พิมพ์หน้านี้
|
บางคนที่พลาดได้เข้ามาอ่านอาจจะสงสัยว่า "ไอ้นี่มันบ้าป่าว
ขึ้นชื่อว่าความไม่แน่นนอนมันต้องคาดเดาไม่ได้เซ่" เออ ไม่เถียง (เอ้า
ง่ายๆซะงั้น) คือไม่ได้หมายความว่ามันคาดเดาได้ว่ามันจะเกิดหรือไม่เกิด
คือผมไม่ไช่หมอดูอ่ะครับ แต่ว่าของบางอย่างเราก็คาดเดาได้ว่ามันน่าจะเกิด
อย่างที่หลายๆคน ชอบพูดว่า "กูว่าแล้ว" มันน่าเบื่อไม๊ล่ะครับเวลาคุณพูดคำนี้กันอ่ะ
ความไม่แน่นอนในที่นี้ ที่ผมพูดถึงคือความแน่นอน (นั่นมันเพี้ยนกว่าเดิมอีก)
นั่นหมายถึงเรื่องการดับ สูญ หาย สลายไป เข้าเรื่องเลยละกัน
อันที่จริงแล้วคนเราถ้ามองกันจริงๆมันก็แค่เกิดมาแล้วตายไป ทุกสิ่งล้วนอนิจจังครับ
ไม่ว่าจะมนุษย์ สัตว์โลก ต้นไม้ ใบหญ้า สิ่งของนาๆ (นอกเรื่องนิด : ทำไมคำว่านานา มักจะพิมพ์ว่านานา ไม่ค่อยพิมพ์ว่า นาๆ ใครทราบบอกผมทีเถอะครับ หุหุ) แต่เรายังเรียก
การ ป่วย และตาย ว่าความไม่แน่นอน จริงๆต้อง แยกพาร์ทใช่ไม๊ครับ
มันเป็นความไม่น่านอนที่น่านอน เอ้ย!! มันเป็นความไม่แน่นอนที่แน่นอน ยิ่งพิมพ์ยิ่งจะงงไม๊
คือการแก่การตายเป็น เรื่องที่ต้องเกิดขึ้นกับทุกคนแน่ๆ แต่บางคนก็แก่ยากตายง่าย
บางคนแก่ง่ายตายยาก(ผมยังไม่มีเมียนะไม่ได้พาดพิงใครเป็นการส่วนตัว) บางคนไม่ทันแก่ก็ตายซะแหล่ว
สิ่งที่ไม่แน่นอนคือไม่รู้ว่ามันจะถึงคราวเราในวันไหน แต่ยังไงทุกคนก้ต้องตาย ถึงกระนั้นแล้วก็ยังมีเรื่องขาดๆเกินๆ คนเรามักจะลืมตาย เช่น
เด็กช่างกลที่มันไล่ตีกัน เด็กแว้นท์ที่มันแข่งมอเตอร์ไซค์กัน
ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมไอ้เด็กสมัยนี้มันอยากแก่เร็วนัก อายุช่วงเห่อบัตรประชาชนแท้ๆ
แต่อยากหน้าแก่ไว้หนวดเครา อยากเท่ห์โดยการกินเหล้า สูบบุหรี่
ไม่รู้จะรีบแก่รีบตายไปไหน อยากจะเข้าไปตบบ่า(หรือตบกบาลดี) แล้วบอกว่า "น้องเอ้ย
คนเรายังไงก็ต้องตายไม่ต้องรีบ" อยากให้มันรู้เหลือเกินว่าตอนนี้ที่ผมอายุ 26 ผมก็เสียดายเวลาไปเยอะเหมือนกันบางอย่างที่ผมไม่สามารถทำได้ในตอนที่เราอายุเท่านี้
ก็จะเสียดายว่าตอนเด็ก ทำไมไม่ทำ ในมุมมองของผมที่ได้รู้จักคนมากมายพอสมควร
คนที่ตระหนักถึงความตายมักมองว่าอืมคนเราเกิดมาก็ตาย หาความสุขไว้ดีกว่า
ก็ไม่ผิดนะที่จะคิดอย่างนั้นถ้าความสุขนั้นมันไม่เบียดเบียนใคร
บางคนก็คิดว่าทำบุญไปเถอะตายไปจะได้สบาย ผมก็สงสัยว่าทำไมไม่คิดว่าทำบุญไปเถอะเราจะได้อยู่อย่างสบายใจไปจนตาย
เพราะทำบุญยังไงก็ดีกว่าทำบาป ผมเองมันก็ไม่ได้ดีอะไรนักหนานะครับ
ที่มาพิมพ์อย่างนี้ก็ไม่ได้บอกว่าผมเป็นคนสูงส่งยิ่งใหญ่อะไร
ผมก็มนุษย์กิเสศหนาคนนึง ยังมีกิเลศวิ่งเล่นในเส้นเลือดอยู่ทุกวัน กินเหล้า
สูบบุหรี ่เป็นธรรมดา แต่อย่างน้อยผมก็ทำงานหาเงินมาเอง ไม่ได้เอาเงินพ่อแม่
มาซื้อเหล้าบุหรี่ เหมือนไอ้เด็กหัวเกรียนนะครับ (จริงๆแล้วมันอาจจะไม่ผิดก็ได้นะครับมันอาจจะเอาเงินที่มันแทงบอลมาซื้อบุหรี่ดูดก็ได้
แล้วก็บอกว่าเงินกูหามาเองอ่ะมีไรป่าว) เอาล่ะโฆษณาสรรพคุณจนนอกเรื่องละ
กลับมาที่เรื่องก่อนตายต่อ
คือในมุมมองของผมเองคิดอยู่เสมอว่าเราต้องตายแต่ผมมีความฝัน
ว่าหนึ่งชีวิตอันน้อยนิดของผม มันต้องทำอะไรได้บ้าง ผมไม่คิดว่าจะเป็นฮีโร่ที่กู้โลก
แต่ถ้าได้ทำอะไรที่เกิดการเปลี่ยนแปลงก็คงดี เพราะฉะนั้นบางคนคิดว่าไหนๆก็ต้องตาย จะรู้มากไปทำไม ก็อยู่ไปเรื่อย
หาตังค์ พออยู่พอกิน ก็ได้แล้ว เออมันก็จริงแต่ถ้าไม่มีความรู้แล้ว
ก็คงไม่มีแง่คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้หรอกครับแล้วอีกอย่างคือชีวิตมันไร้แก่นสารเกินไป
ผมว่ามันเป็นเรื่องง่ายๆที่ซับซ้อน ทุกคนรู้อยู่แก่ใจอยู่แล้วว่า อะไรคือความดี
ความถูกต้อง คำว่า สัจจะธรรม มาจากคำสองคำคือ สัจจะ ซึ่งหมายถึงความจริง และธรรมะ
ที่มาจาก ธรรมชาติ เพราะฉะนั้น สัจจะธรรม คือความจริงตามธรรมชาติ
เหมือนกับแสงในธรรมชาติ เรามองไม่เห็นแต่เราก็รู้ว่ามันมีอยู่จริง แต่ด้วยเวลาที่เลยผ่านมาเทคโนโลยีที่สูงขึ้น
กลับถ้าให้จริยธรรมของมนุษย์ถดถอยลง
เหมือนเราทุกคนถูกเหวี่ยงให้หนีออกจากแก่นแห่งธรรม แก่นแห่งความจริง
ด้วยแรงหมุนของสิ่งยั่วยุต่างๆนาๆ ธรรมะกลายเป็นเรื่องเชย ทั้งๆที่ธรรมะนั้นได้ชื่อว่าเป็น
"อกาลิโก" คนเรานั้นลืมตายมากขึ้นความตายกลายเป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย จะเห็นมันก็เมื่ออยู่ต่อหน้าแล้ว และเวลานั้นเพิ่งจะได้สำนึกว่าชีวิตมันสั้นนักยังมีอะไรที่ไม่ได้ทำอีกมากมาย แล้วบาปที่ทำมาก็ย้อนมันกัดกินจิตใจจนลมหายใจสุดท้าย ฉะนั้นแล้วเราทุกคนมาเริ่มสำนึกถึงความตายกันเถอะ ผมเคยคิดว่ามันเป็นเรื่องน่าเบื่อคนเราต้องตายแล้วผมจะเรียนรู้ไปทำไม ฝึกให้เชี่ยวชาญชำนาญไปทำไม แต่รากนิสัยผมเป็นคนชอบเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ได้เสพความคิดอ่าน ความรู้ของผู้อื่น เป็นเรื่องน่าอภิรมย์ สำหรับผม ฉะนั้นแล้วผมจะมานั่งเฉยๆทำตัวเป็นก้อนดินก่อนเวลาไปก็ไร้ค่า หากแต่ว่า การได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ แนวคิดต่างๆ ออกมาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ต่างหากคือสิ่งที่ควรทำ ผมเองได้รับการถ่ายทอดวิชาจากอาจารย์หลายๆท่าน ได้รับรู้เรื่องราวต่างๆ ผ่านหนังสือและสื่อต่างๆ มันเหมือนกับการสกัดตัวยาออกมาจากสมุนไพรอีกที เพราะฉะนั้นเรื่องบางเรื่องที่ผ่านการคิดของหลายๆคนมาแล้วผมจึงเสพและซึมซับสาระนั้นได้โดยง่าย ในทางเดียวกันผมก็คงจะทำไม่ต่างจากคนอื่นๆ แต่ผมจะคิดในแบบของผมเอง เพราะฉะนั้นตัวยาที่ผมสกัดเอง ต้องบอกว่าคงเป็น "ยาหมอตี๋" ไม่ได้รับการรับรองจาก อย. แต่ผมว่ามันต้องมีคนที่ถูกกับตัวยานี้ อ่าน เข้าใจ และทำตาม ... โฆษณาสรรพคุณอีกแล้ว เอาเป็นว่า ก่อนตายคุณคิดจะทำอะไรบ้าง อย่าผัดผ่อน อย่าทำบาปแล้วคิดว่าไปชดใช้ชาติหน้า หรือทำบุญหวังผลชาติหน้า ขอให้ทำบุญเพราะต้องการให้พระมีอาหารฉันท์ เพราะคุณจะได้สำนึกได้ว่าทุกอย่างที่คุณใส่บาตรจะมีคนได้กิน ของในสังฆทาน มีคนเอาไปใช้จริง แล้วคุณจะใส่ใจในการทำบุญมากขึ้น ไม่ใช่ทำเพราะอยากได้บุญ แล้วคุณจะมีความสุขแน่นอน ทางเดียวกันบาปคุณก็ไม่ต้องชดใช้ในชาติหน้าเพราะผมเชื่อว่าหลังจากที่ทำบาปไปแล้ว บาปจะตามกัดกินคุณจนถึงวันตาย |
| << | กรกฎาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||