| ภาพวาดชาวนาของ แวน โกะห์ จาก www.vggallery.com | ||
ชาวนา ผู้เขียนบทกวีด้วยหยาดเหงื่อและเมล็ดข้าวสีทองของการเก็บเกี่ยว |
||
|
View All |
||
| << | กรกฎาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | 31 | ||||
พิมพ์หน้านี้
|
1 ตามตีนฟ้าตะวันออกดูสว่างไสวในยามสนธยา ขณะที่เหนือขึ้นไปในระดับสายตา เมฆสีดำคลุมไปทั่วราวกับดอกเห็ดมหึมาสีดำ ครอบคลุมเหนือเมือง ในจังหวะเดียวกันนั้น ดูเหมือนว่าเมืองถูกทำให้แคบ ราวอยู่ในห้องเพดานต่ำ ๆ สายฝนก็กรูกราวลงมาขณะที่ลมบนก็พัดพาเมฆฝนเคลื่อนตัวต่อไปไม่ขาดระยะ อากาศในห้องเช่า 20 ตารางเมตร อึมครึม ดวงไฟบนเพดานยังไม่ได้เปิด มันไม่ต่างไปจากสภาพจิตใจของผู้อยู่อาศัยอย่างเขา นั่งกระสับกระส่ายระหว่างวิทยุ โทรทัศน์ และระเบียงของห้องพัก เป็นเหมือนบานประตูรูปธรรมไม่กี่บานซึ่งจะเปิดไปสู่โลกภายนอก เพื่อเห็นความเป็นไปของผู้คน นอกเหนือจากความคิดของตัวเอง ที่ดูกว้างไกลสุดเกินคำนึง หากมันไม่ใช่ความลึกซึ้งดังจิตใจของนักปรัชญา ทว่าเป็นจิตใจของสามัญชน เป็นคนธรรมดา อยู่ในสายตาของแดด ลม ห่าฝน และอากาศพิษ เขามีความหวังว่า คงมีสักวินาทีหนึ่งในใจอันสับสนของเขานั้น จะสามารถทะลุทะลวงลงไปสู่ความลึกซึ้ง ความจริงสิ่งที่เขาคิดว่าไม่เคยอยู่เหนือไปจากร่างกายผอมบาง สูงไม่เกิน 170 เซนติเมตรของเขา อย่างน้อยก็สักครั้งหนึ่งที่เขาอาจพบความพึงพอใจ ทั้งในความเงียบสงบในตัวเอง และความปลาบปลื้มปิติอันเกิดจากตัวของเขาเอง ระหว่างกิจกรรมประจำวัน แม้ขณะกวาดสายตาไปตามจังหวะ ลีลา การสับเปลี่ยนของภาพข่าวบนจอโทรทัศน์ ซึ่งพริบไหวเช่นเดียวกับลมหายใจของเขาที่สูดเข้าและออกมากว่าสามสิบปีแล้ว ภายใต้แสงสว่างของยามเย็นประกอบกับ เป็นช่วงเวลาฝนตก ทุกสิ่งจึงประจวบเหมาะยิ่ง เหมือนความเศร้าคละเคล้ากันอย่างลงตัวในความทุกข์ทรมาน ซึ่งไม่ได้อยู่ไกลออกไปแต่อย่างใด ทว่าเป็นหัวใจของเขาเอง ครุ่นคิดและติดขัดมาเนิ่นนานในการค้นหาวิธีการสอบความทุกข์ของตัวเอง สายฟ้าแลบแปลบปลาบ เสียงฝนซู่ซ่าซัดลงบนกันสาดข้างหน้าต่าง ต้นไม้ระหว่างบ้านจัดสรรลู่ไหว ดุจเดียวกับอาการกราบสักการของพุทธศาสนิกชนต่อหน้าพระประธาน แต่ในวินาทีนี้กลับไม่ใช่ มันเป็นเพียงทิศทางพัดไปของสายลม ที่โบกไกวมาจากทางทิศใต้ อาจเป็นแค่นั้นเองที่ปรากฏการณ์ต่าง ๆ บังเกิดขึ้น เช่นเดียวกับช่วงเวลาหลายวันที่ผ่านมา แต่หากมองให้ถึงที่สุด กลับมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง 2 เขาเพิ่งอ่านประกาศของบริษัทเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา ก่อนพาตัวเองออกมาจากอาคาร 12 ชั้น แวดล้อมไปด้วยหมู่บ้านจัดสรร ขึ้นรถเมล์ที่แน่นระยำ เหมือนความบัดซบอะไรสักอย่าง ซึ่งเขาไม่ต้องการเอ่ยถึง เขาพบกับความร้อนรน ควันพิษ และการบดเบียดน่าขยะแขยงบนรถเมล์โสโครกและหยาบคาย กว่าเขาจะหยุดออกมาจากธุรกรรมบนท้องถนน ท้องฟ้าขมุกขมัวก่อนหน้านั้นก็เต็มไปด้วยเมฆฝนเสียแล้ว และหลังจากเปลื้องเสื้อผ้า เช็ดเหงื่อจากร่างกาย สายฝนก็เริ่มโปรยปรายลงมา แทบจะทันทีทันใด แม้ว่าตามตีนฟ้า ยังมีความสว่างโล่งให้เห็น ภาพแบนราบสองมิติของอาคารต่าง ๆ ซึ่งดันตัวเองขึ้นสู่อากาศและความสูง มันดูราวการเคลื่อนไหว การแข่งขัน ขณะเดียวกันก็เป็นความตายอันเยียบเย็น แออัด และสลัวลางอยู่ในที นับตั้งแต่ข่าวคราวของการปิดบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เมื่อเดือนก่อนเป็นต้นมา สถานการณ์ใกล้ตัว อย่างภายในบริษัทของเขาก็เกิดความเคลื่อนไหวไม่ใช่น้อย เริ่มตั้งแต่ระดับผู้บริหารของบริษัทเข้าประชุมกันอย่างเร่งด่วน ก่อนจะมีมาตรการรองรับออกมา เพื่อประกาศให้พนักงานทราบอย่างเป็นทางการ ทุกคนต่างรู้ดีว่า เหตุการณ์ขณะนี้ไม่น่าไว้วางใจ เพราะหลายบริษัท หลายกิจการต่างพากันปิดตัวเองลงไป ปล่อยให้คนงานเผชิญชะตากรรมไม่อาจคาดเดาอย่างเดียวดาย และแม้ว่ามันจะดูเป็นการกระทำที่เหี้ยมโหด แต่เมื่อคำนึงถึงความเป็นจริง ก็เป็นเรื่องน่าเห็นใจอย่างยิ่ง เพราะถึงวันนี้ ทุกคนต่างก็หวังเพียงว่า จะต้องประคองตัวเองให้อยู่รอด นั่นคือความยิ่งใหญ่ และนั่นคือสิ่งเดียวที่พอจะเป็นสิ่งยืนยันว่า เขาหรือเธอ ไม่ต้องตกอยู่ในภาวะล้มละลายทางเศรษฐกิจ เหมือนกับหลาย ๆ คนประสบ ดังเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์รายวัน ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เริ่มจากการลด งด ตัด สวัสดิการทุกอย่างที่ไม่จำเป็นลงให้หมด ขณะมาตรการกับตาการทำงานของพนักงานก็ทวีความเข้มข้นขึ้น ทุกคนมีสิทธิ์ถูกเพ่งเล็ง ทุกคนมีสิทธิถูกเรียกไปตักเตือนและปลดออก แม้เพียงเป็นโทษเบา ๆ อย่างการมาทำงานสายเท่านั้นเอง ในห้วงระยะเวลาที่บริษัทออกมาเป็นผู้กำหนด เบี้ยเลี้ยงเริ่มไม่มี เงินต่าง ๆ ของรายได้ที่เคยได้รับแต่ละเดือนจะไม่ได้อีกต่อไป นั่นคือสิ่งที่เขาเห็น และเขาเองในฐานะผู้ทำงานในบริษัทแห่งนี้มา 5 ปีกว่า ต้องถูกตัดค่าครองชีพไปกว่าสามพันบาท ซึ่งเป็นเงินไม่น้อย เพราะมันสามารถจ่ายเป็นเงินค่าเช่าบ้านได้ อากาศในคือฝนตกชุ่มเย็น เสียงกบเขียดดังระงมมาจากซอกหลืบมืดมิด ท้ายห้องเช่า จะบอกว่ามันเป็นความเศร้าหรือความสุขคงเป็นเรื่องยาก แต่ที่แน่ ๆ คือสรรพสิ่งรอบกายของเขานั้น ไม่ได้เดือดร้อนหรือสับสนรนรานไปกับเขาด้วย มีเพียงเขาเท่านั้นหรือที่ต้องทนทุกข์กับความไม่แน่นอนของชีวิต ? คงไม่ใช่ มันเป็นการค้นหาคำตอบภายในตัวเองอย่างจริงจัง และยากจะปฏิเสธ เขาคิดว่า การปฏิเสธหลายครั้งที่เขามีต่อความคิดดังกล่าวก็เป็นการยืดระยะเวลาแห่งการใคร่ครวญออกไปเท่านั้นเอง แต่ท้ายที่สุดเขากลับไม่อาจหลบหลีกความคิดนั้นได้อีกต่อไป จำต้องมานั่งครุ่นคิดถึงมันอีก ให้ความเอาใจใส่กับมันอีกครั้ง และเป็นเดือดเป็นแค้นเพราะมันอีก เนื่องจากยังไม่มีคำตอบ ลมเย็นจากทิศใต้พัดผ่านมาทางช่องประตูมุ้งลวด ไอเย็นของบรรยากาศสัมผัสได้จากลมหายใจวาบชุ่มลงในปอด ความคิดขมวดเข้าหากันอีกครั้งหลังจากอาหารมื้อค่ำผ่านไป มันผ่านไปอย่างซังกะตาย รสชาติเดิม ๆ ของอาหารถุง และกลิ่นคาว เขารู้สึกเกลียดกลิ่นคาวปลาจากแกงกะทิปลา ซึ่งเพิ่งผ่านลงกระเพาะของเขาไปเมื่อครู่ ขณะต้มจืดรสสับปะรังเค เหมือนน้ำเปล่า อาหารแต่ละมื้อไม่เพียงเป็นความทุกข์ในการกลืนกินเท่านั้น ทว่ามันยังเป็นเหมือนกับนรกระห่างที่เขาคิดถึงอาหารของแต่ละวันด้วย นั่งมองความมืดบีบรัดเมืองให้ดูคล้ายสีดำแคบ ๆ จะห่างไกลออกไปก็เพียงแสงสว่างจากบรรดาอาคารและแสงสีส้มซีด ๆ ของไฟถนนไกลลิบ ๆ ระยิบระยับบนแพรกำมะหยี่ชุ่ม ๆ ปลายความคิดปราศจากการหยุดนิ่ง เช่นเดียวกับสายลมต้องชายธง มันโบกสะบัดไปมาราวจะบอกว่า ทุกสิ่งคือการเคลื่อนไหว ไม่เว้นตัวของเขาเอง ไม่ใช่ความกลุ้มใจครั้งแรกหรอกที่เขาประสบมา เขายังจำได้ดีถึงวันอันแสนทุกข์ทรมานจากการว่างงาน เดินเตะฝุ่นอยู่นานนับเดือน เป็นภาพฝังใจ เป็นความคับแค้นใจ ซึ่งดูเหมือนว่า โลกนี้กำลังพิสูจน์ความแข็งแกร่งอันเปราะบางของเขา ด้วยวิธีการต่าง ๆ นาน จากสิ่งเบา ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ จนกระทั่งทวีคูณเหมือนแม่แรงมหึมา ค่อย ๆ บีบเขาให้เข้าหากันช้า ๆ และเลือดเย็น 3 เห็นว่า บริษัทจะตัดเงินเดือนอีก 20-30 เปอร์เซ็นต์ เขาเพิ่งได้ยินมาล่าสุด ทำให้เขากลืนน้ำลายไม่สะดวกยิ่งขึ้น ในเมืองใหญ่แห่งนี้ การมองโลกในแง่ดีมีประโยชน์อะไร? เขาตั้งคำถามที่ดูเหมือนการมองโลกในแง่ร้ายไปสักหน่อย หากแต่ในเบื้องลึก เขาปรารถนาจะแสดงความชิงชังสิ่งต่าง ๆ บรรดามีต่อเมืองนี้ให้สาสม แต่ก็สู้ทนเก็บงำไว้ ให้มันระบายหายไปในจิตใต้สำนึกระหว่างค่ำคืนแห่งความฝันร้าย เขากำลังมองหาอะไรสักอย่างภายในลิ้นชัก ซึ่งรกไปด้วยกระดาษเอกสาร สมุดแสตมป์ เพิ่งลอกออกมาจากซองจดหมาย เปล่า มันคือความว่างเปล่า เขาบอกตัวเองอย่างเห็นจริงเห็นจัง มันคือความว่างเปล่าอย่างที่สุด ไร้คำอธิบาย และไม่อาจหาถ้อยอธิบาย นอกเสียจากปล่อยให้มันเต็มตื้นด้วยการหยุดอธิบาย เขาพบจดหมายเก่า ๆ ในลิ้นชัก 2-3 ฉบับ จ่าหน้าซองถึงเขา มันเป็นจดหมายเมื่อหลายปีก่อน ระหว่างที่เขาเรียนหนังสือ และส่งจดหมายถึงเพื่อนต่างจังหวัด เพื่อนของเขาเลือกเรียนช่างอย่างที่ตั้งใจไว้แต่แรก แต่เขาต้องการเปลี่ยนจากโลกแห่งความจริง เป็นโลกแห่งความฝัน และเขาก็ฝันได้เรื่อยมา ทั้งยามเจ็บป่วย ตกงาน และมันกำลังจะมาถึงอีกครา การโต้ตอบกับชายชราหนวดหนาบนริมฝีปาก ผู้บริหารของบริษัท ดวงตาของชายชรายังมีความปรานีอยู่บ้าง ในท่าทางเฉียบคมและเด็ดขาด เขาละล้าละลังที่จะตั้งคำถาม และสุดท้ายก็คือเงียบ ปล่อยให้ความเงียบเป็นกำแพงปกปิดทั้งความรู้สึก และความไม่รู้ให้อยู่ในกระบวนการของมัน ไม่ใช่แค่ความฝันธรรมดา แต่เป็นความจริงที่อาจก่นเสียงร่ำไห้โหยหวนชวนสมเพช เขากำลังเกาะติดไปตามความคิดของตัวเอง เขากลับมานั่งโต๊ะเขียนหนังสือ แสงไฟเพดานส่องสว่างขณะเขาร่ายยาวไปบนหน้ากระดาษว่างเปล่า เงาเกิดจากแสงไฟ ตัวเขา และมือจับปากกากำลังเริงร่าไปกับความคิดหลั่งไหลออกมาประหนึ่งตาน้ำ และเขื่อนพังทลาย ไม่มีความหมายอะไรหรอก เขาคิด ก็แค่การสนทนาธรรมดาด้วยถ้อยคำสามัญต่อความรู้สึกของตัวเอง กับความคิดของตัวเอง ย้อนกลับไปยังอดีต คาดคะเนไปยังอนาคต และหลงอยู่ในปัจจุบันอันมืดมิด เขาหลับไปกว่าหนึ่งชั่วโมงแล้ว เสียงกรนดังเป็นระยะเหมือนความป่วยไข้ การละเมอหรือความคิดฝันอันใดที่ปรากฏขึ้น ล้วนแต่เป็นภาพมายาทั้งสิ้น เขาอาจมองเห็นชัดเจนเหมือนการสำรวจมือตัวเอง อากาศเย็นของคืนฝนตกราวจะเย็นไปถึงโพรงแห่งความคิดฝันลึกลับ เขากระสับกระส่ายอยู่บนที่นอนยับยู่ยี่ พัดลมเพดานถูกปิดตาย ลมหายใจเข้าออกลึกสม่ำเสมอ มีบางครั้งต้องสะดุดลงด้วยเสียงกรนและการหายใจทางปาก เขาลงมาจากรถโดยสารครีมแดงเก่า ๆ ผู้โดยสารบางตา เขานึกเสียดายที่นั่งที่เพิ่งได้ไม่กี่ป้ายก่อนถึงหน้าห้างสรรพสินค้าซึ่งเป็นจุดหมายที่ตั้งเอาไว้ เพื่ออะไรสักอย่าง บนชั้น 3 แผงหนังสือ เขาปราดไปมามองหาหนังสือที่น่าสนใจ หนังสือธรรมะ นิยาย เรื่องสั้น บทกวี เปล่า ลึก ๆ แล้วเขากำลังมองหานิยายประโลมโลกย์ เพื่อกระตุ้นตัวเอง ออกจากร้านหนังสือ เขาเตร็ดเตร่อยู่หน้าเคาเตอร์ มีพนักงานขาย 2 คน ยืนอยู่ตามจุดต่าง ๆ บ้างมองลูกค้า บ้างก้มหน้าอยู่กับบัญชีสินค้าข้างหน้า เขาก้มลงมองปากกาหมึกซึมหลายครั้ง เป็นสิ่งที่เขาอยากได้ แต่ไม่เคยได้รับ และมีอยู่หลายครั้งเขาซื้อมาด้วยเงินตัวเอง และจากนั้นไม่นานก็กลายเป็นความเบื่อ และลืมเลือนไปในที่สุด เขาคิดถึงบันไดเลื่อนและการแสดงงานศิลปะ ซึ่งใครสักคนเคยเล่าให้ฟัง มันมีขึ้นและลง ศิลปินระห่ำคนนั้นขึ้นและลงบนบันไดเลื่อนตัวเดียวกันนับจากแรกเริ่มมีคนสนใจดี ทว่าต่อมากลับแยกย้ายกันออกไป และท้ายที่สุดก็มีเพียงศิลปินสติเฟื่องคนเดียวบนบันไดเลื่อนขึ้นและลงเพียงลำพัง ผู้คนผ่านไปมาต่างมองมาที่เขา ราวต้องการถามและคำตอบว่า เขาทำอย่างนั้นไปทำไม เขาปล่อยเสียงหัวเราะดังกึกก้องระหว่างเดินไปบนความเครื่องเล่นวีดีโอเกมส์ และสารพัดสรรหารีดเงินจากผู้สนใจ และรักสนุก เขาเดินผ่านคนยืนจับกลุ่มกันกลุ่มหนึ่งไป โดยไม่สนใจสายตาที่มองมาด้วยความประหลาดใจ แสงไฟระยิบระยับหน้าปัดตู้เครื่องเล่นชิ้นหนึ่ง ดึงดูดความสนใจให้เขาเดินเข้าไปหา มองดูครู่หนึ่งจึงรู้ว่า เป็นตู้ทำนายโชคชะตาด้วยไพ่ยิปซี แม่นมาก หลายคนพูดในโลกความเป็นจริง แต่นัยน์ตาตกอยู่ในความฝัน กล่าวลอย ๆ เหมือนคนละเมอ เขาไม่รู้หรอกว่ามันแม่นหรือไม่ เขารู้เพียงว่า เล่นอะไรสักอย่างที่น่าตื่นเต้น แล้วเขาก็ล้วงเหรียญ 10 บาทออกมาจากกระเป๋ากางเกงยีนส์ หยอดเหรียญลงไป กดปุ่มเลือกไพ่ที่ต้องการ 10 ใบ กดปุ่มตอบตกลง ไม่กี่วินาทีต่อมาผลการทำนายก็ค่อย ๆ โผล่ออกมาจากตู้ เขาอ่านแล้วพับเก็บไว้ในกระเป๋า จากนั้นจึงลงบันไดเลื่อนมายังชั้นล่าง เดินแกว่งไปมาอย่างไร้จุดหมาย แล้วตัดสินใจเดินออกจากห้าง นั่งรถเมล์กลับที่พัก เป็นช่วงเวลาวันหยุดสุดสัปดาห์ที่น่าเบื่อหน่ายอีกวันหนึ่งเนิ่นนานมาแล้ว เขาจำได้แม้ในความฝันว่า มันเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ซึ่งเขาไม่เคยมีความสุขและไม่เคยมีความสุขกับวันหยุดที่ได้รับ อาจเป็นเพราะเขาไม่รู้ก็เป็นได้ว่า ความสุขที่เขาต้องการคืออะไร และอยู่ที่ไหน ซึ่งในโลกของความเป็นจริงเขาก็ยังไม่อาจตอบตัวเองได้ มันคือความพยายามป่ายปีไปอย่างเปะปะ คล้ายจิ้งจกบนฝาผนัง หรือแมงมุมที่เดินงุ่นง่านเพื่อหาจุดขึงเส้นใย ขณะก้าวเดินไปนั้นเองคือความสับสน และจุดมุ่งหมายว่า จุดหมายปลายทางน่าจะเป็นจุดใด หรือมันควรจบลงด้วยลักษณาการใด อาจเป็นเพราะบาปเคราะห์ของเขาเอง เขาคิด อาจเป็นบาปเคราะห์จากคนอื่นที่ทำให้เขาเป็นเช่นนี้ เขาโทษคนอื่น แต่ท้ายที่สุดของการหาเหตุผล ประหนึ่งฝันร้ายน่าสยดสยองและช่วยให้ข่มตาหลับ หลังจากตื่นขึ้นมาด้วยความงงงวยและหวาดสะดุ้ง คือตัวของเขานั่นเองคือปัญหาทั้งหมด เป็นต้นตอแห่งบาปเคราะห์ทั้งปวง 4 หากจะตราหน้าเพื่อนร่วมบริษัทว่า เป็นส่วนทำให้เขาถูกตัดเงินเดือน ลดเบี้ยเลี้ยง หรืออาจเลวร้ายถึงขนาดถูกปลดออกจากงานกลางคัน นั่นก็ดูเป็นการให้ร้ายผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกับเขามาเกินไป หรือจะโทษรัฐบาล ซึ่งบริหารประเทศผิดพลาดจนความพินาศระบาดไปทั่วหัวระแหง นั่นก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผล และข้ออ้างที่เขาพอจะนึกขึ้นได้ รัฐบาลคือปีศาจร้ายที่เข้ามาอาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกับเขา สร้างบ้านเรือนหลังใหญ่ขึ้นมาให้เขาอาศัย คอยดูแล ปล่อยให้มีสุข และมีทุกข์ ในขณะเดียวกัน บรรดาผู้นำรัฐบาลซึ่งดูจะไม่สะทกสะท้านกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะสิ่งที่เขาฉกฉวยไปแล้วจากหยาดเหงื่อแรงงาน ความศรัทธา และความโง่เขลาของเขา พวกเขาพากันเสวยสุขอยู่บนสวรรค์วิมานชั้นใดไม่อาจคาดเดา จึงมีแต่คนเช่นเดียวกับเขา และคนอื่น ๆ ซึ่งอยู่ในฐานะไม่ต่างกัน จมปลักอยู่ในความเคว้งคว้างเดียวดาย เหมือนหยดน้ำค้างและหยาดน้ำฝนค้างคาบนกิ่งไม้หรือชายคา ภายใต้สายตาของค่ำคืนเงียบสงัด หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้น เมื่อความฝันเปิดประตูออกมา เป็นภาพกว้างโล่ง และทัศนียภาพคุ้นเคย และได้นำติดตัวไป ผ่านกระแสความคิดคำนึง ใช่ทีเดียว ความฝันก็คือความจริง ความจริงก็คือความฝัน เขายอมรับ ในเมื่อสิ่งที่เขาฝันถึงไม่ใช่สิ่งใดเลย หากไม่ใช่ความหวาดกลัว ความวิตกกังวล ความมั่นใจและความเกลียดชังในความคิดของเขาเอง เมื่อสติสัมปชัญญะยังคงทำงาน แม้แต่ขณะมันเผลอไผลไปชั่วขณะหนึ่ง และยาวนาน ความคิดเห็นเหล่านั้นก็ผ่านเข้าไปยังจิตใต้สำนึกของเขา แล้วบอกกล่าวเรื่องราวของความคาดหวัง ความเกลียดชัง รัก และใคร่ ต่อไปในโลกของความฝัน มืดอย่างยิ่ง ร้อนและรนรานอย่างยิ่ง เมื่อเขาผ่านเข้าไปยังความเวิ้งว้าง ว่างเปล่า ราวกับว่าเขาได้กลิ่นดอกลีลาวดีเย็นยะเยือกเคล้ากลิ่นอายหลังฝนตก อากาศชื้น ๆ เริ่มโปรยปลิวเข้ามาแทนความร้อนรน หยาดเหงื่อแห่งความหวาดวิตกและความชังเริ่มเกาะตัวนิ่งเงียบเหมือนนกกลางคืน ซ่อนตัวหลังพุ่มไม้ ทุกสิ่งในบรรยากาศราวกับการเริงระบำของความน่าสยดสยองกับความขลาดเขลาของตัวเขาเอง ที่พาสองตีนของตัวเองดุ่มเดินไป ๆ ลึกเข้าไปทุกขณะ ในจังหวะและวินาทีนั้นหริ่งเรไรกรีดเสียงระงม ราวคณะประสานเสียงวงใหญ่ เขาเริ่มหายใจสะดวกขึ้น กวาดสายตามองรอบ ๆ มันก็เหมือนถนนสายแคบ ๆ และคุ้นเคยในความเป็นจริง แปลกที่เขาสามารถย่ำเดินอยู่ได้โดยไม่หกล้มเพราะความมืดของค่ำคืน หิ่งห้อยหลายฝูง ส่งแสงพริบพรายอยู่ทั่วไป ไม่ว่าจะมองไปทางไหน ไกลออกไปแสงของมันราวกับความหวังของเขาเมื่อครั้งตกงานอยู่หลายเดือน มีเพื่อนคือตัวเอง ด้วยวาจาทั้งปลุก ปลอบ และสบถใส่ตัวเองอย่างหยาบคาย แต่สุดท้ายเขาก็พ่ายแพ้แก่ความกลัวตาย ต้องบ่ายหน้าต่อไปแม้ไม่มีเป้าหมายชัดเจนก็ตาม ขณะเขาไล่ฝีเท้าก้าวไปข้างหน้าอย่างลืมตาย และปราศจากจุดมุ่งหมายนั้น ความรู้สึกในใจเขากลับรู้สึกเหมือนกับสัตว์ร้ายถูกคุมขัง มันถูกกักกันไว้มิดชิดในคอกกั้นแน่นหนา สิ่งเดียวที่มันทำได้คือเดินวนเวียนไปมา ส่งเสียงคำรามดุดันบางครั้ง โหยหวนเป็นบางครั้ง และทดท้อต่อการมีชีวิตอยู่บางครั้ง ปราศจากจุดมุ่งหมาย บาปเคราะห์ที่เขาคิดถึง ทั้งตัวเอง ผองเพื่อน หรือจะเป็นผู้คนรอบข้าง มันต่างทำปฏิกิริยาอย่างต่อเนื่อง ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ไม่เจ็บปวดก็คือความป่วยไข้ เขารู้สึกอ้างว้าง และปราศจากที่พึ่ง ทุกสิ่งในบรรยากาศรอบตัวมีแต่ความมืดมิด แต่เขาก็ไม่ได้สะดุดล้มอย่างควรจะเป็น บางที เขาคิด บางทีเขาอาจคุ้นเคยกับความมืดจนสามารถย่ำเดินไปโดยไม่จำเป็นต้องรู้ว่า อยู่ที่ไหน จุดหมายคือสิ่งใด เพราะคนใกล้ตัวของเขายังอยู่นั้นเป็นทั้งจุดหมายและสิ่งที่เขาคาดหวังจะได้รับคำตอบ เสียงกรนของเขาหยุดเงียบลง ค่ำคืนค่อย ๆ ผ่านไปพร้อมกับความฝัน ซึ่งมักอันตรธานหายไปก่อนเวลาอันควร ซึ่งหมาความว่า ก่อนเขาจะทันได้จำสิ่งที่เกิดขึ้นได้ทั้งหมด มันก็ผ่านเขาไปแล้วโดยไร้ร่องรอย 5 เช้านี้เขาไปทำงานตามปกติ ผ่านห้องโถงชั้นล่างของอาคารสำนักงาน เสียงตอกบัตรลงเวลาของพนักงานดังติ๊ด ๆ ๆ ๆ เป็นจังหวะ ทั้งระยะห่างตามจังหวะ เมื่อมีผู้เดินทางมาถึงที่ทำงาน เขาเดินขึ้นไปยังชั้น 2 ซึ่งเป็นที่ทำงานของเขา โดยไม่ทันอ่านประกาศแผ่นใหม่ซึ่งเพิ่งนำมาติดไว้บนป้ายประกาศ เขาเดินไปยังโต๊ะทำงาน ผ่านพนักงานคนอื่น ๆ ผู้มาถึงที่ทำงานก่อนหน้านี้ ดูสีหน้าของพวกเขา เซื่องซึม ไม่ผิดอะไรกับสัตว์ ซึ่งรู้ว่าจะถูกฆ่าในเวลาไม่ช้า ทำให้เขานึกไปถึงหยาดน้ำตาของวัวตัวซึ่งถูกสังหาร โดยนายโคฆาตในโรงฆ่าสัตว์ หมายเหตุ เรื่องสั้นเรื่องนี้เขียนไว้ 10 ปี ตั้งแต่ปี 2540 ประจวบเหมาะกับการรำลึก 10 วิกฤติการณ์ต้มยำกุ้ง ส่วนภาพประกอบ จากอินเตอร์เน็ต
|