พิมพ์หน้านี้
|
a grammar of Life จั่วหัวมาแบบนี้แล้ว บางคนอาจคิดไปว่านี่เป็นการสอน ไวยากรณ์ภาษาต่างประเทศเป็นแน่แท้ แต่กลับกันครับ ไม่ใช่ เสียทีเดียว ด้วยความที่ทำงานอยู่กับภาษาทั้งที่ความรู้ด้าน ไวยากรณ์เท่าหางโดเบอร์แมนหนุ่ม จึงทำให้ต้องหาเวลา ทบทวนเรื่องนี้อยู่บ่อยครั้ง และนั่นเองที่ทำให้เกิดความคิดขึ้น มาว่าไอ้เจ้าไวยากรณ์ มันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับชีวิตเราเท่าใด นัก ในเมื่อเราใช้ภาษาและหลักการของมันในการส่งสารอันมี ที่มาจากความเคลื่อนไหวของทุกอย่างบนโลกนี้แล้วไซร้ มัน ย่อมสามารถอธิบายถึงความเป็นไปของทุกสิ่งได้ด้วยเช่นกัน เคยไหมครับที่หลายๆครั้งในชีวิต เรารู้สึกว่าเราจมจ่อมอยู่กับ past tense อดีตอันแสนหวานที่ผ่านไปแล้ว โดยมิได้คำนึงถึง ปัจจุบันขณะpresent tense และอนาคตกาล future tense อย่างที่สมควรจะเป็นนัก จะว่าไปก็คงไม่ผิดแปลกอะไรนัก ถ้าบางช่วงของชีวิตมันช่างน่าเบื่อเหลือคณา หรือน่าโศกา เจียนแทบขาดใจ เพราะการดำเนินบทความแห่งชีวิตนั้น ย่อมบรรจุไว้ทุกช่วงเวลาแห่งความทรงจำ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ซึ่งขึ้นอยู่กับมือที่ถือดินสอแห่งโชคชะตาจะลาก ผ่านไปถึงย่อหน้าไหน ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้กระทำสิ่งต่างๆ เป็น Active voiceให้เกิดขึ้นหรือเป็นผู้ถูกกระทำ แบบ Passive voiceในหลายๆครั้งก็ตาม แต่สิ่งที่ไม่สามารถลืมเลือนไปได้ เลยก็คือ เราที่เป็นผู้กุมดินสออยู่นั้นไม่มีทางทราบได้เลยว่า บทความนั้นจะยาวเพียงใด แต่ก็อีกนั่นเอง ผมเคยใช้ชีวิตอยู่กับ Past tense (จนทุกวันนี้ บางทีก็ยังเป็น) อย่างไม่ลืมหูลืมตาอยู่พักหนึ่ง ปฏิเสธมิได้ว่า ช่างมีความสุขแหลือแสนที่ได้ระลึกถึงอะไรๆที่ดีในอดีตอยู่ ตลอดเวลา Yesterday ที่โหยหาและ Era ที่คิดถึง แต่ขณะที่ บทความของผมดำเนินไปด้วย Tense เพียง Tense เดียวนั้น ผู้คนรอบตัวหรือแม้แต่ในรุ่นเดียวกันได้ข้ามผ่านย่อหน้านั้นไป นานแล้ว เมื่อทราบดังนี้ ผมจึงจำต้องเรียนรู้ที่จะใช้Tenseอื่นๆ ในการใช้ชีวิตบ้าง แต่ทว่าอะไรๆมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นนิ กลับกลายเป็นว่าผมต้อง ประสบพบพานกับความยุ่งเหยิงในการใช้ Tense ที่ถูกต้อง และเหมาะสมในการใช้ชีวิตไงครับ ผมพบว่ารูปประโยคนั้นมีมากมาย และซับซ้อนกว่าที่คิด แย่ไปกว่านั้นคือผมไม่สามารถใช้ Tense เพียง Tense เดียวในการเขียนได้อีกต่อไป หลายครั้งที่ผมไม่สามารถ เอาสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วมาอธิบายเรื่องของวันนี้ได้ หรือ หลายต่อหลายเรื่องในชีวิตที่เมื่อจุด Full stopแล้ว ต้องเริ่มประโยคหรือย่อหน้าใหม่ในทันที ผมพยายามใช้ Comma และ Conjunctionเพื่อประวิงเวลาไว้ แต่ก็ไม่ค่อยเป็นผล กลายเป็น Run on sentence ไปเสียฉิบ การดำเนินบทความของผม จึงค่อนข้างยืดเยื้อและไปไม่ถึงไหนเสียที แต่ด้วยความมองโลกในแง่ดีแง่เดียวอย่างร้ายกาจของผม ที่ทำให้พอจะเลิกเปรียบเทียบ Word count ของตัวเอง กับคนอื่นได้บ้าง ผมได้เจอบางอย่างที่น่าจะทำให้บทความ ของผมกระชับและสมบูรณ์ขึ้นอีกหน่อย นั่นก็คือ คุณศัพท์ adjective และ กริยาวิเศษณ์ adverb เพราะมันได้ช่วยขยายกรรม และกริยาของผมให้มีความหมายมากขึ้นอีกเยอะเลย เจ้าพวกนี้เองที่ทำให้จุดประสงค์ของการกระทำของผมนั้นชัดเจนขึ้น และสามารถจบประโยคได้ค่อนข้างสมบูรณ์ ครบถ้วนกระบวนความ ผมเรียนรู้ที่จะใช้มันเมื่อถึงเวลาที่สมควร เพราะถ้าใช้เยอะมาก บทความคงไม่น่าอ่านเท่าไหร่นัก เพราะในเมื่อผมต้องการจะมีชีวิตอยู่ต่อไปบนโลกนี้ ผมเพียงต้องเติมคำว่า อย่างมีความสุข ลงไปเท่านั้นเอง แต่ก็อีกนั่นแล ใช่ว่าตอนนี้ผมจะช่ำชองกับการเขียน ผิดถนัด! จนทุกวันนี้ผมก็ยังคงใช้ Grammar อย่างผิดๆถูกๆอยู่ดี ไอ้เรื่องจะมาบอกว่าทุกอย่างเพียบพร้อมสมบูรณ์แล้ว คงมิใช่ความคิดที่น่านิยมนัก หากแต่เชื่อว่ามีอีกหลายคนที่ยังคงต้องเรียนรู้ไปด้วยกัน ข้ามผ่านอดีต ขีดเขียนปัจจุบัน ร่วมฝันถึงอนาคต เพราะหากต้องเขียนถึงวันข้างหน้าโดยไร้บริบทของวันวาน คงขาดใจความไปมากโข ทว่า อย่างน้อยการที่ใครสักคนสามารถที่จะให้ความหมาย กับการกระทำของตนเองได้บ้างแล้วนั้น มิใช่เรื่องน่ายินดีหรืออย่างไรกันเล่า? (เหมือนจะจบเข้าข้างตัว อย่างงงๆนะนี่) เมื่อได้พร่ำบ่นไร้สาระมาถึงขนาดนี้แล้วจะจบทิ้งไปง่ายๆก็กระไรอยู่ ขอทิ้งท้ายไว้กับบทเพลงสวยๆสักเพลงของ Lighthouse Family วงที่ฟังทีไรก็หลับทุกที แต่เพลงนี้ดีเกินกว่าจะหลับลงได้ง่ายๆจริงๆครับ ปล. ใครมีตำราแกรมม่าร์ดีๆช่วยแนะนำด้วยก็ดีนะครับ You always want what you havent got Lighthouse Family
|
| nice trip at tk | ||
... |
||
|
View All |
||
| Shoot Me Down - BoyKillBoy | ||
good song |
||
|
View All |
||