| ภาพวาดชาวนาของ แวน โกะห์ จาก www.vggallery.com | ||
ชาวนา ผู้เขียนบทกวีด้วยหยาดเหงื่อและเมล็ดข้าวสีทองของการเก็บเกี่ยว |
||
|
View All |
||
| << | กรกฎาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||
พิมพ์หน้านี้
|
1 เมื่อคมเงยหน้าจากข่าวและภาพของหญิงในชุดแฟชั่นสมัยใหม่ เขาก็พบหล่อนยืนอยู่เบื้องหน้าแล้ว เขายิ้มให้หล่อนและลุกขึ้น ขณะที่เธอเองยังคงยืนนิ่งยิ้มให้เขา ราวปรารถนาได้ยินบางสิ่งเอ่ยออกมาจากปากของเขา เบื้องหลังของทั้งคู่เป็นบริเวณที่พักผู้ชมการแสดง ในห้องจัดไว้อย่างลงตัวด้วยศิลปะสมัยใหม่ ผสมผสานกับบรรยากาศของตะวันตก กระถางต้นไม้ต้นและใบครึ้มเขียว และเก้าอี้อ่อนนุ่มลวดลายคลาสิก ชวนให้นั่งและดิ่งลงในความนุ่มนวลนั่น จนกว่าเวลาการแสดงละครจะมาถึง หรือปล่อยให้มันผ่านเลยไปโดยนั่งนิ่งอยู่ที่นั่น คุณดูดีนะ วันนี้ผมอ่านข่าวของคุณด้วย คุณดูดีมากทีเดียวในชุดนั้น แต่ดูเหมือนว่า หล่อนไม่ต้องการประโยคที่ทุกคนที่พบหล่อนและพูดกับหล่อนด้วยประโยคเดียวกัน ใครจะรู้ว่า หล่อนคิดอะไรอยู่ภายใต้ชุดสีดำ ดวงตาแวววาว และลิปสติกสีสดบนริมฝีปากเรียวบางนั้น หล่อนอาจเป็นคนตอแหลที่สุด หรือเป็นหญิงร่านสวาทดังข่าวบันเทิงลงบ่อย ๆ ก็เป็นได้ ทำไมนะหรือ ก็เพราะใครก็ตามที่อยู่ใกล้เธอ เขาคนนั้นก็จะได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นคู่นอนของเธอไปโดยปริยาย แต่ความจริงก็ยังอยู่ในจิตใจของหล่อน ไม่มีใครรู้ นอกเสียจากผู้เคยนอนกับหล่อนจริง ๆ หรือผู้เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับหล่อน ทว่าก็ไม่มีใครและดูเหมือนว่าหล่อนคบคนอย่างผิวเผิน ไม่ต้องการลึกซึ้งกับใคร แม้จะมีไอ้หน้าโง่บางคนพยายามยืดเยื้อความสัมพันธ์นั้นออกไปก็ตาม แต่ก็มักถูกเธอผละจากไปเหมือนเศษอาหารหลังจากความเอมอิ่มปิดปากของเธอแล้ว คม แม้จะไม่เป็นคนซาบซึ้งกับละครเวทีนัก แต่มันก็เป็นสิ่งผ่อนคลายสำหรับเขา เหมือนกระจกเงาบานใหญ่เคลื่อนไหวไปมา ทำให้เขาเห็นตัวเองโลดแล่น ในตัวละครเหล่านั้น บางความละโมบ ความกระหาย และความอยาก รวมทั้งตัณหาราคะซึ่งประกอบเป็นตัวเขา และมันก็เป็นความบังเอิญที่เขาได้พบกับเธอในวันหนึ่ง ขณะเขานั่งชมละครอยู่ในโรงละครกำลังเปิดการแสดง บางตอนของละครบีบหัวใจหยาบกระด้างของเขาให้ร้องไห้ แล้วมันก็เป็นความเจ็บปวดจาการเห็นภาพความเลวร้ายของตัวเองเล่นอยู่เบื้องหน้า เสมือนการตอกลิ่มความปรารถนาลืมเลือนนั้นให้แน่นยิ่งขึ้น และกลายเป็นภาพหลอนลวงตัวเองเสมอมา ขณะที่เขาปาดน้ำตาออกจากใบหน้า ในความมัวสลัวของบรรยากาศในโรงละคร ใครคนหนึ่งก็ยื่นกระดาษเช็ดหน้าให้เขา มันเป็นสัมผัสเบา ๆ เหมือนการสะกิด เพื่อปลอบโยนทั้งตัวเองและคนข้างเคียง ซึ่งต่างตกอยู่ในอารมณ์ความรู้สึกเดียวกัน และหลังจากนั้น คมก็ได้พูดคุยกับเธอ พิสุทธิ์ นาน ๆ ครั้ง เขาและเธอจึงจะพบกัน ด้วยเพราะงานของเขาและเธอ ซึ่งไม่เหมือนและอยู่ในวงโคจรเดียวกัน เขาเป็นพนักงานบริษัทประกันภัยแห่งหนึ่ง ส่วนเธอก็คร่ำเคร่งอยู่กับโลกของจินตนาการโลดแล่นไปบนพลิ้วพรรณและแพรไหม จะมีก็บางครั้งที่ส่วนลึกของความรู้สึกเท่านั้น ปรารถนาการปลอบโยนอย่างเข้าใจ และด้วยศิลปะเท่านั้นทำให้ทั้งสองมาพบกัน เป็นความสงบลึกซึ้ง สามารถปลดปล่อยทั้งคู่ออกจากโลกของเหตุผลที่จำกัดของตัวเอง อยู่กับงานและการรับใช้อย่างสัตย์ซื่อ ทว่าในโลกของศิลปะ ชีวิตจิตใจของเขาและเธอได้ถูกปลดปล่อยเป็นอิสระอีกครั้งและมันก็ได้ดื่มด่ำเอาความงามและมุมมองใหม่ ๆ รวมทั้งวิถีการคิด การดำเนินชีวิตที่แตกต่าง มันเป็นโลกของความซาบซึ้ง เป็นโลกของการเห็นแจ้งแทรกผ่านความหยาบกร้านของมุมมองและวิธีการคิดเต็มไปด้วยตรรกะตื้น ๆ สิ่งนี้เองทำมิตรภาพให้งอกงามขึ้นท่ามกลางความแตกต่าง ทว่าเหมือนกันอย่างยิ่งในความเป็นชีวิต มีเลือดเนื้อและความปรารถนา หลายครั้งที่ทั้งคู่พูดคุยกันยาวนาน โดยปราศจากภาพลักษณ์อันลามกที่หลายคนนำมาตกแต่งให้เธอ นานวันเข้าหลังจากได้ทำงานในแวดวงเสี่ยงต่อการจ้องมองและการถูกมองย่อมเป็นเป้าของการวิจารณ์และการคาดหมาย เธอพบบ่อยครั้งว่า สิ่งที่คนภายนอกมองมายังเธอนั้น บิดเบี้ยว เป็นภาพผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงที่เธอเป็น อย่างน้อยเธอก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีสิทธิ์จะมีเพื่อน ไม่ว่าหญิงหรือชาย มีสิทธิ์จะอยู่กันสองต่อสองในฐานะของเพื่อนมนุษย์ผู้มีความรักและเมตตาต่อกันอย่างแท้จริง มิใช่แต่แรงปรารถนาของการสืบพันธุ์และความกระหายหิวเงินตราเพียงอย่างเดียว แล้วทุกสิ่งที่นำมาปกคลุมจิตใจของเธอจะมีความหมายอันใด มันเป็นเรื่องน่าขำใช่ไหม เธอเคยถามตัวเอง ใช่ เป็นความขบขัน เป็นเรื่องขำขันที่เจ็บปวด ซึ่งเธอต้องเผชิญทุกวัน แล้วชายคนนี้ คม เขาก็เป็นชายคนหนึ่งซึ่งบางรสนิยมของเธอและเขาต้องกัน เป็นความเข้าใจกันผ่านศิลปะการแสดง และแน่นอนเป็นโลกบริสุทธิ์เกินกว่าใครจะมาตัดสินตัวเธอ คุณทานอะไรมาหรือยัง เรายังพอมีเวลา หาอะไรทานกันสักครู่ คมเอ่ยขึ้นขณะเธอยังยืนนิ่งอยู่เช่นนั้น ค่ะ กำลังหิวและต้องการคำถามนี้พอดี ทั้งคู่ออกจาห้องสวยงามนั่นลงบันได ผ่านทางเท้า เลี้ยวซ้ายไปตามถนนสายเล็ก ๆ ไม่พลุกพล่าน เมื่อทั้งคู่เข้ามาในร้าน มีลูกค้าหลายคนนั่งอยู่แล้วตามมุมสงบ ตกแต่งไว้อย่างมีรสนิยม บรรยากาศเก่า ๆ ของเครื่องใช้ไม้สอย และอุปกรณ์ตกแต่งร้าน ทำให้ทั้งสองคิดถึงเพลงแจ๊สบรรเลงเบา ๆ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อ่อน ๆ เพื่อคลายความตึงของสายตาและการเห็นโลกให้แคบลงและย่ำเดินไปบนความนุ่มนวลของความมึนน้อยๆ และการครุ่นคิดละเอียดและลุ่มลึกขึ้น เบียร์สอง คมสั่งเครื่องดื่มเรียกน้ำย่อย ก่อนจะตามด้วยอาหารหนัก ๆ ที่ทำงานเป็นอย่างไรบ้าง คมเอ่ยขึ้น ขณะยกแก้วเบียร์ขึ้นจิบ ก็เรื่อย ๆ ไม่มีอะไรพิเศษ แต่ช่วงนี้เหนื่อยหน่อย มีแฟชั่นใหม่ ๆ จากปารีสที่สุดต้องเดินแบบ อาทิตย์นี้ไม่ได้นอนติด ๆ กันสามคืนแล้วนะเนี่ย เธอตอบ ทว่าไม่มีทีท่าว่าเหนื่อยล้ำออกมาจากสีหน้าของเธอ คงเป็นความสุขของเธอมากกว่าที่ได้ทำงานและงานก็คงเป็นส่วนเสริมให้ชีวิตของเธอสมบูรณ์และเติบโตขึ้น ผมเองก็ผ่านช่วงยุ่ง ๆ มาแล้ว เออ...ช่วงสิ้นเดือนคมว่างหรือเปล่า สุดอยากชนไปเที่ยว ไปไหนล่ะ ไปกับใคร ถ้ามีเพื่อนไปด้วยแล้วผมคงไม่อยากไปขัดคอหรอกนะ อีกอย่าง สิ้นเดือนก็ไม่แน่ว่าจะมีงานเร่งเข้ามาหรือเปล่า สุดจะไปชะอำน่ะ ไม่มีใครไปด้วยหรอก เลยชวนคม แต่ถ้าไม่ว่างก็ไม่เป็นไร ไปคนเดียวก็สนุกไปอีกแบบนะ เธอยิ้มให้เขาแล้วยกแก้วของเธอขึ้นจิบ ตาแวววาวของเธอทำให้คมคิดถึงคืนเดือนมืด ยามดวงดาวระยิบระยับบนท้องฟ้า ทว่าขณะนี้เป็นแค่ยามเย็นเท่านั้น ทำไมนะเขาจึงคิดถึงดวงดาว ทั้งคู่ต่างครุ่นคิดในมุมของตัวเอง สายตาของสุดจับจ้องแจกันโบราณสีสวย และภาพวาดดอกทานตะวันผุดขึ้นมาในความเงียบ เหมือนมันมีชีวิตและเธอได้สัมผัสมันเต็มที่ผ่านหน้าต่างของมโนทวาร ส่วน คม ปล่อยสายตาออกไปข้างนอกร้าน รถยนต์แล่นไปมาเป็นระยะ แสดงเดดค่อย ๆ โรยตัวลับลง ดูเหมือนโลกค่อย ๆ คลายสู่ความอ่อนโยนและนุ่มนวล ทุกสิ่งเปล่งประกายเหลือบทองแม้แต่ใบเข็มและดอกเข็มที่ปลูกไปข้างขอบหน้าต่างร้าน ทิวไม้ปกคลุมอยู่ริมถนนโยกไหวอ่อนเอื่อยเหมือนเกียจคร้าน หรือบางทีอาจง่วงนอนในบรรยากาศสะลึมสะลือของยามสนธยา สุดว่า เราไปกันดีกว่า อีกสิบนาทีละครจะเริ่มแล้ว สุดครับ เรื่องไปเที่ยวน่ะ ผมจะโทรไปบอกนะ คือผมต้องเช็คที่ทำงานก่อน คงไม่โกรธผมนะที่ยังไม่อาจให้คำตอบ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เราก็รู้กันอยู่ว่า เป็นลูกน้องเขา เธอยิ้มอีกครั้ง เป็นยิ้มที่ทำให้เขาอยากลืมเรื่องทำงานแล้วตัดสินใจไปกับเธอโดยไม่คิดถึงสิ่งใดอีก เก็บเงินด้วยครับ 2 ฉากเริ่มต้นบนเวทีดูราบเรียบ บทสนทนาก็น่าเบื่อหน่าย ความรู้สึกทั่วไปของบรรยากาศดูตึงเครียด และยิ่งเครียดเคร่งขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไม่มีเหตุผล อาจเป็นความตีบตันจากภายในที่ทุกคนปรารถนาปลดปล่อยมันออกมา ทว่ามันกลับไม่ใช่เสียงหัวเราะ แต่เป็นการขบคิดให้ยิ่งเครียดเคร่งและบดเบียดอารมณ์และความคิดให้ตึงเขม็ง แนบแน่นกับภายในและภายนอกเคลื่อนไหวอย่างฝืดขัด พักช่วงการแสดง จึงเป็นช่วงเวลาที่ความอึดอัดเปลี่ยนเป็นบรรยากาศคลี่และคลายอาณาเขตสายตาให้ได้รับรู้ถึงความมืดที่ปกคลุมอยู่ คุณคิดอย่างไรกับละครเรื่องนี้ คมถามขึ้น จุดบุหรี่สูบ สุดคิดว่า มันน่าเบื่อที่สุดเท่าที่เคยดูมาเลยละ เธอตอบ และมันก็เหมือนกับเธอเซ็งกับมันจริง ๆ คุณอยากดูต่อไหม หรือจะไปเดินเล่นกัน คมถามความคิดเห็น สุดว่า เราไปเดินเล่นก็ดีเหมือนกัน ไม่เรื่องแปลกที่ความไม่พอใจจะผลักชีวิตให้ไปสู่ความพอใจและดิ้นรนไปให้พ้นจากสภาพบีบคั้นความรู้สึก อย่างน้อยมนุษย์ก็ยังพอมีทางเลือกเสมอไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ทั้งคู่เดินไปบนถนนที่เงียบเหงา ค่ำคืนยังคงเป็นฉากเก็บความรู้สึกลึกลับและความสนเท่ห์ไว้ ไม่มีการพูดจา แต่เหมือนว่าคำพูดไม่ใช่สิ่งจำเป็นเสมอไป หากแต่ความเงียบครอบคลุมสรรพชีวิตและสรรพสิ่ง น่าจะเป็นคำตอบให้กับความรู้สึกต่าง ๆ ได้ รวมทั้งความสงสัย และความขุ่นเคือง มีคำตอบเสมอในความสงัดและความว่างเปล่า แล้วทั้งคู่ก็แยกย้ายจากกัน สุดนั่งแท็กซี่ลับตาไปแล้ว ส่วนคมยังคงอ้อยอิ่งกับมวนบุหรี่ที่หดสั้นลงตามจะหวะสูดลมเข้าปอด และควันของมันก็แปรเปลี่ยนเป็นส่วนหนึ่งคลายความรู้สึกหนึ่งให้เคว้งคว้างและไหลไปอย่างปราศจากทิศทาง เสียงเพลงจากวิทยุภายในรถแท็กซี่ทำให้คมดำดิ่งลงในอารมณ์ของตัวเองอีกครั้ง ขณะที่มิเตอร์เพิ่มตัวเลขช้า ๆ แน่นอนว่า ทุกสิ่งบนถนนย่อมส่งผลถึงกัน เหมือนกับความฝันมีต่อชีวิต 3 ในความสลัวเลือนของบรรยากาศ คม รู้ว่า มันเป็นชายทะเล เขาได้ยินเสียงเคลื่อนสาดซ่าเข้าหาฝั่งครั้งแล้วครั้งเล่า หาดทายชุ่มชื่นและเหือดหายไป กลับไปกลับมาตามจังหวะสาดซัดของเพลงคลื่น บนความเปล่าเปลี่ยวของหาดทราย เขาไม่รู้ว่าแสงตะวันเป็นยามเช้าหรือยามเย็นกันแน่ เขาได้ยินเสียงหัวเราะ มันเป็นเสียงเย้ยหยันและเหยียดหยาม เสียงนั้นแหลมเล็ก ชอนไชเข้ามาในโสตประสาทที่ยังไม่ทันตื่นของเขา หล่อนนั่นเอง เขาจำได้ หล่อนนั่นเอง เดินเข้ามา ใบหน้าของหล่อนทำไมน่าชิงชังเช่นนี้นะ พิสุทธิ์ ทำไมเธอจึงมาเดินอยู่ที่นี่ นี่ไม่ใช่เรื่องน่าขันหรอกหรือ บนชายหาดมีเพียงเขาและเธอ กับผืนทรายแผ่กว้างรองรับลูกคลื่นจากท้องทะเล เธอไม่ได้ยิ้มให้เขา ทว่าดูเหมือนหล่อนชิงชังโลกทั้งโลก และนี่ก็เป็นการเล่นละครหรือหรือว่ามันเป็นความจริงปลิ้นปล้อนไปมาบนก้อนลิ้นเล็ก ๆ สีชมพูสดเหมือนดอกกุหลาบ มันสีเลือดน่าหวาดเสียว เธอมองมาที่เขา เขาขยับตัวอย่างอึดอัด ทำไมเธอต้องคาดคั้นเขาด้วยความเงียบ ทำไมมันถึงมีพลานุภาพขนาดนี้นะ ความเงียบที่ไร้คำพูด ทว่ามีผลอย่างยิ่งต่อความรู้สึก คุณก็เหมือนกับคนอื่น ๆ นั่นแหละ ไม่ได้แตกต่างเลย เธอพูดขึ้น กวาดสายตาโกรธแค้นและชิงชัง ไม่ใช่ความชิงชังจริง ๆหรอก เขารู้สึกได้ เสียงคลื่นเหมือนจะกลืนกลบเสียงปฏิเสธเขาที่พยายามตะโกนตอบเธอ มันเป็นค่ำเสียงสาดซ่า บนความว่างเปล่า ว่างเหมือนดวงตาไร้แววของเธอ หรือว่า เธอเป็นปีศาจ ไม่ ก็เมื่อเย็นนี้เธอยังยิ้มให้เขา เธอยังนั่งดูละครกับเขา ทำไมเธอเปลี่ยนไปเร็วนัก เขาไม่เข้าใจ เสียงพลิกตัวเป็นระยะบนเตียงนอน มีรอยยับย่น ผ้าห่มถูกปิดไว้อยู่ปลายเท้า เหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ซึมพราวอยู่บนหน้าผากของเขา เมื่อกลับมาสู่แสงตะวัน เขาก็รู้ว่า มันเป็นความฝันที่น่าเกลียดและไม่อาจเข้าใจ เขาอาบน้ำแต่งตัวไปทำงาน วันนั้นเขารู้สึกอารมณ์ไม่ดี รู้สึกหงุดหงิด ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะจริงจังกับมันนี่นา ความฝันก็เป็นแค่ความฝัน ไม่ใช่ความจริงสักหน่อย มันเป็นแค่ฝันร้าย อาจกลายเป็นเรื่องดี คมคิด กว่าเวลาทำงานจะจบลงเขาก็ได้คลายตัวเองออกจากความคิดของตัวเอง แต่มันกลับไปอยู่ในกองเอกสารและรายงานที่เขาต้องทำให้เสร็จเพื่อเสนอผู้จัดการ ใกล้สิ้นเดือนแล้ว นี่เขาลืมเรื่องไปเที่ยวของเธอจนหมด มันถ่ายเทไปสู่งาน และงานที่เหมือนกับหลั่งไหลลงมาไม่ขาดระยะ เขาเข้าใจแล้วว่า ทำไม่ทุกคนต้องการรอยยิ้มและเรื่องราวสักเรื่องมาเป็นแพะรับบาป เป็นตัวรองรับการระบายความอึดอัดภายในซึ่งทุกคนเก็บสะสมไว้และมันก็พอกพูนเหมือนกับงานที่ทำเสร็จแล้ว แต่ที่ต่างกันเพราะยิ่งเพิ่มพูนความอึดอัดมันกลับเป็นเหมือนกับการขนดินปืนมาเก็บไว้ในมุมอับของหัวใจ รอวันที่จะระเบิดขึ้นได้ เพียงประกายไฟ ก็สามารถทำให้มันพังทลายออกมา และก็ไม่สามารถปะติดปะต่อภาพในอดีตได้อีกแล้ว มันเป็นบุคลิกใหม่ไร้ชีวิต ก้าวร้าว และหยาบคาย เป็นความล่องลอย และว่างเปล่า เกินบรรยาย เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น กลางดึกวันศุกร์ขณะคมกำลังอ่านหนังสือนิยายเล่มหนึ่ง เขาหรี่เสียงเพลงลง นี่สุดนะ เสียงจากโทรศัพท์ดังขึ้น ครับ เป็นไง สบายดีหรือเปล่า นี่คมลืมเรื่องไปเที่ยวแล้วสิ นี่สุดต้องโทรมาตามง้อเองเลยนะ เธอตัดพ้อ อืม ขอโทษจริง ๆ ผมลืมจริง ๆ แหละ งานยุ่งน่ะ คิดว่าผมไปได้นะ แล้วตกลงคุณไม่มีใครไปเป็นเพื่อนแน่นะ ไม่มีหรอก อยากให้มีเพื่อนจังเลยหรือไง สุดอยากให้คมไปด้วยมากกว่า เธอยังคงประชดประชันเขาด้วยเสียงเล็กเสียงน้อย คมคิดถึงแววตาขุ่นค้อน ซึ่งไม่อาจเห็นด้วยตา แต่ความรู้สึกมันเหมือนอยู่ตรงหน้าเขานี่เอง เปล่า ๆ ไม่ได้คิดอย่างนั้น ผมเพียงแต่ไม่อยากไปขัดคอ ก็เท่านั้น เขาแก้ตัว แล้วตกลงจะไปกับสุดไหม เธอยังคาดคั้น ตกลง ๆ สุดจะไปเมื่อไร ผมจะได้จัดของ พรุ่งนี้สิบโมง ที่หัวลำโพง ได้ครับ แค่นี้นะ แล้วพบกัน สวัสดีค่ะ 4 เสียงรถไฟกระแทกตัวลงบนรางเหล็กทอดตัวยาวไปข้างหน้า พึ่บพั่บ และแกรกกราก ตลอดทาง ทั้งคู่มองหน้ากันแล้วหัวเราะ ไม่มีเหตุผล ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม มาทำไม และทำไม ต้องสองคน คมเห็นภาพนี้หรือยัง เธอพูดพร้อมกับกางหนังสือพิมพ์ออก อ้าวนั่นมันผมนี่ ตอนเราไปดูละครด้วยกันวันนั้น ใช่ ภาพนั่นไม่เท่าไรหรอก แต่ที่เขาเขียนไว้ข้างล่างนี่สิ คมรองอ่านดู เธอพูดพร้อมกับยื่นหนังสือพิมพ์ให้เขา เขากวาดสายตาออกไปนอกหน้าต่างและเงียบไป เหมือนกับความรางเลือนจากความเร็วของรถไฟ คมอ่านเงียบ ๆ สีหน้าเครียดเคร่ง เงียบงันระหว่างเขาและเธอ มีเพียงเสียงรถไฟที่ยังคงตะบึงไปยังปลายทาง แสงตะวันยามเย็นอาบหาดทายเศร้าสร้อย และอ้อยอิ่งกับลำแสงสุดท้ายค่อย ๆ ลับลาไปพร้อมกับก้อนกลมสีแดงของดวงอาทิตย์ ท้องน้ำทะเลเหมือนภาพความฝันมีชีวิต ระยิบระยับ ในช่วงเวลาของการปรากฏค่อย ๆ เลือนรางลับไปเมื่อถึงเวลาสุดสิ้น รอยเท้าเนิบนาบของเขาและเธอย่ำไปอย่างไร้จุดหมาย เช่นเดียวกับความคิดที่ยังคงแซงรอยเท้าเนิบช้า มันมักไปได้ไกลและไกลอย่างไม่อาจติดตามทันในชั่วพริบตา อากาศเริ่มเย็นลง เสียงคลื่นสาดซัดหาฝั่งเหมือนบทเพลงและเสียงสะอื้นไห้ คมคิดถึง ใบหน้าของหญิงคนหนึ่ง นางคือแม่ของเขานั่นเอง ทำไมน่ะหรือ แม่เป็นผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งต้องแบกรับภาระของความเป็นแม่ ความเป็นเมีย และความเป็นมนุษย์ไว้อย่างครบถ้วน และเขายังไม่เข้าใจว่าทำไม แม่ยังคงยืนหยัดเลี้ยงดูลูกจนเติบใหญ่ และบัดนี้แม่ก็ได้จากไปแล้วจากภาระทั้งปวง จากใบหน้าและความทรงจำของคนทั่วไป ซึ่งมีเรื่องใหม่ ๆ ให้เราได้ครุ่นคิด และวิพากษ์วิจารณ์ ทำไมผู้หญิงจึงต้องทนรับภาระหนักหนาสาหัสถึงปานนี้นะ เขาเชื่อว่าผู้หญิงทุกคนได้เรียนรู้ที่จะแบกรับภาระต่าง ๆ จากแม่ของพวกเธอมาบ้าง อย่างน้อยก็งานบ้าน การเอาใจสามี และปกครองดูแลลูก ๆ แต่ใครจะทำได้ดีขนาดไหนขึ้นอยู่กับบุคคล ว่าจะเอาใจใส่หรือให้ความสำคัญกับสิ่งนี้หรือไม่ พิสุทธิ์เดินนำหน้าเขาไปแล้ว เธอเดินอ้อยอิ่ง เขี่ยเท้าเล่นบนทรายชายหาด เหมือนปล่อยอารมณ์ ปล่อยความคิด ความจริงเธอคงต้องการออกมาจากงานและสังคมรอบตัวเธอสักพักเพื่อทบทวนตัวเอง หรือเพื่อคลายความร้อนที่แผดเผาเธออยู่ทุกค่ำเช้าก็เป็นได้ ดวงอาทิตย์ลับไปแล้ว ความมืดเริ่มทำหน้าที่ของมันต่อไป ไฟจากเรือประมงส่งแสงวอม แวมอยู่ไกล ๆ เหมือนกลุ่มหิ่งห้อยพริบพราวอยู่ในความมืด และเสียงเห่กล่อมของเพลงคลื่น คมว่า ตลกไหมกับเรื่องที่ได้อ่านในหนังสือพิมพ์ สุดหยุดชะงักฝีเท้าลง และเอ่ยถามคม ทำให้เขาตื่นจากภวังค์ เรื่องอะไร อ้อ เรื่องของสุดนะหรือ มันเป็นเรื่องธรรมดา ทุกคนก็มีสิทธิ์คิดไปต่าง ๆ นานา แต่เราไม่ได้เป็นอย่างนั้นก็ไม่มีอะไรให้ต้องกังวล แต่สุดคิดว่ามันตลกมากนะ เป็นเรื่องตลกที่เจ็บแสบมาก สุดไม่เข้าใจว่า คนเขามองกันอย่างไร หรือว่าเดี๋ยวนี้ทุกคนต้องมองกันในแง่ลบตลอดนะหรือ ถึงจะน่าสนใน แล้วไอ้หนังสือพิมพ์บ้านั่นก็ช่างเขียน ไม่รู้ว่าเขารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับสุด น้ำเสียงของเธอโกรธขึ้ง คงเป็นเรื่องทำนองนี้กระมังทำให้เธอมาที่นี่ เพื่อหายไปจากแวดวงการซุบซิบนินทาว่าร้าย แวดวงที่เธอเริ่มรู้สึกขยะแขยง รู้สึกไม่ไว้ใจใคร เหมือนกับทุกคนต้องการขายทุก ๆ สิ่ง แม้แต่มิตรภาพ และความเจ็บปวดของความเป็นเพื่อน เอาเถอะน่า ยังไงมันก็ต้องดีขึ้น เรายังมีทางอื่น ๆ อีกตั้งเยอะแยะ ต้องแก้ปัญหานี้ได้ สุดไม่ต้องกลัว อย่างน้อยผมก็เป็นเพื่อนสุด และพร้อมจะช่วยเสมอหากสุดต้องการ แต่ทุกคนไม่เหมือนคมนี่ ทุกคนคิดเอาแต่ได้ โดยลืมมองทุกสิ่ง แม้กระทั่งว่า สุดก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีความรู้สึกนึกคิด และมีอิสระที่จะใช้ชีวิต มันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะไปตัดพ้อต่อว่าพวกเขา เราเพียงแต่ตั้งมั่นไว้ก็เท่านั้นเอง ใครจะว่าอย่างไรก็ช่าง ถ้าสุดมีความสุขกับงานก็ทำต่อไป หรือไม่พอใจก็เลิกทำซะ ใครจะว่าอย่างไรก็ช่าง บางทีคมอาจพูดถูกก็ได้นะ เรามองคนอื่นมากเกินไป ให้ความสำคัญกับมันมากเกินไป จนทำให้เราไม่เป็นตัวของตัวเอง บางทีสุดอาจหางานที่ทำแล้วมีความสุข อาจเป็นงานง่าย ๆ ที่คนไม่สนใจทำ หรืออาจออกไปไหนไกล ๆ สักแห่ง อย่าเพิ่งท้องสิ ถ้าจะเริ่มสิ่งดี ๆ ให้กับตัวเอง เราเริ่มได้ทุกเมื่อ ที่สุดคิดจะไปให้ไกล ๆ มันหนีตัวเองไม่พ้นหรอก ลองอยู่ที่นี่ ทำให้มันดีที่สุด ทดลองเสียก่อนค่อยตัดสินใจก็ยังไม่สายนะ สุดก็คิดอย่างนั้น หยุดคุยเรื่องนี้เถอะ มันไม่สนุกเลย เรามาเที่ยวกันนะ ไม่ได้มาไขปัญหาชีวิต เธอพูดแล้วพยายามยิ้ม เป็นยิ้มของหญิงคนหนึ่งที่คมรู้จักดี แม่ของเขานั่นเอง แต่ชีวิตก็อยู่กับเราทุกที่ ไม่ว่าจะเที่ยวหรือทำงาน คมยังหยอกเธอ เขาวิ่งลงทะเล พุ่งตัวใส่คลื่น ร้องตะโกนให้เธอลงไปเล่นด้วย เธอก็ไม่รีรอ วิ่งลุยลงไปในน้ำ แช่อยู่อย่างนั่นเนิ่นนาน บัดนี้น้ำทะเลเยียบเย็นดูจะดูดกลืนความขมขื่นในใจของเธอออกไป ในจังหวะกระทบกระแสซัดพาจากระลอกคลื่นลูกแล้วลูกเล่า ทั้งคู่สาดน้ำใส่กันเหมือนเด็ก ๆ โดยไม่ได้สังเกตหรอกว่า หาดทรายยามนี้ไม่มีใครอื่นอีกแล้ว นอกจากเขาและเธอ การได้ลงเล่นน้ำเหมือนกับการกำเนิดใหม่อีกครั้ง เหมือถูกเห่กล่อมอยู่ในท้องของแม่ เยียบเย็นและสงบ ความขุ่นข้องทั้งหลายหายไปพร้อมกับเสียงกรีดที่ไม่ถูกจำกัดด้วยสถานที่ เวลา และบรรยากาศ บนระเบียงหน้าห้องพักโรงแรมติดชายหาด ลมทะเลพัดมาเอื่อย ๆ สบายกาย คมและสุดจัดการอาบน้ำแล้วออกมานั่งที่ระเบียง แน่นอนมันเป็นการเที่ยวเพื่อพักผ่อน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เบา ๆ ทำให้บรรยากาศอ่อนโยนยิ่งขึ้น เขาและเธอจิบเบียร์ช้า ๆ ฟังเสียงคลื่นซัดซ่าอยู่ตลอดเวลา เป็นดนตรีเรียบง่าย ผ่านเงามืดของราตรี และดวงจันทร์ซึ่งขึ้นอยู่บนท้องฟ้าแต่หัวค่ำ ไม่รู้ว่าคมสนุกหรือเปล่า เธอถามขึ้น สนุกซี ยิ่งสนุกมากขึ้นเมื่อเห็นสุดมีความสุข คมตอบหนักแน่น เขาจุดบุหรี่สูบ พ่นควันสีเทาจาง ๆ ผ่านจมูก สุดดีใจที่มีเพื่อนอย่างคม ผมก็ดีใจที่มีสุดเป็นเพื่อน แถมมีเรื่องราวมากมายเล่าให้ฟัง เป็นนางแบบสาวสวยเสียด้วย คมพูดล้อเธอเล่น สุดยิ้มแล้วเงียบไป ทำไมเงียบไปล่ะ ผมพูดถึงคุณอยู่นะ หรือว่าไม่ชอบที่ผมพูดแบบนี้ ก็ได้ ๆ ผมขอโทษ และจะไม่พูดแบบนี้อีกแล้ว ไม่มีอะไรหรอก เพียงแต่สุดไม่อยากคิดถึงเรื่องตลกเหล่านั้นอีก อยากอยู่ที่นี่และเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่ ในเวลานี้ ไม่อยากให้เรื่องไร้สาระนั้นมากวนใจอีกก็เท่านั้น เธอพูดแล้วยกเบียร์ขึ้นจิบ สายตาเหม่อมองออกไปในความมืด แม้ว่าทั้งคู่จะรู้จักกันนานพอสมควร และครั้งนี้ทั้งคู่มีโอกาสอยู่ด้วยกันสองต่อสอง ห่างไกลจากผู้คน แต่ก็ดูเหมือนว่า เรื่องความรักความใคร่เป็นเรื่องที่ทั้งคู่ไม่อยากคิดถึง มีแต่ความเป็นเพื่อนที่ดีพอจะบอกเล่าความทุกข์และความสุขสู่กันฟัง บางครั้งมันก็ทำได้มากกว่าการเป็นคู่รัก และการอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยา และทั้งคู่ก็พอใจจะปล่อยให้มันเป็นอย่างนั้น ปล่อยให้ชีวิตได้เรียนรู้กันและกัน รู้ความฝัน ความคับข้องใจ ช่วยกันแก้ไข ปลอบโลมกันบ้าง เท่านั้นก็เป็นความสุข เพียงพอสำหรับการเป็นมนุษย์กับเขาชาติหนึ่ง มีเพื่อนดี ๆ มีโลกส่วนตัวที่มีความสุขได้กับทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะประสบการณ์ความละเอียดของอารมณ์และจิตใจในโลกของศิลปะ ทั้งคู่เหมือนจะต้องใจกัน ณ จุดนี้ 5 เมื่อถึงเวลากลับ รถไฟก็เป็นพาหนะที่ทั้งคู่เลือกใช้ มันให้ทั้งบรรยากาศ ให้ทั้งโอกาสที่จะได้คิดอย่างยาวนานต่อเนื่อง บนการขับเคลื่อนกระฉึกระฉักของมัน หลังจากเก็บสัมภาระ ทั้งคู่จับรถไฟเข้ากรุงเทพฯ ตลอดทางพิสุทธิ์ก็ไม่หลงเหลือเค้าแห่งความขมขื่นอีก เหมือนกับว่าทะเลได้เก็บความลับของเธอไว้ และหาดทรายก็ได้กลบฝังความเจ็บปวดซึ่งเธอมีอยู่จนหมดสิ้น ใช่ มันเป็นเรื่องตลก เรื่องชวนหัวที่ไม่ตลกสำหรับเธอหรือใคร มันกลับทำให้เธอกลายเป็นคนหลีกหนีสังคม เป็นคนก้าวร้าวลึก ๆ แต่บัดนี้ความจริงถูกเปิดเผยแล้ว เธอเข้าใจหลาย ๆ อย่าง อย่างน้อยการพูดคุยกับคมก็ทำให้เธอมีกำลังใจจะคิดหาอะไรทำมากกว่าจะทนแบกใบหน้ารับคำวิพากษ์อย่างเดียว เธอคิดถึงโครงการเปิดร้านอาหารเล็ก ๆ โดยมีคมเป็นหุ้นส่วน แน่นอนว่า อนาคตก็ยังเป็นความลับโดยตัวของมันเอง เวลาเท่านั้นจะเปิดเผยต่อเรา เมื่อเขาและเธอต้องแยกจากกัน วันทำงานก็รออยู่แล้ว และทั้งคู่ก็ทำงานของตัวเองต่อไป ทว่ามันกลับไม่เหมือนเดิม พิสุทธิ์กลายเป็นคนร่าเริงเหมือนเดิม ยิ้มแย้มแจ่มใส เธอมีความสุขตรงจุดที่เธอเป็นส่วนหนึ่ง แต่ลึก ๆ เธออยากทำสิ่งที่เธอต้องรับผิดชอบเอง ไม่ต้องรอรับคำสั่งหรือรอการพิพากษาจากใคร เธอเป็นนายของตัวเองแล้ว ส่วนคมก็ยังคงทำงานเก็บเงินของเขาไป ไม่มีใครรู้หรอกว่าเขาคิดอะไร และเขาก็ไม่จำเป็นต้องบอกใคร ทว่าเรื่องหนึ่งที่เขาทนเก็บไว้ไม่ได้ จำต้องบอกคน ๆ หนึ่ง เขาจึงโทรหาเธอ สุด นี่ผมคมนะ ผมมีเรื่องอยากคุยด้วย สำคัญมาก คมพูดเคร่งขรึม มีอะไรร้ายแรงหรือเปล่าคะ น้ำเสียงของเธอเป็นห่วง ไม่หรอก ผมเพียงแต่อึดอัด อยากคุยกับสุด พรุ่งนี้พบกันนะ ร้านอาหารเล็ก ๆ บรรยากาศง่าย ๆ บริการเป็นกันเอง พิเศษยิ่งด้วยดนตรีสามชิ้นบรรเลง ช่วยให้ความร่าเริงขยับตัวเองเข้ามาตามจังหวะ คมและสุดนั่งอยู่มุมหนึ่งของร้าน เป็นมุมสงบที่ทั้งคู่ชอบ หลังจากสั่งอาหาร สุดก็เป็นคนเริ่มบทสนทนาก่อน มีอะไรหรือคะ สุดถามด้วยความสงสัย คือ..คือ..ผมจะบอกอย่างไรกับคุณดีนะ ว่า ผม...ผม คมกลายเป็นคนติดอ่างไปตั้งแต่เมื่อไร ความมั่นใจของเขาหายไปไหนหมด คืออะไรคะ ผมจะบอกคุณดีไหมว่า ผม... ผมอะไรคะ... คือ ผมอยากแต่งงานกับคุณ พูดเล่นน่า คุณไม่เคยพูดแบบนี้เลยนะ สุดดูเฉย ๆ กับคำพูดนั้น เธอไม่เคยเห็นสีหน้าอัดอั้นของเขาแบบนี้มาก่อน ผมพูดจริง ๆ นะ แต่งงานกับผมนะสุด ให้สุดคิดก่อนได้ไหม เธอพูดยิ้ม ๆ ความจริงแล้วเธอก็ไม่ได้รังเกียจเขา แถมยังรักเขาในฐานะของเพื่อนสนิทคนหนึ่ง แต่ทำไมวันนี้เขาอยากแต่งงาน ทั้ง ๆ ที่ไม่มีวี่แววมาก่อนเลยว่า เขาชอบใคร หรือคิดคำ ๆ มาเพื่อบอกกับใคร อย่าพูดเป็นเล่นนะ ผมพูดจริง ๆ ผมอยากแต่งงานกับคุณ สุดเชื่อค่ะว่า คมพูดจริง แต่สุดไม่เข้าใจค่ะว่าทำไมต้องเป็นสุดคะ เธอยังยียวนเขาต่อไป สุดไม่รู้หรือว่า...ผมรักสุด หน้าคมแดงก้มต่ำ และเสยกแก้วน้ำขึ้นดื่มอึกใหญ่ สายตายังหลุบต่ำ เขาคงอายจริง ๆ วันนี้เราทานอาหารกันก่อน แล้วสุดตัดสินในเมื่อใด แล้วจะบอกคมเอง ตกลงไหม แล้วก็ห้ามโกรธด้วยที่ยังไม่ได้คำตอบวันนี้ เธอพูด บริกรยกอาหารเสิร์ฟ ทั้งคู่จัดการกับอาหารเงียบ ๆ คมดูเคร่งขรึมมากขึ้น ดูเขาเย็นชา เย็นเหมือนก้อนน้ำแข็งไร้ความรู้สึก แต่สุดก็รู้ว่าเขาต้องการสิ่งใด เวลาทำงาน คม ยังคงทำงานอย่างเคร่งเครียด เพื่อนร่วมงานทักทาย เขากลับไม่ยิ้มตอบ หรือพูดด้วยเหมือนก่อน เขาเคร่งขรึมผิดปกติช่วงเวลาหลายวันที่ผ่านมา เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น คมรับสาย ได้ยินเสียงจากฝ่ายตรงข้าม คม นี่สุดเองนะ สุดมีเรื่องอยากจะบอก สำคัญมาก เย็นนี้พบกันนะคะ ครับ ที่ไหน ร้านเดิมค่ะ บรรยากาศค่ำแล้ว วันนี้นักดนตรีทั้งสามบรรเลงแต่หัวค่ำ เสียงเพลงเบา ๆ เสียงเปียโนล่องลอยอ่อนหวาน เหมือนกับต้องการช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้กับดอกกุหลาบในแจกันบนโต๊ะ สุดตัดสินใจแล้วละว่า... สุดพูดยังไม่ทันจบ คมก็แทรกขึ้นอย่างร้อนรน สุดตัดสินใจว่าอย่างไรครับ สุดจะแต่งงานกับคมค่ะ ใช่แล้ว เรื่องขำขันมักเริ่มจากความเครียดเคร่ง และมักจบด้วยเสียงหัวเราะ ทั้งจากความไม่สมจริงและความผิดพลาดของการแสดงออก แต่ใครจะรู้บ้างละว่า ขณะที่อาหารกำลังผ่านลำคอของทั้งสองนั้น ทั้งคู่แทบไม่รู้รสชาติของอาหาร แต่เป็นเสียงตอบรับของความรักและความเข้าใจซึ่งซอกซอนไปจนทั่วความรู้สึก และมันก็แสดงให้กันและกันเห็นด้วยรอยยิ้มที่โลกทั้งโลกก็ไม่อาจปิดบังไว้ด้วยประการใด ๆ ทั้งสิ้น
|