พิมพ์หน้านี้
|
01- ระยะห่าง ฉันชื่อ รูฟ- ยี่สิบปีก่อนแล้วเกิดภัยพิบัติขึ้นในสุริยะจักรวาล ทำให้ฉันต้องพลัดจากบ้านเกิดมายังบนโลกใบนี้ ผืนแผ่นดินที่ฉันได้สัมผัสเป็นครั้งแรกไม่ใช่แห่งนี้ มันเป็นแผ่นดินอีกฟากฝั่งหนึ่ง เพื่อนคนแรกของฉันเป็นเด็กผู้ชายผมสีทอง ตอนนั้นใครๆ ก็รู้จักฉันโดยเฉพาะเด็กๆ ชื่อของฉันโด่งดังไปทั่ว ในนามของ Extra Terrestrial มาถึงวันนี้ใครๆ ต่างก็คิดว่าฉันได้กลับบ้านไปแล้ว เรื่องราวของฉันน่าจะจบแบบหนังดราม่าดีๆ สักเรื่อง แต่ไม่มีใครจะรู้เลยว่าฉันยังไม่ได้ไปไหนเลย ไม่ใช่มีฉันเพียงผู้เดียว ยังมีเพื่อนๆ พี่น้องร่วมเผ่าพันธุ์อีกเกือบร้อยชีวิตต้องระหกระเหินจากดาวเกิดมาอยู่บนโลกมนุษย์ ท่านเทพแห่งจักรวาลคงอยากจะเล่นตลกกับฉัน แต่ท่านไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่ท่านได้มอบให้นั้น มันไม่เคยทำให้ฉันหัวเราะเลยสักครั้งเดียว ดาวเกิดของพวกเราอยู่ห่างออกไปจากโลกใบนี้ถึง 3,000,000 ปีแสง มันเป็นระยะทางไกลมากและไกลเกินกว่าจะกลับไปได้ หลายครั้งฉันพยายามหาวิธีกลับบ้าน ตอนนี้พวกเราไม่ใช่บุคคลพิเศษอีกต่อไปแล้ว กาลเวลาหล่อหลอมให้ฉันและเพื่อนๆ เปลี่ยนไปอย่างช่วยไม่ได้ จากรูปร่าง หน้าตาประหลาด ที่ใครๆ เรียกว่า มนุษย์ (ต่างดาว) ค่อยๆ เปลี่ยนสภาพจนกลายเป็น มนุษย์ (โลก) ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้นก็ตามฉันก็ไม่เคยหลงลืมว่าพวกเราเป็นใครและมาจากที่ใด ในเมื่อยังไม่พบวิถีทางจะกลับบ้านได้ พวกเราต่างหาวิธีย่นย่อระยะห่างจากบ้านเกิดและความเหงาที่กำลังแผ่ขยายมากขึ้นให้มันลดน้อยลงด้วยการนัดรวมตัวกัน โดยใช้สำนักงานของโอนิดส์ซึ่งเป็นห้องแถวตั้งอยู่บริเวณชานเมืองเป็นศูนย์รวม โอนิดส์เป็นผู้ที่อาวุโสสุดและพวกเราก็ให้เกียรติเขาเป็นผู้นำกลุ่ม เขาเป็นบุคคลที่มีน้ำใจ ครั้งหนึ่งตอนฉันยังหางานทำไม่ได้ เขาก็เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือเรื่องเงินๆ ทองๆ แก่ฉัน ทั้งๆ ที่ฉันไม่เคยเอ่ยปากขอร้องเลย เมื่อเพื่อนๆ พี่น้อง ได้รับข่าวจากโอนิดส์ต่างก็เดินทางมาจากทั่วทุกแห่ง วันนั้นสำนักงานของโอนิดส์จึงแลดูเล็กลงไปถนัดตา แทบจะไม่มีพื้นที่ว่างให้แก่กันและกันในสำนักงานแห่งนั้น แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาเลยแม้แต่นิดเดียว เข็มนาฬิกาเดินผ่านเข้าสู่วันใหม่ แต่เพื่อนๆ พี่น้องของเรากลับยิ่งเพิ่มจำนวนขึ้น ต่างพยายามขยับตัวให้เข้ามาชิดกัน เพื่อให้เหลือพื้นที่ว่างแก่ผู้มาใหม่ ระยะห่างสำหรับพวกเราไม่ใช่เรื่องสำคัญ ขยับชิดกันมากขึ้นเท่าไร ที่ว่างก็มากขึ้นเท่านั้น ยิ่งขยับชิดกันมากขึ้นเท่าไร รอยยิ้มยิ่งกว้างมากขึ้นกว่าเดิม โอนิดส์ตกแต่งภายในสำนักงานให้มีบรรยากาศเหมือนกับดาวที่พวกเราเคยอยู่ ที่แห่งนี้พวกเราสามารถพูดคุยกันด้วยภาษาของเราเอง โดยไม่ต้องกลัวว่ามนุษย์ (โลก) จะรู้ว่าพวกเราเป็นใคร ทุกสิ่งทุกอย่างทำให้ฉันรู้สึกคิดถึงบ้านน้อยลง พวกเราทั้งหมดต่างตระหนักในบุญคุณของโอนิดส์ผู้ซึ่งย่นย่อระยะทาง 3,000,000 ปีแสงให้ใกล้แค่เอื้อม ด้วยรูปร่างหน้าตาของพวกเราทั้งหมดได้เปลี่ยนเป็นมนุษย์ (โลก) พวกเราจึงต้องออกมากล่าวชื่อของตัวเองคล้ายการแนะนำตัว เผ่าพันธุ์ของเรามีกันอยู่แค่ห้าร้อยชีวิตบนดาวเคราะห์ดวงเล็กๆ ในสุริยะจักรวาล และไม่น่าจะถึงร้อยชีวิตที่พลัดหลงมายังโลก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่พวกเราจะจำกันได้หมด ครั้งนั้นก็ทำให้ฉันได้พบกับมิวน้องชายซึ่งเติบโตมาด้วยกัน ฉันคิดว่าจะไม่ได้เจอเขาอีกเสียแล้ว ฉันชวนน้องชายสุดที่รักมาพักอยู่ด้วยกัน หญิงสาวเจ้าของบ้านก็กรุณาโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่มแต่อย่างใด ส่วนหนึ่งก็น่าจะมาจากว่าเธอเห็นว่ามิวเป็นน้องของฉัน จากเหตุการณ์ในครั้งนั้นมิวพลัดหลงไปอยู่อีกซีกหนึ่งของโลก ตอนนี้ที่นั่นไม่มีพวกเราหลงเหลืออยู่แล้ว เขาดีใจมากเมื่อได้กลับมาเจอเพื่อนๆ พี่น้องอีกครั้ง และหวังว่าวันหนึ่งจะย้ายมาอยู่เสียที่นี่เลย แต่มันก็อาจจะเป็นเรื่องค่อนข้างยากสำหรับโลกใบนี้ ซึ่งต่างจากดาวเกิดของฉัน ใครจะอยู่หรือย้ายไปไหนก็ได้ แผ่นดินทั้งหมดเป็นของกันละกัน มิวช่วยฉันแปลเอกสารที่ฉันรับมาทำ เขาช่วยฉันได้มาก เพราะมีความรู้และความเข้าใจในภาษาของมนุษย์ (โลก) อีกฟากฝั่งได้ดี หลังจากเสร็จงานเราพี่น้องจะไปนั่งเล่นในสวนสาธารณะ ซึ่งอยู่ไม่ใกล้จากที่พัก เรานั่งอยู่กันจนค่ำ ท้องฟ้าที่ไร้แสงอาทิตย์ทำให้เรามองเห็นดาวบ้านเกิดชัดเจนขึ้น เมื่อก่อนในใจฉันมีแต่ความฝัน/หวัง ที่จะได้กลับบ้าน แต่ความเป็นจริงหลายประการค่อยๆ เบียดแทรกจนความฝัน/หวังเหล่านั้นร่วงหล่นไป ฉันแค่กลัวว่าถ้าวันพรุ่งนี้ความฝัน/หวังเหล่านั้นไม่หลงเหลืออยู่แล้ว ฉันจะทำอย่างไร สามเดือนผ่านมาพวกเราได้พบเจอกันที่สำนักงานของโอนิดส์มากขึ้น แทบจะสัปดาห์ละครั้งเลยก็ว่าได้ ทั้งที่เคยตกลงว่าจะเจอกันแค่เดือนละหนึ่งครั้งเท่านั้น น่าดีใจจริงๆ เพื่อนๆ พี่น้องเพิ่มจำนวนมากขึ้นเกือบเท่าตัว หลายกลุ่มเดินทางมาจากอีกซีกโลกเหมือนกับมิว ฉันอดแปลกใจในความสามารถของโอนิดส์ไม่ได้ เขาสามารถแจ้งข่าวให้พวกเราได้รับรู้อย่างทั่วถึง หรือว่าเขายังมีพลังวิเศษอยู่ โอนิดส์ยอมทุบผนังอีกฝั่งของสำนักงานออกเพื่อให้มีพื้นที่ว่างเพิ่มขึ้น เพื่อนๆ หลายคนพยายามถามถึงค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการปรับปรุงในครั้งนั้นเพื่อจะช่วยเหลือ โอนิดส์กลับปฏิเสธเสียงแข็งทุกครั้ง จนทำให้พวกเรารู้ว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่โอนิดส์ต้องการจากพวกเรา ฉันเคยแอบพูดกับโอนิดส์สองต่อสองว่า มีให้ช่วยอะไรก็บอกนะ แต่โอนิดส์กลับดุว่า เธอไม่ต้องมาช่วยอะไรฉัน ขอเพียงดูแลตัวเองให้ดีก็แล้วกัน น้ำเสียงของโอนิดส์ทำให้ฉันมั่นใจว่าเขาผู้เดียวเท่านั้นที่ยังมีพลังวิเศษอยู่ และแล้วสิ่งที่ฉันพยายามวิ่งหนีก็ไล่ตามมาจนทัน คืนนั้นพวกเราจัดงานเลี้ยงส่งให้กับเพื่อนๆ ที่จะต้องเดินทางกลับไปยังแผ่นดินแรกบนโลกใบนี้ ครั้งเมื่อตอนพลัดหลงมา และกฎเกณฑ์ของมนุษย์ (โลก) บังคับพวกเขาต้องอยู่ที่นั่นตลอดไป งานเลี้ยงมีโอนิดส์เป็นเจ้าภาพ พวกเรายืนเบียดเสียดกัน เว้นที่ว่างด้านหน้าไว้สำหรับผู้กำลังจะจากไปได้ออกมากล่าวคำลา ปกติฉันไม่ดื่ม แต่คืนนั้นฉันอยากลองดู เพื่อว่ามันจะช่วยให้ฉันสบายใจขึ้น แค่สามแก้วเท่านั้น ฉันก็รู้ว่ามันคงมากเกินไปแล้ว มิวกล่าวอำลาช่วงสุดท้าย ตอนนั้นฉันไม่รู้ว่ามิวพูดอะไรบ้าง แต่เห็นดวงตาของเขาเอ่อไปด้วยน้ำใสๆ ทำไม ทำไม ต้องเป็นแบบนี้ ฉันไม่เข้าใจ พวกเรายอมเปลี่ยนตัวเองจากมนุษย์ (ต่างดาว) จนกลายเป็นมนุษย์ (โลก) เพื่อจะได้อยู่ร่วมกัน แต่มนุษย์ (โลก) กลับสร้างกฎเกณฑ์ที่แปลกประหลาด พวกเขาแบ่งพื้นที่การอยู่ร่วมกันจากเส้นผมและสีผิว หรือนี่มันคือกฎพื้นฐานที่พวกมนุษย์ (โลก) ใช้กัน อาการไม่ปกติในตัวฉันค่อยๆ ลดลง ห้องหยุดหมุนแล้ว กรอบรูปบนฝาผนังตั้งฉากกับพื้นดินเหมือนเดิม เสียงปรบมือดังกึกก้อง -เนบิว ไรเจล มิว- ต่างยกมือโบกไปมา ฉันเห็นน้ำตาไหลเปื้อนแก้มทั้งสองข้างของมิว ฉันอยากจะเดินเข้าไปเช็ดมันออก เขายืนห่างจากฉันไปไม่ถึงสามก้าวเดิน แต่ทำไมฉันถึงรู้สึกว่าสามก้าวนั้นมันไกลเหมือน 3,000,000 ปีแสงที่ฉันจากบ้าน... 02 อดทนและรอคอย อยู่ระหว่างการแปลจากภาษา (ต่างดาว) ต้นฉบับ |
| << | ตุลาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | 31 | |||