พิมพ์หน้านี้
|
หลังจากเริ่มเป็นหอบหืดและทนทุกข์ทรมานผู้เขียนซึ่งขณะนั้นทำงานที่หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวันเริ่มรู้แล้วว่า ไม่สามารถใช้ชีวิตเสี่ยงได้อีกแล้วเพราะต้องดูแลทั้งตัวเองและน้องสองคนที่กำลังเรียน จำเป็นต้องหาหลักประกันที่มั่นคงให้กับชีวิต ประกอบกับต่อเมื่อมาลาออกจากสยามรัฐและกรมประชาสัมพันธ์ซึ่งขณะนั้นยังอยู่บนถนนราชดำเนินกลางเยื้องๆกับที่ทำการสยามรัฐเปิดสอบนักข่าวราชการ ผู้เขียนจึงเสี่ยงไปสอบและผลคือสอบได้จึงเลือกไปเป็นผู้สื่อข่าวสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดกระบี่ อันเป็นการเริ่มต้นชีวิตราชการที่เชื่อกันว่ามั่นคงและมีสวัสดิการดี กระบี่เมื่อ 25 ปีที่แล้วยังเป็นเมืองเล็กๆและเงียบสงบไม่มีทีท่าเลยว่าต่อมาจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศเช่นในปัจจุบัน ที่ตั้งของสถานีและบ้านพักข้าราชการฯก็อยู่ในอำเภอเมืองใกล้ปากน้ำที่จะออกทะเล บรรยากาศจึงยอดเยี่ยมอากาศก็ดี เพียงแต่คนอีสานอย่างผู้เขียนที่กว่าจะเห็นน้ำทะเลครั้งแรกในชีวิตก็เมื่ออายุ15ปีแล้วต้องคอยมองดูเมฆที่ก่อตัวบนท้องฟ้าเพื่อคอยวิ่งเก็บผ้าที่ซักและตากไว้หนีฝนกระบี่ซึ่งตกบ่อยๆก็เท่านั้น แต่เชื่อไหมว่าตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปีที่ผู้เขียนรับราชการที่กระบี่ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะเริ่มป่วยด้วยการจาม น้ำมูกไหลตามมาด้วยเจ็บคอ ไข้ขึ้น ไอ และสุดท้ายเป็นหอบหืด นั่นแสดงว่าผู้เขียนแพ้อากาศกรุงเทพฯอย่างรุนแรง......? เมื่อกลับจากกระบี่ย้ายเข้ามาทำงานที่สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ไม่นานอาการหอบหืดก็กลับมาเป็นระยะๆ กำเริบ และเรื้อรัง มีบางช่วงเวลาที่ผู้เขียนซึ่งทำข่าวที่ทำเนียบรัฐบาลต้องติดตามอดีตนายกฯรัฐมนตรีหลายคน หลายครั้งไปต่างประเทศ เชื่อไหมว่าพอเครื่องบินพ้นจากอ่าวไทยอาการหอบหืดหายไป แต่พอเที่ยวกลับเครื่องถึงบริเวณอ่าวไทยอาการอึดอัดจากหอบหืดก็ถามหาเหมือนเดิม จึงเมื่อมองย้อนกลับไปก็เห็นชัดเจนกับตัวเองว่าอาการแพ้และหอบหืดนั้นเป็นแน่ แต่สิ่งที่ตามมาคืออาการประสาทเนื่องจากความกลัวต่ออาการของโรค ผลจึงออกมาแปลกๆคือพอพ้นเมืองไทยอาการหายไป หรือหากลืมยากินยาพ่นขยายหลอดลมที่จะต้องพกติดตัวประจำแล้วล่ะก็ อาการหอบหืดยิ่งจะกำเริบหนัก ดังนั้นเมื่อมาอยู่กรุงเทพฯเป็นการถาวร วัฎจักร์จาม-- น้ำมูกใสๆไหล -- เจ็บคอรื้อรังเหมือนมีแผลเป็นที่คอข้างขวาตลอดเวลา --มีเสลดสีเขียว---ไอ----หอบหืด และนอนโรงพยาบาลประมาณ 6 เดือนครั้งจึงกลับมา แย่ที่สุดคือหอบหืดมักจะเป็นตอนหัวรุ่งขณะกำลังหลับสบาย ผลคือสามีต้องทนทุกข์ทรมานขับรถไปส่งห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลเพื่อขยายหลอดลมเป็นว่าเล่น กลางดึกวันหนึ่งซึ่งฝนตกปรอยๆ อากาศชื้น ผู้เขียนกำลังรับการพ่นยาขยายหลอดลมที่ห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลซึ่งวันนั้นผู้ป่วยหอบหืดมากันเพียบ เพื่อนร่วมทุกข์โรคเดียวกับผู้เขียนที่กำลังรับการพ่นยาเตียงติดกันถามว่าทำไมพวกเราจึงชอบอาการกำเริบตอนกลางคืนที่คนอื่นเขากำลังนอนหลับสบายกันนัก ผู้เขียนบอกเธอว่ากลางคืนรถโล่ง ธรรมชาติจึงเข้าข้างให้ป่วยช่วงนี้ เพราะหากอาการกำเริบช่วงกลางวันขณะที่รถติดเป็นตังเมแล้วล่ะก็ หลายคนคงหอบหน้าเขียวเล็บเขียวตายโดยไม่ถึงห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลเป็นแน่ ฟังแล้วเธออกอาการขำ แต่ผู้เขียนรู้ดีว่าเป็นเพียงแต่ปลอบใจตัวเอง แต่ก็ตั้งใจว่าจะหาทางลดภาระของคนอื่นและความทุกข์ทรมานจากโรคนี้ให้ได้ อันเป็นการเริ่มการป้องกันและรักษาชนิดลองผิด-ถูกจนหาสูตรเหมาะสมได้ในที่สุด (ยังมีต่อ) |
| << | กรกฎาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | 31 | ||||