• หม่อมโจ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-08-02
  • จำนวนเรื่อง : 5
  • จำนวนผู้ชม : 28031
  • ส่ง msg :
  • โหวต 5 คน

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
Permalink : http://www.oknation.net/blog/gametheory
วันพุธ ที่ 15 สิงหาคม 2550
Posted by หม่อมโจ , ผู้อ่าน : 930 , 00:23:19 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค และแกนนำพรรคได้แถลงนโยบายสาธารณะ “วาระประชาชน” โดย กล่าวว่า ภารกิจที่สำคัญยิ่งของพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนี้คือเรื่องของการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศที่เป็นทิศทางใหม่ เพราะขณะนี้บ้านเมืองประสบวิกฤติหลายด้าน
ดังนั้นหน้าที่ของพรรคการเมืองในขณะนี้นอกจากปฏิรูปการเมืองซึ่งก็เป็นเรื่องหนึ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ให้คำมั่นว่าจะดำเนินการหลังการเลือกตั้งแล้วนี้ก็คือการมีนโยบายสาธารณะที่เราเรียกว่าวาระประชาชน
เพราะเป็นนโยบายโดยประชาชนและเพื่อประชาชนเพื่อที่จะกำหนดทิศทางใหม่ให้กับประเทศไทย เนื่องจากตลอดระยะเวลา 4-5ปีที่ผ่านมาขบวนการของการบริหารประเทศนำพาประเทศและประชาชนถลำลึกเข้าสู่วิกฤติมากขึ้น
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ บอกว่า วันนี้บ้านเมืองเรามีวิกฤติประชาชน 4 ส่วนคือ 1. วิกฤติความสามัคคี 2.คือวิกฤติค่าครองชีพ และความยากจน 3. วิกฤติการแข่งขัน และ 4. วิกฤติจริยธรรม
วาระประชาชนจึงมีเสาหลักอยู่ 2 ด้าน
ด้านหนึ่งก็คือเศรษฐกิจ ต้องเป็นเศรษฐกิจคุณภาพ ไม่ได้วัดกันที่การเติบโต ปีใด ปีหนึ่ง แต่ต้องเป็นการเติบโตที่มีความสมดุล ไม่ใช่การเติบโตที่มีความเสี่ยงในเรื่องของเสถียรภาพ ต้องเป็นการเติบโตที่ยั่งยืน และต้องเป็นการเติบโตที่เป็นธรรม
ทั้งนี้ตัวเลขจีดีพีไม่ได้มีความหมายอะไร ถ้าหากว่าในที่สุดแล้วการแบ่งผลประโยชน์ในรายได้ตรงนั้นมันไม่เป็นธรรม
นี่คือหลักสำคัญที่สุดของวาระประชาชน ภายใต้คำขวัญที่ว่า “ประชาชนต้องมาก่อน”
และการขับเคลื่อนก็ต้องขับเคลื่อนโดยการนำตั้งแต่ผู้นำตั้งแต่รัฐบาล ที่บริหารในแนวทางใหม่ ยึดเรื่องของความซื่อสัตย์ สุจริต มีความรวดเร็ว รอบคอบ กล้าตัดสินใจรู้เท่าทันปัญหา
และที่สำคัญคือพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นและเปิดโอกาสให้ทุกฝ่าย เข้ามามีส่วนร่วม และ 2 ส่วนนี้ก็จะประกอบกันเป็นสังคมคุณธรรมที่เป็นเป้าหมายของวาระประชาชน
นโยบายสาธารณสุขที่ดี เราก็จะมีส่วนสำคัญอยู่ 2 ส่วน
สิ่งแรก คือเรื่องของหลักประกันสุขภาพซึ่งประวัติของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในประเทศไทยเขาก็เริ่มมาตั้งแต่สมัยประชาธิปัตย์ รักษาเด็กฟรี รักษาคนแก่ฟรี รักษาคนจนฟรี รัฐบาลไทยรักไทยมาทำโครงการ 30 บาท วันนี้โครงการ 30 บาท
คือคุณภาพ หมอ พยาบาล และบุคลากรด้านสาธารณสุข ขาดขวัญกำลังใจ เพราะเป็นนโยบายที่ไปสร้างภาระให้กับเขา ทรัพยากรที่รัฐบาลจัดสรรให้ไม่พอ จนมีการลาออกเข้าไปอยู่ในภาคเอกชนมากขึ้น
และที่เป็นปัญหาในระบบนี้ก็คือเรื่องของการเงินการคลังพื้นฐาน ทุกปีรัฐบาลไม่เคยจัดสรรงบประมาณต่อหัวอย่างเพียงพอ ไม่ว่านักวิชาการไม่ว่าคนทำงานจะคำนวณตัวเลขมาเท่าไหร่ รัฐบาลก็ไม่จัดให้ ถ้าจะมาจัดให้ก็จะมาจัดทีหลังโดยการให้ไปของบกลางจากนายกรัฐมนตรี ซึ่งกว่าเงินงบกลางจะออกมาก็ไปสร้างความเสียหายในการบริหารจัดการโครงการนี้ในช่วงต้นปีงบประมาณ
เราจะปรับระบบการบริหารจัดการในโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าใหม่ มีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าเงินงบประมาณต่อหัวจะต้องเพิ่มขึ้นไปในระดับซึ่งนักวิชาการเขาบอกว่าจะทำให้มีหลักประกันเรื่องมาตรฐานก็คือ 2,000 บาท
“ถ้าเราคิดคร่าว ๆ ว่า มีคนที่อยู่ในระบบนี้ประมาณ 40 กว่าล้าน มันก็เงินประมาณ 8 หมื่นกว่าล้าน การเก็บเงิน 30 บาทจากประชาชนในขณะนี้ แทบไม่มีความหมายเลย เพราะทุกปีที่เก็บได้ก็ประมาณแค่ 1 พันล้านบาท “นายอภิสิทธิ์กล่าวและว่า
ทั้งนี้หลักคิดของประชาธิปัตย์ก็คือว่า เราจะต้องหาวิธีการจัดการในการที่จะให้เงินต่อหัว ในหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเพียงพอ เราพร้อมที่จะเป็นผู้ เข้าไปดำเนินการเกี่ยวกับโครงการประกันสังคม ในการที่จะให้กองทุนประกันสังคมซึ่งปัจจุบันกองทุน
ในส่วนของการรักษาพยาบาลมีเงินเหลือ ให้คนที่เอาประกันตนในระบบนี้สามารถที่จะขยายสิทธิ์ อาจจะไปสู่ครอบครัวอาจจะไปสู่บุคคลที่เขาระบุ เพื่อเป็นการนำเอาคนอีกจำนวนหนึ่งออกมาจากระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า แล้วก็ทำให้ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวปรับขึ้นโดยอัตโนมัติจาก 1,600 ซึ่งคำนวนแล้วอาจจะขึ้นไปถึง 1,800 1,900 แล้วรัฐบาลก็เติมเงินใส่เพียงเล็กน้อยที่จะทำให้ครบ 2,000 บาทต่อหัว
โดยถ้าประกันสังคมมองว่ารัฐบาลจำเป็นจะต้องสมทบเพิ่มเติมในส่วนของโครงการประกันสังคมนั้น รัฐบาลก็พร้อมที่จะจ่ายจัดสรรเพิ่มเติมให้ได้ นอกจากนี้ก็ยังจะเน้นในเรื่องการสาธารณสุขเชิงรุก เช่น จัดอาสาสมัครไปเยี่ยมหมู่บ้านทุกเดือน โดยมีค่าตอบแทนให้เขา
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงนโยบายการศึกษา ว่า จะดูแลเด็กตั้งแต่ก่อนเกิด เช่นเรื่องของอาหารเสริมและนม ซึ่งเราจะให้ตั้งแต่ ตั้งครรภ์ แล้วก็จะเว้นช่วงเดียว คือช่วง 4 เดือนแรกที่เราสนับสนุนให้เด็กดื่มนมแม่
จากนั้นต้องมีการสนับสนุนเรื่องนม อาหารเสริมอย่างต่อเนื่อง การศึกษาขั้นพื้นฐานในโรงเรียน 12 ปี หรืออย่างน้อย 12 ปี ก็คือจะจบม.ปลาย กฎหมายบอกว่าฟรี แต่ในข้อเท็จจริงมันไม่ฟรี
“อันนี้เราถือว่าเป็นพันธะที่มีอยู่ตามกฎหมาย เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนที่เราจะให้ เมื่อเรียนจบมัธยมโดยมีการพูดถึงการปรับปรุงคุณภาพทางการศึกษา ซึ่งขอไม่ลงในรายละเอียด สัปดาห์หน้าตนก็จะไปพบกับหลาย ๆ ส่วนในวงการการศึกษาเพื่อชี้ให้เห็นว่าเราจะปรับปรุงเรื่องคุณภาพต่าง ๆ ก็เข้าไปสู่เรื่องของอุดมศึกษา ซึ่งทุกคนที่อยากจะเรียนต่อตามความสามารถของเขาในทางวิชาการมีที่จะเรียนต่อได้ ทุกคนต้องได้เรียน “นายอภิสิทธิ์กล่าว
นอกจากนี้เราจะเข้าไปสนับสนุนอย่างจริงจังเรื่องของพลังงานทดแทน แต่ไม่ได้คิดในลักษณะที่ว่าจะต้องเป็นโครงการขนาดใหญ่ แต่อยากจะเห็นโครงการพลังงานทดแทนเกิดขึ้นในระดับชุมชนในโครงการเล็ก ๆ ซึ่งสามารถนำสิ่งที่จะนำมาเป็นเชื้อเพลิงได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นขยะ สิ่งปฏิกูล หรือผลผลิตทางการเกษตร
โดยในส่วนของกองทุนเศรษฐกิจพอเพียง ก็จะแบ่งเป็น 2 ส่วน
คือให้เปล่าในส่วนของการลงทุนเพื่อประโยชน์รวมของชุมชน และมีกองทุนให้กู้ระยะยาวหากวิสาหกิจชุมชนนั้นสอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง เชื่อว่าจะไปเสริมความเข้มแข็งให้กับรากหญ้าอย่างแท้จริง ซึ่งเน้นในกลุ่มที่เข้าแข่งขันในระบบไม่ได้ และยังจะมีผู้ที่ผ่านการอบรมไปกระตุ้นการออมของผู้มีรายได้น้อย
ซึ่งส่วนหนึ่งจะมีการสมทบเงินออมให้อีกด้วย เราจะมีโครงการที่เรียกว่า “หมอหนี้” คือหมอที่จะไปรักษาโรคหนี้ ไม่ใช่นโยบายที่จะเอาเงินเป็นหนี้สินใหม่ไปล้างหนี้สินเก่า แต่ต้องทำในเชิงรุกด้วยการอบรมอาสาสมัครให้มีความรู้ในเรื่องของรายรับรายจ่ายหนี้สินของครัวเรือนและเข้าไปให้คำปรึกษาดูว่ามีพฤติกรรมใดบ้างที่ประชาชนที่เป็นหนี้สามารถปรับได้เพื่อที่จะลดภาระของตัวเองแล้วก็เป็นพื้นฐานในการนำไปเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้รายต่าง ๆ
ส่วนเรื่องของค่าแรงขั้นต่ำ ผู้ใช้แรงงานไม่ได้รับความเป็นธรรมในช่วงที่ผ่านมา เมื่อไปศึกษาตัวเลขพบว่าถ้าเป็นกรุงเทพค่าแรงขั้นต่ำปัจจุบันอยู่ที่ 184 บาท เอาแค่ให้วิ่งไล่ทันค่าครองชีพที่ปรับขึ้นต้องเพิ่มขึ้นไปอีก 7 บาท และจะให้ความเป็นธรรมด้วยว่ามีการวัดประสิทธิภาพแรงงานเพิ่มขึ้น ก็ควรได้เพิ่มไปอีก 6 บาทรวมกันเป็น 13 บาท
ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบผลกระทบอ้านอื่น ๆ จากที่ได้ใช้เวลาไปคุยกับเจ้าของกิจการ เขาก็ยอมรับว่าการปรับเป็นธรรม และหากปรับ 7 - 10 บาท ถามว่าอยู่ได้ไหมสุดท้ายทุกคนยอมรับว่าอยูได้
เราคำนวณหมดแล้วว่าผลกระทบต่อเงินเฟ้ออาจจะจุด 2 % ผลกระทบต่อจีดีพีอาจจะมีบ้างแต่ไม่เป็นตัวเลขที่ใหญ่โตอะไร แต่เราต้องการเศรษฐกิจที่เป็นธรรมด้วย สำคัญก็คือว่าควบคู่ไปกับสิ่งนี้เราก็กำลังลดต้นทุนให้ด้วย เรามีนโยบายที่จะไปเพิ่มทุนประสิทธิภาพของคนในเรื่องทักษะความรู้ด้วย เป็นสูตรที่ทำให้ไม่กระทบต่อการแข่งขันของประเทศ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า การลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการและประชาชนเรามุ่งเน้นในเรื่องของพลังงาน น้ำมัน ไฟฟ้า ก๊าซหุงต้มซึ่งมีคนก็ตั้งคำถามว่าทำอย่างไร ทำได้จริงหรือไม่ บางฝ่ายก็พยายามที่จะมาบิดเบือนข้อเท็จจริงว่าสิ่งที่จะทำกำลังไปฝืนธรรมชาติ ไปฝืนกลไกตลาด ตนพูดให้ชัด ๆ ว่าราคาน้ำมันปรับลงได้และไม่เกี่ยวกับกลไกตลาด
เพราะขณะนี้เราต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนน้ำมันซึ่งมีหนี้เพราะความผิดพลาดของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ตรงนี้ไม่ควรเป็นภาระสำหรับประชาชนโจทย์ก็คือว่า ถอดภาระตรงนี้ออกไปเสียแล้วก็ไปหาเงินมาเพื่อที่จะมาบริหารหนี้ของกองทุน
“เราก็มีรัฐวิสาหกิจซึ่งกำไรปีละเป็นแสนล้านบาท ที่ปันผลมาให้รัฐ 30% เราคำนวณแล้วถ้าปันผลเพิ่มขึ้นเป็น 50% ประมาณ 2 - 3 ปีเราบริหารจัดการล้างหนี้ตรงนี้ได้ ถามว่าปตท.ส่งเงินปันผลมาให้กับรัฐบาลเพื่มขึ้นจาก 30 % เป็น 50% เป็นเรื่องที่ผิดไหม ซึ่งบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ “นายอภิสิทธิ์กล่าวและว่า
บริษัทมหาชนทั้งหลายมีหลายบริษัทที่ปันผลอยู่ในระดับนี้ เราดูลึกลงไปด้วยซ้ำว่าปันผลในระดับนี้กระทบกระเทือนต่อฐานและความเข้มแข็งทางการเงินของปตท.ไหมปรากฎว่าไม่ สัดส่วนหนี้ต่อทุนถึงจะเพิ่มขึ้นก็เพิ่มขึ้นอยู่ในระดับที่เหมาะสม และถ้าปตท.มีความจำเป็นที่จะต้องไปลงทุนแล้วต้องไปกู้หนี้ยืมสินบ้างก็ใม่ใช่เรื่องที่เลวร้าย
เพราะนั่นจะเป็นตัวเพิ่มในเรื่องของวินัยการบริหารจัดการของผู้บริหารของ ปตท.จริง ๆ แล้วหุ้น ปตท.ยังราคาดีขึ้นด้วยเพราะว่าคำนวณค่าปันผล คำนวณผลตอบแทนต่อราคาหุ้นอะไรต่าง ๆ แล้วไม่ได้กระทบกระเทือนต่อราคาหุ้นนี่เป็นสิ่งที่ทำได้
ส่วนค่าไฟเรามีสูตรคำนวณค่าไฟฐาน คำนวณค่าไฟเอฟที เพียงแค่ปรับไปอยู่เกณฑ์วัดเดิมที่เคยใช้ในสมัยก่อนที่จะมีนโยบายไปขายก็จะปรับค่าไฟฐานลงมาได้ ส่วนก๊าซหุ้งต้ม รัฐบาลสนับสนุนอยู่ในปัจจุบันก็จริง และตนก็เห็นด้วยว่าในระยะยาวต้องลอยตัวก๊าซหุงต้ม
แต่วันนี้ผู้ส่งออกก๊าซหุงต้มกำไรมากกว่าสภาวะเศรษฐกิจ ปัจจุบันกำไรถึงกิโลกรัมละประมาณ 8 บาท เงินตรงนั้นควรจะมีการจัดสรรกลับมาด้วยเพื่อช่วยเหลือผู้บริโภคก๊าซหุงต้มได้
นายอภิสิทธิ์ กล่าวยืนยันว่ากรณีก๊าซหุงต้มไม่เหมือนสินค้าตัวอื่น มองไม่เห็นเลยว่าการที่เราช่วยเหลือก๊าซหุงต้มจะไปบิดเบือนพฤติกรรมของผู้ใช้ ตนไม่คิดว่ามีใครจะไปจุดก๊าซเล่น ไม่เชื่อว่ามาตรการนี้จะทำให้คนใช้ก๊าซในเรื่องของก๊าซหุงต้มเพิ่มขึ้น แต่ว่าในระยาวการที่เราเก็บภาษีส่งออกหรือค่าธรรมเนียมอะไรก็แล้วแต่ส่วนนี้จะเป็นแหล่งรายได้ที่สามารถมาลดการอุดหนุนก๊าซหุงต้มและล้างหนี้กองทุนได้ด้วย
“ทั้งหมดนี้ที่พูดไป มีคนมาตั้งข้อสังเกตว่าเวลาที่เราพูดเรื่อง เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย เป็นประชานิยมหรือไม่ เรียนฟรี รักษาฟรีเป็นประชานิยมหรือไม่ ผมเป็นคนแรก ๆ ที่พูดถึงอันตรายของประชานิยมตั้งแต่วันที่มีคนนิยมชมชอบรัฐบาลชุดนี้ว่าการเอาเงินไปให้อย่างเดียวจะเป็นการสูญเปล่า ประชาชนอ่อนแอ ไม่คำนึงผลระยะยาว แต่การเรียนฟรี รักษาฟรี เป็นสิทธิประชาชนตามรัฐธรรมนูญ และจะนำไปสู่ความเข้มแข็ง”
ขอยืนยันว่าหากปชป.ได้เป็นรัฐบาล ประโยชน์ที่ประชาชนได้รับอยู่จากนโยบายของรัฐบาลในปัจจุบันจะยังอยู่ เช่นนโยบายเรื่องหลักประกันสุขภาพจะยังอยู่ แต่คุณภาพจะดีขึ้นยืนยันว่าเงินที่ลงไปแล้วในระดับรากหญ้าก็ยังอยู่ แต่จะต้องมีการปรับปรุงการบริหารจัดการให้ยั่งยืนให้สอดคล้องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และจะเพิ่มเรื่องการลดภาระประชาชน เพิ่มรายได้ สวัสดิการต่างๆเข้าไป
" ไม่อยากจะนั่งเถียงว่ามันลอก มันต่อยอดมันอะไร คือมันจะเริ่มตรงไหน ผมเห็นไอซีแอลก็ต่อยอดกองทุนกู้ยืมการศึกษาของพรรคประชธิปัตย์ นโยบาย 30 บาทก็ต่อยอดรักษาฟรีเด็ก คนแก่ คนจน กองทุนหมู่บ้านก็ต่อยอด กขคจ. มันจะเถียงกันทำไมว่าใครต่อยอดใคร แต่ว่าผมไม่ลอกนโยบายทรท.บางเรื่องไม่มีอุ้มฆ่า ไม่มีขายสมบัติชาติอย่างแน่นอน ”
สำหรับในตอนท้ายได้เปิดให้มีการซักถามโดยสื่อมวลชน เกี่ยวกับแนวคิดเรื่องหลักการประกันสุขภาพถ้วนหน้านั้น
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การเก็บเงิน 30 บาทมาจากแนวคิดที่บอกว่า ไม่อยากให้ประชาชนไปใช้บริการมากเกินไป แต่บังเอิญตนไม่เชื่อว่าคนอยู่เฉย ๆ แล้วอยากจะไปเที่ยวโรงพยาบาล และภาระของประชาชนแค่ค่ารถเดินทางไปโรงพยาบาลก็หมดแล้ว
ดังนั้นจึงไม่ต้องเก็บ 30 บาท เพราะประชาชนไปด้วยความจำเป็นประกันสังคมก็จะขยายส่วนของเขา ซึ่งเป็นตัวที่ทำให้เงินต่อหัวในระบบใหญ่เพิ่มขึ้น และการบริหารจัดการจะต้องมีการเข้าไปแก้ไขปรับปรุง ที่จริงเราก็ไม่ค่อยเห็นความจำเป็นของการมีบัตรทอง เราถือว่าถ้าระบบข้อมูลภาครัฐดี บัตรประชาชนก็พอแล้ว คือหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าต้องมี เพราะมันเป็นเป้าหมายสำคัญ แต่เราเปลี่ยนการบริหารจัดการ
“ใครอยากจะเรียกว่าเป็น 30 บาทรักษาทุกโรคหรือไม่ ผมไม่ติดใจ และตามนโยบายของเราไม่ต้องจ่าย 30 บาท ปัจจุบันนี้หลายโรงพยาบาลก็บ่นว่าไม่คุ้มที่จะเก็บ 30 บาท ถ้าจะไปลงว่าตนยกเลิก 30 บาท ก็ไม่ขัดข้อง สำคัญอยู่ที่ประชาชนรู้ว่าไปโรงพยาบาล รักษาฟรี มีคุณภาพ ซึ่งสามารถเริ่มได้ทันที”
สำหรับนโยบายด้านการศึกษานั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พรรคมีนโยบายเรียนฟรี 12 ปีซึ่งจะใช้เงินงบประมาณมาสนับสนุน โดยจะให้มีสัดส่วนการใช้จ่ายในงบประมาณด้านการศึกษาเป็นสัดส่วนต่อรายได้เพิ่มขึ้น และตนยืนยันว่าเรื่องนี้จำเป็นต้องลงทุน
เพราะถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด และเมื่อตนประกาศนโยบายนี้ออกไป ในส่วนของกทม.ได้ไปสำรวจและประเมินดี และคิดว่าเพื่อจะให้เกิดขึ้นได้จะต้องใช้เงินเพิ่มขึ้น 350 ล้านบาท ทางกทม.จึงไปปรับงบประมาณในส่วนของกทม.และจะดำเนินการได้เทอมปลายปีนี้สำหรับโรงเรียนในกทม.
ทั้งนี้งบประมาณที่เพิ่มเข้าไปมาจากการคำนวณค่าคอมพิวเตอร์ กิจกรรมหลังเลิกเรียน แล้วนำมาคำนวณ และหากรวมทั่วประเทศจะใช้งบประมาณ 20,000 ล้านบาท ส่วนเรื่องค่าแป๊ะเจี๊ยะที่ต้องจ่ายให้ตอนเข้าโรงเรียนนั้น เป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขในระยะยาว โดยเริ่มจากการแก้ปัญหามาตรฐานของโรงเรียนที่เหลื่อมล้ำกัน
ตนมีความคิดว่า การอุดหนุนบางโรงเรียนมากเป็นพิเศษก็ควรจะทำได้ เพราะตนเชื่อว่ามีโรงเรียนจำนวนหนึ่งที่มีชื่อเสียงซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงเป็นพิเศษ เราต้องถือว่ามีโรงเรียนเหล่านี้ไว้สำหรับเด็กเก่ง
หมายถึงการเข้าไปควรจะเป็นด้วยเรื่องของความสามารถ และยอมอุดหนุนโรงเรียนนี้มากกว่าที่อื่น เพื่อสร้างคนจำนวนหนึ่งสำหรับมีความสามารถพิเศษสำหรับประเทศ และหลักนี้เคยทำมาแล้วคือโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ซึ่งบัดนี้ก็เป็นที่ยอมรับในเรื่องของคุณภาพ
นอกจากนี้การขาดแคลนครูก็จะแก้ด้วยการกระจายครูไปยังพื้นที่ขาดแคลนให้มากขึ้น รวมทั้งกลับไปใช้หลักการเดิมของกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ ที่ดูแลในเรื่องรายได้และสวัสดิการครูด้วย
ส่วนนโยบายด้านพลังงาน ที่จะยกเลิกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน และนำเงินจากกำไรของปตท.มาล้างหนี้กองทุนน้ำมันนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า กรณีดังกล่าวจะทำให้ราคาค่าน้ำมันเบนซินลดลง 2 .50 บาท และราคาน้ำมันดีเซลจะลดลงประมาณ 90 สตางค์ ซึ่งจะเป็นไปตามกลไกตลาดและการดำเนินการดังกล่าวไม่ถือเป็นการเข้าไปแทรกแซงบริษัทในตลาดหลักทรัพย์
เพราะตอนที่รัฐบาลแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เวลามีคนคัดค้านทักท้วง รัฐบาลจะบอกว่าอย่าห่วง เพราะรัฐบาลถือหุ้นใหญ่ จะรักษาผลประโยชน์ของประชาชน
ทั้งหมดนี้เกิดจากการดำเนินการเรื่องการบริหารโครงสร้างเรื่องพลังงานที่ผิด ซึ่งในนโยบายพรรคประชาธิปัตย์จะแก้ไขตรงนี้โดยต้องแยกหน่วยงานที่ทำงานด้านนโยบาย และการกำกับออกมาจากทางการประกอบการ เพราะรัฐบาลชุดปัจจุบันไม่ยอมผลักดันกฎหมาย ซึ่งพรรคได้ร่างไว้แล้วเรื่องการกำกับกิจการไฟฟ้า พลังงานเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้มีการกำกับที่ดี
ดังนั้นเมื่อกฎหมายออกมาแล้ว ธุรกิจที่แข่งขันได้จดทะเบียนก็ดำเนินการไปโดยที่รัฐไม่ต้องยุ่งนอกจากผ่านกลไกการกำกับดูแลตามกฎหมาย แต่ปัจจุบันรัฐบาลนี้ไม่ทำ และยังผิดหลักธรรมาภิบาล เพราะยังมีคนจำนวนมาก ที่ตอนนี้สวมหมวกหลายใบเข้าไปนั่งบริหารรัฐวิสาหกิจเหล่านี้อยู่ หรือสับสนว่ามีหน้าที่ดูแลผลประโยชน์รัฐ หรือดูแลกำไร ต้องขจัดตรงนี้ออกไปให้ได้ แต่สถานการณ์ปัจจุบันเครื่องมือไม่มี เพราะรัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ทำไว้ในการออกกฎหมายกำกับดูแล เราจึงจำเป็นต้องใช้วิธีการนี้ ซึ่งไม่ได้ผิดอะไร
ส่วนนโยบายเกี่ยวกับการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี หรือเอฟทีเอกับสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นนั้น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า สิ่งแรกที่จะต้องทำคือดูจุดต่าง ๆ และเร่งกระบวนการให้เกิดความโปร่งใส เปิดเผย เพื่อที่จะทำให้คนไทยได้รับทราบว่าประโยชน์และปัญหาที่เกิดจากข้อตกลงนี้จะมีอะไรบ้าง เพราะตนเชื่อว่าหากไม่ทำตรงนี้ ยังไงก็เดินหน้าไม่ได้ เพราะจะมีแต่ความขัดแย้งตามมาเพิ่มเดิม
ดังนั้นต้องทำตรงนี้ก่อน โดยอาจจะต้องเจรจากับสหรัฐว่าต้องทำให้เร็วที่สุด แต่ถ้ามีความจำเป็นในการยืดเวลาก็ต้องให้สหรัฐไปขอยืดเวลากับสภาของสหรัฐอีก และในส่วนของไทยนั้น พรรคประชาธิปัตย์ถือว่าทุกข้อตกลงต้องเอาเข้าสภาผู้แทนราษฎร
ถ้าในกรณีประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลแล้วะเกิดกรณีที่ชาวนาอยากจะรู้ว่าสินค้าเกษตรของเขาอยู่ในรายการที่จะแลกกับสินค้าอุตสาหกรรมใดหรือไม่ประชาธิปัตย์จะดำเนินการตรงนี้อย่างไร
เพราะเราเห็นว่าคู่เจรจาของเราเขาเปิดเผยกับคนของเขาได้ มีแต่เราเท่านั้นไม่ยอมเปิดเผย สหรัฐฯซึ่งเจรจากับใครก็ตามซึ่งน่าจะเล็กกว่าเขาอยู่แล้ว เขายังแจ้งกับสภาของเขาว่าเวลาจะริเริ่มเจรจากับประเทศใดจะมีประเด็นอะไรในการปรึกษาหารือบ้าง มีเรื่องใดบ้างที่เราต้องการจะได้จากการเจจากับประเทศนั้น ๆ มีเรื่องใดบ้างที่จะกระทบกับอุตสาหกรรมภายในของเขา และเปิดโอกาสให้คนในอุตสาหกรรมมาปรึกษาหารือกันได้
นายอภิสิทธิ์ ได้ตั้งคำถามว่า ทำไมเขาไม่มีปัญหาว่าจะกระทบกับอำนาจการต่อรอง และตรงกันข้ามพวกเราลองไปถามบรรดาเจ้าหน้าที่เราที่ไปเจรจากับสหรัฐฯพอเราหยิบบางเรื่อง ขึ้นมาสหรัฐฯจะอ้างว่าตัวเขาเข้าใจ แต่สภาไม่ยอม เพราะสภาได้พิจารณาเรื่องนี้แล้ว ถือเป็นเรื่องสำคัญเป็นหัวใจสำคัญส่วนหนึ่งของข้อตกลงนี่เขายอมไม่ได้
แต่ของเรากลับไม่ใช้ประโยชน์จากการนำประชาชน ผู้แทนประชาชนมาหนุนหลังในการเจรจาเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด ผมเรียนตรง ๆ ว่าในสมัยที่เป็น ส.ส.สมัยที่แล้วรู้สึกเสียใจมากที่ผู้แทนประชาชนคนที่มาปรึกษาพวกเราส.ส.และส.ว.ส่วนหนึ่งในเรื่องเอฟทีเอไทย-สหรัฐฯคือผู้แทนการค้าสหรัฐฯอยากรู้ว่าคนไทยคิดอย่างไร แต่รัฐบาลไทยกลับไม่สนใจที่จะทำ สิ่งเหล่านี้เราต้องเปลี่ยนแปลงตนยังเชื่อด้วยว่าอย่างกรณีญี่ปุ่นเท่าที่ได้ฟังมาก็ไม่น่าจะมีจุดที่มีปัญหาหลงเหลืออยู่มากนัก เพราะยกหลายเรื่องออกไปแล้ว
สำหรับนโยบายการแก้ไขปัญหาภาคใต้นั้น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคจะมีวาระประชาชนในเรื่องนโยบายใต้สันติ โดยอะไรที่ยังเป็นความค้างคาใจอยู่ของประชาชนในพื้นที่ จะต้องมีข้อเท็จจริงเปิดเผยออกไปสู่สาธารณะ เพื่อนำไปสู่การบ่งบอกที่ชัดว่ารัฐเอาจริงแล้วและมีความจริงใจต่อประชาชนในพื้นที่ในการที่จะสะสางเรื่องเหล่านี้
อีกส่วนพรรคจะเปลี่ยนวิธีมอง ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลมองทุกอย่างเป็นปัญหา แต่พรรคมองเป็นโอกาส เช่นรัฐบาลมองว่าการที่คนข้ามชายแดนไป-มา มีการค้าชายแดนเป็นปัญหาจะต้องใช้สมาร์ทการ์ด หรือต้องจำกัดเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่พรรคมองว่าถ้าการค้าขายตรงนั้นสร้างรายได้และโอกาสให้ประชาชนได้ ก็จะยิ่งทำให้ภาคใต้สงบสุขได้ง่าย
ฉะนั้นเขตพัฒนาในเรื่องการค้าชายแดนตรงนั้นจะต้องมีการส่งเสริมหรือกรณีที่รัฐบาลมองสถาบันการศึกษาโดยเฉพาะสถาบันสอนศาสนาด้วยสายตาที่หวาดระแวง พรรคก็จะไปส่งเสริมเรื่องการศึกษาทั้งสายสามัญและการสอนศาสนา และจุดใดที่สามารถเข้าไปเสริมได้ เช่นความเข้มแข็งในเรื่องของวิชาการสายสามัญในโรงเรียนสอนศาสนา หรือในทางกลับกันจะสนับสนนุนการสอนจริยธรรม คุณธรรม
รวมทั้งเรื่องของศาสนาให้สอดคล้องกับค่านิยมในพื้นที่ในโรงเรียนสายสามัญ ทั้งนี้พรรคมองด้วยซ้ำว่าในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีโอกาสมากถึงขนาดที่จะเป็นศูนย์อิสลามศึกษานานาชาติได้ด้วย นอกจากนี้ยังมีแนวคิดที่จะให้มีศูนย์วัฒนธรรมอยู่ที่จังหวัดปัตตานีเพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่าความหลากหลายของวัฒนธรรมเป็นจุดแข็ง ไม่ใช่สิ่งที่ต้องกลัว
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงแนวนโยบายในการแก้ไขปัญหาการคอรัปชั่น ว่า นอกเหนือจากที่พูดไปแล้วในเรื่องของการทุจริตของนักการเมืองที่จะพยายามเพิ่มกลไกที่จะจัดการได้ อย่างเข้มแข็งเด็ดขาด แล้วยังจะมีแนวทางในการปฏิรูปราชการ ในส่วนของการเมืองถ้าองค์กรอิสระ สื่อสารมวลชนเข้มแข็งปรับปรุงระดับการให้ข้อมูลข่าวสาารโปร่งใสก็เป็นส่วนช่วยลด และการทุจริตสำคัญที่ผ่านมาคือการทุจริตเชิงนโยบาย
“ต่อไปนี้นักการเมือง ที่เป็นส.ส. รัฐมนตรี ต้องเปิดให้หมดว่าตัวเองและครอบครัวมีผลประโยจชน์ในทางธุรกิจอะไรบ้างเพื่อสะดวกต่อการตรวจสอบ “นายอภิสิทธิ์ กล่าวและว่า
สิ่งที่แถลงออกมาเป็นกรอบความคิด แต่ถ้าถามว่านโยบายนี้สมบูรณ์หรือไม่นั้น ก็ต้องบอกว่า หากไม่มีบางเงื่อนไขจะทำให้พูดหรือคิดอะไรมากกว่านี้ โดยเฉพาะข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ และบางเรื่องจะต้องมีการบริหารจัดการและติดตามประเมินผล ซึ่งตนขอยืนยันว่า ตนไม่ใช่คนดื้อดึง ถ้าเรื่องไหนทำแล้วมีความวิพากษ์วิจารณ์และมีผลเสียตามมา แล้วจำเป็นต้องมีการปรับปรุงแก้ไข ตนก็พร้อมที่จะแก้ไข และรับผิดชอบ
หลังจากนี้อีกประมาณ 2 สัปดาห์จะมีการแถลงถึงตัวเลขงบประมาณที่จะนำมาใช้ในแต่ละโครงการและกรอบเวลาในการดำเนินการต่อไป
ทั้งนี้งบประมาณที่เพิ่มเข้ามาก็คงประมาณ 2 หมื่นล้านบาทต่อปีในเรื่องของการสนับสนุนการศึกษา ซึ่งจะเพิ่มเข้าไปในงบของกระทรวงฯ ส่วนกองทุนพลังงานทดแทน ก็มีเอกชนพร้อมที่จะสนับสนุน สำหรับกองทุนเศรษฐกิจพอเพียงก็สามารถดึงจากกองทุนเอสเอ็มแอลได้
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงกฎหมายประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวว่า กฎหมายนี้ถ้าใช้อย่างจริงจังต้องรักษาผลประโยชน์ของคนไทย กรณีอย่างบริษัทกุหลาบแก้วที่ฝ่าฝืนกฎหมายของการห้ามใช้นอมินี หรือการถือหุ้นแทนกันต้องเกิดขึ้นไม่ได้
ทั้งนี้หากรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่จัดการกับกรณีของบริษัทกุหลาบแก้ว ตามกฎหมายก็จะมีความผิดเรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเรื่องนี้พรรคประชาธิปัตย์จะเข้าไปสะสางเรื่องนี้อย่างแน่นอน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การจัดงานแถลงข่าวนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ในหัวข้อ “ประชาชนต้องมาก่อน” พรรคประชาธิปัตย์ ได้ปรับโฉมใหม่ในการนำเสนอเพื่อไม่ให้น่าเบื่อจึงต้องปรับ จึงปรับห้องแถลงข่าวชั้น 3 อาคารเสนีย์ ปราโมช เป็นห้องเวิร์คกิ้งรูม ที่ประกอบไปด้วยสติ้กเกอร์แสดงนโยบาย บิลบอร์ด และมีจอมอนิเตอร์แสดงรายละเอียดของนโยบาย
ทั้งนี้ระหว่างบันไดขึ้นไปยังห้องแถลงมีการติดข้อความซึ่งเป็นนโยบายของพรรคด้วย โดยนายอภิสิทธิ์ ยืนโชว์วิสัยทัศน์ และเปิดให้สื่อซักถามได้เต็มที่ มีคณะทำงานนั่งอยู่ด้านหลังด้วยเพื่อให้เห็นภาพการทำงานเป็นทีม ทั้งนี้ขณะพูดนายอภิสิทธิ์ ใช้ไมค์ลอย เพื่อให้สะดวกต่อการแสดงท่าทางประกอบขณะพูด
ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย กรรมการบริหารพรรค เปิดเผยว่า การแถลงข่าวครั้งนี้ ค่าใช้สำหรับการประกาศวาระประชาชนครั้งใช้งบประมาณเพียง 5 หมื่นบาทเท่านั้น และการที่ให้นายอภิสทธิ์ แสดงวิสัยทัศน์เพียงคนเดียวก็ไม่ได้สวนทางกับภาพของพรรคว่าต้องทำงานเป็นทีม จึงให้ทีมงานไปนั่งอยู่ด้วย
อาทิ นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรค นายกรณ์ จาติกวณิช รองเลขาธิการพรรค นายเกียรติ สิทธีอมร กรรมการบริหารพรรค โดยมีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษานั่งฟังอยู่ด้วย
ทั้งนี้ยอมรับว่า การประกาศวาระประชาชนครั้งนี้ถือเป็นการตลาด แต่ไม่ได้เสนอขายสินค้าอย่างเดียว ยังมีข้อมูลและข้อเท็จจริงด้วย
ภาพลักษณ์ของนายอภิสิทธิ์ที่นำเสนอนี้ แกนนำพรรคประชาธิปัตย์คาดหมายว่า จะทำให้จุดด้อยอย่างน้อยที่สุด 2 ประการ ถูกขจัดออกไป
จุดแรก ก็คือ ภาพของนายอภิสิทธิ์ที่เป็นหน่อเนื้อเชื้อไขของพรรคประชาธิปัตย์ที่ถูกมองในแง่ลบมาตลอดว่า เก่งเฉพาะงานการเมือง วัดความสำเร็จทางการเมืองที่การสามารถเชือดเฉือนคู่แข่งด้วยคำพูด ขณะที่การปฏิบัติ รวมถึงนโยบาย ไม่ชัดเจน ยิ่งเมื่อมีการนำนายอภิสิทธิ์ไปเปรียบเทียบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในแง่ประสบการณ์การบริหารงานและผลงาน นายอภิสิทธิ์ถูกมองว่า เทียบกับ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้และการถูกมองว่า บุคลิกลักษณะของนายอภิสิทธิ์ถอดแบบออกมาจาก นายชวน หลีกภัย ที่เคยมีฉายาในทางการเมืองว่า "ชวนเชื่องช้า" มาแล้ว ยิ่งทำให้ดูด้อยลงไปอีกเมื่อเทียบกับสิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณและพรรคไทยรักไทย ฝังหัวชาวบ้านตลอด 5-6 ปีที่ผ่านมา
จุดที่สองที่นายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ต้องการลบก็คือ "ความเหินห่าง" กับประชาชนในวงกว้าง
ที่ผ่านมาภาพของนายอภิสิทธิ์โดดเด่นอยู่ในสภา ฐานะนักการเมืองที่ "จัดเจน"แต่เป็นความจัดเจนที่คุ้นเคยกับ "คอการเมือง" มากกว่าขณะที่ชาวบ้านทั่วไป การรู้ "ตัวตน" ของนายอภิสทธิ์ในแง่ "คนธรรมดาๆ" มีน้อยมากยิ่งเมื่อเทียบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ แล้ว พ.ต.ท.ทักษิณมีภาพ "แฟมิลี่แมน" สูงกว่าหลายเท่าตัว

สรุปแล้ว"วาระประชาชน"ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัติย์และสมาชิกพรรคได้ยกขึ้นมาเพื่อใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงนั้น ย่อมจะส่งผลดีต่อประเทศไทยในหลายๆด้านทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และอีกหลายๆด้านตามมา หากมีการปฏิบัติขึ้นจริงและมิใช่เพียงนโยบายที่เป็นนามธรรม


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน