พิมพ์หน้านี้
|
โปรแกรมวันนี้:ล่องเรือเที่ยวอ่าวพังงา เกาะพนัก เกาะตะปู เขาพิงกัน และเกาะปันหยีมั๊ง
หลังจากที่แนะนำตัวกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไกด์หญิงชาวเกาะยาวฯของเราก็พาไปที่เรือ เขาเรียกกันว่า."เรือหัวโทง" คือเขาเอาเรือจากเกาะยาวน้อยมารับเราโดยตรง รวมทั้งเรือ 5 คน คนขับเรือ 1 ผู้ช่วย 1 ไกด์ 1 ที่เหลือนักท่องเที่ยวเซ่อร์ๆอีกสองคน ล่องเรือกลางท้องทะเลช่างวังเวง เวิ้งว้างเสียเหลือเกิน ออกจากบริเวณท่าเรือก็ได้เห็นความอุดมสมบูรณ์ของป่าโกงกางที่ยังมีเหลืออยู่มากตามรายทาง วันนี้..คลื่นลมค่อนข้างจะแรง ตามความรู้สึกของคนที่ไม่เคยอยู่ใกล้ทะเลนะ นั่งเรือเลาะตามชายฝั่งดูป่าโกงกาง ผ่านปากคลอง มองเห็นช่องแคบระหว่างแผ่นดินใหญ่กับเกาะภูเก็ตอยู่ไกลๆ ไกด์เข้าชี้ให้ดูบอกว่าเป็นทางไปลอดสะพานสารสิน ความจริงกลับมาดูในแผ่นที่ก็ไกลอยู่เหมือนกันนะ แต่ช่างเถอะ..ดูรวมๆแล้วทะเลก็สวย เกาะแก่งในทะเลดูแปลกตา ตัดกับฟ้าสีครามสวยๆๆๆๆๆ เราใช้เวลาเดินทางระหว่างท่าเรือบางโรงถึงเกาะพนักประมาณ 1ชั่วโมง นั่งฟังเสียงเครื่องเรือไป ก็รู้สึกหูจะอื้อไปเหมือนกัน แรกๆก็ฟังไกด์ชาวบ้านคุยไปเรื่อยๆ สักพักก็ไม่ค่อยไหวพอเรือเริ่มใช้ความเร็วในการข้ามเกาะ เสียงเครื่องเรือก็ต้องคำรามดังก้องไปทุกที ลมทะเลก็แรงขึ้นๆ จะไปถึงมัยเนี้ย..อึ๋ยยย เรือที่เอามารับเรานั้นค่อนข้างใหญ่นะ นั่งได้ 15-20 คนสบายๆเลยนะ มีที่นั่งตามขวางสามแถวในเรือ มีหลังคาผ้าใบคลุมกันแดดให้ด้วย เรานอนเหยียดยาวคนละแถวไปเลย เรือเหมามันก็ดีอย่างนี้นี่เอง เอ..ยังนึกๆอยู่เหมือนกันนะเขาเอาเรือผิดไซต์มารับเราสองคนรึป่าว หรือว่าเรือมันมีไซต์นี้ไซต์เดียวก็ไม่รู้ ถ้ามาเป็นกลุ่ม 5-10 คนน่าจะเหมาะกว่า
ไกด์บอกว่าที่เกาะพนักมีกิจกรรมพายเรือแคนูเข้าไปดู "ทะเลใน" เป็นเหมือนการพายเรือเข้าไปลอดโพรงถ้ำปากทางเข้าเล็กๆแต่เมื่อผ่านเข้าไปได้แล้ว เป็นแอ่งน้ำทะเลท่วมถึงกว้างขวางเหมือนเป็นห้องล้อมรอบด้วยหน้าผาภูเขาหินปูนสูงชะลูด ดูสวยงามเกินบรรยาย ว่างๆก็หาโอกาสไปลองสัมผัสดูก็แล้วกัน ที่เล่ามาเนี้ย..เราไม่ได้เข้าไป ดูอยู่บนเรือเฉยๆ ฟังไกด์เล่าไม่เสียตังส์ เขาบอกว่าคนที่ทำเรือแคนูเป็นอีกกลุ่มหนึ่งเสียเงินต่างหาก สามารถติดต่อให้ได้แต่ต้องแจ้งล่วงหน้าก่อนมาถึงเกาะ เขาจะได้เตรียมคนเอาไว้ให้ ค่าใช้จ่ายต่อคนก็ไม่เกิน 500 บาท จะว่าไปแล้วการนั่งเรือลัดเลาะไปตามหน้าผาสูงของแต่ละเกาะที่ผ่านมาก็จะได้ชมภาพแปลกตา สีสันออกแดง ส้ม น้ำตาล หรือขาวโพลน มีต้นไม้เขียวครึม ต้นแคระ หงิกงอ แซมอยู่เป็นหย่อมๆ มีฉากหลังเป็นฟ้าเข็ม โปร่งโล่ง กวาดสายตาออกไปโดยรอบก็ไม่มีอะไรเกะกะสายตา บรรยากาศดีจริงๆ.. ก็น่าจะเพียงพอสำหรับการหลบเร้นกายมาพักผ่อนจากวันคืนอันน่าเบื่อหน่ายของคนเมืองอย่างเราๆท่านๆทั้งหลาย ที่เกาะพนักไกด์ของเรายังพาเที่ยวถ้ำต่างๆบนเกาะอีก 2-3 ถ้ำ เอาเรือไปจอดเทียบหาดเล็กๆหน้าถ้ำแล้วก็ออกแรงปีนกันเข้าไป แล้วแต่จะชอบ ผมว่า..เฉยๆน่ะ สู่ล่องเรือเลียบหน้าผาตามเกาะต่างๆไม่ได้ ในถ้ำก็พอมีอะไรให้ดูแปลกตาอยู่บ้าง พวกหินงอก หินย้อยรูปทรงแปลกๆ มีถ้ำหนึ่งที่สามารถเดินทะลุไปเจอแสงสว่างที่ปลายถ้ำมองออกไปเป็นแอ่งน้ำกลางเกาะสีเขียวมรกต แต่ก็ไม่สามารถเดินลงไปที่แอ่งน้ำได้
หลังจากเที่ยวถ้ำ..ไกด์ก็บอกว่าจะพาไปเกาะห้องที่เรือหัวโทงสามารถลอดเข้าไปได้ถ้าระดับน้ำไม่สูงมาก อยู่ไม่ไกลกันก็สวยอลังการงานธรรมชาติสร้างสรรค์จริงๆ เวลาที่เรือจะลอดเข้าปากทางเข้าคล้ายปากถ้ำใหญ่ซึ่งดูด้วยตาไม่น่าเข้าได้ แต่อาศัยความชำนาญของคนเรือท้องถิ่นจึงสามารถบังคับเรือให้ลอดช่องหลบหินย้อยที่ห้อยลงมาจากเพดานถ้ำค่อยๆ ล่องเรือเข้าไปได้ ช่วงกลางถ้ำ..คนเรือสามารถยืนที่หัวเรือยื่นมือไปแตะเพดานถ้ำ..เฉยเลยยย
คราวนี้ออกทะเลไปเกาะตะปู-เขาพิงกันต่อ เวลานี้ก็ใกล้เที่ยงเข้าไปแล้ว เริ่มรู้สึกร้อนเมื่อต้องออกมาอยู่กลางทะเลกว้างอีกครั้ง ที่เกาะตะปู-เขาพิงกันเป็นอุทยานแห่งชาติ มีท่าเรือคอนกรีตทอดสะพานออกมาให้เรือเทียบท่า จ่ายค่าธรรมเนียมเสียคนละ 20 บาทราคาคนไทยซึ่งไกด์เราเขาก็จัดการให้เรียบร้อย สังเกตุว่ายังมีเรือแคนูพายอยู่บริเวณรอบเกาะให้เห็นอยู่เรื่อยๆ ส่วนจะให้บริการกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเสียมากกว่า..มีทั้งพายกันเอง หรือว่าจะมีคนพายให้นั่งก็มี..ไว้โอกาสหน้าจะมาลองดูสักที
ถือว่าสวยได้มาตรฐาน คือ เราจะเห็นภาพเกาะตะปู-เขาพิงกันอยู่โดยแพร่หลาย ทำให้เวลามาถึงก็ไม่ได้เกินคาดหมายอะไร ยังงัยก็สวยแน่นอน ตอนที่เรามาถึงประมาณเที่ยงกว่าๆ..เอากล้องส่องดูเพื่อจะได้มุมที่ถ่ายภาพออกมาแล้วฟ้าจะได้เป็นฟ้าเข้ม..แต่วันนี้มุมกล้องมันไม่เอื้อให้เราอย่างที่คิด บรรยากาศโดยรวมก็ดี คนยังไม่พลุกพล่านเท่าไหร่ เสียอย่างเดียว..ร้านขายของที่ระลึกดูจะเกะกะสายตาไปหน่อย แต่ก็ต้องเข้าใจคนเขาต้องทำมาหากินเหมือนกัน
เราใช้เวลาอยู่บนเกาะประมาณชั่วโมงกว่าๆ ถือว่าพักเรือหลบร้อนไปในตัว นักท่องเที่ยวก็เริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ บางกลุ่มก็เล่นน้ำในอ่าวเล็กหน้าเขาตะปูนั้นแหละ นั่งดูไปเรื่อยๆก็เพลินดี ไกด์ของเราก็มาถามว่าหิวรึยัง คือเขาเตรียมอาหารไว้ให้บนเรืออยู่แล้ว ใส่ปินโตมา มีกระติกน้ำแช่น้ำแข็งโค๊ก กล้วย ส้ม พร้อมหมด เราก็คิดว่าเดียวจะไปเกาะปันหยีต่อ มีร้านอาหาร ขายของที่ระลึกแดดร้อนเปรี้ยงอย่างนี้เนี้ยนะ..ท่าจะไม่เวิร์ก ไม่ไปเกาะปันหยีต่อดีกว่า..กลับลงเรือไปนอนหลบแดด แล้วบอกให้ไกด์พากลับเกาะยาวเข้าที่พักดีกว่า ยังไม่ค่อยหิวด้วย ไกด์ก็เลยจะพาไปนั่งกินข้าวที่กระชังปลาชาวบ้าน ที่มีการเลี้ยงกุ้งมังกรบริเวณอ่าวที่เกาะยาว..ดีมายยยย เอ่า..ตกลงตามนั้น จากนั้นเราก็นอนงีบไปซักตื่น แห่ม..แสนสบายจริงๆ พอถึงกระชังปลาไกด์เข้าก็ปลุกขึ้นมากินข้าว..หลับไปประมาณชั่วโมงนึง ไกลเหมือนกันนิ กับข้าวที่นำออกมาจากปินโตก็อาหารชาวบ้านๆ ปลาทอด น้ำพริกกระปิ แกงส้มปลา รสชาติจะจัดจ้านซักหน่อย แต่ก็อร่อยสำหรับเราแล้ว สักพักนึง..ฝนก็ตั้งเค้า ลมเริ่มแรง พวกเราลอยอยู่บนกระชังก็ชักหวิวๆ แป๊ปเดียว..ฟ้ามืด ฝนเทลงมาอย่างกับฟ้ารั่ว หาที่หลบกันเข้าไปอยู่ในบ้านบนกระชัง แต่ก็แทบจะเรียกว่าหลบกันไม่พ้น เนื้อตัวเปียกปอนกันไปคนละนิดละหน่อย หลังจากฝนซาเม็ดเราก็ออกเรือเพื่อจะเข้าฝั่ง ขึ้นบ้านพักโฮสเตย์ของสมาชิกกลุ่มเกาะยาวร่วมใจ เป็นบ้านชาวบ้านที่ได้ผ่านการรับรองจากการท่องเที่ยวฯว่าได้มาตรฐาน อันนี้..วัดกันอย่างงัยไม่รู้ อ่านเอาจากป้ายที่เขาติดไว้ให้ดูที่บ้านน่ะ เจ้าของบ้านใจดี มารับเราที่หน้าหาดใกล้ๆบ้านเลย คนเกาะยาวส่วนใหญ่เป็นมุสลิมกันทั้งหมด บ้านพักอาศัยดูสะอาดสอ้าน เรียบง่าย จากบ้านพักมองเห็นทะเลอยู่ไม่ไกล เดินขึ้นจากหาด ข้ามถนนเล็กๆ แล้วเดินผ่านท้องนามีน้ำนองอยู่ก็ถึงบ้านแล้ว ช่างน่าอยู่นานๆ เสียจริงๆ วันนี้เราเพลียมามากแล้ว..โดนฝนกลางทะเลด้วย พอถึงบ้านพัก จัดของเข้าห้อง ก็ขอนอนให้อาการมึนหัวติ๋วๆๆ เหมือนจะเป็นไข้ของเราหายเสียก่อนแล้วอย่างอื่นก็ค่อยว่ากันใหม่.. |
| << | พฤศจิกายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | |