พิมพ์หน้านี้
|
เรื่องที่สิบหก หนึ่งต่อหนึ่ง
ในวงการภาพยนตร์มีสัญญาประหลาดฉบับหนึ่ง ถูกเขียนขึ้นโดยผู้กำกับมีชื่อ คือคุณมนัสนันท์ วสุมดิมาศ กับทางสตูดิโอ สัญญาฉบับนั้นมีชื่อว่าหนึ่งต่อหนึ่ง
คุณมนัสนันท์ ปีนี้อายุ ๖๒ ปี เขาได้สร้างหนังมา ๓๘ เรื่อง ในนั้นมีหลายเรื่องที่เป็นคลาสสิค และทุกวันนี้แม้เขาจะไม่ใช่หนุ่มน้อยเหมือนวันแรกที่เขาเข้าสู่วงการเมื่อสามสิบปีก่อน แต่เขาก็ยังมีชีวิตชีวา และมีพลังในการสร้างสรรค์ ผลงานของเขาจะออกมาประมาณปีละเรื่องอย่างสม่ำเสมอ
บทความนี้ ตัดตอนมาจากเทปบันทึกการสัมภาษณ์เขา เพื่อขอให้เขาเปิดเผยความเร้นลับแห่งสัญญาดังกล่าว
ผู้สื่อข่าว วันนี้เราจะไม่สัมภาษณ์หนังของคุณมนัสนนท์นะคะ เพราะเคยคุยมาแล้ว ทางเราสนใจสัญญาที่มีชื่อว่าหนึ่งต่อหนึ่ง มันเป็นความลับไหมคะ มนัสนันท์ ( หัวเราะ ) ไม่หรอกครับ ผู้สื่อข่าว งั้นขอให้เปิดเผยหน่อยคะว่ามันคืออะไร มนัสนันท์ ที่จริงมันเป็นสัญญาง่ายๆที่ผมทำขึ้นกับสตูดิโอ นับจากหนังเรื่องที่หกของผมเป็นต้นมา ว่านับจากนี้ผมจะสร้างหนังตามใจสตูดิโอหนึ่งเรื่อง และขอให้ทางสตูดิโอปล่อยให้ผมสร้างหนังตามใจตัวเองหนึ่งเรื่อง นี่เองที่เรียกว่าหนึ่งต่อหนึ่ง ผู้สื่อข่าว ง่ายเท่านี้เองหรือคะ มนัสนันท์ ครับ แต่มันมีเงื่อนไขเล็กๆบางอย่าง เช่นหนังที่ผมสร้างตามใจเขาต้องทำกำไรให้ได้ ผมจึงจะมีสิทธิสร้างหนังตามใจตัวเอง ผู้สื่อข่าว หากทำไม่ได้ละคะ มนัสนันท์ ผมก็ต้องสร้างตามใจเขาอีกเรื่องนะสิครับ จนกว่าจะทำกำไรให้ได้ ทั้งนี้เพราะปัญหาของการสร้างหนัง อยู่ที่ทุน หนังหนึ่งเรื่องลงทุนสูง มันเป็นปัญหาที่ปวดหัวผมมาโดยตลอดห้าเรื่องแรก ผมต้องทะเลาะกับนายทุน เขาลงทุนก็กลัวไม่ได้ทุนคืน พยายามเข้ามาแทรกแซงการทำงานของผม ทำให้ชีวิตของผมเป็นทุกข์มาก แต่ก็เห็นใจเขานะครับ เพราะเรื่องเงินๆทองๆ ไม่ใช่ล้านสองล้าน ปัจจุบันต้นทุนหนังหนึ่งเรื่องก็ยิ่งสูงมากขึ้นเรื่อยๆ ผมจึงตัดสินใจทำสัญญาหนึ่งต่อหนึ่งกับพวกเขา จะเห็นได้ว่าสัญญาฉบับนี้ เท่ากับผมขอเงินกำไรมาทำหนังที่ผมชอบ เพียงแต่หนังที่ผมชอบอาจทำเงิน หรืออาจไม่ทำเงินก็ได้ ขอให้พวกเขาทำใจ และปล่อยให้ผมทำงานอย่างอิสระ ซึ่งบางครั้งมันอาจพลิกล็อคทำเงินได้มากก็เป็นได้ ผู้สื่อข่าว ด้วยทุนเท่าไรก็ได้หรือคะ มนัสนันท์ ไม่หรอกครับ เรามีเรทตามกำไรที่ได้จากหนังเรื่องที่ผ่านมา เช่นหากผมทำกำไรในหนังที่ตามใจพวกเขาได้มาก พวกเขาก็เปิดอิสระให้เงินผมมากหน่อย ผมว่าแบบนี้แฟร์ดีครับ ผู้สื่อข่าว แบบนี้พวกนายทุนมีแต่ได้นะคะ มนัสนันท์ ก็เป็นธรรมดาครับ เวลาเจรจากับนายทุน เราต้องให้พวกเขาเห็นชัดเจนว่าพวกเขาไม่เสียเปรียบ ไม่เช่นนั้นก็คุยกันไม่รู้เรื่อง การสร้างหนังไม่เหมือนการเขียนรูปหรือการเขียนหนังสือนะครับ มันเป็นธุรกิจด้วย เราปฏิเสธความจริงข้อนี้ไม่ได้ แต่แม้มองดูผิวเผินสัญญานี้เหมือนเป็นการเอาใจนายทุน แต่เนื้อในจริงๆแล้วไม่ใช่ครับ
ผู้สื่อข่าว ทำไม ขอให้ช่วยอธิบายด้วยค่ะ มนัสนันท์ ต้องเล่าเรื่องราวสมัยเด็กของผมก่อน สมัยผมเรียนมหาวิทยาลัย ผมไม่ได้เรียนวิชาทำหนังนะครับ แม้ใจผมจะรักหนังตั้งแต่เด็ก ผมชอบดูหนังตั้งแต่จำความได้ เพราะคุณพ่อคุณแม่ของผมเป็นคนชอบดูหนัง ดูด้วยกันตั้งแต่สมัยยังเป็นแฟนกัน แต่งงานมีลูกแล้วก็ยังไปดูหนังทุกอาทิตย์ ผมก็ตามไปดูด้วย แต่พอเรียนมหาวิทยาลัย ผมกลับเรียนวิชากฎหมาย ผู้สื่อข่าว คุณพ่อคุณแม่อยากให้เรียนกฎหมายหรือคะ มนัสนันท์ ไม่ใช่หรอกครับ ผมเลือกเอง ก็คุณพ่อคุณแม่ของผมชอบดูหนังออกอย่างนั้น ที่จริงพวกเขาเต็มใจอย่างที่สุดหากผมเลือกเรียนวิชาสร้างหนัง แต่ผมเลือกของผมเอง ผู้สื่อข่าว เพราะอะไรคะ มนัสนันท์ เพราะมันเป็นกฎพื้นฐานของผมตั้งแต่เด็กว่า ผมต้องเลือกทำสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบด้วย ผสมกันไป นี้คือตัวจริงของหนึ่งต่อหนึ่ง ผมมีนิสัยอย่างนี้มาตั้งแต่เด็ก ผมจะเลือกเรียนวิชาที่ผมไม่ชอบด้วย ที่จริงตั้งแต่สมัยเรียนประถมเลย ผมชอบฝืนใจตัวเอง ผิดกับคนส่วนใหญ่ เช่นสมัยผมเป็นเด็ก ผมไม่ชอบวิชาดนตรี ผมก็บังคับตัวเองให้ลงวิชานี้เยอะๆ และฝึกฝนตัวเองจนพอใช้ได้ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ผมจะเก่งวิชาดนตรี แต่อยู่ที่ว่าผมไม่อยากตามใจตัวเองเสมอ ผู้สื่อข่าว เพราะอะไร มนัสนันท์ ตอบแบบห้วนที่สุด เพราะมันทำให้ผมเรียนรู้สิ่งใหม่ ผมทำบันทึกหนึ่งต่อหนึ่งเป็นสมุดสองเล่มเคียงคู่ขนานกัน เช่นอาหารที่ผมชอบกับไม่ชอบ แปลกนะครับ บางครั้งผมเลือกกินอาหารที่ผมไม่ชอบโดยเจตนา เลือกเดินเข้าไปในร้านที่ผมไม่ชอบ เลือกไปในสถานที่ผมไม่อยากไป เลือกคบคนที่ผมไม่อยากคบ ฯลฯ แต่เมื่อเทียบดู ผมพบว่าการกระทำดังกล่าวมีพลังมากเลย มันทำให้ผมตื่นตัว และเรียนรู้สิ่งใหม่ตลอด ทำให้ผมเป็นผู้กำกับหนังได้ และยังมีวัตถุดิบอีกมากข้างใน ผลที่ได้จากการทำสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ ไม่ได้เป็นรองการทำสิ่งที่ตัวเองชอบ อาจเหนือกว่า ผมเลือกเรียนกฎหมายเพราะผมเกลียดมันครับ ผู้สื่อข่าว ( หัวเราะ ) แปลกดีนะคะ มนัสนันท์ การทำหนังตามใจคนอื่นสลับกับการทำหนังตามใจตัวเองต่างหากที่เป็นตัวผมที่แท้จริง มันมีความหมายมากนะครับ ยกตัวอย่างเช่นล่าสุด ทางสตูดิโออยากให้ผมสร้างหนังรักเกี่ยวกับเด็กวัยรุ่น ทันใดนั้นผมก็ต้องศึกษา ต้องออกไปหาประสบการณ์เกี่ยวกับเด็กวัยรุ่น ทั้งที่วันนี้ผมอายุหกสิบกว่าแล้ว ผมต้องไปแหล่งท่องเที่ยวมากมายที่หากปล่อยผมคนเดียว ผมไม่อยากไป แต่แทนที่ผมจะมองว่านี่เป็นการบีบบังคับผม ผมกลับมองมันเป็นงานที่ท้าทายและน่าสนุก ผู้สื่อข่าว คุณมนัสนนท์ไม่เหนื่อยหรือคะ การทำอะไรฝืนใจตัวเอง มนัสนันท์ เพราะผมทำมาตั้งแต่เด็ก จึงมีความตื่นตัวสูงครับ ถึงเหนื่อยแต่ก็ทนได้ มันเปิดประตูตัวเองให้กว้าง เวลากลับมาทำหนังที่ตัวเองชอบ ผมกลับทำได้ดีขึ้น เพราะโลกของตัวเองกว้างขึ้น เช่นแม้ผมจะเกลียดกฎหมาย แต่ความรู้ วิธีการคิดแบบนักกฎหมายผมก็เอามาใช้ประโยชน์ได้ ทั้งในชีวิตประจำวันและในการทำงาน อันตรายอย่างหนึ่งของศิลปินคือการตามใจตัวเองมากเกินไป ในที่สุดก็จะมีโลกที่แคบลงๆ จนในที่สุดก็จะหมดความสามารถที่จะสื่อสารกับโลกภายนอก หรือที่เรียกง่ายๆว่ากลายเป็นคนปิดไปโดยไม่รู้ตัว ผู้สื่อข่าว ทางสตูดิโอเข้าใจวิธีการคิดแบบนี้ไหม มนัสนันท์ เข้าใจครับ พวกเขาจึงโยนงานนานารูปแบบให้ผม โดยไม่สนใจว่าผมเคยทำงานแบบนี้มาก่อนหรือไม่ เช่นพวกเขาอาจให้ผมทำหนังผี ทั้งที่ผมไม่เคยทำมาก่อน หรือให้ผมทำหนังเกี่ยวกับการแข่งรถ โดยไม่ถามว่าผมมีความรู้ทางนี้ไหม เพราะพวกเขารู้ว่าผมไม่ถอยหนีงานใด และในทางตรงกันข้าม ผมกลับชอบเสียอีก ผู้สื่อข่าว น่าทึ่งนะคะ การเรียนรู้อะไรใหม่ๆตลอดเวลา มนัสนันท์ บางครั้งผมรักงานที่ทำตามใจคนอื่นมากกว่างานที่ตามใจตัวเองเสียอีกครับ ( หัวเราะ ) ผมหมายความอย่างนั้นจริงๆ ปัญหาหลักคือผมจะถามตัวเองว่าผมจะสร้างหนังตามใจคนอื่นได้อย่างไร โดยในขณะเดียวกันในหนังเรื่องนั้นมีตัวตนของผมอยู่ ผู้สื่อข่าว ที่ผ่านมาเคยพลาดบ้างไหมคะ มนัสนันท์ เคยสิครับ แต่ไม่บ่อยนัก ผู้สื่อข่าว พูดอย่างนี้แสดงว่า ทุกวันนี้ คุณเวลาไปไหนมาไหน ก็ยังพร้อมจะต่อรองกับตัวเอง หนีไปทำอะไรๆที่ตัวเองไม่เคยทำ หรือไม่ชอบโดยนิสัย มนัสนันท์ ครับ ชีวิตประจำวันของผมเป็นอย่างนั้น บางอาทิตย์ผมจะทำอะไรตามใจตัวเอง เพราะต้องการพักผ่อน แต่บางอาทิตย์ผมจะทำอะไรฝืนใจตัวเอง เช่นตกกลางคืนผมจะออกจากบ้าน ผมเริ่มปฏิบัติการที่จะสอดส่องหาสิ่งที่ตัวเองไม่เคยทำ หรือไม่อยากทำ เริ่มจากการนั่งกินอาหารในร้านที่ผมไม่อยากกิน ในเวลาขณะนั้นมันเจ็บปวดครับ แม้แต่อาหารที่ผมไม่ชอบกิน กินแล้วร่างกายมีอาการผิดปกติ ไม่สบายกายเลย คือมันไม่เหมาะกับร่างกายของผม แต่ผมก็ต้องทน การไปเจอคนที่ไม่อยากเจอ ผมก็ต้องไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพราะผมเป็นคนทำงานสร้างสรรค์ ผมต้องเรียนรู้มาก ไม่เช่นนั้นก็ไม่มีอะไรมาบอกคนอื่น ผมคิดว่าสติปัญญาของมนุษย์มีมาเพื่อการฝืนใจตัวเองครับ เพราะการตามใจตัวเองทำง่ายมาก แทบไม่ต้องใช้สติปัญญาอะไรเลย ไม่ว่าใคร หน้าไหน ก็ตามใจตัวเองอยู่แล้ว แก่นแห่งสติปัญญาจึงเป็นเรื่องของการสร้างกฎห้ามใจตัวเองไม่ให้ทำเรื่องราวบางอย่าง และบีบบังคับให้ตัวเองทำเรื่องราวบางอย่าง แต่ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่มีสติปัญญาเพื่อจะหาข้ออ้างให้ตัวเอง เพื่อทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำเท่านั้น ผู้สื่อข่าว แต่การทรมานสังขารตัวเองอย่างนั้น คนทำต้องเข้มแข็งมากใช่ไหมคะ มนัสนันท์ มันเป็นเรื่องของการฝึกฝนนะครับ เหมือนทหารที่ผ่านการฝึกวิ่ง ฝึกแบกของหนัก ฝึกปีนหน้าผา ฯลฯ เวลาสงครามมาถึง ก็จะรบได้ง่าย ผมเชื่อว่าสิ่งใหม่จะได้มาต้องผ่านความเจ็บปวดของสังขาร ดังนั้นคนที่สุขสบายเกินไปจะไม่มีหวัง ผู้สื่อข่าว แต่ดิฉันไม่กล้าทำคะ กลัวช้ำใน เดี๋ยวจะยิ่งแย่ ปกติดิฉันก็สุขภาพไม่ค่อยดีอยู่แล้ว ( หัวเราะ )
|
| << | พฤษภาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |