พิมพ์หน้านี้
|
ย้อนกลับไปตั้งแต่เกิดจนอายุประมาณ27ปีผู้เขียนไม่เคยเฉียดใกล้กับการมีโรคประจำตัวเลย นึกย้อนไปแล้วอาจจะเป็นเพราะชีวิตในช่วงต้นครอบครัวผู้เขียนยากจนแถมน้องชายคนสุดท้องซึ่งเป็นสุดที่รักป่วยด้วยโรคไตเรื้อรัง คุณแม่ต้องหอบหิ้วจากจังหวัดชัยภูมิมารักษาตัวที่โรงพยาบาลเด็ก(ขณะนั้น)นานถึง7ปีจนสิ้นเนื้อประดาตัว หากผู้เขียนป่วยไปด้วยอีกคนโลกมันจะอยุติธรรมเกินไป แต่เมื่อเริ่มทำงานหารายได้เองผู้เขียนก็เริ่มหาเรื่องใส่ตัว นั่นคือเมื่อจบจากคณะนิเทศศาสตร์จุฬาฯปี2521ผู้เขียนเป็นนักข่าวรุ่นสอบเข้าครั้งแรกของประเทศของหนังสือพิมพ์สยามรัฐซึ่งขณะนั้นเป็นเหมือนตักศิลาของผู้จะมีอาชีพนักข่าวก็ว่าได้ เพราะสยามรัฐผลิตสื่อมวลชนออกมาหลายคนเป็นระยะๆ แต่ทั้งกองบรรณาธิการสยามรัฐรายวันขณะนั้นปรากฎว่ามีผู้หญิงที่เข้าไปทำงานก่อนหน้าเพียงคนเดียวคือคุณวิมลพรรณ ปิตะธวัชชัย ที่เหลือเป็นผู้ชายทั้งหมด และนักข่าวรุ่นสอบเข้าผ่านทั้งข้อเขียนและสัมภาณ์แล้วขณะนั้น5คน มีสองคนที่เป็นหญิงรวมทั้งผู้เขียนด้วย ทั้งกองบรรณาธิการสยามรัฐรายวันขณะนั้นจึงมีผู้หญิงอยู่เพียง3คนเท่านั้น โลกของมหาวิทยาลัยว่าเสรีแล้ว(เมื่อเปรียบเทียบกับโรงเรียนมัธยมฯ) โลกของที่ทำงานก็เหมือนสวรรค์บนดินดีๆนี่เองเพราะมีเสรีภาพด้านการเงินที่หาได้เองเพิ่มเข้ามา...........ดังนั้นสวรรค์ที่ไม่ต้องอยู่ในระเบียบวินัยและขอเงินใครใช้จึงเป็นอย่างนี้......นี่เอง สิ่งที่ผูเขียนได้จากสยามรัฐขณะนั้นซึ่งมีคุณสมบัติ ภู่กาญจน์เป็นบรรณาธิการนั้น นอกจากความเคร่งทางวิชาชีพเรื่องไม่รับซองขาว,การฝึกฝนอย่างเข้มให้เขียนบทความตั้งแต่วันแรกที่ทำข่าวฯลฯแล้ว ส่วนที่หาเองก็ยังได้ทั้งเหล้า บุหรี่ตามมาอีกชนิดที่เรามวน เพื่อนมวน ปริมาณสูงสุดที่ผู้เขียนเคยสูบคือวันละซอง ยี่ห้อที่ชอบมากที่สุดคือมาร์โบโรที่โฆษณาโดยคาวบอยขี่ม้านั่นแหละแต่ละมวนนี่หอมชื่นใจนัก ยิ่งได้เบียร์ที่ร้านอาหารสกายไฮที่อยู่ติดโรงพิมพ์สักขวดด้วยล่ะก็.....เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม ไม่อยากบอกหรอกว่าสมัยโน้นผู้หญิงที่ทั้งกินเหล้าและสูบบุหรี่มีน้อย ดังนั้นจึงไม่แปลกที่พนักงานเสริฟที่สกายไฮจะถูกถามบ่อยๆว่า "ผู้หญิงที่นั่งกินเบียร์โต๊ะริมหน้าต่างน่ะค่าตัวเท่าไหร่" เมื่อกลับมาที่หอพักย่านสะพานควายสมาชิกชาวหอก็มาแบ่งบุหรี่กันถุนเป็นครึกครื้น บางวันหอปิดแล้วบุหรี่หมดต้องไปหาก้นบุหรี่มาสูบกันก็มี จะอย่างไรก็ตามนับว่าโชคดีไม่น้อยที่ร่างกายของผู้เขียนรีบโวยวายออกมาโดยอาการหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ตามด้วยอาการหอบหืดที่เริ่มตั้งแต่บัดนั้นและหนักขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายไอเป็นเลือดปนออกมา แต่ถึงหมอจะบอกให้เลิกบุหรี่ผู้เขียนก็ก็ไม่เชื่อ แต่หากเพราะอาหารหอบหืดต่างหากที่ต้องทนทุกข์ทรมาน อีกทั้งระยะแรกหมอไม่มียาพ่นชนิดพกติดตัวให้ มีเพียงแต่ยากินขยายหลอดลมซึ่งกว่าจะออกฤทธิ์ก็ผ่านการหอบจนหน้าเขียวแล้วทำให้ความคิดที่จะเลิกบุหรี่ที่ใครๆบอกว่ายากนักเริ่มขึ้น และผู้เขียนก็ทำสำเร็จมาแล้ว เพราะถ้าไม่ทำรู้เลยว่าตายเพราะหอบหืดได้แน่นอน (ยังมีต่อ) |