• ฝนเดือน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : fontree 1970@yahoo.co.th
  • วันที่สร้าง : 2007-03-14
  • จำนวนเรื่อง : 305
  • จำนวนผู้ชม : 38989
  • จำนวนผู้โหวต : 130
  • ส่ง msg :
<< กรกฎาคม 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    



ท่านคิดอย่างไรกับผลงานของฝนเดือน
รูปแบบ เนื้อหา วิธีนำเสนอ มีคุณค่าต่อการครุ่นคิดและจิตใจ
0 คน
รูปแบบ เนื้อหา วิธีนำเสนอดี แต่ด้อยคุณค่า
0 คน
รูปแบบ เนื้อหา วิธีการนำเสนอ สื่อสารไม่ชัดเจน
0 คน
รูปแบบ เนื้อหาดี วิธีการนำเสนอต้องปรับปรุง
0 คน
รูปแบบและเนื้อหาควรปรับปรุง
0 คน
ไม่น่าสนใจทั้งรูปแบบ เนื้อหา และวิธีนำเสนอ
1 คน

  โหวต 1 คน
วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม 2551
เรื่องขำขัน
Posted by ฝนเดือน , ผู้อ่าน : 113 , 09:08:15 น.   | หมวดหมู่ : ฝนแสนห่า : เสียงสามัญชน  
พิมพ์หน้านี้


                

1

เมื่อคมเงยหน้าจากข่าวและภาพของหญิงในชุดแฟชั่นสมัยใหม่ เขาก็พบหล่อนยืนอยู่เบื้องหน้าแล้ว เขายิ้มให้หล่อนและลุกขึ้น ขณะที่เธอเองยังคงยืนนิ่งยิ้มให้เขา ราวปรารถนาได้ยินบางสิ่งเอ่ยออกมาจากปากของเขา

เบื้องหลังของทั้งคู่เป็นบริเวณที่พักผู้ชมการแสดง ในห้องจัดไว้อย่างลงตัวด้วยศิลปะสมัยใหม่ ผสมผสานกับบรรยากาศของตะวันตก  กระถางต้นไม้ต้นและใบครึ้มเขียว และเก้าอี้อ่อนนุ่มลวดลายคลาสิก  ชวนให้นั่งและดิ่งลงในความนุ่มนวลนั่น จนกว่าเวลาการแสดงละครจะมาถึง หรือปล่อยให้มันผ่านเลยไปโดยนั่งนิ่งอยู่ที่นั่น

“คุณดูดีนะ  วันนี้ผมอ่านข่าวของคุณด้วย  คุณดูดีมากทีเดียวในชุดนั้น”

แต่ดูเหมือนว่า หล่อนไม่ต้องการประโยคที่ทุกคนที่พบหล่อนและพูดกับหล่อนด้วยประโยคเดียวกัน ใครจะรู้ว่า หล่อนคิดอะไรอยู่ภายใต้ชุดสีดำ ดวงตาแวววาว และลิปสติกสีสดบนริมฝีปากเรียวบางนั้น

หล่อนอาจเป็นคนตอแหลที่สุด หรือเป็นหญิงร่านสวาทดังข่าวบันเทิงลงบ่อย ๆ ก็เป็นได้  ทำไมนะหรือ ก็เพราะใครก็ตามที่อยู่ใกล้เธอ เขาคนนั้นก็จะได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นคู่นอนของเธอไปโดยปริยาย

แต่ความจริงก็ยังอยู่ในจิตใจของหล่อน ไม่มีใครรู้ นอกเสียจากผู้เคยนอนกับหล่อนจริง ๆ หรือผู้เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับหล่อน ทว่าก็ไม่มีใครและดูเหมือนว่าหล่อนคบคนอย่างผิวเผิน       ไม่ต้องการลึกซึ้งกับใคร แม้จะมีไอ้หน้าโง่บางคนพยายามยืดเยื้อความสัมพันธ์นั้นออกไปก็ตาม แต่ก็มักถูกเธอผละจากไปเหมือนเศษอาหารหลังจากความเอมอิ่มปิดปากของเธอแล้ว

คม แม้จะไม่เป็นคนซาบซึ้งกับละครเวทีนัก แต่มันก็เป็นสิ่งผ่อนคลายสำหรับเขา เหมือนกระจกเงาบานใหญ่เคลื่อนไหวไปมา ทำให้เขาเห็นตัวเองโลดแล่น ในตัวละครเหล่านั้น บางความละโมบ ความกระหาย และความอยาก รวมทั้งตัณหาราคะซึ่งประกอบเป็นตัวเขา

และมันก็เป็นความบังเอิญที่เขาได้พบกับเธอในวันหนึ่ง ขณะเขานั่งชมละครอยู่ในโรงละครกำลังเปิดการแสดง บางตอนของละครบีบหัวใจหยาบกระด้างของเขาให้ร้องไห้ แล้วมันก็เป็นความเจ็บปวดจาการเห็นภาพความเลวร้ายของตัวเองเล่นอยู่เบื้องหน้า เสมือนการตอกลิ่มความปรารถนาลืมเลือนนั้นให้แน่นยิ่งขึ้น และกลายเป็นภาพหลอนลวงตัวเองเสมอมา ขณะที่เขาปาดน้ำตาออกจากใบหน้า ในความมัวสลัวของบรรยากาศในโรงละคร ใครคนหนึ่งก็ยื่นกระดาษเช็ดหน้าให้เขา   มันเป็นสัมผัสเบา ๆ เหมือนการสะกิด เพื่อปลอบโยนทั้งตัวเองและคนข้างเคียง   ซึ่งต่างตกอยู่ในอารมณ์ความรู้สึกเดียวกัน และหลังจากนั้น คมก็ได้พูดคุยกับเธอ “พิสุทธิ์”

นาน ๆ ครั้ง เขาและเธอจึงจะพบกัน ด้วยเพราะงานของเขาและเธอ ซึ่งไม่เหมือนและอยู่ในวงโคจรเดียวกัน เขาเป็นพนักงานบริษัทประกันภัยแห่งหนึ่ง ส่วนเธอก็คร่ำเคร่งอยู่กับโลกของจินตนาการโลดแล่นไปบนพลิ้วพรรณและแพรไหม  จะมีก็บางครั้งที่ส่วนลึกของความรู้สึกเท่านั้น ปรารถนาการปลอบโยนอย่างเข้าใจ และด้วยศิลปะเท่านั้นทำให้ทั้งสองมาพบกัน เป็นความสงบลึกซึ้ง สามารถปลดปล่อยทั้งคู่ออกจากโลกของเหตุผลที่จำกัดของตัวเอง อยู่กับงานและการรับใช้อย่างสัตย์ซื่อ

ทว่าในโลกของศิลปะ ชีวิตจิตใจของเขาและเธอได้ถูกปลดปล่อยเป็นอิสระอีกครั้งและมันก็ได้ดื่มด่ำเอาความงามและมุมมองใหม่ ๆ รวมทั้งวิถีการคิด การดำเนินชีวิตที่แตกต่าง มันเป็นโลกของความซาบซึ้ง เป็นโลกของการเห็นแจ้งแทรกผ่านความหยาบกร้านของมุมมองและวิธีการคิดเต็มไปด้วยตรรกะตื้น ๆ สิ่งนี้เองทำมิตรภาพให้งอกงามขึ้นท่ามกลางความแตกต่าง ทว่าเหมือนกันอย่างยิ่งในความเป็นชีวิต มีเลือดเนื้อและความปรารถนา

หลายครั้งที่ทั้งคู่พูดคุยกันยาวนาน โดยปราศจากภาพลักษณ์อันลามกที่หลายคนนำมาตกแต่งให้เธอ นานวันเข้าหลังจากได้ทำงานในแวดวงเสี่ยงต่อการจ้องมองและการถูกมองย่อมเป็นเป้าของการวิจารณ์และการคาดหมาย เธอพบบ่อยครั้งว่า สิ่งที่คนภายนอกมองมายังเธอนั้น บิดเบี้ยว เป็นภาพผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงที่เธอเป็น อย่างน้อยเธอก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีสิทธิ์จะมีเพื่อน ไม่ว่าหญิงหรือชาย  มีสิทธิ์จะอยู่กันสองต่อสองในฐานะของเพื่อนมนุษย์ผู้มีความรักและเมตตาต่อกันอย่างแท้จริง มิใช่แต่แรงปรารถนาของการสืบพันธุ์และความกระหายหิวเงินตราเพียงอย่างเดียว

แล้วทุกสิ่งที่นำมาปกคลุมจิตใจของเธอจะมีความหมายอันใด  มันเป็นเรื่องน่าขำใช่ไหม เธอเคยถามตัวเอง ใช่ เป็นความขบขัน เป็นเรื่องขำขันที่เจ็บปวด ซึ่งเธอต้องเผชิญทุกวัน  แล้วชายคนนี้ คม เขาก็เป็นชายคนหนึ่งซึ่งบางรสนิยมของเธอและเขาต้องกัน เป็นความเข้าใจกันผ่านศิลปะการแสดง และแน่นอนเป็นโลกบริสุทธิ์เกินกว่าใครจะมาตัดสินตัวเธอ

“คุณทานอะไรมาหรือยัง เรายังพอมีเวลา  หาอะไรทานกันสักครู่”

คมเอ่ยขึ้นขณะเธอยังยืนนิ่งอยู่เช่นนั้น

“ค่ะ กำลังหิวและต้องการคำถามนี้พอดี”

ทั้งคู่ออกจาห้องสวยงามนั่นลงบันได ผ่านทางเท้า เลี้ยวซ้ายไปตามถนนสายเล็ก ๆ ไม่พลุกพล่าน

เมื่อทั้งคู่เข้ามาในร้าน  มีลูกค้าหลายคนนั่งอยู่แล้วตามมุมสงบ ตกแต่งไว้อย่างมีรสนิยม บรรยากาศเก่า ๆ ของเครื่องใช้ไม้สอย และอุปกรณ์ตกแต่งร้าน ทำให้ทั้งสองคิดถึงเพลงแจ๊สบรรเลงเบา ๆ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อ่อน ๆ เพื่อคลายความตึงของสายตาและการเห็นโลกให้แคบลงและย่ำเดินไปบนความนุ่มนวลของความมึนน้อยๆ และการครุ่นคิดละเอียดและลุ่มลึกขึ้น

“เบียร์สอง”

คมสั่งเครื่องดื่มเรียกน้ำย่อย ก่อนจะตามด้วยอาหารหนัก ๆ

“ที่ทำงานเป็นอย่างไรบ้าง” คมเอ่ยขึ้น ขณะยกแก้วเบียร์ขึ้นจิบ

 

“ก็เรื่อย ๆ ไม่มีอะไรพิเศษ แต่ช่วงนี้เหนื่อยหน่อย มีแฟชั่นใหม่ ๆ จากปารีสที่สุดต้องเดินแบบ   อาทิตย์นี้ไม่ได้นอนติด ๆ กันสามคืนแล้วนะเนี่ย”

เธอตอบ ทว่าไม่มีทีท่าว่าเหนื่อยล้ำออกมาจากสีหน้าของเธอ คงเป็นความสุขของเธอมากกว่าที่ได้ทำงานและงานก็คงเป็นส่วนเสริมให้ชีวิตของเธอสมบูรณ์และเติบโตขึ้น

“ผมเองก็ผ่านช่วงยุ่ง ๆ มาแล้ว”

“เออ...ช่วงสิ้นเดือนคมว่างหรือเปล่า  สุดอยากชนไปเที่ยว”

“ไปไหนล่ะ ไปกับใคร ถ้ามีเพื่อนไปด้วยแล้วผมคงไม่อยากไปขัดคอหรอกนะ  อีกอย่าง สิ้นเดือนก็ไม่แน่ว่าจะมีงานเร่งเข้ามาหรือเปล่า”

“สุดจะไปชะอำน่ะ ไม่มีใครไปด้วยหรอก เลยชวนคม แต่ถ้าไม่ว่างก็ไม่เป็นไร ไปคนเดียวก็สนุกไปอีกแบบนะ”

เธอยิ้มให้เขาแล้วยกแก้วของเธอขึ้นจิบ

ตาแวววาวของเธอทำให้คมคิดถึงคืนเดือนมืด ยามดวงดาวระยิบระยับบนท้องฟ้า ทว่าขณะนี้เป็นแค่ยามเย็นเท่านั้น ทำไมนะเขาจึงคิดถึงดวงดาว

ทั้งคู่ต่างครุ่นคิดในมุมของตัวเอง สายตาของสุดจับจ้องแจกันโบราณสีสวย และภาพวาดดอกทานตะวันผุดขึ้นมาในความเงียบ  เหมือนมันมีชีวิตและเธอได้สัมผัสมันเต็มที่ผ่านหน้าต่างของมโนทวาร

ส่วน คม ปล่อยสายตาออกไปข้างนอกร้าน รถยนต์แล่นไปมาเป็นระยะ แสดงเดดค่อย ๆ โรยตัวลับลง ดูเหมือนโลกค่อย ๆ คลายสู่ความอ่อนโยนและนุ่มนวล ทุกสิ่งเปล่งประกายเหลือบทองแม้แต่ใบเข็มและดอกเข็มที่ปลูกไปข้างขอบหน้าต่างร้าน  ทิวไม้ปกคลุมอยู่ริมถนนโยกไหวอ่อนเอื่อยเหมือนเกียจคร้าน หรือบางทีอาจง่วงนอนในบรรยากาศสะลึมสะลือของยามสนธยา

“สุดว่า เราไปกันดีกว่า อีกสิบนาทีละครจะเริ่มแล้ว”

“สุดครับ  เรื่องไปเที่ยวน่ะ ผมจะโทรไปบอกนะ คือผมต้องเช็คที่ทำงานก่อน  คงไม่โกรธผมนะที่ยังไม่อาจให้คำตอบ”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เราก็รู้กันอยู่ว่า เป็นลูกน้องเขา” เธอยิ้มอีกครั้ง

เป็นยิ้มที่ทำให้เขาอยากลืมเรื่องทำงานแล้วตัดสินใจไปกับเธอโดยไม่คิดถึงสิ่งใดอีก

“เก็บเงินด้วยครับ”

2

ฉากเริ่มต้นบนเวทีดูราบเรียบ บทสนทนาก็น่าเบื่อหน่าย ความรู้สึกทั่วไปของบรรยากาศดูตึงเครียด และยิ่งเครียดเคร่งขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไม่มีเหตุผล อาจเป็นความตีบตันจากภายในที่ทุกคนปรารถนาปลดปล่อยมันออกมา ทว่ามันกลับไม่ใช่เสียงหัวเราะ แต่เป็นการขบคิดให้ยิ่งเครียดเคร่งและบดเบียดอารมณ์และความคิดให้ตึงเขม็ง แนบแน่นกับภายในและภายนอกเคลื่อนไหวอย่างฝืดขัด

พักช่วงการแสดง จึงเป็นช่วงเวลาที่ความอึดอัดเปลี่ยนเป็นบรรยากาศคลี่และคลายอาณาเขตสายตาให้ได้รับรู้ถึงความมืดที่ปกคลุมอยู่

“คุณคิดอย่างไรกับละครเรื่องนี้” คมถามขึ้น  จุดบุหรี่สูบ

“สุดคิดว่า มันน่าเบื่อที่สุดเท่าที่เคยดูมาเลยละ” เธอตอบ และมันก็เหมือนกับเธอเซ็งกับมันจริง ๆ

“คุณอยากดูต่อไหม หรือจะไปเดินเล่นกัน” คมถามความคิดเห็น

“สุดว่า เราไปเดินเล่นก็ดีเหมือนกัน”

ไม่เรื่องแปลกที่ความไม่พอใจจะผลักชีวิตให้ไปสู่ความพอใจและดิ้นรนไปให้พ้นจากสภาพบีบคั้นความรู้สึก อย่างน้อยมนุษย์ก็ยังพอมีทางเลือกเสมอไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ทั้งคู่เดินไปบนถนนที่เงียบเหงา ค่ำคืนยังคงเป็นฉากเก็บความรู้สึกลึกลับและความสนเท่ห์ไว้ ไม่มีการพูดจา  แต่เหมือนว่าคำพูดไม่ใช่สิ่งจำเป็นเสมอไป หากแต่ความเงียบครอบคลุมสรรพชีวิตและสรรพสิ่ง น่าจะเป็นคำตอบให้กับความรู้สึกต่าง ๆ ได้  รวมทั้งความสงสัย และความขุ่นเคือง มีคำตอบเสมอในความสงัดและความว่างเปล่า

แล้วทั้งคู่ก็แยกย้ายจากกัน สุดนั่งแท็กซี่ลับตาไปแล้ว  ส่วนคมยังคงอ้อยอิ่งกับมวนบุหรี่ที่หดสั้นลงตามจะหวะสูดลมเข้าปอด และควันของมันก็แปรเปลี่ยนเป็นส่วนหนึ่งคลายความรู้สึกหนึ่งให้เคว้งคว้างและไหลไปอย่างปราศจากทิศทาง

เสียงเพลงจากวิทยุภายในรถแท็กซี่ทำให้คมดำดิ่งลงในอารมณ์ของตัวเองอีกครั้ง ขณะที่มิเตอร์เพิ่มตัวเลขช้า ๆ  แน่นอนว่า ทุกสิ่งบนถนนย่อมส่งผลถึงกัน เหมือนกับความฝันมีต่อชีวิต

3

ในความสลัวเลือนของบรรยากาศ คม รู้ว่า มันเป็นชายทะเล เขาได้ยินเสียงเคลื่อนสาดซ่าเข้าหาฝั่งครั้งแล้วครั้งเล่า  หาดทายชุ่มชื่นและเหือดหายไป กลับไปกลับมาตามจังหวะสาดซัดของเพลงคลื่น บนความเปล่าเปลี่ยวของหาดทราย   เขาไม่รู้ว่าแสงตะวันเป็นยามเช้าหรือยามเย็นกันแน่ เขาได้ยินเสียงหัวเราะ  มันเป็นเสียงเย้ยหยันและเหยียดหยาม เสียงนั้นแหลมเล็ก ชอนไชเข้ามาในโสตประสาทที่ยังไม่ทันตื่นของเขา

หล่อนนั่นเอง  เขาจำได้  หล่อนนั่นเอง เดินเข้ามา ใบหน้าของหล่อนทำไมน่าชิงชังเช่นนี้นะ พิสุทธิ์ ทำไมเธอจึงมาเดินอยู่ที่นี่ นี่ไม่ใช่เรื่องน่าขันหรอกหรือ บนชายหาดมีเพียงเขาและเธอ กับผืนทรายแผ่กว้างรองรับลูกคลื่นจากท้องทะเล

เธอไม่ได้ยิ้มให้เขา ทว่าดูเหมือนหล่อนชิงชังโลกทั้งโลก และนี่ก็เป็นการเล่นละครหรือหรือว่ามันเป็นความจริงปลิ้นปล้อนไปมาบนก้อนลิ้นเล็ก ๆ สีชมพูสดเหมือนดอกกุหลาบ มันสีเลือดน่าหวาดเสียว เธอมองมาที่เขา เขาขยับตัวอย่างอึดอัด ทำไมเธอต้องคาดคั้นเขาด้วยความเงียบ ทำไมมันถึงมีพลานุภาพขนาดนี้นะ  ความเงียบที่ไร้คำพูด ทว่ามีผลอย่างยิ่งต่อความรู้สึก

“คุณก็เหมือนกับคนอื่น ๆ นั่นแหละ ไม่ได้แตกต่างเลย” เธอพูดขึ้น

กวาดสายตาโกรธแค้นและชิงชัง ไม่ใช่ความชิงชังจริง ๆหรอก เขารู้สึกได้

เสียงคลื่นเหมือนจะกลืนกลบเสียงปฏิเสธเขาที่พยายามตะโกนตอบเธอ มันเป็นค่ำเสียงสาดซ่า บนความว่างเปล่า  ว่างเหมือนดวงตาไร้แววของเธอ หรือว่า เธอเป็นปีศาจ ไม่  ก็เมื่อเย็นนี้เธอยังยิ้มให้เขา เธอยังนั่งดูละครกับเขา ทำไมเธอเปลี่ยนไปเร็วนัก เขาไม่เข้าใจ

เสียงพลิกตัวเป็นระยะบนเตียงนอน มีรอยยับย่น ผ้าห่มถูกปิดไว้อยู่ปลายเท้า เหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ซึมพราวอยู่บนหน้าผากของเขา

เมื่อกลับมาสู่แสงตะวัน เขาก็รู้ว่า มันเป็นความฝันที่น่าเกลียดและไม่อาจเข้าใจ  เขาอาบน้ำแต่งตัวไปทำงาน

วันนั้นเขารู้สึกอารมณ์ไม่ดี  รู้สึกหงุดหงิด ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะจริงจังกับมันนี่นา ความฝันก็เป็นแค่ความฝัน ไม่ใช่ความจริงสักหน่อย มันเป็นแค่ฝันร้าย อาจกลายเป็นเรื่องดี  คมคิด

กว่าเวลาทำงานจะจบลงเขาก็ได้คลายตัวเองออกจากความคิดของตัวเอง แต่มันกลับไปอยู่ในกองเอกสารและรายงานที่เขาต้องทำให้เสร็จเพื่อเสนอผู้จัดการ

ใกล้สิ้นเดือนแล้ว นี่เขาลืมเรื่องไปเที่ยวของเธอจนหมด  มันถ่ายเทไปสู่งาน และงานที่เหมือนกับหลั่งไหลลงมาไม่ขาดระยะ  เขาเข้าใจแล้วว่า ทำไม่ทุกคนต้องการรอยยิ้มและเรื่องราวสักเรื่องมาเป็นแพะรับบาป เป็นตัวรองรับการระบายความอึดอัดภายในซึ่งทุกคนเก็บสะสมไว้และมันก็พอกพูนเหมือนกับงานที่ทำเสร็จแล้ว  แต่ที่ต่างกันเพราะยิ่งเพิ่มพูนความอึดอัดมันกลับเป็นเหมือนกับการขนดินปืนมาเก็บไว้ในมุมอับของหัวใจ รอวันที่จะระเบิดขึ้นได้ เพียงประกายไฟ        ก็สามารถทำให้มันพังทลายออกมา และก็ไม่สามารถปะติดปะต่อภาพในอดีตได้อีกแล้ว มันเป็นบุคลิกใหม่ไร้ชีวิต ก้าวร้าว และหยาบคาย เป็นความล่องลอย และว่างเปล่า เกินบรรยาย

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น กลางดึกวันศุกร์ขณะคมกำลังอ่านหนังสือนิยายเล่มหนึ่ง เขาหรี่เสียงเพลงลง

“นี่สุดนะ” เสียงจากโทรศัพท์ดังขึ้น

“ครับ เป็นไง สบายดีหรือเปล่า”

“นี่คมลืมเรื่องไปเที่ยวแล้วสิ  นี่สุดต้องโทรมาตามง้อเองเลยนะ” เธอตัดพ้อ

“อืม ขอโทษจริง ๆ ผมลืมจริง ๆ แหละ  งานยุ่งน่ะ  คิดว่าผมไปได้นะ  แล้วตกลงคุณไม่มีใครไปเป็นเพื่อนแน่นะ”

“ไม่มีหรอก  อยากให้มีเพื่อนจังเลยหรือไง  สุดอยากให้คมไปด้วยมากกว่า”

เธอยังคงประชดประชันเขาด้วยเสียงเล็กเสียงน้อย คมคิดถึงแววตาขุ่นค้อน ซึ่งไม่อาจเห็นด้วยตา แต่ความรู้สึกมันเหมือนอยู่ตรงหน้าเขานี่เอง

“เปล่า ๆ ไม่ได้คิดอย่างนั้น ผมเพียงแต่ไม่อยากไปขัดคอ ก็เท่านั้น” เขาแก้ตัว

“แล้วตกลงจะไปกับสุดไหม” เธอยังคาดคั้น

“ตกลง  ๆ สุดจะไปเมื่อไร ผมจะได้จัดของ”

“พรุ่งนี้สิบโมง ที่หัวลำโพง”

“ได้ครับ”

“แค่นี้นะ  แล้วพบกัน  สวัสดีค่ะ”

4

เสียงรถไฟกระแทกตัวลงบนรางเหล็กทอดตัวยาวไปข้างหน้า พึ่บพั่บ และแกรกกราก ตลอดทาง ทั้งคู่มองหน้ากันแล้วหัวเราะ ไม่มีเหตุผล ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม มาทำไม และทำไม  ต้องสองคน

“คมเห็นภาพนี้หรือยัง” เธอพูดพร้อมกับกางหนังสือพิมพ์ออก

“อ้าวนั่นมันผมนี่  ตอนเราไปดูละครด้วยกันวันนั้น”

“ใช่ ภาพนั่นไม่เท่าไรหรอก แต่ที่เขาเขียนไว้ข้างล่างนี่สิ คมรองอ่านดู”

เธอพูดพร้อมกับยื่นหนังสือพิมพ์ให้เขา

เขากวาดสายตาออกไปนอกหน้าต่างและเงียบไป เหมือนกับความรางเลือนจากความเร็วของรถไฟ คมอ่านเงียบ ๆ สีหน้าเครียดเคร่ง เงียบงันระหว่างเขาและเธอ มีเพียงเสียงรถไฟที่ยังคงตะบึงไปยังปลายทาง

แสงตะวันยามเย็นอาบหาดทายเศร้าสร้อย และอ้อยอิ่งกับลำแสงสุดท้ายค่อย ๆ ลับลาไปพร้อมกับก้อนกลมสีแดงของดวงอาทิตย์ ท้องน้ำทะเลเหมือนภาพความฝันมีชีวิต ระยิบระยับ ในช่วงเวลาของการปรากฏค่อย ๆ เลือนรางลับไปเมื่อถึงเวลาสุดสิ้น รอยเท้าเนิบนาบของเขาและเธอย่ำไปอย่างไร้จุดหมาย  เช่นเดียวกับความคิดที่ยังคงแซงรอยเท้าเนิบช้า มันมักไปได้ไกลและไกลอย่างไม่อาจติดตามทันในชั่วพริบตา

อากาศเริ่มเย็นลง เสียงคลื่นสาดซัดหาฝั่งเหมือนบทเพลงและเสียงสะอื้นไห้ คมคิดถึง ใบหน้าของหญิงคนหนึ่ง  นางคือแม่ของเขานั่นเอง ทำไมน่ะหรือ แม่เป็นผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งต้องแบกรับภาระของความเป็นแม่ ความเป็นเมีย และความเป็นมนุษย์ไว้อย่างครบถ้วน และเขายังไม่เข้าใจว่าทำไม แม่ยังคงยืนหยัดเลี้ยงดูลูกจนเติบใหญ่ และบัดนี้แม่ก็ได้จากไปแล้วจากภาระทั้งปวง           จากใบหน้าและความทรงจำของคนทั่วไป ซึ่งมีเรื่องใหม่ ๆ ให้เราได้ครุ่นคิด และวิพากษ์วิจารณ์ ทำไมผู้หญิงจึงต้องทนรับภาระหนักหนาสาหัสถึงปานนี้นะ เขาเชื่อว่าผู้หญิงทุกคนได้เรียนรู้ที่จะแบกรับภาระต่าง ๆ จากแม่ของพวกเธอมาบ้าง อย่างน้อยก็งานบ้าน การเอาใจสามี และปกครองดูแลลูก ๆ แต่ใครจะทำได้ดีขนาดไหนขึ้นอยู่กับบุคคล ว่าจะเอาใจใส่หรือให้ความสำคัญกับสิ่งนี้หรือไม่

พิสุทธิ์เดินนำหน้าเขาไปแล้ว เธอเดินอ้อยอิ่ง เขี่ยเท้าเล่นบนทรายชายหาด เหมือนปล่อยอารมณ์ ปล่อยความคิด ความจริงเธอคงต้องการออกมาจากงานและสังคมรอบตัวเธอสักพักเพื่อทบทวนตัวเอง หรือเพื่อคลายความร้อนที่แผดเผาเธออยู่ทุกค่ำเช้าก็เป็นได้

ดวงอาทิตย์ลับไปแล้ว ความมืดเริ่มทำหน้าที่ของมันต่อไป ไฟจากเรือประมงส่งแสงวอม  แวมอยู่ไกล ๆ เหมือนกลุ่มหิ่งห้อยพริบพราวอยู่ในความมืด และเสียงเห่กล่อมของเพลงคลื่น

“คมว่า ตลกไหมกับเรื่องที่ได้อ่านในหนังสือพิมพ์” สุดหยุดชะงักฝีเท้าลง และเอ่ยถามคม ทำให้เขาตื่นจากภวังค์

“เรื่องอะไร  อ้อ เรื่องของสุดนะหรือ  มันเป็นเรื่องธรรมดา ทุกคนก็มีสิทธิ์คิดไปต่าง ๆ นานา   แต่เราไม่ได้เป็นอย่างนั้นก็ไม่มีอะไรให้ต้องกังวล”

“แต่สุดคิดว่ามันตลกมากนะ เป็นเรื่องตลกที่เจ็บแสบมาก สุดไม่เข้าใจว่า คนเขามองกันอย่างไร หรือว่าเดี๋ยวนี้ทุกคนต้องมองกันในแง่ลบตลอดนะหรือ ถึงจะน่าสนใน แล้วไอ้หนังสือพิมพ์บ้านั่นก็ช่างเขียน ไม่รู้ว่าเขารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับสุด”

น้ำเสียงของเธอโกรธขึ้ง คงเป็นเรื่องทำนองนี้กระมังทำให้เธอมาที่นี่ เพื่อหายไปจากแวดวงการซุบซิบนินทาว่าร้าย แวดวงที่เธอเริ่มรู้สึกขยะแขยง รู้สึกไม่ไว้ใจใคร เหมือนกับทุกคนต้องการขายทุก ๆ สิ่ง แม้แต่มิตรภาพ และความเจ็บปวดของความเป็นเพื่อน

“เอาเถอะน่า ยังไงมันก็ต้องดีขึ้น เรายังมีทางอื่น ๆ อีกตั้งเยอะแยะ ต้องแก้ปัญหานี้ได้  สุดไม่ต้องกลัว  อย่างน้อยผมก็เป็นเพื่อนสุด และพร้อมจะช่วยเสมอหากสุดต้องการ”

“แต่ทุกคนไม่เหมือนคมนี่ ทุกคนคิดเอาแต่ได้ โดยลืมมองทุกสิ่ง แม้กระทั่งว่า สุดก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีความรู้สึกนึกคิด และมีอิสระที่จะใช้ชีวิต”

“มันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะไปตัดพ้อต่อว่าพวกเขา เราเพียงแต่ตั้งมั่นไว้ก็เท่านั้นเอง ใครจะว่าอย่างไรก็ช่าง ถ้าสุดมีความสุขกับงานก็ทำต่อไป หรือไม่พอใจก็เลิกทำซะ ใครจะว่าอย่างไรก็ช่าง”

“บางทีคมอาจพูดถูกก็ได้นะ เรามองคนอื่นมากเกินไป ให้ความสำคัญกับมันมากเกินไป  จนทำให้เราไม่เป็นตัวของตัวเอง บางทีสุดอาจหางานที่ทำแล้วมีความสุข อาจเป็นงานง่าย ๆ ที่คนไม่สนใจทำ หรืออาจออกไปไหนไกล ๆ สักแห่ง”

“อย่าเพิ่งท้องสิ ถ้าจะเริ่มสิ่งดี ๆ ให้กับตัวเอง เราเริ่มได้ทุกเมื่อ  ที่สุดคิดจะไปให้ไกล ๆ  มันหนีตัวเองไม่พ้นหรอก ลองอยู่ที่นี่ ทำให้มันดีที่สุด ทดลองเสียก่อนค่อยตัดสินใจก็ยังไม่สายนะ”

“สุดก็คิดอย่างนั้น   หยุดคุยเรื่องนี้เถอะ มันไม่สนุกเลย เรามาเที่ยวกันนะ ไม่ได้มาไขปัญหาชีวิต” เธอพูดแล้วพยายามยิ้ม เป็นยิ้มของหญิงคนหนึ่งที่คมรู้จักดี  แม่ของเขานั่นเอง

“แต่ชีวิตก็อยู่กับเราทุกที่ ไม่ว่าจะเที่ยวหรือทำงาน”  คมยังหยอกเธอ

เขาวิ่งลงทะเล พุ่งตัวใส่คลื่น ร้องตะโกนให้เธอลงไปเล่นด้วย เธอก็ไม่รีรอ วิ่งลุยลงไปในน้ำ แช่อยู่อย่างนั่นเนิ่นนาน บัดนี้น้ำทะเลเยียบเย็นดูจะดูดกลืนความขมขื่นในใจของเธอออกไป    ในจังหวะกระทบกระแสซัดพาจากระลอกคลื่นลูกแล้วลูกเล่า  ทั้งคู่สาดน้ำใส่กันเหมือนเด็ก ๆ     โดยไม่ได้สังเกตหรอกว่า หาดทรายยามนี้ไม่มีใครอื่นอีกแล้ว นอกจากเขาและเธอ

การได้ลงเล่นน้ำเหมือนกับการกำเนิดใหม่อีกครั้ง เหมือถูกเห่กล่อมอยู่ในท้องของแม่   เยียบเย็นและสงบ  ความขุ่นข้องทั้งหลายหายไปพร้อมกับเสียงกรีดที่ไม่ถูกจำกัดด้วยสถานที่ เวลา และบรรยากาศ

บนระเบียงหน้าห้องพักโรงแรมติดชายหาด ลมทะเลพัดมาเอื่อย ๆ สบายกาย คมและสุดจัดการอาบน้ำแล้วออกมานั่งที่ระเบียง แน่นอนมันเป็นการเที่ยวเพื่อพักผ่อน  เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เบา ๆ ทำให้บรรยากาศอ่อนโยนยิ่งขึ้น เขาและเธอจิบเบียร์ช้า ๆ ฟังเสียงคลื่นซัดซ่าอยู่ตลอดเวลา เป็นดนตรีเรียบง่าย ผ่านเงามืดของราตรี และดวงจันทร์ซึ่งขึ้นอยู่บนท้องฟ้าแต่หัวค่ำ

“ไม่รู้ว่าคมสนุกหรือเปล่า”  เธอถามขึ้น

“สนุกซี ยิ่งสนุกมากขึ้นเมื่อเห็นสุดมีความสุข”  คมตอบหนักแน่น  เขาจุดบุหรี่สูบ พ่นควันสีเทาจาง ๆ ผ่านจมูก

“สุดดีใจที่มีเพื่อนอย่างคม”

“ผมก็ดีใจที่มีสุดเป็นเพื่อน แถมมีเรื่องราวมากมายเล่าให้ฟัง  เป็นนางแบบสาวสวยเสียด้วย” คมพูดล้อเธอเล่น  สุดยิ้มแล้วเงียบไป

“ทำไมเงียบไปล่ะ ผมพูดถึงคุณอยู่นะ หรือว่าไม่ชอบที่ผมพูดแบบนี้  ก็ได้ ๆ ผมขอโทษ และจะไม่พูดแบบนี้อีกแล้ว”

“ไม่มีอะไรหรอก  เพียงแต่สุดไม่อยากคิดถึงเรื่องตลกเหล่านั้นอีก  อยากอยู่ที่นี่และเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่  ในเวลานี้ ไม่อยากให้เรื่องไร้สาระนั้นมากวนใจอีกก็เท่านั้น”

เธอพูดแล้วยกเบียร์ขึ้นจิบ สายตาเหม่อมองออกไปในความมืด

แม้ว่าทั้งคู่จะรู้จักกันนานพอสมควร และครั้งนี้ทั้งคู่มีโอกาสอยู่ด้วยกันสองต่อสอง ห่างไกลจากผู้คน แต่ก็ดูเหมือนว่า เรื่องความรักความใคร่เป็นเรื่องที่ทั้งคู่ไม่อยากคิดถึง มีแต่ความเป็นเพื่อนที่ดีพอจะบอกเล่าความทุกข์และความสุขสู่กันฟัง บางครั้งมันก็ทำได้มากกว่าการเป็นคู่รัก และการอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยา และทั้งคู่ก็พอใจจะปล่อยให้มันเป็นอย่างนั้น ปล่อยให้ชีวิตได้เรียนรู้กันและกัน รู้ความฝัน ความคับข้องใจ ช่วยกันแก้ไข ปลอบโลมกันบ้าง เท่านั้นก็เป็นความสุข เพียงพอสำหรับการเป็นมนุษย์กับเขาชาติหนึ่ง มีเพื่อนดี ๆ มีโลกส่วนตัวที่มีความสุขได้กับทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะประสบการณ์ความละเอียดของอารมณ์และจิตใจในโลกของศิลปะ ทั้งคู่เหมือนจะต้องใจกัน ณ จุดนี้

5

เมื่อถึงเวลากลับ  รถไฟก็เป็นพาหนะที่ทั้งคู่เลือกใช้ มันให้ทั้งบรรยากาศ ให้ทั้งโอกาสที่จะได้คิดอย่างยาวนานต่อเนื่อง บนการขับเคลื่อนกระฉึกระฉักของมัน

หลังจากเก็บสัมภาระ ทั้งคู่จับรถไฟเข้ากรุงเทพฯ ตลอดทางพิสุทธิ์ก็ไม่หลงเหลือเค้าแห่งความขมขื่นอีก  เหมือนกับว่าทะเลได้เก็บความลับของเธอไว้ และหาดทรายก็ได้กลบฝังความเจ็บปวดซึ่งเธอมีอยู่จนหมดสิ้น

ใช่ มันเป็นเรื่องตลก เรื่องชวนหัวที่ไม่ตลกสำหรับเธอหรือใคร มันกลับทำให้เธอกลายเป็นคนหลีกหนีสังคม เป็นคนก้าวร้าวลึก ๆ แต่บัดนี้ความจริงถูกเปิดเผยแล้ว เธอเข้าใจหลาย ๆ อย่าง อย่างน้อยการพูดคุยกับคมก็ทำให้เธอมีกำลังใจจะคิดหาอะไรทำมากกว่าจะทนแบกใบหน้ารับคำวิพากษ์อย่างเดียว  เธอคิดถึงโครงการเปิดร้านอาหารเล็ก ๆ โดยมีคมเป็นหุ้นส่วน แน่นอนว่า อนาคตก็ยังเป็นความลับโดยตัวของมันเอง เวลาเท่านั้นจะเปิดเผยต่อเรา

เมื่อเขาและเธอต้องแยกจากกัน วันทำงานก็รออยู่แล้ว และทั้งคู่ก็ทำงานของตัวเองต่อไป ทว่ามันกลับไม่เหมือนเดิม  พิสุทธิ์กลายเป็นคนร่าเริงเหมือนเดิม ยิ้มแย้มแจ่มใส เธอมีความสุขตรงจุดที่เธอเป็นส่วนหนึ่ง แต่ลึก ๆ เธออยากทำสิ่งที่เธอต้องรับผิดชอบเอง ไม่ต้องรอรับคำสั่งหรือรอการพิพากษาจากใคร เธอเป็นนายของตัวเองแล้ว ส่วนคมก็ยังคงทำงานเก็บเงินของเขาไป ไม่มีใครรู้หรอกว่าเขาคิดอะไร และเขาก็ไม่จำเป็นต้องบอกใคร ทว่าเรื่องหนึ่งที่เขาทนเก็บไว้ไม่ได้ จำต้องบอกคน ๆ หนึ่ง  เขาจึงโทรหาเธอ

“สุด  นี่ผมคมนะ  ผมมีเรื่องอยากคุยด้วย สำคัญมาก”   คมพูดเคร่งขรึม

          “มีอะไรร้ายแรงหรือเปล่าคะ” น้ำเสียงของเธอเป็นห่วง

          “ไม่หรอก ผมเพียงแต่อึดอัด อยากคุยกับสุด พรุ่งนี้พบกันนะ”

          ร้านอาหารเล็ก ๆ บรรยากาศง่าย ๆ บริการเป็นกันเอง พิเศษยิ่งด้วยดนตรีสามชิ้นบรรเลง ช่วยให้ความร่าเริงขยับตัวเองเข้ามาตามจังหวะ คมและสุดนั่งอยู่มุมหนึ่งของร้าน เป็นมุมสงบที่ทั้งคู่ชอบ

          หลังจากสั่งอาหาร สุดก็เป็นคนเริ่มบทสนทนาก่อน

          “มีอะไรหรือคะ”  สุดถามด้วยความสงสัย

          “คือ..คือ..ผมจะบอกอย่างไรกับคุณดีนะ ว่า ผม...ผม”  คมกลายเป็นคนติดอ่างไปตั้งแต่เมื่อไร  ความมั่นใจของเขาหายไปไหนหมด

          “คืออะไรคะ”

          “ผมจะบอกคุณดีไหมว่า ผม...”

          “ผมอะไรคะ...”

          “คือ  ผมอยากแต่งงานกับคุณ”

          “พูดเล่นน่า  คุณไม่เคยพูดแบบนี้เลยนะ”  สุดดูเฉย ๆ กับคำพูดนั้น  เธอไม่เคยเห็นสีหน้าอัดอั้นของเขาแบบนี้มาก่อน

          “ผมพูดจริง ๆ นะ  แต่งงานกับผมนะสุด”

          “ให้สุดคิดก่อนได้ไหม”  เธอพูดยิ้ม ๆ

          ความจริงแล้วเธอก็ไม่ได้รังเกียจเขา  แถมยังรักเขาในฐานะของเพื่อนสนิทคนหนึ่ง            แต่ทำไมวันนี้เขาอยากแต่งงาน ทั้ง ๆ ที่ไม่มีวี่แววมาก่อนเลยว่า เขาชอบใคร หรือคิดคำ  ๆ มาเพื่อบอกกับใคร

          “อย่าพูดเป็นเล่นนะ ผมพูดจริง ๆ  ผมอยากแต่งงานกับคุณ”

          “สุดเชื่อค่ะว่า คมพูดจริง  แต่สุดไม่เข้าใจค่ะว่าทำไมต้องเป็นสุดคะ “ เธอยังยียวนเขาต่อไป

          “สุดไม่รู้หรือว่า...ผมรักสุด”  หน้าคมแดงก้มต่ำ และเสยกแก้วน้ำขึ้นดื่มอึกใหญ่ สายตายังหลุบต่ำ  เขาคงอายจริง ๆ

          “วันนี้เราทานอาหารกันก่อน แล้วสุดตัดสินในเมื่อใด แล้วจะบอกคมเอง ตกลงไหม แล้วก็ห้ามโกรธด้วยที่ยังไม่ได้คำตอบวันนี้” เธอพูด

          บริกรยกอาหารเสิร์ฟ ทั้งคู่จัดการกับอาหารเงียบ ๆ คมดูเคร่งขรึมมากขึ้น ดูเขาเย็นชา       เย็นเหมือนก้อนน้ำแข็งไร้ความรู้สึก แต่สุดก็รู้ว่าเขาต้องการสิ่งใด

          เวลาทำงาน คม ยังคงทำงานอย่างเคร่งเครียด เพื่อนร่วมงานทักทาย เขากลับไม่ยิ้มตอบ   หรือพูดด้วยเหมือนก่อน  เขาเคร่งขรึมผิดปกติช่วงเวลาหลายวันที่ผ่านมา 

          เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น  คมรับสาย ได้ยินเสียงจากฝ่ายตรงข้าม

          “คม นี่สุดเองนะ สุดมีเรื่องอยากจะบอก  สำคัญมาก  เย็นนี้พบกันนะคะ”

          “ครับ ที่ไหน”

          “ร้านเดิมค่ะ”

          บรรยากาศค่ำแล้ว วันนี้นักดนตรีทั้งสามบรรเลงแต่หัวค่ำ  เสียงเพลงเบา ๆ เสียงเปียโนล่องลอยอ่อนหวาน  เหมือนกับต้องการช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้กับดอกกุหลาบในแจกันบนโต๊ะ

          “สุดตัดสินใจแล้วละว่า...”  สุดพูดยังไม่ทันจบ  คมก็แทรกขึ้นอย่างร้อนรน

          “สุดตัดสินใจว่าอย่างไรครับ”

          “สุดจะแต่งงานกับคมค่ะ”

          ใช่แล้ว เรื่องขำขันมักเริ่มจากความเครียดเคร่ง และมักจบด้วยเสียงหัวเราะ ทั้งจากความไม่สมจริงและความผิดพลาดของการแสดงออก  แต่ใครจะรู้บ้างละว่า ขณะที่อาหารกำลังผ่านลำคอของทั้งสองนั้น

          ทั้งคู่แทบไม่รู้รสชาติของอาหาร  แต่เป็นเสียงตอบรับของความรักและความเข้าใจซึ่งซอกซอนไปจนทั่วความรู้สึก  และมันก็แสดงให้กันและกันเห็นด้วยรอยยิ้มที่โลกทั้งโลกก็ไม่อาจปิดบังไว้ด้วยประการใด ๆ ทั้งสิ้น

 

 

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 8
ซันตะวันยิ้ม วันที่ : 07/08/2008 เวลา : 15.28 น.
http://www.oknation.net/blog/suntawanyim

ใช้เวลาอ่านเรื่องนี้นาน....ความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อน...ที่สุดความรักปรากฏ ชีวิตคู่คงดำเนินราบรื่นชั่วนิจนิรันดร์

ชอบมากครับ ทยอยโหวตให้ นานนานจะแวะมาเยี่ยม
ความคิดเห็นที่ 7
ฝนเดือน วันที่ : 22/07/2008 เวลา : 14.09 น.
http://www.oknation.net/blog/fontree

ขอบคุณทุกความเห็น ขอบคุณทุกรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะครับ
ความคิดเห็นที่ 6
ผู้หญิงตัวเล็ก วันที่ : 22/07/2008 เวลา : 13.33 น.
http://www.oknation.net/blog/rinn

จบได้น่ารักจัง
ความคิดเห็นที่ 5
หนุ่มแปลกหน้า วันที่ : 22/07/2008 เวลา : 01.36 น.
http://www.oknation.net/blog/untameheart

น่าจะไปกันได้ดีนะครับ แฮะๆๆ

อย่างน้อยก็มีความใจซึ่งกันและกัน แฮะๆๆ
ความคิดเห็นที่ 4
เจริญขวัญ วันที่ : 21/07/2008 เวลา : 19.15 น.
http://www.oknation.net/blog/charoenkwan

เป็นเรื่องสั้นที่งดงามมากเรื่องหนึ่งเลยค่ะ

บางที เรื่องราวในโลกนั้น มีเรื่องของ "ภาพพจน์และความจริง" แฝงฝังอยู่ด้วยเสมอ

ความคิดเห็นที่ 3
ลานเทวา วันที่ : 21/07/2008 เวลา : 16.01 น.
http://www.oknation.net/blog/phutanow
 .......ทุกบทคำนำนัยยะ   เถอะเจ้าจงชำระ   มันด้วยใจ.........

อีกไม่นานคงได้อ่านอ่านรวมเรื่องสั้น ขนาดพองาม
ความคิดเห็นที่ 2
โฟล์คเหน่อ วันที่ : 21/07/2008 เวลา : 12.50 น.
http://www.oknation.net/blog/folkner
...เขียนกวี เล่นดนตรี วิถีชีวิตริมฝั่งแม่น้ำสุพรรณ...

:::แฮปปี้ เอนดิ้งครับ โลกใบนี้คือโรงละคร ตัวแสดงย่อมหลากหลายอารมณ์ไปตามบทบาทครับ +1โหวต::::
ความคิดเห็นที่ 1
กัปตันแจ๊ค_จอมโจรจอมใจ วันที่ : 21/07/2008 เวลา : 09.22 น.
http://www.oknation.net/blog/paedophiel
ขับเคลื่อนอารมณ์ให้ตรงร่องน้ำ หากประมาทอาจทำให้สำนึกถูกเฉี่ยวชนจนสติปัญญาเกยตื้น


แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น: