• ฟ้าพูลวรลักษณ์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : buengpoon@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-01-31
  • จำนวนเรื่อง : 22
  • จำนวนผู้ชม : 3571
  • จำนวนผู้โหวต : 7
  • ส่ง msg :
แปดสิบเรื่องสั้นกำลังภายในของฟ้า
เรื่องสั้นกำลังภายในที่แต่งขึ้นเองของคนไทย และไดอารี่ของฟ้า
Permalink : http://www.oknation.net/blog/fapoonvoralak
วันศุกร์ ที่ 11 เมษายน 2551
เรื่องที่สิบเอ็ด หุบเขาไร้รูป เปิดตัวภาคสอง
Posted by ฟ้าพูลวรลักษณ์ , ผู้อ่าน : 86 , 19:44:21 น.  
พิมพ์หน้านี้


เปิดเรื่องภาคสอง

 

อุ้ยเนี้ยมฮูเดินเข้าไปในทวารเร้นลับ  มันเป็นทางเดินแคบๆที่เชื่อมต่อกับสำนักของเขา  ทางแคบเล็กที่เดินได้คนเดียวในตอนแรก  ค่อยๆเปลี่ยนเป็นทางสายกว้างเดินได้หลายคน  ต่อมาเขาก็ไม่แน่ใจว่าความกว้างของมันมีสักเท่าไร  คล้ายเป็นถนนหลวงที่คนเป็นร้อยก็เดินได้  ทางสายนี้เชื่อมโยงมาถึงสำนักของเขามาช้านาน  แต่ดูเหมือนแทบไม่เคยมีคนเดินเลย  ตลอดสี่ร้อยกว่าปีมานี้

 

มันเป็นดินแดนหวงห้ามแห่งตำหนักเพชร

 

บัดนี้ด้วยคำสั่งของอาจารย์  อุ้ยเนี้ยมฮูจึงเดินเข้าไปเป็นครั้งแรก  มันเป็นทางที่ไม่ใช่ทาง  เพราะมิติของมันแตกต่างกับทางทั้งหลาย  แต่จากคำแนะนำของท่านอาจารย์  ซึ่งได้เคยเรียนรู้มาจากอาจารย์ของท่านอีกทีหนึ่ง  สืบเนื่องกันมาช้านาน  ทำให้เขารู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น

 

เขาเดินอยู่ในทางสายนี้  เหมือนกับว่าเดินอยู่กับที่  เป็นทางสว่างเรืองรอง  ไม่รู้แสงนั้นมาจากไหน  ราวกับมาจากทิศทั้งสี่  มันสว่างจนเขาบางครั้งต้องหลับตา  แต่ขานั้นยังก้าวเดินต่อไปข้างหน้า

 

สามวันสามคืนเขาเดินอยู่อย่างนั้น  หากมิใช่เพราะได้รับคำสั่งมาแน่ชัด  เขาคงหันหลังกลับ  เพราะไม่รู้จะเดินไปไหน  เหมือนกำลังย่ำอยู่กับที่  บนถนนที่เวิ้งว้าง  มองไม่เห็นอะไรเลย

 

ในคำสั่งให้เขาเดินเป็นเส้นตรง  อย่าได้หยุดพัก

 

สามวันสามคืนเป็นระยะทางไกลโขทีเดียว  บางครั้งเขาแปลกใจว่าหากเขาเดินไปทางซ้ายหรือไปทางขวาจะเกิดอะไรขึ้น  เขาจะไปถึงไหนกัน  และการเดินที่ไร้เครื่องหมายให้เห็น  แท้จริงเขาเดินเป็นเส้นตรงแน่แล้วหรือ  เขาหลงทางหรือยัง 

 

แต่คำสั่งของอาจารย์บอกให้เขาเดินด้วยความรู้สึกแน่วแน่  เป็นเส้นตรง  อย่าได้หวั่นวิตกในสิ่งใด  แม้ทางข้างหน้าเป็นความว่างเปล่า  เวิ้งว้าง  หรือเป็นเหว  ก็ต้องเดินลงไป

 

อุ้ยเนี้ยมฮูกลัวเพียงว่า  หากเขาเดินมาถึงทางตัน  เขาจะทำอย่างไร  ท่านอาจารย์ไม่ได้บอกทางออกให้  เดินเจอเหวยังพอรู้ว่าให้เดินต่อ  แต่หากเป็นกำแพงตัน  หรือเป็นหน้าผาสูงชัน  เขาจะทำอย่างไรต่อไป  ความคิดหวาดกลัวนั้นเกิดขึ้นเป็นระยะ 

 

นี้เป็นเส้นทางสายเดียว  ที่จะไปถึงหุบเขาไร้รูป

 

การเดินในทวารเร้นลับแห่งนี้จนถึงวันที่สี่  เขาก็รู้สึกเหนื่อยล้ายิ่งนัก  อุ้ยเนี้ยมฮูคือศิษย์เอกแห่งตำหนักเพชร  ด้วยพลังฝีมือของเขา  แต่ละย่างก้าวยังหนักหน่วง  เหมือนน้ำหนักตัวของเขาเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา  เขาเริ่มมีอาการหอบ  อาจเพราะการเดินในนี้ต้องใช้พลังไม่น้อย  บวกกับความตึงเครียดในจิตใจของเขา  แน่ละการรับภาระใหญ่หลวงจากอาจารย์  และการเดินบนทางที่มีเพียงสายเดียวในโลก  ทางที่ไร้คนเดินมานานสี่ร้อยกว่าปี  ทุกย่างก้าวเหมือนเขาถูกอะไรบางอย่างดูดพลังออกจากร่าง 

 

พลังฝีมือที่เขาร่ำเรียนมาตั้งแต่เด็ก  เคล็ดวิทยายุทธทั้งหมดที่เขารู้ถูกทบทวนตลอดทาง  มันเหมือนเขากำลังต่อสู้กับตัวเอง  ควบคุมจิตให้ไม่ฟุ้งซ่าน  และให้การเดินนี้ไม่เบี่ยงเบน

 

ช่างเรียบง่ายอะไรปานนี้  คำสั่งให้เดินเป็นเส้นตรง  ไม่ให้วิ่ง  หรือใช้วิชาตัวเบา  เพียงแค่เดินเหมือนเดินข้ามสะพานสายหนึ่ง  เพียงแต่สะพานสายนี้ยาวยิ่งนัก  แต่ผู้เดินผ่านจะรู้สึกถึงความหนักของร่างกายและจิตใจตัวเอง

 

เขาต้องทำสมาธิควบคู่ไปกับการเดินนั้น  สมาธิที่แตกซ่านอาจหมายถึงความตาย  เขาอาจกลายเป็นบ้า  การหมดแรงล้มลง  เตลิดเปิดเปิง  วิ่งหนี  ฯลฯ  เพราะความว่างเปล่านี้ช่างน่ากลัวเสียจริง 

 

ผู้ไร้จุดหมายที่แน่วแน่  ไม่สามารถเดินผ่านทวารเร้นลับสู่หุบเขาไร้รูป

 

หนึ่งต่อหนึ่งจริงๆ  ระหว่างเขากับทางสายนี้  การเดินที่คล้ายหนึ่งไม่มีวันย้อนกลับ  ดั่งสายน้ำที่ไม่หวนกลับ  การเดินที่เหมือนกับว่า  เป็นการเดินครั้งสุดท้ายในชีวิต

 

ในคำสั่งของอาจารย์  ท่านบอกว่าเช้าของวันที่สี่  เขาจะมาถึงหุบเขาไร้รูป  สำหรับอุ้ยเนี้ยมฮูผู้ใช้เพียงความรู้สึก  เขาไม่สามารถมองเห็นดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์  เขาไม่รู้หรอกว่าเช้าวันที่สี่คืออะไรกันแน่  มันไม่น่านานจนเกินไป  ในชีวิตชาวยุทธอย่างเขา  เขาเคยเดินทางไม่หยุดเป็นเวลาหลายวัน  เคยวิ่ง   เคยควบม้าทั้งวันและคืน  แต่การเดินทีละก้าวเป็นเวลาสามวันสามคืน  กลับคล้ายนานเหลือเกิน  น่าเบื่ออย่างที่สุด  อยากล้มตัวลงนอน  อยากร้องตะโกน  อยากคุยกับใครสักคน 

 

การเดินนี้นานเป็นเดือน

 

ในความรู้สึก  เขาเชื่อว่าเขาเดินนานเกินกว่าสามวันหลายเท่า  แต่เมื่อถามดูตัวเอง  เขาก็ไม่แน่ใจ  ถึงที่สุดเหมือนเขาเดินเข้าไปในความฝัน  เขาไม่แน่ใจว่านอนหลับอยู่หรือเปล่า

 

แต่เช้าวันที่สี่ก็มาถึง  เขามาถึงหุบเขาไร้รูป

 

เขารู้สึกตัวเมื่อทางเดินเริ่มกลายเป็นทางเดินธรรมดา  แสงสว่างจ้าเริ่มลดน้อยลง  จนกลายเป็นความมืด  บัดนี้เขากำลังเดินอยู่ในอุโมงค์แห่งหนึ่ง  ที่มีผนังถ้ำ  และไม่นานเขาก็เดินออกจากถ้ำนั้น  มาสู่ความสว่างของแสงอาทิตย์อีกครั้ง  แต่บัดนี้เขาได้เข้ามาถึงหุบเขาแห่งหนึ่ง

 

มันเป็นหุบเขาสวยงาม  มีเสียงน้ำไหล  เขาเห็นความเขียวขจีของป่าไม้  จริงดั่งที่ท่านอาจารย์เล่าให้เขาฟัง  มันอุดมไปด้วยต้นปิงสูงใหญ่  ทีละน้อยที่เขารู้สึกว่าเข้ามาถึงดินแดนที่สวยงามแต่ธรรมดาแห่งหนึ่ง 

 

แล้วเขาก็เห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเดินเล่นผ่านมา  มือถือช่อดอกไม้หนึ่งช่อ

 

เด็กผู้หญิงคนนี้อายุประมาณสิบขวบ  ใส่เสื้อผ้าสีเหลือง  ผมดำยาว  ดวงตากลมโต  น่ารัก

 

แต่เมื่ออุ้ยเนี้ยมฮูมองเห็นเธอ  เขาก็ไม่ลังเลใจที่จะก้มลงกราบกับพื้นและพูดว่า

“ข้าพเจ้าอุ้ยเนี้ยมฮู  ศิษย์แห่งตำหนักเพชร  ขอกราบคารวะซือโกวโจ๊ว”

 

เด็กผู้หญิงคนนั้นจ้องมองเขาด้วยดวงตาประหลาดใจ  แล้วหัวเราะคิกคัก

“ท่านเป็นใครกัน  หนูจะไปตามพี่ๆ”

เธอหันกายวิ่งนำหน้า  ด้วยท่าร่างปราดเปรียว  พริบตาเดียวก็หายไป  นี้เป็นวิชาตัวเบาระดับสุดยอด  แม้เด็กคนนี้จะอายุน้อยก็ตาม  แต่อุ้ยเนี้ยมฮูรู้ว่าเขามาพบกับศิษย์ผู้น้องของปรมาจารย์ 

 

นี้คือหุบเขาไร้รูป  บ้านเก่าของท่านปรมาจารย์

 

อุยเนี้ยมฮูเดินต่อไปอย่างช้าๆ  สายลมแสงแดดในนี้ทำให้เขาสดชื่นขึ้น  จากร่างกายที่ใกล้จะล้มลงเพราะความเหนื่อยล้า  บัดนี้เหมือนได้รับพลังบางอย่าง  ในที่สุดเขาก็ทำสำเร็จในภาระที่ได้รับมอบมา  อย่างน้อยก็ในส่วนแรก  เขาได้มาถึงจุดหมาย  เมื่อเริ่มออกเดิน  ไม่มีหลักประกันว่าเขาจะมาถึงเลย  แม้ท่านอาจารย์จะไม่ได้พูด  แต่เขาก็คาดเดาได้ว่า  คงต้องมีคนหลงหายไปในทวารเร้นลับนั้น  มันกว้างใหญ่พอจะจุคนทั้งโลก

 

มันเป็นความภาคภูมิใจเล็กๆ  สำหรับชายหนุ่มอายุยี่สิบแปดปีอย่างเขา 

 

เขาเดินลึกเข้าไปในหุบเขา  มันสวยงามร่มรื่น  เขาถามตัวเองว่ามันแตกต่างจากหุบเขาอื่นในโลกไหม  นอกจากเส้นทางที่ผิดธรรมดาในการมาถึง  สังเกตดูต้นไม้ใบหญ้าในหุบเขาก็ดูไม่แตกต่างจากภายนอกเท่าไรนัก  แม้จะมีพืชพรรณบางชนิดที่เขาไม่เคยเห็น  และมีแมลงเล็กๆบางพันธุ์ที่แปลกตาออกไป  แต่โดยทั่วไปก็ไม่แตกต่างนัก  หากไม่รู้มาก่อน  เขาก็จะคิดว่า  เขาได้มาถึงหุบเขาที่ห่างไกลผู้คนแห่งหนึ่งเท่านั้น  แต่อย่างไรก็ตาม  จากคำบอกเล่า  เขารู้ว่าหุบเขาไร้รูปแตกต่างจากโลกภายนอกอย่างมหาศาล  ความคล้ายคลึงนี้เป็นเพียงภาพลวงตา

 

สามวันสามคืนแห่งการเดิน  ไม่ใช่การเคลื่อนที่ในระยะทาง  แต่เป็นการปรับตัวสำหรับการเผชิญหน้ากับภาพลวงตาเหล่านี้ต่างหาก  ความไม่ธรรมดาที่ปรากฏตัวขึ้นในรูปของความธรรมดาอย่างที่สุด  แต่ความเป็นจริงนั้นไร้รูป

 

ไม่นาน  เขาเห็นเด็กผู้หญิงคนเมื่อกี้นี้กำลังเดินมากับหญิงสาวคนหนึ่ง  เธอใส่เสื้อผ้าชั้นนอกสีขาว  และซ่อนชุดเหลืองรัดรูปข้างใน  เธออยู่ในวัยสามสิบปี  เรือนร่างสูงสง่า  รูปโฉมงดงาม  อีกครั้งหนึ่งที่เขาก้มลงกราบ

เขารู้ว่าที่นี้คือบ้านของศิษย์ผู้น้อง ๖๑๗ คนของท่านปรมาจารย์  แต่ละคนมีพลังฝีมือทัดเทียมกับปรมาจารย์ของเขา  และที่เห็นอยู่นี้  ไม่ว่าภายนอกจะดูมีอายุเท่าไร  แท้จริงล้วนมีอายุใกล้เคียงกับปรมาจารย์  ซึ่งนับไม่ได้ 

 

หญิงสาวนางนั้นถามขึ้นว่า

“เธอนำสาสน์จากพี่ใหญ่มาหรือ  นานมากแล้วนะที่ฉันไม่ได้ยินข่าวคราวใดจากพี่ใหญ่  เขาเป็นอย่างไรบ้าง”

 

เขาตอบอย่างนอบน้อม

“เรียนซือโกวโจ๊ว  ท่านปรมาจารย์ถึงแก่กรรมเมื่อสี่ร้อยกว่าปีก่อน  ข้าพเจ้าเป็นศิษย์รุ่นหลังแห่งตำหนักเพชร  หนึ่งในหกสำนักที่ท่านได้ตั้งขึ้นในโลกข้างนอก  สี่ร้อยกว่าปีมานี้  พวกเราไม่กล้ามารบกวนพวกท่าน  เพราะท่านปรมาจารย์สั่งกำชับไว้นักหนา  ว่าหากไม่ใช่เรื่องสำคัญอย่างที่สุด  มิอนุญาตให้เราเข้ามารบกวนพวกท่าน  แต่บัดนี้มีเรื่องสำคัญมาเรียนพวกท่าน”

 

หญิงสาวนางนั้นมีสีหน้าเสียใจ 

“อนิจจา  พี่ใหญ่เป็นเพียงคนเดียวที่จากหุบเขาไร้รูปนี้ไป  และวันนี้เขาก็จากโลกภายนอกนี้ไปอีก  คิดไม่ถึงเลยว่า  พริบตาเดียว  กาลเวลาผ่านไปสี่ร้อยกว่าปี  พี่ใหญ่  ทำไมท่านต้องทำตัวแตกต่างจากพวกเราด้วย”

 

เธอคล้ายจะรำพันกับตัวเอง

 

เธอหันกายเดินออกไปอย่างครุ่นคิด  เด็กหญิงคนนั้นเดินมาจับมือของเขาอย่างสนิทสนม  แล้วพาเขาเดินตามเธอไป  ทั้งสามเดินลึกเข้าไปในหุบเขา  จนมาถึงลานกว้างแห่งหนึ่ง

 

ลานกว้างแห่งนี้เหมือนเป็นใจกลางหุบเขา  เพราะสว่างที่สุด  แสงอาทิตย์จากข้างบนส่องลงมาสว่างจ้า  รอบด้านเป็นโขดหินใหญ่ที่มองดูเหมือนเป็นม้าหินที่มีคนทำขึ้น  มันเรียงรายเป็นรูปครึ่งวงกลม  เพียงพอให้คนนั่งได้นับพัน

 

ม้าหินเหล่านั้นค่อยๆเรียงจากล่างขึ้นไปข้างบน  มันเป็นลานประชุมแห่งหุบเขาไร้รูป  ส่วนล่างสุดมีม้าหินตัวเล็ก  ซึ่งบัดนี้พวกเขาสามคนได้มาถึง  หญิงสาวคนนั้นทรุดตัวลงนั่งบนม้าหินตัวเล็กนั้น  เขาคุกเข่าลงตรงใจกลางลานกว้าง  ส่วนเด็กหญิงคนนั้นบัดนี้ได้นั่งอยู่ที่บนม้าหินใหญ่ด้านซ้ายมือ

 

เมื่อดวงตาของเขาปรับเข้ากับแสงสว่าง  มองดูม้าหินว่างเปล่าเหล่านั้น  เขาจึงมองเห็นร่างของพวกเขาปรากฏตัวขึ้นทีละคนสองคน  จนพริบตาเดียวก็มากันมากมาย  บางคนปรากฏตัวขึ้นอย่างช้าๆ  เหมือนหนึ่งว่าเขานั่งอยู่ที่ตรงนั้นนานมาแล้ว  เพียงแต่โดนแสงสว่างจ้าเกินไปบดบังไว้  บางคนคล้ายเพิ่งมาถึง  บางคนเหมือนเพิ่งตื่นขึ้นมาจากความว่างเปล่า  แต่ทุกคนดูจะมีความงามเฉพาะตัวของเขา

 

บุคคลเหล่านั้น  ล้วนเป็นหนุ่มสาว  และมีบ้างไม่กี่คนที่เป็นเด็ก  แต่ไม่มีคนชราเลย 

 

อุ้ยเนี้ยมฮูกราบคารวะซือเจ๊กโจ๊วและซือโกวโจ๊วทั้งหมายแล้วเริ่มต้นเล่าด้วยเสียงอันดังว่า

“สี่ร้อยกว่าปีก่อน  ท่านปรมาจารย์ได้ก่อตั้งบ้านมังกรสวรรค์ขึ้น  เพื่อเผยแพร่วิทยายุทธ  และเป็นการพิทักษ์คุณความดีบางอย่างในโลก  แต่ท่านตระหนักว่าสิ่งใดที่อยู่ในความสว่างจะตกอยู่ในอันตรายได้ง่าย  และจะดำรงอยู่ได้ไม่นาน  จะมีศัตรู  มีคนอิจฉา  มีคนเกลียด มีคนอยากลองดี ฯลฯ  ท่านจึงสร้างอีกห้าสำนักซ่อนตัวอยู่ในความมืด  ห้าสำนักนี้แท้จริงคือพลังแห่งบ้านมังกรสวรรค์  ได้แก่หอถามฟ้า  หอถามดาว  หอจุติ  เรือนเมฆพริ้ว  และตำหนักเพชร”

 

“ในห้าสำนักนี้  เร้นลับที่สุดคือหอจุติ  แต่ตำหนักเพชรกลับมีความสำคัญสูงสุด  เพราะท่านปรมาจารย์มีความไว้วางใจ  ให้เป็นผู้พิทักษ์ทวารเร้นลับสู่หุบเขาไร้รูป  ถิ่นต้นกำเนิดของตัวท่านเอง  เส้นทางที่เชื่อมโยงหุบเขาไร้รูปสู่โลกภายนอก  มีเพียงประตูนี้ประตูเดียวเท่านั้น  และประตูนี้อยู่ในตำหนักเพชร”

 

“หนึ่งปีก่อนมานี้เอง  ที่เกิดเรื่องใหญ่  สี่สำนักใหญ่ในยุทธจักร  อยู่ๆก็รวมตัวกัน  บุกทำลายล้างบ้านมังกรสวรรค์  พวกเขาได้แก่บ้านมังกรดำ  บ้านหงส์แดง  บ้านดาบเทพเจ้า และบ้านใจอสรพิษ  ถึงเวลาที่ห้าสำนักแห่งความมืดต้องเคลื่อนไหว”

 

“ที่ผ่านมา  ตำหนักเพชรไร้การเคลื่อนไหว  เพราะท่านประมุขตระหนักว่าศึกครั้งนี้ไม่ธรรมดา  ท่านจึงวางตัวเป็นกลาง  และเฝ้าสังเกตการณ์  จนแน่ใจแล้วว่า  การครั้งนี้ผู้ทรยศคือหอถามฟ้า    สาเหตุเพราะอะไรยังไม่แจ่มชัด  แต่การวางแผนของเฒ่าหอถามฟ้าครั้งนี้ลึกซึ้งยิ่งนัก  เขาจงใจหลอกล่อให้พวกเราอีกสี่สำนักปรากฏตัวขึ้น  เพื่อหวังกวาดล้างในคราวเดียวให้สิ้นซาก  แต่เพราะท่านประมุขไม่ยอมหลงกล  แผนการครั้งนี้จึงยังไม่บรรลุผล”

 

“สถานการณ์ตอนนี้  บ้านมังกรสวรรค์ได้รับความเสียหายหนัก  รวมทั้งหอถามดาว  เรือนเมฆพริ้ว  ล้วนตกอยู่ในอันตราย  ยังดีที่มีหอจุติ  คอยช่วยประคองไว้  แต่ในระยะยาว  ยังคงเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ”

 

“ท่านประมุขตำหนักเพชรสงสัยว่า  จุดประสงค์ของฝ่ายศัตรูอยู่ที่หุบเขาไร้รูป  มากกว่าบ้านมังกรสวรรค์  เพราะท่านสังเกตว่ามีขุมพลังเร้นลับหนุนหลังบ้านมังกรดำอยู่  สำนักนี้เพิ่งก่อตั้งมาได้สิบกว่าปีเท่านั้น  แต่เติบโตกล้าแข็งอย่างรวดเร็ว  จนกลายเป็นอันดับสองในยุทธจักร  และศึกครั้งนี้  พวกเขาก็เป็นหัวหน้า”

 

“ขุมกำลังที่หนุนหลังบ้านมังกรดำนี้  ยังประเมินไม่ได้  จุดประสงค์ยังไม่อาจระบุ  แต่อันตรายครั้งนี้  ทำให้ท่านประมุขตำหนักเพชรเห็นว่า  สมควรมาเรียนให้บรรดาซือเจ๊กโจ๊วและซือโกวโจ๊วทั้งหลาย  เพราะหากฝ่ายศัตรูยึดครองตำหนักเพชรได้  เท่ากับว่าทวารนี้ถูกปิดตาย  หรือพวกมันอาจบุกเข้ามาในหุบเขาแห่งนี้ก็ได้”

 

สิ้นเสียงของเขา  มีเพียงพึมพำด้วยความแปลกใจรอบข้าง  ดูเหมือนข่าวที่เขานำมานี้ทำให้ชาวหุบเขาไร้รูปเกิดความตื่นตัว

 

หญิงสาวผู้นั่งอยู่ตรงกลาง  ดูเหมือนเธอจะเป็นพี่ใหญ่ในปัจจุบันนี้  ลุกขึ้นยืน  แล้วพูดว่า

 

“น้องเรา  ข่าวที่หลานศิษย์นำมานี้  น่าสนใจ  มันเกี่ยวพันถึงพวกเราโดยตรง  จริงอยู่  สี่ร้อยกว่าปีมานี้  พวกเราไม่มีใครใช้ทวารนี้เลย  ไม่เคยมีใครในหุบเขาไร้รูปเดินทางออกไปข้างนอก  นอกจากพี่ใหญ่ท่านเดียว  เพราะกฎแห่งหุบเขาไร้รูป  ผู้ใดที่อยู่ในหุบเขาจะเป็นอมตะ  ไม่มีวันแก่เฒ่า  และผู้ที่ออกไปแล้ว  นอกจากจะแก่เฒ่าและล้มตายไปเหมือนคนอื่น  มิหนำซ้ำยังย้อนกลับมาสู่บ้านเก่าไม่ได้  คงเพราะเหตุนี้ทำให้พวกเราไม่อยากออกไป  ถึงอย่างไรพวกเราก็รักชีวิต  รักความสุขสงบภายในนี้  รักความอ่อนเยาว์  และที่สำคัญพวกเราไม่อยากแยกจากกันไป  แต่พี่ใหญ่  ท่านมีความคิดเห็นแตกต่าง  ท่านอยากหาประสบการณ์แปลกใหม่  และไม่หวงแหนชีวิตตัวเอง”

 

“บัดนี้พี่ใหญ่ก็จากเราไปแล้ว  แท้จริงเขาจากเราไปนานแล้ว”

 

เมื่อพูดถึงตอนนี้  น้ำเสียงของเธอก็โศกเศร้า  และอุ้ยเนี้ยมฮูสังเกตเห็นความโศกเศร้าที่เกิดขึ้นกับบรรดาสมาชิกอื่นในลานประชุมนั้น  แม้กาลเวลาจะผ่านมาแสนนาน  แต่ดูเหมือนทุกคนในหุบเขานี้ยังระลึกถึงพี่ใหญ่ของพวกเขาด้วยความรัก

 

“หกสำนักที่พี่ใหญ่ตั้งขึ้น  เป็นเสมือนตัวแทนของท่าน  เป็นเหมือนลูกหลาน บัดนี้พวกเขาตกอยู่ในอันตราย  พวกเราไม่ควรนิ่งดูดาย”

 

“อีกประการหนึ่งเล่า  ตราบใดที่ทวารนี้ยังอยู่ในการดูแลของตำหนักเพชร  เท่ากับว่าทวารนี้ยังเปิดอยู่  ใครจะรู้ว่าวันหนึ่ง  พวกเราอาจมีความจำเป็นต้องใช้  แต่หากตกอยู่ในมือศัตรู  เราไม่ทราบว่าพวกเขามีจุดประสงค์ใด  แต่คงไม่มีความหวังดีอันใดต่อเราแน่  อาจเป็นไปได้ว่าพวกเขาต้องการยึดครองหุบเขาไร้รูป  ซึ่งคิดดูไม่น่าเป็นไปได้  ในโลกนี้  ยากจะหาผู้ใดต้านทานพลังฝีมือพวกเราหกร้อยกว่าคนได้  แต่พวกเราไม่อาจประมาท  ผู้มาคงไม่หวังดี  ผู้หวังดีคงไม่มา  พวกเขาอาจมีสิ่งที่เราคาดไม่ถึง  จำเป็นที่เราต้องเคลื่อนไหว”

 

“หุบเขาไร้รูปจำเป็นต้องส่งใครสักคนออกไปข้างนอก  นานแสนนานมาแล้ว  ที่พวกเรามีด้วยกัน ๖๑๘ คน  จวบจนพี่ใหญ่จากไป  เราจึงเหลือ ๖๑๗ คน  หากมีผู้หนึ่งผู้ใดอาสาสมัครออกไปข้างนอก  เพื่อทำงานนี้  ก็เท่ากับเขาหรือเธอจะจากเราไปชั่วนิรันดร  และไม่ช้าก็จะแก่เฒ่าและเสียชีวิตไป  นี้จึงเป็นการตัดสินใจลำบาก  น้องเรา  พี่จะถามความสมัครใจว่า  มีใครอยากเสียสละเพื่อการนี้บ้าง  หากไม่มีใคร  ตัวพี่ปิงแช  ซึ่งเป็นอันดับสองแห่งหุบเขาไร้รูปนี้  ถือเป็นหน้าที่จะออกไปเอง”

สิ้นเสียงอ่อนโยนของเธอ  ทั้งลานประชุมนั้นตกอยู่ในความเงียบ

 

อุ้ยเนี้ยมฮูคุกเข่าอยู่ตรงนั้นด้วยความสะเทือนใจ  คิดแทนจิตใจของพวกเขา  การมีชีวิตที่เกือบเป็นอมตะเช่นนี้  ในดินแดนอันสงบสุข  อบอุ่นด้วยความรักของพี่น้อง  ไร้ศัตรูใดเลย  การเป็นหนุ่มสาวอย่างยาวนานเช่นนี้  ช่างดีเกินฝัน  ใครกันจะยอมสละออกไปได้  มันคือการสูญเสียอันประมาณไม่ได้  หากเป็นตัวเขา  เขาจะยอมแล้วละหรือ

 

แต่ท่านปรมาจารย์เคยทำเช่นนี้มาแล้ว  แสดงว่าท่านคงมีเหตุผลของท่าน  มันคงเป็นเหตุผลอันล้ำลึก  หรืออาจบางที  เป็นเพียงเพราะท่านเบื่อชีวิตที่จำเจก็เป็นได้  อยากลองหาความแปลกใหม่

 

วันหนึ่งเซียนก็อาจเบื่อความเป็นเซียน  เทวดาอาจเบื่อสวรรค์  เขาไม่แน่ใจว่าเหตุผลใดทำให้ท่านปรมาจารย์ออกจากหุบเขาไร้รูป  แต่มันเกิดขึ้นแล้ว  ตัวเขาเป็นเพียงผลพวงเล็กๆที่เกิดจากการตัดสินใจของท่านปรมาจารย์ในครั้งนั้น 

 

เขาอบอุ่นใจว่า  อย่างน้อย  นางปิงแชผู้นี้รับอาสาจะออกไป  เพราะเธอถือว่าเป็นหน้าที่

 

ไม่นานก็มีหญิงชุดม่วงนางหนึ่งลุกขึ้นยืน  แล้วค่อยๆเดินออกมา  จนถึงเบื้องหน้าของปิงแช  เธอคุกเข่าลงแล้วบอกว่า

“ข้าพเจ้า  ปิงเง็กนึ่ง  ขอรับอาสาทำงานครั้งนี้”

 

อุ้ยเนี้ยมฮูเหลือบมองหญิงสาวผู้นี้  เธอดูอายุประมาณยี่สิบปี  สวยเย็นสงบ  รอยยิ้มของเธอน่าประทับใจ  ฟันขาวสะอาด  ยิ่งดูยิ่งมีเสน่ห์  จนเขาต้องรีบก้มหน้าลง  ในใจนึกตำหนิตัวเอง  ที่คิดฟุ้งซ่าน  บังอาจอย่างไรไปคิดถึงนางผู้เป็นซือโกวโจ๊วของเขา  เสมือนหนึ่งเป็นเพียงหญิงสาวนางหนึ่งทั่วไป

 

“น้องรัก  เจ้าตระหนักนะว่า  การออกไปจากหุบเขาครั้งนี้  คือการจากไปชั่วนิรันดร “

ปิงแช  ถามเธออย่างอ่อนโยน  แววตาเต็มไปด้วยความรักความสงสาร

 

“พี่จ๋า  น้องตระหนักดี  แท้จริงพวกเราไม่ได้เป็นอมตะ  ไม่มีใครเลยเป็นอมตะ  พวกเราเพียงแต่อายุยืน  การอยู่ในหุบเขาไร้รูปนี้  มีความสุขสงบ  แต่พี่ใหญ่ท่านกล้าออกไปข้างนอกเพราะท่านถือดีว่ายังมีพวกเราอีก ๖๑๗ คน  หากมองว่าพวกเราเป็นหนึ่งเดียว  การออกไปของท่านก็ทำถูกแล้ว  เพราะการขาดไปหนึ่งคน  ไม่มีผลเสียอะไร  แต่สิ่งที่ท่านเรียนรู้ในโลกข้างนอก  และสิ่งที่ท่านทำกับคนอื่น  ล้วนเป็นสิ่งที่พวกเราไม่มี  เราประเมินไม่ถูก  อีกประการหนึ่ง  ศัตรูที่กำลังมาถึงเป็นใคร  น้องอยากรู้  หน้าที่ของน้องคือการไปช่วยสำนักทั้งหก  รวมทั้งหอถามฟ้า  ซึ่งน้องคาดว่า  ตกอยู่ในการยึดครองของศัตรู  เฒ่าถามฟ้าตัวนี้อาจเป็นตัวปลอม”

 

“พี่จ๋า  หน้าที่ของน้องคือการสืบหาจุดประสงค์ของฝ่ายตรงข้าม  หากกำลังข้าศึกแข็งแกร่งเกินกว่าที่น้องคนเดียวจะรับมือได้  น้องจะส่งสาสน์มาขอความช่วยเหลือ”

 

ปิงแชเดินเข้ามากอดน้องคนนี้ด้วยความรัก

 

เมื่ออุ้ยเนี้ยมฮูกับนางปิงเง็กนึ่งจากหุบเขาไร้รูปไปแล้ว

 

ในลานประชุมที่เดิมนั้น  พวกเขายังชุมนุมกันอยู่  มีเสียงพึมพำ  นอกจากข่าวคราวที่อุ้ยเนี้ยมฮูนำมา  สิ่งสำคัญที่กระทบพวกเขาคือ  นานมาแล้วที่สมาชิกของหุบเขาไร้รูปไม่เปลี่ยนแปลง  แต่บัดนี้พวกเขาเหลือ ๖๑๖ คน  ความอ้างว้างบางอย่างเข้ามาครอบงำจิตใจ  ทันใดนั้นพวกเขารู้สึกตัวว่า  พวกเขาไม่ได้อยู่ค้ำฟ้า

 

ทุกๆหนึ่งคนที่ออกจากหุบเขาไร้รูปคือความตาย  บัดนี้คนในหุบเขาไร้รูปได้ตายไปแล้วสองคน

ปิงแชลุกขึ้นยืน  แล้วบอกกับพวกเขาว่า

 

“น้องเรา  พวกเราเป็นเพียงชีวิตที่อุบัติขึ้น  เกิดจากต้นปิง  แท้จริงพวกเราก็ไม่แตกต่างจากพืชพันธุ์ในหุบเขานี้  ไม่ต่างจากใบปิงหกร้อยกว่าใบ  ความเพลิดเพลินอาจทำให้เราลืมตัวไปได้  และลืมต้นกำเนิดของตัวเราเอง”

 

“แต่เราล้วนเป็นชาวยุทธ  เราจึงจะต่อสู้กับศัตรูให้ดีที่สุด  ด้วยกฎแห่งชาวยุทธ  เราจะไม่ยอมแพ้โดยง่าย  เราจะดำรงอยู่ด้วยความไม่ประมาท  ไม่ว่าศัตรูนั้นจะมาจากไหน  มีกำลังเท่าไร”

 

“ศึกครั้งนี้  ค่อนข้างแน่  ว่าเป็นการท้ารบเราชาวหุบเขาไร้รูป”

 

“การทำร้ายบ้านมังกรสวรรค์และหอถามฟ้า  คือการเริ่มต้น  มันตีลึกร้าวรอนสะท้อนเข้ามาถึงหอถามดาว  หอจุติ  เรือนเมฆพริ้ว  และบัดนี้มันเริ่มสะเทือนมาถึงตำหนักเพชร”

 

“พี่ใหญ่วางแผนการไว้แยบยล  เชื่อมโยงถึงกันหมด  หุบเขาไร้รูปแท้จริงจึงเป็นตำหนักในตำหนักเพชร  พวกเรากลายเป็นหนึ่งในบ้านมังกรสวรรค์  มันสะท้อนกลับกันไปมา  เพราะเราไม่อาจทิ้งสายใยแห่งความผูกพันกับพี่ใหญ่ของเรา”

 

“น้องเรา  เง็กนึ่งเป็นคนไหวพริบดี  ใจเย็น  พลังฝีมือสูงส่ง  มีความสามารถเหมาะกับงานที่เธอรับอาสาไปทำ  แต่กระนั้นพี่ยังไม่ไว้วางใจ  พี่อยากได้อาสาสมัครอีกหนึ่งหรือสองคน  ออกไปช่วยดูแลเธออีกที  น้องทั้งหลาย  พวกเธอมีใครบ้างที่จะรับอาสาออกไป”

 

สิ้นเสียงของเธอ  ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ

 

เนิ่นนาน  ในที่สุดก็มีร่างของบุรุษชุดขาวคนหนึ่งลุกขึ้นยืน  จากปีกด้านตะวันตก  เขาเดินออกมาสู่ลานกว้าง

 

เกือบเป็นเวลาเดียวกัน  มีบุรุษชุดดำอีกคนหนึ่ง  ลุกขึ้นยืนทางปีกตะวันออก 

 

 

 

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1
ลูกหลานเจ้าพ่อกวนอู วันที่ : 12/04/2008 เวลา : 13.30 น.
http://www.oknation.net/blog/miraclelife

อ่านแล้ว สนุกมาก จะติดตามตอนต่อไปครับ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< เมษายน 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30