เล้า”

ฉันยืนส่งเสียงเรียกอยู่หน้ากระท่อมหลังใหญ่กลางป่า  ยามนั้นเป็นเวลาเที่ยง  แสงแดดร้อนส่องอยู่เหนือศีรษะของฉัน  หลังของฉันแบกชิวฮ้งกวง  เด็กน้อยอายุสิบขวบ  เหมือนที่ฉันทำอยู่เสมอในระยะเวลาสามปีที่ผ่านมานี้  อาการของเขาทรุดหนัก  ไม่ได้สติมาสองวันแล้ว  ฉันคิดว่าหากตามหากระท่อมของท่านไม่เจอ  เขาคงมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินจันทร์เพ็ญครั้งหน้า  ด้วยหัวใจที่หนักอึ้งฉันเหยียบย่ำมาถึงป่านี้  ยามนี้แน่ใจไม่ผิดเพี้ยนว่าที่นี่คือบ้านของแพทย์เทพยดาเล้าบ่วงเกียบ  หลังจากที่ฉันตามหาท่านด้วยความยากลำบากถึงสามปี 

 

หลายเดือนมานี้  ฉันเดินสอบถามชาวป่าชาวดอยถึงคนที่มีบุคลิกภาพอย่างท่าน  จนมาถึงกระท่อมหลังใหญ่โดดเดี่ยวกลางป่า  ฉันได้กลิ่นยาสมุนไพรแต่ไกล  เมื่อยืนอยู่หน้าประตูกระท่อมมองเข้าไปเห็นกระปุกยานับร้อย  และมีหม้อต้มยาอีกหลายใบที่ขณะนี้กำลังส่งกลิ่นโชยออกมา 

 

มองเข้าไปภายในบ้านที่ค่อนข้างมืด  เพราะไม่ได้เปิดหน้าต่าง  ตอนแรกมองไม่เห็นใครในบ้านเลย    แล้วอยู่ๆก็มีใบหน้าของใครคนหนึ่งโผล่ออกมาจากบานประตูด้านใน  เป็นใบหน้าของเด็กสาวแสนสวย  ดวงตาเรียวยาว 

“ท่านมีธุระอะไร  พ่อไม่อยู่บ้าน”

เธอตอบด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง  แล้วเดินออกมาให้ฉันเห็นเต็มตา

 

เด็กสาวคนนี้คงมีอายุประมาณสิบห้าสิบหกปี  นับเป็นหญิงงามที่ยากจะพบพาน  เรือนร่างสูงเพรียว  สมส่วน  เธอแต่งตัวแบบเด็กผู้ชาย  เสื้อผ้าและรองเท้าเป็นสีเขียวอ่อน  ไว้ผมแบบเด็กผู้ชาย  แต่กระนั้นเธอก็ผูกโบสีแดง  จะว่าเธอปลอมตัวเป็นเด็กผู้ชายก็ไม่ใช่  เพราะทั้งท่าทางและหลายอย่างบ่งบอกความเป็นผู้หญิงเต็มตัว  เหมือนคนสองเพศ

 

เล้าบ่วงเกียบอายุปีนี้คงประมาณเก้าสิบปีแล้ว  เด็กคนนี้เรียกเขาว่าพ่อ  แสดงว่าเธอคงเป็นบุตรีบุญธรรมของเขาเป็นแน่  ฉันคารวะเธออย่างนอบน้อม  เพราะแม้ฉันจะมีอายุสามสิบกว่าปีแล้ว  แต่วันนี้ฉันมีเรื่องมาขอความช่วยเหลือ

 

“ข้าพเจ้ามีเรื่องมาขอรบกวนบิดาของท่าน  ให้ช่วยรักษาเด็กคนนี้”

 

“ไหน  ให้ข้าดูซิ”

เธอเดินอาดๆออกมา  ทำตัวราวหนึ่งกับว่าเป็นนายแพทย์ใหญ่  ภาพที่เห็นคือเด็กสาวที่แต่งตัวไม่หญิงไม่ชาย  วางมาดแบบคนแก่ 

 

ฉันไม่กล้าขัดใจ  วางร่างของชิวฮุ้งกวงลงบนแคร่ไม้ไผ่กลางห้อง  เขาหมดสติไปตั้งแต่สองวันก่อน    มันเกิดขึ้นเป็นบางครั้ง  อาการไข้ของเขาเกิดๆหายๆ  โดยรวมคือเขามีอาการทรุดลงทีละน้อย  ที่รอดมาได้ถึงสามปี  คงเพราะกำลังใจที่ผิดธรรมดาของเด็กคนนี้

 

เธอตรวจอาการของเด็กน้อยอย่างฉาบฉวย  ด้วยใบหน้าอ่อนเยาว์  และเรือนร่างอ้อนแอ้นของเธอ  ฉันไม่คิดว่าเธอจะรักษาเด็กที่ถูกทำร้ายด้วยวิชาทรายดำได้  เธอคงเพียงเลียนแบบพ่อบุญธรรมของเธอ

 

แล้วอยู่ๆเธอก็โพล่งขึ้น

“ท่านกลับไปได้แล้ว  เด็กคนนี้ไม่มีทางรักษา”

 

ยามนั้นอกของฉันก็ร้อนวูบด้วยความโกรธ  สามปีที่ฉันแบกเด็กคนนี้  ที่เพื่อตามหาคนที่ฉันเคยได้ยินกิตติศัพท์  ด้วยความยากลำบาก  แล้วอยู่ๆก็มีเด็กคนหนึ่งมาขับไล่ฉันอย่างไร้มารยาท

 

ไม่เพียงเธอมีน้ำเสียงแข็งกระด้าง  ในยามนั้นเธอจ้องมองฉันด้วยสีหน้าไม่เป็นมิตร  เธอโบกมือแสดงอาการขับไล่ฉันอย่างโจ่งแจ้ง

“อ้าว  ท่านยังรออะไรอยู่  ข้าบอกว่าไม่มีทางรักษาก็คือไม่มีทางรักษา  เอาเด็กทุพพลภาพคนนี้กลับออกไปด้วย”

 

ฉันนึกไม่ถึงว่าเด็กหน้าตางดงามคนนี้  เหตุใดจึงมีกิริยาร้ายกาจปานนี้  น่าผิดหวังที่นายแพทย์เทพยดาที่ฉันนับถือ  มีบุตรีบุญธรรมที่ไร้การอบรมปานนี้ได้

 

เพราะดั้นด้นมาขอความช่วยเหลือจากคนที่ไม่เคยพบ  ฉันไม่กล้าล่วงเกินบุตรีบุญธรรมของเขา

ฉันยังคงโค้งตัวอย่างสุภาพ  แล้วบอกว่า

“ข้าพเจ้าขอรอท่านผู้เฒ่ากลับมา  เพื่อขอความเห็นจากท่าน”

 

“พ่อของข้าไม่รู้เมื่อไรจะกลับ  หากท่านจะรอ  ก็ออกไปรอนอกกระท่อม”

“เพราะอะไร”

ยามนั้นเสียงของฉันเริ่มแข็งกระด้างด้วยความเหลืออด

“พ่อของข้าสั่งไว้อย่างนั้น  เวลาท่านไม่อยู่  ไม่ให้คนแปลกหน้าเข้ามาในบ้าน”

“ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่าท่านผู้เฒ่าจะสั่งอะไรเช่นนั้น  เพราะเท่าที่ได้ยินมา  ท่านเป็นผู้มีน้ำใจเมตตากรุณา”

 

ฉันได้ยินหัวเราะของเธอ  มันคงเป็นเสียงหัวเราะเย้ยหยัน  แต่กระนั้นมันก็ฟังไพเราะ  ท่าทางที่เธอบิดเอว  เด็กคนนี้หัวเราะสวย  ฟันของเธอก็ขาวสะอาด  ความงามของเธอทำให้ความโกรธของฉันลดลงไปครึ่งหนึ่ง  จากนั้นฉันคิดขึ้นมาได้ว่า  ที่นี่เป็นกระท่อมกลางป่าที่ห่างไกลผู้คน  เด็กสาวคนนี้อาจน้อยครั้งจะเจอใคร  กิริยาไร้มารยาท  คงเกิดจากการไร้การอบรมสั่งสอน  คิดได้ดังนี้ความโกรธก็เกือบจะหายเป็นปลิดทิ้ง  เกิดความสงสารเป็นห่วงเธอขึ้นมาแทนที่

 

“น่าขำ  หน้าตาพ่อข้าเป็นยังไง  ท่านก็ยังไม่รู้  กลับมาอวดดี  ทำเป็นว่ารู้จักพ่อข้ามากกว่าตัวข้า  ฮะ  ฮะ”

ท่าทางเธอตอนนี้เหมือนเด็กผู้ชายซนๆ  ที่พร้อมจะท้าตีท้าต่อย

 

“ท่านอายุยังน้อย ข้าพเจ้าปีนี้อายุสามสิบเจ็ดปี  ได้เดินทางท่องไปทั่วแผ่นดิน  ขอบังอาจสั่งสอนท่านเสมอญาติผู้ใหญ่ที่หวังดีคนหนึ่ง  คนเราควรมีความอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่  มีเมตตาต่อคนเดินทางไกล  มีมารยาทต่อคนแปลกหน้า จึงจะมีความเจริญต่อไปในภายภาคหน้า”

 

คำตักเตือนของฉันเหมือนผ่านหูซ้ายทะลุหูขวา  เธอยังลอยหน้าลอยตา  แววตาล้อเลียนฉัน

“เลื่อมใส  เลื่อมใส  ได้ยินชื่อเสียงของท่านกระบี่สามแมลงวันดังก้องสองหู  เป็นที่หวาดกลัวยิ่งนัก  “

 

ยามนั้นเธอถึงกับเท้าสะเอว  ลอยหน้าลอยตา  เหมือนหนึ่งถามฉันว่าจะกล้าทำอะไรเธอได้

 

สีหน้าของฉันยามนั้นคงไม่ค่อยดีเท่าไร  ฉันคงหน้าบึ้ง  ถลึงตามองเธออย่างอยากจะจับมาตีก้นเสียให้เข็ด  แต่คิดถึงชิวฮ้งกวง  เด็กน้อยที่ฉันดูแลถึงสามปีเสมือนหนึ่งเป็นลูกในไส้  ทำให้ฐิติมานะในตัวของฉันลดลง  ในที่สุดกระบี่สามเทพเจ้าอย่างฉันก็ไร้น้ำยา  ฉันได้แต่ส่ายหน้าและถอนใจ

 

“เมื่อกี้นี้ท่านพูดจาด้วยความทระนงองอาจ  แสดงว่าท่านคงคิดว่าตัวเองมีพลังฝีมือล้ำเลิศ  อย่ากระนั้นเลย  เรามาพนันกันดีกว่า  โดยที่ข้าจะไม่ออกนอกกระท่อมหลังนี้แม้แต่ก้าวเดียว  หากท่านจับตัวข้าได้แม้แต่เพียงชายเสื้อ  ข้าก็จะอนุญาตให้ท่านรอในกระท่อมนี้นานจนกว่าพ่อของข้าจะกลับ  แต่หากทำไม่ได้  ท่านต้องคุกเข่าโขกศีรษะขอขมาข้าสิบที  ตกลงไหม”

ยามนั้นเธอยืนตัวตรง  เอามือไพล่หลัง  ท่าทางองอาจราวกับผู้เยี่ยมยุทธ์ 

 

คำท้าทายนั้นเปิดโอกาสให้ฉัน  ฉันรับปากทันที  เพราะฉันไม่รู้ว่าแพทย์เทพยดาจะกลับมาเมื่อไร  อาจนานอีกสามวันข้างหน้าก็ได้  ในป่าแห่งนี้  ที่สะดวกสบายในการรอ  ยังคงเป็นภายในกระท่อมแห่งนี้  ฉันไม่อยากแบกเด็กน้อยออกไปตากน้ำค้างในยามราตรี 

 

อีกอย่างหนึ่ง  หากฉันกระบี่สามเทพเจ้า  ไม่สามารถแม้แต่จะจับชายเสื้อเด็กอายุสิบห้าสิบหกขวบภายในกระท่อมเล็กๆหลังนี้  ฉันก็สมควรคุกเข่าโขกศีรษะ  ในยุทธภพทุกวันนี้  ผู้ที่มีฝีมือทัดเทียมฉันมีอยู่ไม่มาก  ที่เอาชนะฉันได้มีไม่เกินจำนวนนิ้วมือของฉัน   การที่จะไม่สามารถแม้แต่จะจับถูกชายเสื้อ  เป็นสิ่งที่คิดไม่ได้

 

ท่าทางเธอมีอาการเบิกบานขึ้นมาทันที  ยามนี้ดูเหมือนเด็กอายุไม่เกินสิบขวบ  แววตาสดใส  สีหน้าแดงระเรื่อด้วยความดีใจ  เหมือนรอเพื่อนเล่นมานาน

 

ฉันยิ่งคิดยิ่งรู้สึกผิด  เด็กคนนี้เป็นเด็กชาวป่าที่ขาดเพื่อนเล่น  ไร้มารยาทเพราะไม่เคยเข้าสังคม  ฉันไม่ควรทำอะไรรุนแรง  ดังนั้นฉันจึงยื่นมือเข้าคว้าจับแขนของเธอด้วยพลังเพียงส่วนเดียว 

 

แต่ฉันคว้าไม่ถูกอะไรเลย  เธอขยับกายไปด้านข้างได้อย่างว่องไว  พร้อมทั้งหัวเราะชอบใจ

 

ฉันพยายามอีกสองสามครั้ง  แต่ก็ไร้ผล

“ข้าสงสัยจริง  ฝีมือท่านอ่อนด้อยถึงเพียงนี้  เหตุใดจึงกล้าออกมาท่องแผ่นดิน”

เธอขมวดคิ้วเรียวงามเข้าหากัน  แล้วเยาะเย้ยฉัน

 

“อีกสักครู่  ข้าจะให้ท่านโขกศีรษะจนหัวโนเลย  ฮิ ฮิ”

เธอตบมือชอบใจ  แล้วกระโดดขึ้นไปนั่งบนโต๊ะไม้ยาวข้างผนังที่ยามนี้วางเต็มไปด้วยกระปุกยา  เธอประมาทฉันมากจนกระทั่งว่าเมื่อฉันเคลื่อนกายเข้าใกล้  เธอหันหน้าไปทางอื่น

 

ฉันทั้งโกรธและทั้งขำ  ทั้งอยากทำโทษเธอและรู้สึกเอ็นดู  แต่คิดดูการจะทำโทษเธอได้นั้น  ฉันต้องเอาชนะเธอให้ได้ก่อน  ฉับพลันนั้นเองที่ฉันเพิ่งพลังเป็นแปดส่วน  และใช้วิชาคว้าจับที่เลื่องชื่อของฉัน   สองมือของฉันพุ่งเข้าใส่ในสองทิศทางเหมือนกรงเล็บเหยี่ยว

 

แต่ฉันก็คว้าน้ำเหลวอยู่ดี  ร่างของเธอลอยขึ้นไปข้างบนเหมือนไร้น้ำหนัก  คล้ายเป็นเพียงกระดาษที่โดนพลังของฉันซึ่งเป็นลมกระพือให้ลอยขึ้น  ฉันไม่เคยเห็นวิชาตัวเบาที่ลำเลิศแบบนี้มาก่อนเลย

 

ฉันรู้ตัวแล้วว่ามาเจอยอดฝีมือ  ฉันเพิ่งพลังเป็นสิบส่วน 

 

แต่สิ่งที่ตามมาเป็นภาพที่ฉันไม่คิดว่าจะได้เห็นหรือเป็นไปได้  ร่างของเธอปราดเปรียว  ไร้น้ำหนัก  เหมือนหนึ่งว่าเพดานสำหรับเธอคือพื้น  เธอสามารถยืนบนนั้น  หรือวิ่งเล่นบนนั้นได้  หรือฝาผนัง  ก็เช่นกัน  เธอวิ่งเล่นบนนั้นได้เหมือนเป็นจิ้งจก  เวลาเจอเสาหรือขื่อคา เธอก็เลี้ยวได้อย่างสบายเหมือนตัวเองเป็นหมอกควัน  ในความรวดเร็วนั้น  ฉันไม่เห็นเธอเตะถูกกระปุกยา  หรือหม้อต้มยาในห้องนั้นเลยแม้แต่ครั้งเดียว  แสดงว่าท่าร่างของเธอนั้นนอกจากจะรวดเร็ว  ยังแม่นยำอีกต่างหาก

 

ในชีวิตของฉันไม่เคยเจอผู้ใดมีวิชาตัวเบาสูงส่งถึงเพียงนี้  ฉันหยุดนิ่ง  หัวใจเต้นแรง  ยามนั้นเธอไถลตัวลงไปนั่งไขว่ห้างบนโต๊ะยาเหมือนเดิม 

ตอนนั้นเธอหัวเราะเสียงสดใส 

“เข้ามาอีกสิ”

 

ฉันยกมือคารวะเธอด้วยความเต็มใจ  แม้จะรู้สึกขวยเขินละอายที่กำลังจะต้องคุกเข่าโขกศีรษะกับเด็กคนหนึ่ง  แต่ฉันก็รู้ตัวว่าฉันแพ้แล้ว  ฉันไม่มีอัตตา  เมื่อแพ้ฉันก็ยอมรับ

“ไม่จำเป็นแล้ว  โกวเนี้ยมีวิชาตัวเบาล้ำเลิศ  ข้าพเจ้าอุ้ยเชียงยอมแพ้ด้วยความเต็มใจ”

 

ฉันคุกเข่าลง  และเตรียมตัวจะโขกศีรษะคำนับ  ก็มีเสียงตวาดดังมาจากหน้าบ้าน

 

“เซี้ยงยี้  เจ้าอย่าได้เหลวไหล”

ขาดคำ  ฉันก็เห็นชายชราผมขาว  หนวดเคราขาวยาว  เรือนร่างสูงใหญ่คนหนึ่งเดินเข้ามาในบ้าน  เขาสะพายชะลอมไม้ไผ่ที่ภายในนั้นมีสมุนไพรมากมาย

 

ฉันถือโอกาสนั้น  หันไปคารวะเขาแทน

“ข้าพเจ้าผู้เยาว์กระบี่สามเทพเจ้าอุ้ยเชียง ขอกราบคารวะท่านผู้อาวุโส”

 

เขาเดินเข้ามาหาฉัน  แล้วประคองฉันให้ลุกขึ้น

“อย่าได้เกรงใจ  ลุกขึ้นมาเถิด  อย่าได้ถือสาเด็กซุกซนคนนี้”

“แต่ข้าพเจ้าแพ้พนันนาง  อย่างไรเสียก็ต้องปฏิบัติตามคำพูด  อีกประการหนึ่งข้าพเจ้าก็แพ้อย่างยินยอมพร้อมใจ”

ชายชราหัวเราะอย่างอารมณ์ดี  โบกไม้โบกมือบอกว่า

“ไม่ต้อง  ไม่ต้อง  เด็กคนนี้อยู่แต่ในบ้านป่าเมืองดอย  ไม่รู้ความควรไม่ควรอะไรทั้งนั้น  วันๆเอาแต่ซุกซนเหลวไหลไปตามเรื่อง  ท่านไม่ต้องไปยึดถือเป็นจริงเป็นจัง”

 

ฉันกำลังจะคัดค้าน  แต่เขากลับดึงฉันให้ลุกขึ้นยืน  แล้วหันไปบอกเด็กสาวว่า

“เซี้ยงยี้  ไปนำน้ำชามาต้อนรับแขก”

เด็กสาวเดินเข้าไปในห้องข้างในอย่างว่าง่าย  เขาพาฉันไปนั่งที่โต๊ะกลางห้อง     เขาตรวจชีพจรของชิวฮ้งกวง  เฝ้ามองสีหน้าดำคล้ำของเด็กน้อย  สักครู่ก็มีสีหน้าตกตะลึง

“ยังมีคนฝึกวิชาฝ่ามือทรายดำสูงถึงระดับนี้ด้วยหรือ  และเหตุใดเล่าจึงต้องทำร้ายเด็กตัวเท่านี้  ขณะนี้พิษซึมเข้าไปข้างในถึงกระดูก  แต่เหตุใดเขาจึงยังมีชีวิตอยู่”

 

ฉันจึงเล่าความเป็นมาของเด็กคนนี้  บอกว่าเขาคือทายาทคนเดียวของท่านขุนพลชิวเฮี่ยงกวง  ซึ่งเป็นขุนพลผู้ซื่อสัตย์ต่อแผ่นดิน  เขาถูกขันทีโฉดกังตั๊กใส่ความจนถูกประหารชีวิต  แต่มันก็ยังไม่หนำใจ  ยังต้องการฆ่าล้างโครต  ตัวของฉันปกติเป็นคนรักสันโดษ  ไม่ชอบยุ่งเรื่องราวของคนอื่น  แต่ครั้งนี้ทนไม่ไหว  จึงยื่นมือเข้ามาหวังช่วยชีวิตครอบครัวของท่านขุนพลชิว  แต่ฉันก็ช่วยได้เพียงคนเดียว  มิหนำซ้ำยังเป็นเพียงครึ่งชีวิต 

 

ฉันเคยประมือกับขันทีกังตั๊กผู้นี้หนึ่งครั้ง  เขามีพลังฝีมือสูงส่ง  ฉันเองก็ยังเป็นรองอยู่ขั้นหนึ่ง  ตลอดเวลาสามปีที่ฉันพาเด็กคนนี้ไปหาหมอในที่ต่างๆ  แต่ไม่ว่าจะเป็นนายแพทย์ที่มีชื่อเสียงท่านใดก็จนปัญญา  เด็กคนนี้กลายเป็นคนทุพพลภาพ  เดินไม่ได้  มีอาการทรงๆทรุดๆ  บางครั้งก็ปกติ  สามารถพูดคุยได้ทุกอย่าง  เป็นเด็กเฉลียวลาดช่างพูดช่างเจรจา  บางครั้งก็มีอาการเพ้อ  บางครั้งก็หมดสติ  ได้รับความทรมานเป็นอันมาก  เหมือนมีฝูงมดกำลังไต่อยู่ข้างใน  ฉันคิดว่าแม้แต่ผู้ใหญ่  ก็ยากที่ใครจะทนความทุกข์ทรมานนี้ได้   แต่เด็กคนนี้มีความอดทนเป็นเลิศ  เขาไม่เคยปริปากบ่นหรือท้อถอยเลย 

 

ในระหว่างที่เราคุยกันนั้น  เด็กสาวก็นำน้ำชาเดินออกมา  ตอนนี้เธอดูเรียบร้อยไร้พิษสง  มิหนำซ้ำยังเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว  กลายเป็นหญิง  กลับมานั่งแกว่งขาเล่นที่โต๊ะยาข้างผนัง  คล้ายหนึ่งไม่สนใจเรื่องราวที่เราคุยกัน  แต่ฉันคิดว่าเธอกำลังฟังเราพูดทุกถ้อยคำ

 

“ท่านผู้อาวุโสคิดว่า  จะรักษาเด็กคนนี้ได้หรือไม่”

“ผู้ถูกวิชาฝ่ามือทรายดำ  หากนำมาให้ข้ารักษาภายในเจ็ดวัน  ยังพอรักษาได้  แต่เด็กคนนี้ได้รับพิษนี้นานถึงสามปีแล้ว  ข้าหมดปัญญารักษา”

คำตอบนี้เหมือนสายฟ้าฟาด  ทำให้ฉันตกตะลึง  คิดไม่ถึงว่าจากการเดินทางด้วยความยากลำบาก  กลับมาเจอคำตอบอย่างนี้  ฉันรู้สึกสงสารเด็กคนนี้ใจจะขาด  ไม่อยากเชื่อเลยว่าเด็กที่มีจิตใจเข้มแข็งเช่นนี้  กลับจะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงไม่นาน

 

แพทย์เทพยดามองใบหน้าสิ้นหวังของฉันแล้วพลันพูดขึ้นว่า

“แต่บนโลกนี้ยังมีใครคนหนึ่งสามารถรักษาเด็กคนนี้ได้”

“ผู้ใดหรือ  ขอให้ท่านผู้อาวุโสโปรดชี้แนะ”

ฉันอุทานขึ้นด้วยความดีใจและแปลกใจ  เพราะไม่คิดว่าในโลกนี้ยังมีคนที่มีความรู้ทางแพทย์สูงส่งกว่าท่าน

“คนผู้นั้นไม่ได้ห่างไกลเลย  แท้จริงก็เพียงไม่กี่ก้าวจากตัวท่าน”

ชายชราพูดขึ้นอย่างเป็นปริศนา  แล้วลุกขึ้นยืน  เดินตรงเข้าไปหาเด็กสาว  แล้วพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“เซี้ยงยี้  เด็กน้อยคนนี้น่าสงสารยิ่งนัก  เจ้าช่วยรักษาเขาเอาบุญสักครั้งได้ไหม”

 

ฉันนิ่งตกตะลึงเป็นครั้งที่สอง  ไม่คิดว่าใครคนนั้นกลับเป็นเด็กสาวซุกซนคนนี้  แต่ถ้อยคำและกิริยาที่ชาวชราตอบต่อเด็กสาวเป็นจริงต่อสายตาของฉัน

“หากเป็นคนอื่นพ่ออาจไม่กล้ารบกวนเจ้า  แต่เด็กคนนี้เป็นทายาทคนเดียวของขุนพลชิว  ซึ่งทำคุณประโยชน์ไว้มากมายต่อประเทศชาติ  จงเห็นแก่พ่อและอุ้ยเจกๆคนนี้ที่อุตส่าห์ดั้นด้นพาเขาตระเวนหาหมอรักษานานถึงสามปี  แม้เด็กคนนี้จะไม่ได้เป็นอะไรกับเขาเลย  จงช่วยชีวิตเด็กคนนี้สักครั้ง”

คิดไม่ถึงว่าแพทย์เทพยดา  กลับต้องอ้อนวอนงอนง้อเด็กคนหนึ่ง   มันเป็นภาพที่น่าขบขัน  แต่ฉันยามนั้นหัวเราะไม่ออก

 

เด็กสาวตอบสะบัดอย่างไม่ใยดี

“ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติอะไร  ไม่เห็นรู้เรื่อง  ไม่เห็นเกี่ยวข้องอะไรกับเซี้ยงยี้”

 

ชายชราทำหน้าครุ่นคิดสักครู่  แล้วเปลี่ยนคำพูดใหม่ว่า

“เซี้ยงยี้  เจ้าเคยรบเร้าพ่อให้พาเจ้าออกไปท่องเที่ยวในโลกกว้างมิใช่หรือ  บัดนี้โอกาสนั้นได้มาถึงแล้ว  พ่ออายุมากเกินไปที่จะพาเจ้าเที่ยว  และไม่อาจวางใจปล่อยให้เจ้าออกไปท่องเที่ยวเพียงคนเดียว  หากเจ้ารับปากรักษาเด็กคนนี้  พ่อจะขอให้ท่านผู้กล้าหาญแซ่อุ้ยทำหน้าที่เป็นคนพาเจ้าเที่ยวสักสามปี  เจ้าจะว่ายังไง”

 

เจอไม้นี้เด็กสาวทำท่าครุ่นคิด  มองฉันอย่างไม่ไว้วางใจ  ในตอนนั้นชายชราหันมาหรี่ตาให้สัญญาณแก่ฉัน  ฉันรีบรับปากทันทีว่า

“ข้าพเจ้าขอสัญญากับโกวเนี้ยว่า  หากท่านสามารถรักษาเด็กน้อยคนนี้ให้หายเป็นปกติได้  ท่านต้องการให้ข้าพเจ้าพาท่านไปเที่ยวในทิศไหน  แว่นแคว้นใด  ข้าพเจ้าจะปฏิบัติด้วยความยินดียิ่ง    อย่าว่าแต่สามปีเลย  แม้นโกวเนี้ยพอใจ  อยากจะนานกว่านั้นก็ได้”

สิ้นคำพูดของฉัน  ฉันเห็นรอยยิ้มอย่างพอใจของเธอ  พลางผงกศีรษะน้อยๆแสดงอาการยินยอม

 

จากนั้นฉันเห็นชายชรานำถ้วยมาใบหนึ่งพร้อมด้วยมีดหมอหนึ่งเล่ม  เขาเลิกชายเสื้อของเธอให้เห็นลำแขนขาวผ่อง  นำมีดเล่มนั้นกรีดลงบนแขนเป็นเส้นให้เลือดไหลออกมา  รองรับด้วยถ้วยใบนั้นจนเต็ม  จากนั้นเขากดปิดบาดแผลด้วยมือธรรมดา  สักครู่หนึ่งเมื่อเขาคลายมือออก  บาดแผลนั้นก็หายไป  แต่เธอยามนั้นมีสีหน้าซีดลงอย่างเห็นได้ชัด  มีอาการเงื่อนหงอยเหมือนคนอดนอน  ไม่ได้คึกคะนองเหมือนที่เห็นมาตั้งแต่เที่ยง  ไม่นานเธอก็เดินกลับเข้าไปข้างใน

 

เลือดสีแดงของเธอในถ้วยมิได้มีกลิ่นคาวเหมือนเลือดทั่วไป  แต่กลับมีกลิ่นหอมประหลาด

 

ชายชราป้อนเลือดถ้วยนั้นให้กับชิวฮ้งกวง  ในระหว่างนั้นเขาก็เล่าเรื่องราวของเด็กสาวคนนี้ให้ฉันฟัง  เขาเล่าว่าเธอไม่ใช่มนุษย์  แต่เป็นการแปลงร่างของโสมหมื่นปี  สิบหกปีก่อนเขาไปเก็บสมุนไพรบนภูเขาสูงทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือ  มาจนถึงเทือกเขาคุนลุ้น  เขาขุดเจอโสมหมื่นปีซึ่งเป็นสิ่งหายากที่สุด  ตลอดชีวิตเขาไม่เคยคิดว่ามันจะมีอยู่จริงเลย  มันมีลำต้นเหมือนตัวอ่อนมนุษย์  เขานำกลับบ้าน  เมื่อมันสัมผัสถูกไออุ่นของมนุษย์  ก็ค่อยๆแปลงร่างจนกลายเป็นเด็กทารกจริงๆ  เขาเลี้ยงเธอจนโต  เหมือนเด็กผู้หญิงคนหนึ่งทุกประการ  ยามเขาสอนวิทยายุทธให้เธอ  ก็พบว่าเธอเรียนวิชาตัวเบาได้รวดเร็วกว่าคนธรรมดา 

 

เขาตั้งชื่อเธอว่าเล้าเง็กเซี้ยง  สิบหกปีผ่านมา จิตใจเธอก็ยังเหมือนเด็กทารก  อาจเพราะไม่เคยไปไหน  ไม่เคยเจอใคร  นอกจากชาวป่าชาวดอยไม่กี่คน  เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย  แม้เธอจะเห็นแก่ตัวตามประสาเด็ก  แต่ก็ไม่มีความชั่วร้ายอันใด 

 

เลือดของเธอมีประสิทธิภาพเป็นยาวิเศษ  เพียงหนึ่งถ้วยเท่านั้น  นอกจากสามารถรักษาโรคร้ายได้นานา  สามารถสลายพิษแม้จะสั่งสมมานานเช่นในกรณีของชิวฮ้งกวง  ยังเพิ่มพลังภายในให้แก่ผู้ฝึกวิทยายุทธได้หลายสิบปี 

 

ความข้อนี้เป็นความลับ  เขากำชับว่าให้คนอื่นล่วงรู้น้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้  เพราะหากเหล่าชาวยุทธจักรล่วงรู้เข้า  ชีวิตของเธอจะตกอยู่ในอันตราย  ใครๆก็อยากจะดื่มเลือดเธอ  และแม้เธอจะมีวิชาตัวเบาเลิศล้ำในแผ่นดิน  แต่วิทยายุทธด้านอื่นก็ยังธรรมดา  และเธอจะไม่เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของมนุษย์

 

สิบหกปีมานี้ที่เธอเก็บตัวอยู่แต่ในป่า  เขาคิดอยากให้เธอออกไปสู่โลกกว้าง  จนใจที่ตัวเองไม่เหมาะจะทำหน้าที่นั้น  วันนี้เขาเห็นฉันเห็นแก่เด็กที่ไม่รู้จักมักจี่  เพียงแต่ด้วยความรักในความยุติธรรม  ฉันยอมลำบากแบกเด็กคนนี้ออกตามหาแพทย์รักษาถึงสามปี  มันเป็นน้ำใจประเสริฐที่หาได้ยาก  เขาจึงวางใจให้ฉันเป็นผู้ปกครองเด็กสาวคนนี้  แม้ฉันมองเห็นภาระหนักอึ้งอยู่ข้างหน้า  แต่ฉันก็ไม่หวาดกลัวภาระ  คิดถึงตัวเองกระบี่สามเทพเจ้าอุ้ยเชียง  หนึ่งชีวิตไม่มีคนรัก  ไม่มีครอบครัว  แต่กลับต้องตะแบงแบกเด็กผู้ชายที่พิเศษคนหนึ่ง  บัดนี้เพิ่มเด็กผู้หญิงที่พิสดารยิ่งกว่า  อดสะท้อนตื้นตันใจไม่ได้  ไม่รู้เป็นโชคดีหรือโชคร้ายของฉัน  แต่ฉันก็น้อมรับคำสั่ง

 

เพียงไม่นานฉันก็เห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวของชิวฮ้งกวง  ใบหน้าของเขาเริ่มมีสีเลือดขึ้น  เริ่มกระดุกกระดิกกาย  และไม่ช้าก็ลืมตาขึ้น

 


แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มีนาคม 2008 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31