พิมพ์หน้านี้
|
เรื่องที่เจ็ด สองกระเรียนแห่งเตียมชัง
ผู้สังเกตการณ์
ฉันชื่อเยี่ยมเต็ก เป็นศิษย์ฆราวาสของสำนักผู่ท้อซัว
ในงานชุมนุมวิจารณ์วิทยายุทธของสิบสามสำนักใหญ่ สำนักผู่ท้อซัวอยู่ในตำแหน่งที่สิบเอ็ด เกือบอยู่ในตำแหน่งสุดท้าย คงเพราะเราเป็นสำนักเล็ก
เป็นเวลานานเกือบร้อยปีมาแล้ว ที่ทุกหกปีจะมีการประชุมยอดฝีมือแห่งสิบสามสำนักใหญ่บนยอดเขาไท้ซัว แต่ละครั้งกินเวลาเจ็ดวัน เพื่อวิเคราะห์วิจารณ์วิทยายุทธร่วมกัน เป็นการสังสรรค์ทำความรู้จัก และเพื่อประลองฝีมือหาอัจฉริยะรุ่นใหม่ งานนี้ช่วยเปิดหูเปิดตาเด็กๆ และแสดงฝีมือผู้ใหญ่ และอาจมีความหมายอื่นไกลกว่านั้นสำหรับคนแก่
มองดูเก้าอี้เจ้าสำนักสิบสามตัว ที่เห็นโดดเด่นขัดตาคือเก้าอี้เจ้าสำนักเตียมชัง เพราะมันถูกปล่อยว่างมาอย่างนั้นสิบแปดปีแล้ว
สามครั้งมาแล้วที่ไม่มีใครจากสำนักเตียมชังเข้าร่วมประชุมด้วย พวกเขากลายเป็นสำนักที่ไม่ไปมาหาสู่กับใคร ราวหนึ่งกับว่าไม่มีตัวตนอยู่บนโลก เป็นความจริงว่าภูเขาเตียมชังอยู่ห่างไกลทางตอนใต้ อยู่ในป่าดอย แต่ก็ไม่น่าจะไม่มีใครมาเลย หากมันเป็นเช่นนี้มาถึงสามครั้ง
เก้าอี้ตัวนั้นวางอยู่ในตำแหน่งที่สาม แสดงว่าหนึ่งร้อยปีก่อนนั้น สำนักเตียมชังมีความสำคัญอย่างใหญ่หลวง เพลงกระบี่นกกระเรียนของพวกเขาเคยมีชื่อเสียงเลื่องลือ แต่วันนี้คนรุ่นใหม่ไม่ได้เห็นเพลงกระบี่นี้อีก แต่เก้าอี้ตัวนั้นก็ไม่มีใครยกออกไป ยังคงถูกจัดวางไว้ในตำแหน่งเดิม เป็นที่ว่างขัดตา แต่ไม่มีใครพูดอะไร
ไม่มีใครยกมันออกเพราะนี่คือการประชุมของสิบสามสำนักใหญ่ และไม่มีใครกล้าทำอะไรให้เหลือสิบสองสำนัก
ปีนี้ฉันอายุสามสิบสามปี เข้าร่วมงานครั้งนี้เป็นครั้งที่สาม ดังนั้นฉันจึงเป็นใครคนหนึ่งที่ไม่เคยเห็นเพลงกระบี่สำนักเตียมชังเลย เพียงได้รับการบอกเล่าจากศิษย์รุ่นพี่ของฉัน แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนสองครั้งที่แล้ว เมื่องานเริ่มได้หนึ่งวัน ย่างเข้าวันที่สอง ก็มีคนจากสำนักเตียมชังมาร่วมงาน สร้างความฮือฮาให้กับงาน
พวกเขามากันสองคนเท่านั้น คนหนึ่งเป็นเจ้าสำนัก อีกคนหนึ่งเป็นลูกศิษย์ พวกเขาอธิบายว่าเกิดโรคระบาดร้ายแรงทำให้ผู้คนในสำนักล้มตายเป็นจำนวนมาก บัดนี้จึงเหลือพวกเขาสองคนเท่านั้น ซึ่งกำลังจะเริ่มต้นสำนักใหม่ พวกเขามีชื่อว่าสองกระเรียนแห่งเตียมชัง คนหนึ่งชื่ออาปวย ฉายาว่ากระเรียนใหญ่ อีกคนหนึ่งชื่ออาตง ฉายาว่ากระเรียนเล็ก
พวกเขาคือตัวตลกแห่งงานนี้
ทั้งชื่อตัวและฉายา ล้วนเรียบง่ายจนน่าขบขัน คนที่ฉายาว่ากระเรียนใหญ่ ก็ไม่ได้ตัวใหญ่ คนที่ฉายาว่ากระเรียนเล็ก ก็ไม่ได้ตัวเล็ก ที่จริงพวกเขามีรูปร่างใกล้เคียงกัน ต่างกันเพียงว่าคนที่เป็นเจ้าสำนักอายุมากกว่าลูกศิษย์อยู่สองปี แต่ทั้งคู่ก็ยังหนุ่มอยู่มาก อายุน้อยกว่าฉันอีก
ชื่อของพวกเขาช่างบ้านนอกอะไรปานนั้น ดูเหมือนพวกเขาไม่รู้จักแซ่ของตัวเองด้วยซ้ำ ทั้งกิริยาท่าทาง ช่างเซ่อซ่าห้าแต้ม แสดงว่าตลอดชีวิตคงไม่เคยออกนอกป่าดอย การแต่งตัวก็ไม่ผิดกับชาวป่า ใส่รองเท้าแตะทำด้วยฟางเหมือนชาวนา เสื้อผ้าเนื้อหยาบ ธงบอกชื่อสำนักเตียมชังก็ทำอย่างง่ายๆ ด้วยตัวหนังสือที่เขียนโย้เย้ เหมือนเด็กหัดเขียนหนังสือ ยามวางเคียงข้างตัวหนังสือที่มีพลังของอีกสิบสองสำนัก สร้างภาพขัดแย้งที่น่าตื่นตะลึง พวกเขาหากไม่ใช่คนโง่เขลาอย่างที่สุด ก็จงใจมาเป็นตัวตลกของงาน เพื่อสร้างความหฤหรรษ์
อาการเด๋อด๋าของพวกเขาทั้งคู่ใกล้เคียงกัน ตัวอาจารย์ก็เปิ่นพอๆกับลูกศิษย์ เงอะงะเซ่อซ่าเท่ากัน ทั้งการพูดจา และท่าทาง แต่ข้อดีคือพวกเขาดูเหมือนจะไม่รู้สึกตัว อาจโง่เขลาเกินกว่าจะรู้จักอาย ไร้เดียงสาเกินกว่าที่จะรู้จักคิด พวกเขาใช้สิทธิแห่งการเป็นตัวแทนของสำนักเตียมชังอย่างเต็มที่ มีที่นั่งของพวกเขาอย่างสบายทั้งในซุ้มที่ชมงาน หรือบนโต๊ะอาหาร ในขณะที่ซุ้มสำนักอื่นแออัดคับแคบ เพราะส่วนใหญ่จะยกพวกมากันมาก บางสำนักยกพวกมาร่วมประชุมเป็นร้อย เช่นสำนักฮั้วซัว ยกพวกมากันสองร้อยกว่าคน เสื้อผ้าชุดดำของพวกเขาพริ้วสะบัด เป็นความองอาจอย่างหนึ่งแห่งงาน สำนักบู้ตึงก็มีมาร้อยกว่าคน ด้วยชุดน้ำตาลเหลือง เป็นสำนักใหญ่ที่มีพลังมาก ไม่นับสำนักไท้ซัวที่เป็นเจ้าภาพของทุกครั้ง ซึ่งมีศิษย์หลายร้อยคน มันเป็นการแสดงความสามัคคีของพวกเราสิบสามสำนักใหญ่ ซึ่งเป็นขุมกำลังกว้างขวาง เกินกว่าที่ใครจะกล้ามาท้าทายด้วย
สำนักผู่ท้อซัวเล็กๆของฉัน ก็ยังมีศิษย์เข้าร่วมชุมนุนยี่สิบห้าคน การมาเจอสำนักที่ส่งคนเข้าร่วมเพียงสองคนอย่างเตียมชัง เป็นภาพที่น่าพิศวง
ไม่มีใครรู้จักพวกเขาเลย เพราะพวกเขาแท้จริงอายุยังน้อย ยามสิบสามเจ้าสำนักใหญ่นั่งอยู่บนเก้าอี้พิธีที่ถูกจัดวางไว้ให้ อาปวยเป็นเด็กที่สุด ได้ยินว่าเขามีอายุเพียงยี่สิบแปดปีเท่านั้น ที่จริงเขาไม่มีศักดิ์ศรีนั่งร่วมโต๊ะกับอีกสิบสองเจ้าสำนัก ซึ่งล้วนเป็นผู้อาวุโส มีชื่อเสียงเลื่องลือ ลำพังลูกศิษย์ของเจ้าสำนักสิบสองคนนี้ ก็มีหลายคนที่อาวุโสกว่าเขามาก ไม่เคยมีเจ้าสำนักอายุน้อย และไม่มีชื่อเสียงในสารบบอย่างเขามานั่งโก้เหมือนในงานชุมนุนครั้งนี้เลย
แต่แปลกคือไม่มีใครว่าอะไร ไม่มีใครคัดค้าน หรือขับไล่เขาออกไป อาจเพราะไม่มีใครอยากลดตัวทำเรื่องแบบนี้ อาจเพราะพวกเขาคิดว่างานยังมีเวลาอีกหลายวัน ท้ายที่สุดการประลองฝีมือก็ต้องมาถึง และเพราะพวกเขามากันเพียงสองคน ทั้งสองคนนั้นก็ต้องลงสนาม ตอนนั้นความจริงก็จะปรากฏแก่สายตาทุกคู่
คงมีคนคิดว่า พวกเขามาจากสำนักเตียมชังจริงไหม เพราะไม่มีใครรู้จักพวกเขาเลย แต่ความสงสัยนี้ก็ไม่น่าเกิดขึ้น เพราะคงไม่มีใครบ้าพอจะปลอมตัวเป็นคนจากสำนักเตียมชัง และบังอาจมาแหกตาผู้คนมากมายอีกสิบสองสำนักใหญ่ มันคือความอุกอาจที่เกินเลยจะเชื่อได้ การมาแหกตาเจ้าสำนักที่ทรงเกียรติภูมิและมีพลังฝีมืออย่างเจ้าสำนักทั้งสิบสองคน คงเป็นคนที่เบื่อหน่ายการมีชีวิต อีกประการหนึ่งแม้ฉันจะยังเด็กเกินกว่าจะเคยเห็นเพลงกระบี่นกกระเรียน แต่เหล่าผู้อาวุโส ศิษย์ผู้พี่ที่มีอายุในงานนี้ก็มีมาก พวกเขาย่อมมองออกว่าเพลงกระบี่นกกระเรียนที่แท้จริงเป็นอย่างไร การมาแหกตาจึงเป็นสิ่งคาดคิดไม่ได้
อาปวยกับอาตง กลายเป็นจุดสนใจของงาน เพราะพวกเขาคือตัวตลก แม้โดยเปลือกนอกทุกคนจะไม่แสดงออก จะตอบต่อพวกเขาอย่างสุภาพ แต่ลับหลังผู้คนพากันหัวเราะท้องแทบแตก สำหรับเด็กวัยรุ่นบางคนที่มางาน อาจทนไม่ได้ต้องหัวเราะพวกเขาต่อหน้าอย่างเปิดเผย แต่พวกเขาสองคนก็ดูเหมือนไม่ได้ยิน หรือไม่รู้สึกตัว หรือรู้แต่ก็ทำเป็นไม่รู้ ฉันเห็นพวกเขาทำหน้าตาย บางครั้งยังส่งรอยยิ้มโง่งม
ที่เป็นสีสันของงาน คือศิษย์หญิงจากสี่สำนักใหญ่ ที่มีจำนวนมากที่สุดคือศิษย์จากสำนักแชเซี้ย ซึ่งเป็นหญิงล้วน มากันห้าสิบกว่านาง ส่วนใหญ่ยังอายุน้อย และหน้าตาดี เวลาอาปวยกับอาตงเดินผ่าน พวกสาวๆพากันส่งเสียงหัวเราะเกรียวกราว บางคนถึงกับทำมือทำไม้ล้อเลียนพวกเขา เสื้อสีเขียวอ่อนของพวกเขาเป็นเสน่ห์ดึงดูดใจในงาน หนุ่มๆจากหลายสำนักใหญ่พากันห้อมล้อมพวกเธอเหมือนผีเสื้อไต่ตอมดอกไม้
ที่โดดเด่นคือศิษย์หญิงจากสำนักง่อไบ๊ สำนักนี้มีศิษย์ทั้งชายและหญิง ที่เป็นหญิงมีไม่มากนัก นับดูที่มาในงาน มีเพียงเจ็ดคน แต่ว่าแต่ละคนงดงามองอาจ สวยงามราวกับราชินี
ศิษย์หญิงจากคุนลุ้นมากันสามสิบกว่าคน มีความงามเป็นอันดับสาม
ที่ด้อยสุดกลับเป็นศิษย์หญิงจากสำนักเจ้าภาพ ศิษย์หญิงแห่งสำนักไท้ซัวมีสามสิบกว่าคน แต่ละคนหน้าตาพื้นๆ
เทศกาลนี้นอกจากจะมีความสำคัญในการประลองฝีมือ ยังเป็นโอกาสให้พวกศิษย์รุ่นหลังได้รู้จักกัน แต่ละวันพวกเขาจะจับกลุ่ม บางกลุ่มถือโอกาสเดินเที่ยวตามจุดชมวิวต่างๆบนภูเขา
วันที่พวกเรารอคอยในที่สุดก็มาถึง กว่าจะมาถึงงานก็ล่วงเข้าวันที่ห้าแล้ว วันนั้นคือวันที่ตัวแทนของสำนักเตียมชังจะต้องลงสนามประลอง
วันนั้นกระเรียนเล็กลงสนาม ประลองกับศิษย์จากสำนักบู้ซัว
ฉันจำแนกอาจารย์กับศิษย์ไม่ค่อยออก เพราะพวกเขาดูเชยเท่ากัน อายุก็ไล่เลี่ย หน้าตาก็ธรรมดาสามัญพอกัน คล้ายหนึ่งอาปวยจะเคร่งขรึมกว่าหน่อย อาตงจะมีรอยยิ้มกว้างกว่า หัวเราะบ่อยกว่า
สายตาหลายร้อยคู่จับจ้องอยากเห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้น เหมือนการเฝ้ารอละครฉากสำคัญ
ทุกอย่างปกติดี จวบจนอาตงชักกระบี่ กระบวนท่าแรกของเขา มีเสียงก้องกังวานดังสะท้อนในงาน ราวหนึ่งกับเสียงนกกระเรียน นี้คือกระบวนท่าแรกแห่งเพลงกระบี่นกกระเรียนที่ฉันเคยได้ยิน มีชื่อว่านกกระเรียนผงกหัว
หน้าตาท่าทางของอาตงเปลี่ยนไปทันที บัดนี้เขาไม่ใช่ตัวตลกที่โง่งมอีกแล้ว หน้าตาของเขาเคร่งขรึม นิ่งสงบ และแฝงความโหดร้ายอย่างสุดจะประมาณได้
แต่แล้วเหตุการณ์ก็ผกผันกลับ เพียงไม่กี่วินาที เขาก็เก็บกระบี่เข้าฝัก แล้วเดินออกจากงาน สักครู่มีคนเห็นเขาควบม้าหนีลงเขา ท่ามกลางความตื่นตะลึงของคนในงาน
ฉันเห็นอาปวยวิ่งไล่ตามไป แล้วทั้งสองก็หายไปจากงาน
มีเสียงวิจารณ์ต่างๆนานา แต่ไม่นานทุกคนก็ลืมเลือนมันออกไป มันเป็นเริ่มต้นที่ขบขันและจบลงอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย แต่ฉันเป็นคนหนึ่งที่เฝ้าคิดถึงไม่รู้วาย
กระเรียนใหญ่
ตอนนั้น ฉันอายุเก้าขวบ อาตงอายุเจ็ดขวบ
พวกมันมาถึงในยามค่ำคืน ยี่สิบสี่มารจากโลกอื่น พวกมันไม่ใช่มนุษย์จากโลกนี้แน่ เพราะพวกมันแต่ละตัวมีมือสิบมือ มีดวงตาสี่ดวง สองดวงอยู่ข้างหน้า สองดวงอยู่ข้างหลัง
ร่างกายของพวกมันมีเกราะธรรมชาติเหมือนปู แข็งแกร่งราวกับเหล็ก มีจุดอ่อนเล็กๆในข้อต่อ แต่ละตัวมีพลังฝีมือสูงส่ง ว่องไว ปราดเปรียว
ไม่รู้พวกมันมาจากไหน มาได้ยังไง แต่เป็นโชคร้ายของเตียมชัง พวกมันเลือกลงมาที่สำนักของเรา คืนนั้นพวกมันฆ่าพวกเราตายครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งจับไปกักขังในถ้ำแห่งหนึ่ง ซึ่งหลายปีต่อมาฉันจึงรู้ว่าแท้จริงมันไม่ใช่ถ้ำ แต่เป็นยาน
พวกมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่ประหลาด มีความลุ่มหลงสนใจแต่วิชาการต่อสู้ พวกเขาจับพวกเราครึ่งหนึ่งที่เหลือเพื่อนำไปศึกษา เป็นสัตว์ทดลองวิทยายุทธของพวกเขา
ศิษย์ร่วมสำนักของฉันค่อยๆล้มตายทีละคน เพราะทนความตรากตรำ การมีชีวิตอย่างสิ้นหวังในการเป็นสัตว์ทดลองไม่ไหว แม้แต่ผู้อาวุโสแห่งเตียมชังสิบกว่าคน ที่มีพลังฝีมือสูงส่ง ก็ทนไม่ได้ ต้องล้มตายทีละคนจนหมด ท้ายที่สุดที่ทนได้ และอยู่รอดนานถึงวันสุดท้าย ก็มีเพียงเราสองคนเท่านั้น คือฉันกับอาตง
อาจเพราะเราเป็นเด็กที่สุด อยากมีชีวิตต่อไป เพราะคงมีเพียงเราสองคนเท่านั้นที่สามารถส่งรอยยิ้ม
ความเป็นเด็กโง่งม การมองโลกในแง่ดี ไม่ยอมสิ้นหวัง ทำให้เราแม้จะกลัว แต่ก็ไม่เกลียด ในที่สุด เราก็ยอมรับพวกมันแต่โดยดี ปฏิบัติตามคำสั่งของพวกมันทุกประการ และถึงที่สุดเราก็ยอมรับว่าพวกมันคืออาจารย์
สิบปีในถ้ำประหลาด ที่ฉันกับอาตงเรียนวิชากับยี่สิบสี่มาร
เมื่อพวกมันจากไป พวกมันก็ปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระ เหมือนพวกเราเรียนจบวิชา เพลงกระบี่นกกระเรียนของเราที่ผ่านการปรับปรุงใหม่จากพวกมัน มีพัฒนาการที่สูงกว่าเดิมถึงสิบเท่า เพราะเราต้องต่อสู้ประลองกับชีวิตที่มีสิบมือ มีจิตใจดำมืดสุดหยั่ง มีร่างกายที่เกือบไร้จุดอ่อน และมีดวงตาข้างหลังอีกสองดวง
เราต้องประลองฝีมือเกือบทุกวัน ต้องเผชิญหน้ากับการทดสอบแบบใหม่ๆ การต่อสู้จึงเป็นเหมือนลมหายใจปกติ เรารู้ว่าเราไม่มีทางเอาชนะพวกมันได้ ไม่คิดฝันจะฆ่ามันตาย แต่เรารู้ว่าหากเราสามารถต่อสู้กับมันได้นานเพียงพอ ก็เป็นความสำเร็จ วันสุดท้ายฉันกับอาตงสามารถประลองกับมันตัวต่อตัวได้นานถึงสามร้อยกว่าเพลง ฉันสัมผัสได้ถึงความพึงพอใจ ความเคารพนับถือ การยอมรับจากพวกมัน
เพราะเราเป็นเด็ก เราไม่มีความเกลียด ไม่มีความแค้น ไม่รู้สึกอะไรเลย เราเพียงปรับตัวของเราให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ เราถือถ้ำนั้นเป็นบ้าน พวกมันเป็นอาจารย์ อดีตค่อยๆถูกลืมเลือน ต่อมาฉันจึงเข้าใจว่าทำไมผู้อาวุโสสิบกว่าคนแห่งสำนักจึงทนไม่ได้ ต้องเสียชีวิตทีละคนจนหมด เพราะพวกเขาไม่มีจิตใจจะเริ่มต้นใหม่
เมื่อกลับออกมาสู่โลกภายนอก เราคิดไม่ถึงว่าโลกจะสวยงามถึงเพียงนี้ ท้องฟ้ากับป่าเขา มันงดงามเกินคำบรรยาย เราเฝ้ามองมันทั้งเช้าและเย็นโดยไม่เบื่อหน่ายเป็นเวลานานเกือบปี
สำนักเตียมชังถูกทอดทิ้งมาเป็นเวลาสิบปี กลายเป็นซากปรักหักพัง เราอาศัยอยู่ในนั้น ด้วยความเกียจคร้านจะสร้างอาคารใหม่ เพราะเราเคยอยู่อย่างง่ายๆ บัดนี้เราเพียงหาที่ซุกหัวนอน แล้วแต่ละวันเราก็ออกไปท่องเที่ยวฝึกวิชาในป่าเขา จนกาลเวลาผ่านไปอีกแปดปี
ในแปดปีนั้นเราค่อยๆฟื้นฟูความรู้สึกนึกคิดแบบมนุษย์ เรียนรู้จักการเข้าสังคม เรายังคงเป็นเด็กสองคนในถ้ำยี่สิบสี่มาร เด็กโง่งมที่ดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อจะมีชีวิตรอด และเรียนรู้ที่จะยิ้มเสมอ และหัวเราะแม้จะหวาดกลัว
กระเรียนเล็ก
ความแตกต่างของฉันกับอาปวยคือ อาปวยไม่เจ้าชู้ ส่วนฉันชอบคิดถึงเพศตรงข้าม ผู้หญิงชาวบ้านที่ฉันเคยเห็นในป่าดอยแถวเตียมชัง ก็ทำให้ฉันคิด แต่ครั้งนี้ที่มาในงานชุมนุมวิจารณ์วิทยายุทธของสิบสามสำนักใหญ่ ฉันเห็นนักวิทยายุทธหญิงหลายคน ที่ทำให้ฉันหลงฝัน โดยเฉพาะในกลุ่มสาวๆจากสำนักง่อไบ๊ คนที่โพกผ้าสีชมพู เห็นแล้วรู้สึกเหมือนโลกนี้ไม่มีอะไรที่เป็นความหมายอีก
ณ ที่ใดที่เธอยืนอยู่ตรงนั้น ทั้งจักรวาลก็คล้ายเคลื่อนคล้อยโดยมีเธอเป็นจุดศูนย์กลาง
มันเป็นเพียงภาพลวงตา แต่ทำไมจึงเกิดภาพอย่างนี้ได้ ฉันอยากประลองฝีมือกับเธอเหลือเกิน ทำไมฉันคิดเช่นนั้นก็ไม่รู้
การที่เธอเฝ้ามองฉัน ทำให้ฉันคิดว่าเธอก็สนใจฉัน เมื่อมองเห็นดวงตาหวานคู่นั้น แล้ววูบหนึ่งฉันคิดขึ้นได้ว่านี้เป็นการคิดไปเอง เพราะเราแตกต่างกันมาก ในสถานภาพทางสังคม ในการแต่งกาย แม้เพลงกระบี่ของฉันจะเหนือล้ำกว่าเธอสักเท่าไร ก็ไม่มีความหมายอะไร มันไม่ได้เปลี่ยนแปลงสถานภาพเหล่านั้น เราคงเจอกันเพียงเจ็ดวันในงานนี้เท่านั้น ถึงวันหน้าได้พบกันอีกในที่แห่งใด เราก็คงไม่มีความสัมพันธ์อันใดต่อกัน
กรณีเดียวที่ความสัมพันธ์ของเราจะเกิดขึ้นได้ คือหากเธอตกอยู่ในถ้ำเช่นเดียวกับฉันและอาปวย ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดด้วยกันในนั้นสิบปี
ประสบการณ์สิบปีนั้นที่ฉันอยู่รอด ทำให้ฉันรู้ว่า ไม่ว่าจะเจอปัญหาใดก็ตาม สิ่งที่ถูกต้องที่สุดคือการมองมันเป็นความปกติ แล้วเดินหน้าต่อไป
มันเป็นบทเรียนที่แลกมาได้ด้วยชีวิต ไม่ใช่ความคิด
ไม่สำคัญว่าคนอื่นคิดถึงฉันยังไง ไม่ว่ารักหรือเกลียด ชื่นชมหรือดูถูก มันเป็นเพียงความปกติที่ฉันต้องเดินหน้าต่อ
การพยายามเดินเข้าหาคนที่ไม่รักเรา หรือไม่เป็นเพื่อนกับเรา ไม่มีความหมาย
อาปวยสมควรเป็นเจ้าสำนัก ไม่ใช่เพราะเขาอายุมากกว่าฉัน แต่เพราะเขาเป็นคนนิ่งกว่า ฉันรู้สึกอารมณ์ของฉันขึ้นลง พึ่งพาอาศัยไม่ได้
ฉันอยากลักพาตัวเธอแล้วควบขับม้าหนีไป แต่นั่นคือความไม่ปกติ การพยายามเดินเข้าไปหาเรื่องคุยกับเธอ ก็เป็นความไม่ปกติ ความปกติสำหรับฉันเป็นเส้นบางนิดเดียว แต่ไร้ที่สิ้นสุด ความปกติก่อให้เกิดพลังงานชนิดหนึ่งผุดขึ้นมาในร่างของฉันเหมือนพรายน้ำ
เมื่อมองดูมนุษย์ผู้มีสองมือและสองตา ร่างกายที่มีจุดอ่อนมากมายจนนับไม่ถ้วน ฉันอดแปลกใจไม่ได้ ฉันกับอาปวยเป็นพันธุ์ผสม ครึ่งมนุษย์ครึ่งมาร เพราะเราอยู่กับพวกมันนานมาก
ฉันมองดูศิษย์สิบสองสำนักในงาน พบว่าท่าทีของพวกเขาผิดหมด แม้แต่วิธีการฝึกฝีมือ การประลองแต่ละครั้ง มันเร่งรีบแต่ไม่มีพลัง นี้ไม่ใช่ความหมายของวิชาการต่อสู้ มันควรเป็นการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด การเผชิญหน้าของจิตของชีวิตต่างเผ่าพันธุ์
พวกเขาจะเร่งรีบไปไหนกัน
ความมืดต่างหากที่ครอบคลุมทุกสิ่ง ครองหมดทั้งจักรวาล
เมื่อฉันชักกระบี่ออกมา ทันใดนั้นสรรพสิ่งบนภูเขาไท้ซัวก็สงบนิ่ง แต่แฝงด้วยความอำมหิต ฉันรู้สึกตัวแล้วว่าการมางานนี้เป็นการตัดสินใจผิด ฉันคงห้ามมือของตัวเองไม่ได้ ฉันคงผ่าร่างของคู่ต่อสู้ออกเป็นสองท่อน มีแต่สาวง่อไบ๊คนนั้นที่หากฉันประลองด้วย แล้วฉันจะยังคงความเป็นมนุษย์
ฉันตัดสินใจเก็บกระบี่เข้าฝัก
|
| << | เมษายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | |||