• คนแซ่ลิ้ม
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-05-28
  • จำนวนเรื่อง : 9
  • จำนวนผู้ชม : 9333
  • จำนวนผู้โหวต : 136
  • ส่ง msg :
greenblog
เรื่องราวของคน ชุมชนท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม
Permalink : http://www.oknation.net/blog/greenblog
วันจันทร์ ที่ 30 กรกฎาคม 2550
ปมปริศนา พระเจ้าตาก ไม่ได้ถูกประหารชีวิต !?!
Posted by คนแซ่ลิ้ม , ผู้อ่าน : 1163 , 14:30:07 น.  
พิมพ์หน้านี้


ผู้อยู่เหนือเงื่อนไข 

นวนิยายอิงประวัติศาสตร์เรื่องเดียวของ สุภา ศิริมานนท์

 

เกริ่นนำ : แรงบันดาลใจจาก "ผู้อยู่เหนือเงื่อนไข"

จากเรื่อง คลองด่านหมู่บ้านผู้รักชาติ ตอนที่ 3 เรื่องนายเฉลา ทำให้เกิดเรื่องเล่าต่อเนื่องมาหลายเรื่อง เพราะคิดว่าหนังและหนังสือทั้งสามเรื่องจะทำให้คนที่จะต้องเผชิญหน้ากับทุกข์ (โปรดย้อนอ่านในคลองด่าน 3 อีกครั้ง) http://www.oknation.net/blog/greenblog/2007/06/08/entry-1 ไม่ต้องทนทุกข์และมีสติที่จะแก้ไขปัญหาทีละเปราะด้วยความสุขุม และรอบคอบปราศจากการโวยวาย หรือทุรนทุรายเกินควร

เรื่องของ "เจ" ทั้งฉบับเต็มและเสียงอ่านก็ได้ผ่านหูและผ่านตากันแล้ว ส่วนเรื่อง "ผู้อยู่เหนือเงื่อนไข" ยาวมากๆ ไม่สามารถก๊อปมาลงได้ อีกอย่างเขามีลิขสิทธิ์ เกิด คนแซ่ลิ้ม ต้องถูกฟ้อง และเข้าไปแทนที่ "เจ" ก็อาจจะไม่เป็นเรื่องที่ดี เพราะมนุษย์ทุกคนเขียนหรือแนะนำคนอื่นได้ แต่อาจเขี่ยผงที่ตาตนเองไม่ได้

จึงขอลงแต่บทนำของผู้ที่นำเรื่องนี้มาพิมพ์ครั้งแรก เป็นผู้ริเริ่มให้เรื่องนี้ได้ออกจากลิ้นชักที่บ้าน อาจารย์สุภา ศิริมานนท์ ก่อนจะมีการพิมพ์ต่อๆ มาอีกหลายครั้งแล้ว และบางครั้งก็ไม่มีบทนำของสองท่านผู้ริเริ่ม ซึ่งบทนำและคำนิยมจะบอกเล่าเรื่องได้มากมายพอสมควร

แต่ขอเน้นว่านี่เป็น "นวนิยายอิงประวัติศาสตร์" อาจจะอิงเรื่องจริงแค่ไหนไม่ทราบได้ เพียงแต่ว่า อาจารย์สุภา ศิริมานนท์ ปกติท่านเอาจริงเอาจังกับข้อเขียนหรือการแปลมากกว่าปกติ จึงทำให้สมจริงสมจังมาก

คนแซ่ลิ้ม เคยพบปะอาจารย์ในสมัยตัวเองอายุไม่ถึง 20 โดยไม่ได้รับการแนะนำจากใคร และไม่ทราบว่าท่านคือนักเขียนด้วยซ้ำไป

แต่อาจารย์สุภาก็ให้โฆษณาแก่หนังสือพิมพ์ที่ คนแซ่ลิ้ม ทำอยู่ในช่วงนั้น เพราะติดขัดไม่มีค่ากระดาษพิมพ์ คนแซ่ลิ้ม จึงออกเดินไปหาโฆษณาประมาณ 80-90 บริษัท ปรากฏว่าถูกไล่ออกมาเกือบหมด มีแค่สองบริษัทในตึกเดียวกันเท่านั้นที่ให้โฆษณามา

คนแซ่ลิ้ม ต้องพูดด้วยพลังของคนตั้งใจทำหนังสือพิมพ์ และบอกเล่าเจตนารมณ์เป็นชั่วโมงไม่ว่าท่านจะถามอะไรเกี่ยวกับประเทศชาติ ก็ต้องบอกอย่างที่เด็กคนหนึ่งที่คิดว่ารู้เรื่องการเมืองอย่างละเอียด

สมัยนั้นไม่ใช่แค่ค่าพิมพ์ คนในกอง บก.ก็ไม่มีค่าเรื่อง ค่าอุปกรณ์ เพราะพวกเราไปทำตอนที่คนอื่นใช้เงินหมดไปแล้ว เจอแต่หนี้ เราตั้งใจไปเป็นนักข่าว เลยต้องทำงานหนักมากเพราะต้องช่วยดูแลเรื่องหาเงิน ซึ่งไม่มีใครถนัดสักคน

เพื่อนรักคนหนึ่งซึ่งเป็นหัวหน้าถึงกับเกือบออกบวช ไปเข้าชมรมอหิงสา กินเจเพราะทนการถูกบีบด้วยสภาวะที่บีบคั้นไม่ไหว เราซึ่งเป็นเด็กน้อย ก็ต้องเรียนรู้ทีละขั้นและค่อยๆ ขยับขึ้นมาเรื่อยๆ  จนในที่สุดไม่มีปัญหาเรื่องเงินทองและมีเหลือเก็บเผื่อคนในกอง บก.ในยามต้องขึ้นศาล และก็เป็นจริงเมื่อ บก.ถูกฟ้องข้อหาหมิ่นประมาท ซึ่งแทนที่จะขึ้นศาลกลับต้องเตรียมหนี ซึ่งต้องใช้เงิน เงินที่เก็บไว้ก็ได้ใช้ กระทั่ง คนแซ่ลิ้ม เกือบสาบานว่าจะไม่ทำมาหากินกับหนังสือพิมพ์ของไทยอีกในอนาคต

พอต่อมาจึงทำงานกับหนังสือพิมพ์ ทีวีและสำนักข่าวต่างประเทศเพียงอย่างเดียว มีเขียนเรื่องลงในหนังสือพิมพ์ของไทยบ้างประปราย เมื่อยิ่งแก่ลงก็ไม่คิดว่าจะเขียนเรื่องได้อีก เพราะได้เตรียมตัวตายไว้แล้ว

แต่พอได้เขียนเรื่องคลองด่านเพื่อแม่ของผู้เขียนซึ่งก็แซ่เหีย (มด) เลยเขียนเป็นทำนองว่า คนแซ่ลิ้ม (ของพ่อ) เขียน คารวะสองผู้ยิ่งใหญ่แห่งตระกูลเหีย ซึ่งครอบครัวแม่ ทั้งพี่ชายน้องชายและคุณตาหลายชีวิต ได้เสียสละเพื่อแผ่นดินไทยและจีน ในฐานะมดตัวเล็กๆ เหมือนทหารกล้าที่ช่วยพาพระเจ้าตากสินหนีโดยที่ชีวิตปกติเป็นคนสามัญ ที่ทำมาหากินด้วยความรู้ความสามารถอย่างลำบากยิ่ง มิได้มียศฐาบรรดาศักดิ์ใดๆ ในยามที่แผ่นดินสงบและไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง ในยามคนถูกตกรางวัลก็เป็น "นิรนาม" เหมือนเดิม ปรัชญาเช่นนี้ได้ตกแก่ คนแซ่ลิ้ม และยิ่งไปเรียนต่างประเทศก็เจอะเจอผู้ยิ่งใหญ่ของประเทศอื่นที่ทำตัวแบบนี้ ปรัชญาเช่นนี้จึงเป็นวิถีชีวิตไปแล้ว 

และเมื่อพบปะพูดคุยกับนายเฉลาก็ยิ่งศรัทธานักปราชญ์ชาวบ้าน ที่ยอมทุกข์ยากเพื่อชุมชนของตนเอง และก็ประสบความสำเร็จมากกว่าที่คิดไว้เสียอีก จึงขอคารวะนายเฉลา ณ ที่นี้อีกครั้งหนึ่ง  

คนแซ่ลิ้ม (30 กรกฎาคม 2550)

---------------------

(ภาพวาดพระเจ้าตากสินขณะบวชที่เมืองนครศรีธรรมราชตามคำบอกเล่า)

ความเป็นมาแห่งต้นฉบับ "ผู้อยู่เหนือเงื่อนไข"
(บทนำในการพิมพ์ครั้งที่หนึ่ง โดย พิทยา ว่องกุล)

เปิดเผยต้นฉบับนวนิยายไทยที่ไม่เคยตีพิมพ์มานานถึงกึ่งศตวรรษ...

เนื้อเรื่องเกี่ยวกับ "พระเจ้าตากสินมหาราช" วีรกษัตริย์ผู้กอบกู้เอกราชและสร้างชาติไทยฬห้เป็นปึกแผ่น หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าครั้งที่ 2

ผู้ประพันธ์จับเฉพาะตอน พระยาสรรค์ ก่อการรัฐประหาร นำพระเจ้าตากไปคุมขังเอาไว้ แต่ไม่นานนักก็เกิดรัฐประหารซ้อนขึ้นมา โดย เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก

สาระสำคัญจะเน้นเรื่องการวางแผนลักลอบพาพระเจ้าตากหนีออกจากกรุงธนบุรีไปส่งที่ปากลัด เมืองสมุทรปราการ ด้วยฝีมือเพื่อนเกลอเก่าและผู้จงรักภักดีของพระเจ้าตาก 5 คนผู้ทุ่มเทชีวิตพิทักษ์พระเจ้าตาก และต่อสู้กับฝ่ายติดตามล่าสังหาร

"ผู้อยู่เหนือเงื่อนไข" เป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่เนื้อหาสาระอิงอยู่กับ "เอกสารประวัติศาสตร์ชิ้นหนึ่ง" ซึ่งเป็นบันทึกเหตุการณ์ในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ที่น้อยคนจะได้อ่าน ยกเว้นบุคคลที่เกี่ยวดองสัมพันธ์กับ "หนึ่ง" ในห้าตระกูลผู้กล้า

ห้าตระกูลผู้กล้านั้นไม่มีใครบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ เหล่าเพื่อนเกลอผู้เปี่ยมน้ำมิตร ฝีมือ และปัญญา ซึ่งปลอมตัวฝ่าปราการอันแน่นหนาของทหารหลายฝักหลายฝ่ายในคืนวิกฤตการณ์ ก่อนการผลัดเปลี่ยนแผ่นดินและอำนาจครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ชาติไทย พวกเขาเป็นวีรบุรุษนิรนาม...

หากไม่มีหนึ่งในตระกูลผู้กล้าได้บันทึกเหตุการณ์และเปิดเผยเบื้องหลังการเปลี่ยนแผ่นดินไว้เล่าให้ลูกหลานฟัง มุมมองประวัติศาสตร์อีกด้านหนึ่งของกรุงรันตโกสินทร์คงไม่เกิดขึ้น

หากไม่มีผู้กล้าหนึ่ง หน้าตาประพิมพ์ประพายคล้ายพระเจ้าตาก แสดงความจงรักภักดีด้วยการพลีชีวิต ปลอมเป็นพระเจ้าตากอยู่จำแทน จุดจบพระราชพงศาวดารพระเจ้ากรุงธนบุรีคงไม่ราบเรียบ

กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ในการศึกกับพม่า ทรงไว้ซึ่งกฤษดานุภาพเป็นที่หวั่นเกรงทั่วแผ่นดิน คงไม่จบชีวิตง่ายเกินไปด้วยการยอมรับว่า พระองค์กระทำความผิดทั้งหลายที่มีผู้กล่าวหาโดยดุษฎี อันผิดวิสัยกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่

พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา บันทึกไว้ว่า  

".....เจ้าตากสินก็รับผิดสิ้นทุกประการ จึงมีรับสั่งให้เอาตัวไปประหารชีวิตสำเร็จโทษเสีย เพชฌฆาตกับผู้คุมก็ลากตัวขึ้นแคร่หามไปกับทั้งสังขลิกพันธนาการ

เจ้าตากจึงว่าแก่ผู้คุมเพชฌฆาตว่า ตัวเราก็สิ้นบุญจะถึงที่ตายอยู่แล้ว ช่วยพาเราไปแวะเข้าไปหาท่านผู้สำเร็จราชการ จะขอเจรจาด้วยสักสองสามคำ ผู้คุมก็ให้หามเข้ามา ได้ทอดพระเนตรเห็น จึงโบกพระหัตถ์มิให้นำมาเฝ้า....."

มิให้เข้าพบ เพราะเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกรู้ว่าเป็นพระเจ้าตากตัวปลอมกระนั้นหรือ ?

หากไม่ทราบว่าเป็นตัวปลอม ทำไมต้องใช้ดาบตัดคอ ไม่ทุบด้วยท่อนจันทร์ ปลงพระชนม์ชีพในฐานะกษัตริย์ตามอย่างโบราณราชประเพณี

พระเจ้าตากตัวปลอมใช่หรือไม่ เป็นคำถามที่ไม่มีใครตอบได้ตราบเท่าทุกวันนี้

บันทึกประวัติศาสตร์ฉบับหลวงยังคงจารจารึกไว้ว่า  

".....ผู้คุมและเพชฌฆาตก็หามออกไปนอกพระราชวัง ถึงหน้าป้อมวิชัยประสิทธิ์ก็ประหารชีวิตตัดศีรษะเสียถึงแก่พิราลัย จึงรับสั่งให้เอาศพไปฝังไว้ ณ วัดบางยี่เรือใต้ และเจ้าตากสินขณะเมื่อสิ้นบุญถึงทำลายชีพนั้น อายุได้สี่สิบแปดปี"

ขณะที่มีความรู้หรือเอกสารอย่างน้อย 2 ชิ้นระบุว่า พระเจ้าตากที่ถูกตัดศีรษะเป็นตัวปลอม

ชิ้นหนึ่ง หลวงวิจิตรวาทการ นำไปอ้างและแต่งเป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์เรื่อง ใครฆ่าพระเจ้ากรุงธนบุรี ในปี 2480 สันนิษฐานว่า หลวงวิจิตรวาทการมีแหล่งข้อมูลที่มาจากเอกสารจริง ไม่ใช่ความฝันเป็นตุเป็นตะแน่นอน

ส่วนอีกชิ้นหนึ่งเป็นเอกสารเก่าแก่อยู่ในตระกูล "สุนทรโรหิต" มรดกตกทอดมาถึง หลวงสุภาเทพ ปัจจุบันไม่ทราบว่ายังอยู่ในตระกูลนี้หรือไม่

แต่ "ษี บ้านกุ่ม" หรือ สุภา ศิริมานนท์ นักคิด นักหนังสือพิมพ์ผู้ยิ่งใหญ่เคยอ่าน และนำมาเขียนเป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ "ผู้อยู่เหนือเงื่อนไข?" หนังสือที่อยู่ในมือท่านขณะนี้

ทั้ง คุณป้าจินดา ศิริมานนท์ บุตรสาวหลวงสุภาเทพ ภรรยาอาจารย์สุภาก็อ่านมาหลายสิบปีแล้ว

"ดิฉันไม่ทราบว่าจะมีใครเก็บรักษาไว้หรือเปล่า" สตรีสูงอายุ ผู้สู้ชีวิตอย่างทรหดอดทน สตรีผู้กล้ากำหนดชะตาชีวิตบนลำแข้งลำขาและมันสมองของตนเอง เคียงบ่าเคียงไหล่กับสามีอย่างมั่นคง ตอบคำถามอย่างรวบรัด

"ผู้อยู่เหนือเงื่อนไข?" เขียนจบแล้วแก้ไขสำเร็จเรียบร้อยในวันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม 2496 เป็นนวนิยายเรื่องแรกและเรื่องเดียวในชีวิตของนักคิด นักเขียน นักแปล และนักหนังสือพิมพ์ อาวุโส - สุภา ศิริมานนท์

นักสู้เพื่อประชาธิปไตย เสรีไทย และปราชญ์ผู้ศึกษางานของมาร์กซ เองเกล เลนิน เหมาเจ๋อตุง หรือความคิดสังคมนิยมและลัทธิคอมมิวนิสต์อย่างหาตัวจับได้ยากในแวดวงวิชาการไทย ไม่เชื่อก็ไปดูหลักฐานได้ที่ห้องสมุดสุภา ศิริมานนท์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

และหนังสือแคปิตะลิสม์ ที่เรียบเรียงจากผลงานชิ้นสำคัญของมาร์กซนั้น อาจารย์สุภา ศิริมานนท์ ได้จุดประกายความคิดก้าวหน้าให้กับสังคมไทยตั้งแต่ปี 2494

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาจารย์สุภา ศิริมานนท์ เป็นบรรณาธิการและเจ้าของนิตยสาร อักษรสาสน์ (2492 - 2495) แหล่งรวมนักคิดนักเขียนหัวก้าวหน้าของสังคมไทย และนักเขียนชั้นนำในสมัยนั้น

นักคิดนักเขียนหัวก้าวหน้าไม่ว่าจะเป็น กุหลาบ สายประดิษฐ์ จิตร ภูมิศักดิ์ อัศนี พลจันทร์ (นายผี) สมัคร บุราวาศ สุภัทร สุคนธาภิรมย์ ฯลฯ ล้วนมีบทบาทส่งทอดความคิดและอุดมการณ์ประชาธิปไตยของประชาชน เพื่อประชาชน หรือแนวคิดสังคมนิยม ผ่านต่อมาสู่นักคิดนักวิชาการรุ่นหลังถึงรุ่น 14 ตุลาคม 2516 และปัจจุบันนี้

อักษาสาสน์ เป็นประทีปแห่งปัญญาดวงน้อยๆ ที่หาญกล้าทวนกระแสลมเผด็จการทหาร หรือยุคที่เรียกว่า "ท็อปบูททมิฬ" อำนาจทหารล้นฟ้า

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2495 มีการจับใหญ่พวก "กบฏสันติภาพ" กุหลาบ สายประดิษฐ์ สมัคร บุราวาศ อุทธรณ์ พลกุล เจริญ สืบแสง และสุภา ศิริมานนท์ ถูกจับไปสอยสวน โดยเฉพาะอาจารย์สุภานั้นถูกควบคุมไว้ที่สันติบาลถึง 60 วัน

ช่วงถูกคุมตัวและหลังพ้นข้อกล่าวหาอีก 6 เดือน สันนิษฐานว่าเป็นเวลาที่อาจารย์สุภา ศิริมานนท์ คิดและเขียนนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ "ผู้อยู่เหนือเงื่อนไข?"

เพราะก่อนหน้านั้น ภาระหน้าที่การเป็นบรรณาธิการนิตยสาร อักษรสาสน์ ที่ต้องบริหารจัดการเองทุกอย่าง ถือว่าเป็นงานที่หนักมาก ซ้ำร้ายอาจารย์สุภายังเป็นโรคปอด จำต้องรักษาตัวพร้อมไปกับการทำงานอย่างทรหดอดทน คาดว่าคงไม่มีเวลาเพียงพอเป็นแน่ จึงต้องมาเขียน "ผู้อยู่เหนือเงื่อนไข?" ในช่วงเวลาที่ไม่มีงานหนังสือพิมพ์

เมื่อ "ผู้อยู่เหนือเงื่อนไข?" เขียนเสร็จสมบูรณ์แล้ว ปัญหาก็คือตีพิมพ์ออกมาไม่ได้ หรือสำนักพิมพ์ไม่กล้าพิมพ์ เพราะอาจารย์สุภาเพิ่งพ้นข้อหาว่าเป็นกบฏได้ไม่กี่เดือน ประกอบกับยุคนั้นอำนาจทหารใหญ่คับฟ้า ปัญหาเรื่องความมั่นคงของรัฐ และการปลุกกระแสต่อต้านคอมมิวนิสต์กำลังก่อตัวและทวีความรุนแรงขึ้น

ดังนั้น จึงไม่มีการตีพิมพ์นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ "ผู้อยู่เหนือเงื่อนไข?" ออกมาในบรรณพิภพ ต้นฉบับถูกเก็บไว้นานแสนนาน...หลายสิบปี

ผ่านยุคคลั่งชาติ เกลียดกลัวคอมมิวนิสต์ และกฎหมายคอมมิวนิสต์ให้อำนาจคลุมกว้างครอบฟ้าครอบดิน การพิมพ์นวนิยายเรื่องนี้ อาจถูกลากไปสู่ปัญหาการคลั่งชาติหรือปัญหาการเมืองที่ไร้เหตุผล ไม่แยกแยะอดีตและปัจจุบัน คิดว่าข้อโต้แย้งเกี่ยกับประวัติศาสตร์ในอดีตกว่า 200 ปี เป็นความมั่นคงของสถาบันในปัจจุบัน

สถาบันพระมหากษัริย์จะมั่นคงอยู่ได้ในปัจจุบัน เพราะพระบารมี ทศพิธราชธรรม และพระกรณียกิจที่เอาใจใส่ทุกข์สุขประชาชน ไม่ใช่อาศัยเหตุปัจจัยในอดีตมาค้ำจุน เป็นเรื่องของการปกครองโดยธรรม

ปัจจุบันก็คือปัจจุบัน เราไม่สามารถอัญเชิญพระเจ้าตากสินมากู้เอกราชหรือวิกฤตชาติในขณะนี้ได้ฉันใด ความคิดที่ยึดเอาความรุ่งเรืองในอดีตมาวัดปัจจุบันก็เป็นความไร้สาระและความงมงายฉันนั้น

ปัญหาความงมงายทางประวัติศาสตร์เช่นนี้ เกิดขึ้นในสังคมไทยมานานแล้ว จนก่อให้เกิดอคติที่จะศึกษาประวัติศาสตร์อย่างมีเหตุผล มีการแบ่งเป็นฝักฝ่ายในการถือข้างเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งในประวัติศาสตร์ โดยไม่แยกอดีตและปัจจุบันให้ชัดเจน

เช่น ผู้ที่เทิดทูนยกย่องพระเจ้าตากในฐานะเป็นวีรบุรุษกู้ชาติ จะเกิดอคติในการมองเจ้าพระยาจักรีที่ร่วมมือกับขุนทหารอื่นก่อรัฐประหารยึดอำนาจ แล้วพลอยลามมาถึงกษัตริย์องค์อื่นในยุคต่อๆ มา โดยไม่จำกัดชอบเขตว่าเหตุการณ์นั้นได้จบสิ้นไปแล้ว นี่เป็นความผิดพลาดในการสอนประวัติศาสตร์ของนักวิชาการไทยบางคน

การศึกษาประวัติศาสตร์โดยไม่แยกเหตุผลของอดีตและความต่างกันของสถานการณ์ บทบาทหน้าที่ของสถาบันการเมืองต่างๆ ในปัจจุบัน คือภยันตรายอย่างยิ่งที่จะก่อให้เกิดความเกลียดชัง อคติ และนำไปสู่ลัทธิคลั่งชาติที่น่ากลัว

"ผู้อยู่เหนือเงื่อนไข?" จึงไม่ใช่ความจริงในปัจจุบัน แต่เป็นเพียงแค่นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ ที่นำเสนอเหตุการณ์เมื่อสองร้อยกว่าปีมาแล้วว่าพระเจ้าตากที่ถูกตัดหัวในวันนั้น ไม่ใช่ตัวจริง เป็นเพียงตัวปลอมเท่านั้น

อีกทั้งยังเสนอมุมมองใหม่ว่า เบื้องหลังการก่อรัฐประหารทั้งหมด มีผู้ยุยงและวางแผนการณ์ให้เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกอย่างแยบยลเนื่องจากมีความแค้นพระเจ้าตากส่วนตัว ชนิดไม่ยอมอยู่ร่วมโลกกันเลยทีเดียวกัน

บุคคลผู้นี้คือผู้เชี่ยวชาญยุทธศาสตร์การศึก แพรวพราวในยุทธวิธีการวางกลอุบาย เพราะศึกษามาจาก "สามก๊ก" วรรณกรรมอันเยี่ยมยอดของจีน

เขามีตำแหน่งเป็น หลวงสรวิชิต หรือต่อมาได้เป็น เจ้าพระยาคลัง (หน) ผู้แต่งหนังสือร้อยแก้วเรื่อง "สามก๊ก" อันลือชื่อแห่งกรุงรัตนโกสินทร์...มันสมองของเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก 
 
"สามก๊ก" เป็นวรรณกรรมที่นักคิดนักเขียนไทยในอดีต ประเมินค่าไว้ว่า "ใครอ่านสามก๊กเกินสองจบนั้น ไว้วางใจไม่ได้"

แล้วความฉลาดเฉลียวของผู้แต่ง สามก๊ก จากพงศาวดารจีนอันยิ่งใหญ่เล่า จักมิร้ายกาจสูงส่งเพียงใด หรือมีความคิดเยี่ยมยอดเพียงไร ?

พงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์มิได้บันทึกเรื่องราวละเอียดและความสามารถเป็นเลิศของหลวงสรวิชิตเอาไว้เลย นอกจากเรื่องแต่งหนังสือ ทั้งที่เขาเป็นนักการทหารชั้นยอด ผู้ไม่ปรากฏชื่อในพงศาวดาร

แต่ชื่อของหลวงสรวิชิตกลับบันทึกไว้ในเอกสารประวัติศาสตร์ชิ้นน้อยๆ ซึ่งเป็นแหล่งที่มาของนวนิยาย ผู้อยู่เหนือเงื่อนไข?

นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ย่อมไม่ใช่ประวัติศาสตร์...

และประวัติศาสตร์ที่ถูกแต้งเติมใส่สี ก็อาจเป็นเพียงหนังสืออ่านเล่น
 
แต่เมื่อ "ผู้อยู่เหนือเงื่อนไข?" เป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์เล่มหนึ่ง ไยจักต้องทำให้ใครๆ เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง ???

ทำไม คนไทยต้องเชื่อว่าเป็นความจริง !!

ความจริงแท้คืออะไร ?

นักประวัติศาสตร์มักมองไปที่ขอบฟ้าแห่งอดีตสมัย กาลเวลาผ่านไปนับร้อยปีนับพันปี มีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมายเหลือคณานับ

บุคคลสำคัญ หรือ วีรบุรุษได้รับการยกย่องเชิดชูสูงส่ง เล่าขานเป็นตำนานเทพผู้ยิ่งใหญ่...สิ่งศักดิ์สิทธิ์...บุคคลเก่งกล้าเหนือใคร

ประวัติศาสตร์ถูกแก้ไขและตีความใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า จากอาลักษณ์ และนักวิชาการรุ่นหลัง ผู้ไม่เคยประสบเรื่องราวนั้นด้วยตนเอง ซ้ำบางคนยังมีสติปัญญาตื้นเขินงมงายในบันทึกบอกเล่า และพยายามเสริมแต่งให้คนทั่วไปเชื่อว่า นี่คือความจริง

ประวัติศาสตร์แบบเก่าเป็นเรื่องของอำนาจ

อำนาจคือความจริง

คือความยิ่งใหญ่ ความศักดิ์สิทธิ์ และความสูงส่งอย่างยิ่ง และเป็นความจริงที่อมตะนิรันดร์กาล...

"ผู้อยู่เหนือเงื่อนไข?" เป็นแค่นวนิยายอิงประวัติศาสตร์

นวนิยายเป็นเรื่องแต่ง ย่อมไม่ใช่ความจริงแท้ เพราะความจริงแท้เป็นสัจธรรมในวงการประพันธ์ไทยในอดีต

ก่อนที่ ผู้อยู่เหนือเงื่อนไข? จะเขียนเสร็จ กล่าวได้ว่า ไม่มีนักประพันธ์คนใดเข้าใจกฎแห่งอำนาจได้ลุ่มลึกเช่น อาจารย์สุภา ศิริมานนท์

ดังนั้น เมื่อเข้าถึงกฎแห่งอำนาจแท้แห่งอำนาจ กฎความจริงแท้แห่งอำนาจ ชีวิตก็มีอิสรภาพแท้จริง และท่านก็สะท้อนอิสรภาพนั้นผ่านชีวิตเกลอเก่าพระเจ้าตากทั้ง 4 คน ผู้เป็นสามัญชนไม่ใฝ่หาบรรดาศักดิ์ หรือไต่เต้าสู่อำนาจทั้งปวง

เหตุนี้ ผู้ไม่ผูกพันกับอำนาจ ย่อมไม๋รู้สึกสูญเสียอำนาจหรือผลประโยชน์

ผู้ไม่ใฝ่อำนาจจึงไม่จำเป็นต้องปกป้องตนเอง โดยทำร้ายผู้อื่น

ไม่รู้สึกทุรนทุรายในการแย่งชิง หรือไม่ระแวงไม่ไว้วางใจผู้อยู่ใกล้ชิด

ผู้ไม่ปกป้องผลประโยชน์ตนเอง ย่อมไร้อัตตา จิตใจเปิดกว้าง...

ผู้ไร้อัตตาย่อมอยู่เหนือเงื่อนไขใดๆ บังคับและเป็นอิสรชนอย่างแท้จริง

นี่คือปรัชญาสูงสุดของ "ผู้อยู่เหนือเงื่อนไข?"

ความจริงที่อยู่เหนือเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริง หรือความเชื่องมงายของนักประวัติศาตร์

ในด้านตรงกันข้าม ผู้หลงใหลใฝ่ฝันในอำนาจราชศักดิ์ ย่อมตกอยู่ภายใต้กฎแห่งอำนาจ และอำนาจเป็นบ่อเกิดแห่งความหลงในอัตตา ยึดถือตัวตนเป็นใหญ่

มีอำนาจน้อย อัตตาก็น้อย มีอำนาจมาก อัตตาก็ใหญ่โต

ถ้ามีอำนาจสูงสุด ปรอทแห่งความร้อนแรงก็พุ่งถึงขีดสุดเช่นกัน

ชีวิตของผู้ไต่บันไดอำนาจ ย่อมใกล้ชิดผู้มีอำนาจสูงสุดที่อยู่เหนือตน สักวันหนึ่ง อาจมีการกระทบกระทั่งกัน หรือขัดแย้งกัน การใช้อำนาจเป็นใหญ่ย่อมเกิดขึ้น บาดแผลหัวใจอันเกิดไม่เป็นธรรม

จักทำให้ผู้ใกล้ชิด ผู้ที่ไว้วางใจ ลุกขึ้นมาแย่งชิง หรือความเย้ายวนที่จะได้เป็นใหญ่สูงสุด เมื่ออยู่ใกล้แค่เอื้อมใครเล่าจักไม่ไขว่คว้า

ประวัติศาสตร์ได้เขียนกฎแห่งความจริงไว้ว่า การผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน เปลี่ยนกษัตริย์ มาจากภายใน ขุนศึกหรือผู้ใกล้ชิดเท่านั้นที่มีโอกาสยึดอำนาจได้สำเร็จ...ง่ายดาย

นี่คือกฎ นี่คือสัจธรรม และเป็นครรลองที่ต้องเป็นไป ซึ่งผู้หลงใหลในอำนาจทุกคน ล้วนตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขนี้

อาจารย์สุภา ศิริมานนท์ เน้นย้ำสัจจะความจริงไว้ว่า อิสรชนที่แท้จริงต้องเป็น "ผู้อยู่เหนือเงื่อนไข" ของอำนาจ

ผู้แสวงหาอำนาจหรือตั้งตนเป็นผู้ปกครองทุกยุคสมัย ไม่ว่าจะในโลกเก่าหรือโลกใหม่ ศักดินา ประชาธิปไตย หรือคอมมิวนิสต์

กฎที่ว่าเมื่อมีอำนาจ จักต้องรักษาอำนาจ และอำนาจสร้างลัทธิอัตตาเป็นใหญ่ยังปรากฏเป็นความจริงมาถึงปัจจุบัน

ในอดีต พระเจ้าตากสิน ก็มิได้รอดพ้นกฏแห่งอำนาจเป็นใหญ่ ดังได้สั่งประหารพี่ชาย หลวงสรวิชิต (หน) ผู้มีชื่อว่า พระเทพโยธา ฐานละเมิดคำสั่งไม่ให้แวะบ้าน ขณะที่พระเจ้าตากเองก็ละเมิดกฎของพระองค์เอง

ความคั่งแค้นทำให้หลวงสรวิชิตอยู่เบื้องหลังการวางแผนยึดอำนาจพระเจ้าตากในปลายรัชกาล

มีอยู่ครั้งหนึ่ง พระเจ้าตากเฆี่ยน เจ้าพระยาสุรสีห์สิงหนาท (บุญมา) ด้วยพระหัตถ์เองอย่างไม่เป็นธรรม

ขุนนางผู้ใหญ่ มิตรคู่พระทัยในการกรำศึกกู้ชาติผู้นี้เจ็บแค้นมาก

ขณะลงอาบน้ำที่หน้าวัดแจ้งพร้อมเพื่อนสนิทคนหนึ่ง

เจ้าพระยาสุรสีห์ ใช้รัดประคดหยาบและหนาถูหลังตามรอยแผลที่ถูกเฆี่ยนเพื่อมิให้เป็นแผลเป็น และยกรัดประคดนั้นขึ้นจบเหนือน้ำ

สาบานว่า ในชีวิตเขาจะกระชากพระเจ้าตากลงจากบัลลังก์

และแม้แต่ เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ก็ยังเคยถูกเฆี่ยน 30 ที ฐานสร้างพระเมรุไม่ทันกำหนดเผาพระมารดาพระเจ้าตาก

รวมไปถึง หลวงอาสาศึก (บุญคง) ผู้มีหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงพระเจ้าตากมากที่สุด ก็ถูกระแวงว่าจะคิดมิซื่อ จึงถูกส่งไปอยู่ไกลแสนไกล

นี่เป็นข้อมูลใหม่ที่สันนิษฐานว่าบันทึกไว้ในสมุดข่อยที่เป็นแหล่งที่มา ของการเขียนนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ "ผู้อยู่เหนือเงื่อนไข?" และเป็นสาระส่วนสำคัญ

ผู้ที่เคียดแค้นพระเจ้าตากมากคือ หลวงสรวิชิต อาศัยความรู้ในกลศึกที่เรียนมาอย่างช่ำชอง ดำเนินการยุยงและวางแผนยึดอำนาจพระเจ้าตาก ก่อวิกฤตทางการเมืองขึ้น

แต่หลวงสรวิชิตกริ่งเกรงว่า เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกอาจไม่ประหารพระเจ้าตาก จึงวางแผนซ้อนแผน ปล่อยให้ผู้จงรักภักดีต่อพระเจ้าตาก ลักลอบเข้าไปเปลี่ยนตัว พาพระเจ้าตากหนีออกไปได้ โดยวางกลอุบายติดตามฆ่ากลางลำน้ำเจ้าพระยา

ดังนั้น บุคคลที่ถูกประหารก่อนสิ้นแผ่นดินกรุงธนบุรี จึงไม่ใช่พระเจ้าตากตัวจริง กลายเป็นหลวงอาสาศึก ผู้หน้าตาละม้ายเหมือนพระเจ้าตาก ได้แสดงความจงรักภักดีด้วยชีวิต ปลอมตัวเข้าไปรับกรรมแทน และการประหารชีวิตครั้งนี้ก็ไม่ได้ใช้ท่อนไม้จันทร์ แต่ใช้ดาบตัดหัว

ข้อมูลใหม่เหล่านี้ เป็นจริงหรือไม่ ไม่มีใครรู้

หากแต่เป็นแง่มุมที่จะช่วยให้ผู้สนใจประวัติศาสตร์ได้เปิดใจกว้างขึ้น

และหากจะมีข้อมูลวิเคราะห์ที่ละเอียดขึ้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอ่าน "ผู้อยู่เหนือเงื่อนไข"

นวนิยายที่สะท้อนกฏแห่งอำนาจ และทรรศนะจากผู้ไม่ใฝ่ในอำนาจ ที่สะท้อนโลกทรรศน์และความเป็นอิสรชนได้อย่างลึกซึ้ง คมคาย แม้จะขาดอรรถรสในรูปแบบนวนิยายไปมากก็ตามที

ผู้อยู่เหนือเงื่อนไข? จึงเป็นงานด้านวรรณกรรมของ สุภา ศิริมานนท์ ชิ้นเดียวในชีวิต ที่เป็นนวนิยายประเทืองปัญญาอย่างลึกซึ้ง มิอาจนำมิติทางการเมืองอันตื้นเขินมาวัดและประเมินได้

พิทยา ว่องกุล

---------------------  
ความเป็นมาแห่งต้นฉบับ "ผู้อยู่เหนือเงื่อนไข"
(คำนิยมในการพิมพ์ครั้งที่ 1 โดย ศิริพร ยอดกมลศาสตร์)

กล่าวกันตามธรรมเนียมของสังคมไทย คนเขียนคำนิยมน่าจะเป็นผู้ทรงภูมิปัญญา หรืออย่างน้อยต้องเป๋นคนรุ่นอาวุโสกว่าผู้เขียน และ/หรือบรรณาธิการ แต่ดิฉันกลับถูกทาบทามให้เขียนคำนิยมให้กับนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ ผู้อยู่เหนือเงื่อนไข ผลงานคุณภาพของนักเขียนรุ่นปรมาจารย์

"อาจารย์สุภา ศิริมานนท์" เจ้าของนามปากกา "ษี บ้านกุ่ม"ซึ่งมีนักเขียนคุณภาพรุ่นพี่ คุณพิทยา ว่องกุล เป็นบรรณาธิการ

ในฐานะคนรุ่นหลัง แม้จะมีภูมิรู้ด้อยกว่าผู้เขียนและบรรณาธิการ แต่ดิฉันก็ไม่รู้สึกหนักใจมากนักกับภาระหน้าที่ที่ได้รับ เนื่องจากความจริงใจจากคนสองรุ่นที่ดิฉันสัมผัสได้ ทั้งโดยอ้อมและโดยตรง ทำให้ดิฉันเชื่อมั่นว่าท่านทั้งสองจะยอมรับความคิดของคนรุ่นหลังอย่างดิฉันได้จริงๆ

ความจริงใจโดยอ้อมที่ว่าคือ ดิฉันสามารถสัมผัสได้ถึงความจริงใจในการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาค เพื่อคนทุกคนในสังคม จากใจจริงของอาจารย์สุภา ทั้งๆ ที่ไม่เคยพบกับท่านมาก่อน นั่นเป็นเพราะคำบอกเล่าของคนรอบข้างดิฉันหลายๆ คน

กว่าสิบปีมาแล้ว เพื่อนรุ่นพี่ คุณมังกร จารุจันทร์กูล ได้เล่าถึงฉากสำคัญในวันที่เขาได้มีโอกาสพบกับอาจารย์สุภาเป็นครั้งแรกว่า "อาจารย์ยกมือไหว้พี่ก่อน พี่รีบยกมือไหว้ท่านและถามว่าอาจารย์ไหว้ผมทำไม อาจารย์ก็บอกว่า ผมนับถือคนรุ่นใหม่ ผมต้องเคารพคลื่นลูกใหม่ที่จะเป็นพลังให้กับสังคม"

สิบปีต่อมาขณะดื่มกาแฟ คุณพิทยา ว่องกุล เล่าให้ฟังว่า "สมัยที่อาจารย์สุภายังมีชีวิตอยู่ ทุกครั้งที่ได้พบอาจารย์ที่โรงพิมพ์อมรินทร์ และยินเสียงแก้วน้ำตกแตก ทุกคนจะรู้เลยว่านั้นเป็นผลงานของอาจารย์สุภา" หลังหยุดจิบกาแฟครู่หนึ่งจึงเล่าต่อว่า "เพราะอาจารย์สุภายกมือไหว้ขอบคุณแม่บ้านที่นำน้ำมาให้ และแม่บ้านตกตะลึง มักจะทำแก้วน้ำตกแตกเป็นประจำ"

สองเรื่องราวที่ดิฉันเก็บเอามาเล่าต่อ ผู้ใหญ่ไหว้ผู้เยาว์ ผู้อยู่ในฐานะทางสังคมที่สูงกว่าไหว้ผู้อยู่ในฐานะทางสังคมที่ต่ำกว่า คือภาพแปลกตาของสังคม สังคมที่มีการแบ่งแยกทางชนชั้น สังคมที่มีการเอารัดเอาเปรียบทางชนชั้น ว่ากันไปแล้วพฤติกรรมเช่นนี้ก็คือรูปธรรมของการต่อสู้ อาจารย์สุภาสามารถพัฒนาการต่อสู้จากความคิดสู่งานเขียน และก้าวสู่การปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวัน อาจารย์สามารถแสดงออกถึงความจริงใจในการต่อสู้เพื่อให้ได้ความเป็นธรรมแก่ชนกลุ่มใหญ่ในสังคม จนกระทั่งคนที่ไม่เคยพบท่านอย่างดิฉัน สามารถสัมผัสถึงความจริงใจของท่านได้

แต่ไม่น่าเชื่อเลยว่า ผลงานจากใจจริงของคนจริงใจอย่างอาจารย์สุภา ศิริมานนท์ ผู้อยู่เหนือเงื่อนไข? ซึ่งเขียนต้นฉบับแล้วเสร็จตั้งแต่วันที่18 กรกฎาคม 2496 จะยังไม่เคยถูกตีพิมพ์

ครั้งแรกที่คุณป้าจินดานำต้นฉบับ "ผู้อยู่เหนือเงื่อนไข?" มาให้คุณมังกร จารุจันทร์นุกูล และดิฉันอ่าน ตอนที่เราทั้งสองไปเยี่ยมเยือนเพื่อขอชมหนังสือที่บ้านของท่าน เราทั้งสองคิดว่างานชิ้นนี้ยังเขียนไม่จบ จึงยังไม่ถูกตีพิมพ์ แต่ครั้นเปิดอ่านกลับพบว่านวนิยายเรื่องนี้มีความสมบูรณ์ หากแต่สังคมไทยในยุคที่อาจารย์สุภายังมีชีวิตอยู่ ไม่เปิดโอกาสในเรื่องการพูด การเขียน และการพิมพ์ ทำให้งานชิ้นนี้ไม่เหมาะสมต่อการเผยแพร่ แม้ต่อมาโอกาสในการเผยแพร่จะมีมากขึ้น งานกลับมีลักษณะไม่ร่วมสมัย โรงพิมพ์บางแห่งเกรงว่าจะขายไม่ได้ จึงไม่กล้าลงทุนจัดพิมพ์ ทั้งๆ ที่ยอมรับว่างานชิ้นนี้ "ดีมาก"

หนึ่งปีหลังจากได้รับต้นฉบับ คุณมังกรและดิฉันตัดสินใจว่าจะต้องพิมพ์เผยแพร่งานชิ้นนี้ให้ได้ เมื่อไม่สามารถหาสำนักพิมพ์ที่ไหนจัดพิมพ์ ดิฉันก็ตั้งใจจะลงทุนพิมพ์เองขายเอง เบื้องแรกคิดว่าจะพิมพ์ปกหนังสือไว้สำหรับ 1,000 เล่ม ส่วนเนื้อในก็ค่อยๆ สำเนาและทำเล่ม โดยคิดว่าจะแจกบ้าง ขายบ้างเพื่อให้งานได้เผยแพร่ออกไปสู่คนอื่นๆ ที่เห็นคุณค่าของงานเหมือนกับดิฉันและเพื่อนอีกหลายคนที่เคยได้อ่าน เมื่อตัดสินใจดังนี้แล้วดิฉันก็ไปทาบทามคุณพิทยา ว่องกุล ให้ช่วยเขียนบทนำ เพื่อทำความเข้าใจกับผู้อ่านว่า ทำไมนวนิยายเล่มนี้ถูกเก็บไว้นานเกือบครึ่งศตวรรษ จึงค่อยนำมาจัดพิมพ์ ข้อขัดข้องแห่งยุคสมัย และการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของสื่อในยุคนั้นเป็นอย่างไร

การณืกลับเป็นว่า คุณพิทยา นอกจากจะรับเขียนบทนำแล้ว ยังรับเป็นธุระในการนำต้นฉบับไปจัดพิมพ์ที่สำนักพิมพ์มูลนิธิเด็กซึ่งคุณพิทยาเป็นบรรณาธิการอยู่ โดยให้เหตุผลอย่างตรงไปตรงมาว่า "ผมอยากทำ" และ "อยากทำให้ดี" เพื่ออาจารย์สุภา เพราะเคยผูกพันกับอาจารย์สุภามานานแล้ว นี่ความจริงใจของคนรุ่นพี่ที่มีต่ออาจารย์สุภาซึ่งดิฉันสัมผัสได้

ตามธรรมเนียมปฏิบัติดิฉันต้องขอขอบคุณตั้งแต่ คุณป้าจินดา ศิริมานนท์ ที่นำต้นฉบับงานมาให้อ่าน นับเรื่อยไปถึงทุกฝ่ายที่ช่วยเหลือกันด้วยความจริงใจจน ผู้อยู่เหนือเงื่อนไข? กลายเป็นหนังสือเล่มที่สวยงามอยู่ในมือของท่านผู้อ่าน แต่อย่างไรก็ดี ดิฉันเชื่อว่าหนังสือจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อถูกอ่าน และคุณค่านั้นจะทับทวีขึ้นเมื่อผู้อ่านใช้ปัญญาพินิจ ด้วยเหตุนี้ ดิฉันจึงต้องขอขอบคุณผู้อ่านที่ใช้ทั้ง "ประสาทจักษุ" และ "ปัญญาจักษุ" พินิจงานชิ้นนี้ และขอคารวะต่อผู้อ่านที่นำคุณค่าที่ได้รับจากงานชิ้นนี้ไปจรรโลงสังคม ทำให้ชนกลุ่มใหญ่ในสังคมได้รับความเป็นธรรม มีสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคอย่างเท่าเทียมกัน สมดังเจตนาอาจารย์สุภา ศิริมานนท์

ความจริงของชีวิตก็คือความไม่จีรังของสังขาร ความจริงของอำนาจก็คือความไม่จีรังของอำนาจ แต่สิ่งหนึ่งที่จะอยู่คู่กับคนตลอดไปแม้ชีวิตจะหาไม่ก็คือความดีงาม ดังนั้นสิ่งสำคัญที่ดิฉันไม่อาจละเลยที่จะต้องขอขอบคุณไว้ในที่นี้คือ ความดีงามของ "ประชาราษฎรธรรมดาสามัญ" อาจารย์สุภา ศิริมานนท์ ความดีงามที่จีรัง ความดีงามที่สามารถส่งผ่านจากอาจารย์สุภาสู่คนรุ่นหลังอย่างดิฉันได้ แม้นท่านจะเดินทางสู่สัมปรายภพแล้วก็ตาม

ด้วยความรักและนับถือ

ศิริพร ยอดกมลศาสตร์
เมษายน 2545


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 62
เนวะ วันที่ : 04/04/2008 เวลา : 12.54 น.
http://www.oknation.net/blog/ngvs

ประวัติศาสตร์บิดเบือน
อาจนำมาสู่ความขัดแย้ง
สงครามต้องเกิดอีกครั้ง
ความคิดเห็นที่ 61
นายยุติธรรม วันที่ : 21/09/2007 เวลา : 00.26 น.
http://www.oknation.net/blog/yutithum

เพิ่งเดินซุ่มซ่ามเข้ามาตำบลนี้ได้สองสามวันเพราะอากงเก๊กซิมลองดูซิว่ามีใครอยู่บ้าง ตามหาความยุติธรรมอยู่
อ่านย้อนหลังดูรู้ว่าเป็นคนยุติธรรม ต่างความเห็นไม่เป็นไรขอให้ใจสะอาดเป็นพอ ลองมาดูชีวิตอากงและครอบครัวที่สุดแสนโชคร้าย มีเรื่องกับผู้คุมกฎ เป็นชีวิตจริง ซึ่งยังคงดำเนินอยู่ ยังร้อนๆจนชาวบ้านต่างซวยไปด้วย ช่วยหาวิธีแก้ปัญหาของอากง เรื่องเหลือเชื่อที่เกิดในยุคนี้โดยเฉพาะนักตกทองในเสื้อครุยผู้พิพากษา
ความคิดเห็นที่ 60
ป้าไม่อยู่ปู่เข้าเวบ วันที่ : 06/09/2007 เวลา : 07.55 น.
http://www.oknation.net/blog/pakapoo
“ป้ากะปู่กู้อีจู้ ”ไดอารี่ เปื้อนหมึก ..นอกประวัติศาสตร์และกาลเวลา..  สงบนิ่งกับอณู...ทุกสรรพสิ่งอันดีงาม... ...ตลอดไป... . 

ผ่านวัดบางยี่เรือและวงเวียนใหญ่ครั้งใด คิดถึงพระเจ้าตากสินมหาราช คิดถึงผู้ที่มีส่วนร่วมบริจาคสร้างอนุสาวรีย์ให้กับท่าน

ประวัติศาสตร์ อาจมีในหลายด้าน...//..
ด้วยเลือดด้วยเนื้อของคนทำงาน ฝังนามฝังรางอยู่กลาง แผ่นดิน...

ขอบคุณคนแซ่ลิ้ม นำเสนอเรื่องที่มีคุณค่า

ความคิดเห็นที่ 59
มุสิกะตะวัน วันที่ : 30/08/2007 เวลา : 11.03 น.
http://www.oknation.net/blog/mataharee

มาชวนพระเจ้าตากไปอ่านแอ๊กติวิสแอ๊บแบ๋วครับ
ความคิดเห็นที่ 58
tuty วันที่ : 25/08/2007 เวลา : 19.16 น.
http://www.oknation.net/blog/tuty

แวะมาเยี่ยมค่ะ
เรื่องยาวมากเลย
แต่หลักฐานทางประวัติศาสตร์...ไม่ค่อยชัดเจน
ทำให้คนรุ่นหลังได้แต่คาดเดากันไป
รับแต่เรื่องดีๆ ที่ท่านทำดีกว่า
หลายเรื่อง...จุดจบไม่ค่อยสวยนัก
ไม่เฉพาะแต่ประเทศเรา
อย่างประเทศจีน ที่จิ๋นซี ฮ่องเต้ สร้างกำแพงเมืองจีน
คนรุ่นหลังภูมิใจ ยิ่งใหญ่ แต่ผู้คนยุคนั้นเดือดร้อนล้มตายมากมาย คนๆหนึ่งยิ่งใหญ่ได้ มันก็ต้องมีทั้งด้านบวก และด้านลบ อำนาจ...เหนือฟ้าดิน คนยุคนี้ก็ยังหลงไหลอยู่เลย

ความคิดเห็นที่ 57
มุสิกะตะวัน วันที่ : 22/08/2007 เวลา : 12.40 น.
http://www.oknation.net/blog/mataharee

ปีศาจสุรา

มิใช่ตัวสับสนหรือเลอะเลือน

หากแต่มันนิยมเสพสุราและเสพได้มากมายเป็นอย่างยิ่ง

เพียงแต่มัน ไม่ได้สติบางช่วงของการหลับไหล

นั้นย่อม...หมายถึงการหายตัวไปของมัน

และพลันที่มันรู้สึกตัวอีกครั้ง

ก็ปรากฎมีสุรารสหวานหอมเป็นอย่างยิ่ง

ย่อมเป็นสุราในตัวมัน

และรอวันหายตัว...ไปอีกครั้ง

ปีศาจสุรา.... มาเยี่ยม มาชวนไปร่ำสุรา ร่ายกวี
ความคิดเห็นที่ 56
สามัญชน วันที่ : 15/08/2007 เวลา : 11.25 น.
http://www.oknation.net/blog/massmedia


แต้อ๊วง...ปอห่อ ไท่ก๊กเผ่งอัง ฮวดไช้ !!
(ขออนุญาตใช้เสียงในฟิล์มในฐานะลูกจีนคนหนึ่ง)
--------------------
มาเรียนเชิญท่านเจ้าบ้านและเพื่อนๆ ไปชม
MV ฮิปฮอป : นักร้องสาวเขมร !!
ภาพสะท้อนของอิทธิพลแห่งนาฏศิลปยุคโลกาภิวัตน์ไร้พรมแดน

ความคิดเห็นที่ 55
พญาพาน วันที่ : 11/08/2007 เวลา : 16.58 น.
http://www.oknation.net/blog/payapan


เป็นอะไรที่เข้าถึงยากมากๆ

แต่ก็เคยได้ยินเรื่องเหล่านี้มาบ้างคับ


ความคิดเห็นที่ 54
ลานเทวา วันที่ : 11/08/2007 เวลา : 10.45 น.
http://www.oknation.net/blog/phutanow
 .......ทุกบทคำนำนัยยะ   เถอะเจ้าจงชำระ   มันด้วยใจ.........

ขอบคุณครับ
สำหรับข้อมูล และบทความดๆ
เยี่ยมมากเลยครับผม
ความคิดเห็นที่ 53
แม่มด วันที่ : 11/08/2007 เวลา : 10.29 น.
http://www.oknation.net/blog/deardog

ความจริงเป็นเช่นไรไม่เคยรู้และยากจะรู้ได้...แต่ที่รู้...ท่านมีพระคุณอันใหญ่หลวงกับพวกเราค่ะ...
ความคิดเห็นที่ 52
YOKUJUNG วันที่ : 10/08/2007 เวลา : 22.59 น.
http://www.oknation.net/blog/yokujung
 Follow your heart and your dreams will come true. 

ขอบคุณนะคะ
ความคิดเห็นที่ 51
su วันที่ : 10/08/2007 เวลา : 18.24 น.
http://www.oknation.net/blog/suwest

ที่แน่ๆถูกรัฐประหารครับ.
ความคิดเห็นที่ 50
paedophile วันที่ : 09/08/2007 เวลา : 21.21 น.
http://www.oknation.net/blog/paedophiel
ขับเคลื่อนอารมณ์ให้ตรงร่องน้ำ หากประมาทอาจทำให้สำนึกถูกเฉี่ยวชนจนสติปัญญาเกยตื้น

ตอนนี้ไปล้อเล่นได้แล้วครับ

ไม่มีร้องครับรับรอง
ความคิดเห็นที่ 49
วิตามินบี วันที่ : 09/08/2007 เวลา : 03.27 น.
http://www.oknation.net/blog/babymind
ความอ่อนน้อมถ่อมตน คืออาภรณ์ประดับกายที่งดงาม


คนแซ่ลิ้ม ไม่อัพเรื่องใหม่เหรอคะ

ความคิดเห็นที่ 48
ปิรันย่า วันที่ : 08/08/2007 เวลา : 13.52 น.
http://www.oknation.net/blog/nanahahe
ฉันเป็นไม้ขีดหนึ่งก้าน จะขอจุดเทียนสักล้านเล่ม...

@-;-- มาเยี่ยม มาหาเรื่องใหม่อ่านค่ะ
ความคิดเห็นที่ 47
PlaPinky วันที่ : 07/08/2007 เวลา : 13.03 น.
http://www.oknation.net/blog/plakemon
<;)))>< ปลาชมพู

ยังไม่เคยอ่าน ขอบคุณค้าบที่นำความรู้มาให้
ความคิดเห็นที่ 46
มุสิกะตะวัน วันที่ : 07/08/2007 เวลา : 12.40 น.
http://www.oknation.net/blog/mataharee


เห็นด้วย เจ้า
ความคิดเห็นที่ 45
paedophile วันที่ : 06/08/2007 เวลา : 18.55 น.
http://www.oknation.net/blog/paedophiel
ขับเคลื่อนอารมณ์ให้ตรงร่องน้ำ หากประมาทอาจทำให้สำนึกถูกเฉี่ยวชนจนสติปัญญาเกยตื้น

ครับพระเจ้าตากไม่ได้ถูกประหาร

แต่คุณน่ะไม่ได้ up blog มาอาทิตย์นึงแล้วนา
ความคิดเห็นที่ 44
LunLa วันที่ : 06/08/2007 เวลา : 02.55 น.
http://www.oknation.net/blog/lunla
: Fa Me  SinG a SonG :

น่าหาซื้อมาอ่านมาก ว่าแต่มันมีขายแน่นะ





ขออนุญาติแปะลิ้งค่ะ
ผมซื้อ SEX ระหวว่าการเดินทาง คุณเคยแวะซื้อมั้ย .... มันมีจริงๆนะ!!
http://www.oknation.net/blog/lunla/2007/08/06/entry-1

ความคิดเห็นที่ 43
ภูแพน วันที่ : 05/08/2007 เวลา : 04.51 น.
http://www.oknation.net/blog/venusp

น่าติดตามมากค่ะ
เป็นประวัติศาสตร์ที่น่าศึกษา
น่าเสียดายที่เรื่องของพระเจ้าตากจบลงไม่ค่อยดีนัก



ความคิดเห็นที่ 42
kikuno วันที่ : 03/08/2007 เวลา : 18.45 น.
http://www.oknation.net/blog/konbini

หัวข้อน่าสนใจ อยากรู้ค่ะ
ขอบคุณที่หามาให้อ่าน
ความคิดเห็นที่ 41
กล้วยหักมุก วันที่ : 03/08/2007 เวลา : 10.02 น.
http://www.oknation.net/blog/paedriew


ขอบคุณที่เข้าไปเยี่ยมค่ะ ตอนต่อไปจะเล่าถึงประเพณีอื่นๆ เช่น สงกรานต์ แล้วจะมาบอกนะคะ
เรื่องของคุณอ่านแล้วทึ่งค่ะไม่คาดคิดมาก่อน
ขอบคุณนะคะที่มีเรี่องราวดีๆมาฝากกัน
(อ้อ! มีเพื่อนแซ่ลิ้มหลายคนเหมือนกันค่ะ)
ความคิดเห็นที่ 40
ปิรันย่า วันที่ : 03/08/2007 เวลา : 07.56 น.
http://www.oknation.net/blog/nanahahe
ฉันเป็นไม้ขีดหนึ่งก้าน จะขอจุดเทียนสักล้านเล่ม...

@-;-- ท่านแซ่ลิ้ม เห็นด้วยอย่างยิ่งที่บอกว่า "มนุษย์ทุกคนเขียนหรือแนะนำคนอื่นได้ แต่อาจเขี่ยผงที่ตาตนเองไม่ได้" เหมือนกับโค้ชกีฬาหลายๆคนที่สอนได้แต่อาจเล่นเองไม่เก่ง เพราะอาจจะไวไม่เท่า ฝีมือไม่แม่น ฯลฯ แต่ถ่ายทอดได้ดี(แม้จะไม่ใช่ทุกคนเสมอไปก็ตาม)
เรื่องพระเจ้าตากนี่ มีคำถามมากมาย เพราะประวัติศาสตร์เขียนถึงน้อย ที่เคยมีก็เป็นประวัติศาสตร์ที่ถูกปรุงแต่ง มีอภินิหาร เรื่องวิจิตรพิศดารปะปนอยู่ ซึ่งจริงเท็จอย่างไร คงฟันธงลงได้ยาก เช่นเดียวกับเรื่องพระเจ้าตากหนีไปทรงผนวชอยู่ที่นครศรีธรรมราช
ยิ่งตอนนี้มีคนบางกลุ่มพยายามโยง หมายจะอ้างคำพ้องเสียงพระนามมาใช้อย่างผิดๆ เรื่องพระเจ้าตากจึงบูมขึ้นอีกครั้ง
ในฐานะประชาชนคนไทยที่เปรียบเสมือนเป็นลูกหลานข้าแผ่นดินมาเก่าก่อน แม้จะเกิดทีหลังก็ขอสำนึกในพระกรุณาธิคุณที่ทรงใช้พระปรีชาสามารถกอบกู้เอกราชของชาติไทยได้สำเร็จ ทั้งยังขยายอาณาเขตประเทศสยามออกไปได้เกือบจะเท่าสมัยก่อนสิ้นกรุงศรีอยุธยา
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยต้องก้าวต่อไปเรื่อยๆ ถึงจะต้องล้มลุกคลุกคลานอีกบ้าง ถึงเจ็บหัวเข่าก็จะต้องยืนขึ้นให้ได้ ใครคิด พูดหรือทำตัวเป็นผู้ร้ายมุ่งหมายทำลายความเป็นสยาม อันประกอบด้วยชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์แล้วละก็ ขอให้มันผู้นั้นจงพินาศฉิบหายไปชั่วลูกชั่วหลาน
ส่วนตัวแล้วยังไม่เห็นการปกครองระบอบไหนเหมาะสมกับประเทศไทยเท่ากับการปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเลย แต่ก็ยังมีข้อเสียสองประการที่ประเทศไทยยังขาดไปอย่างมาก คือ
1. ฝ่ายที่ได้อำนาจบริหาร รวมถึงฝ่ายตุลาการ ฝ่ายตรวจสอบต้องซื่อสัตย์ จงรักภักดีต่อสถาบัน และผู้นำกับคณะรัฐมนตรีต้องมีความสามารถนำพาประเทศไปในทางที่ถูกที่ควรโดยไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง
2. ประชาชนทุกหมู่เหล่า รู้ เข้าใจบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบของตน และพร้อมใจกันสอดส่องดูแลการทำงานของฝ่ายบริหารที่ได้รับการเลือก(หรือแต่งตั้งตาม รธน)
ยังไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นในประเทศไทยในอีก 10-20 ปีข้างหน้า ก็ได้แต่ปรารถนาให้คนไทยร่วมกันทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพื่อสิ่งดีงามของวันหน้าที่มั่นคงยั่งยืนต่อไป
@-;-- อดน้ำ อดข้าว อดอากาศถึงตาย แต่อำนาจอดแล้วมีแต่ความสงบ ใครมีอำนาจจะได้แต่ความเดือดร้อนใจ (แต่ก็ยังอยากมีอยากได้กันอยู่นั่นเอง)

ความคิดเห็นที่ 39
คนแซ่ลิ้ม วันที่ : 02/08/2007 เวลา : 23.04 น.
http://www.oknation.net/blog/greenblog

การจุดประกายการถกเถียงในเรื่องประวัติศาสตร์ก็เป็นการเรียนรู้อีกอย่างหนึ่งและเราก็จะจำได้แม่นยำกว่าอ่านเองหรือเรียนจากห้องเรียน
เช่นเดียวกับการที่มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นก็จะมีการเล่าต่อๆกันมาแม้กาลเวลาและวิธีเล่าจะมีเรื่องที่เล่าต่อผสมกับความคิดเห็นส่วนตัวซึ่งบวกเพิ่มไปเรื่อยๆจนไม่ค่อยเหลือเค้าโครงในตอนแรก แต่จะมีส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นจริงและเป็นส่วนหลักที่เราจะเอาเป็นตัวยืนได้เพื่อวิเคราะห์ต่อไปเช่นมีกบฎจริง มีการเปลี่ยนอำนาจจริง มีการประหารเกิดขึ้นจริงจะเป็นตัวจริงตัวปลอมหรือจะประหารด้วยท่อนจันทร์หรือตัดหัวก็ตาม สิ่งเหล่านี้เป็นตัวหลักและถ้าวนครพูดต่อๆกันมาว่าพระเจ้าตากเคยบวชอยู่แถบนั้นจะจริงหรือเปล่าไม่ทราบแต่หากท่านไม่ถูกปลงพระชนม์ทันทีและหนีไปได้ก็มีโอกาสเป็นเช่นนั้น.....นี่คือการจับเอาจุดที่จริงหรือปนแต่งมาค่อยๆวิเคราะห์
รู้ประวัติศาสตร์เพื่อปรับปรุงปัจจุบันไม่ใช่เพื่อแค่เถียงกันใครพวกใครแจะกลับไปที่เกิดเหตุในเวลานั้นก็ไม่ได้นอกจากเอามาทำหนังเจาะเวลาหาอดีต และเป็นการจินตนาการก็เหมือนดูหนังจีนอย่างที่คุณล่างฟางหวินเขียน
ความคิดเห็นที่ 38
แม่สีไฟ วันที่ : 02/08/2007 เวลา : 22.39 น.
http://www.oknation.net/blog/ting


ตำนานพระเจ้าตากสิน
คงต้องอ่านหลายเล่ม
แล้วพินิจพิเคราะห์
พิจารณาดี ๆ ค่ะ




ความคิดเห็นที่ 37
lotslikelove วันที่ : 02/08/2007 เวลา : 22.12 น.
http://www.oknation.net/blog/lotslikelove

ได้ความรู้ขึ้นมากเลย ขอบคุณครับ
ความคิดเห็นที่ 36
คันทรี่แมน วันที่ : 02/08/2007 เวลา : 19.23 น.
http://www.oknation.net/blog/countryman
ชีวิตกับเพลงของคนบ้านนอก และอื่นๆ

อยากรู้จริงๆว่า เรื่องจริงเป็นอย่างไร
ความคิดเห็นที่ 35
มุสิกะตะวัน วันที่ : 02/08/2007 เวลา : 18.23 น.
http://www.oknation.net/blog/mataharee

ทางใต้ เชื่อเช่นนั้น จริงๆ

พระเจ้าตากบวชเป็นพระจนตาย
ความคิดเห็นที่ 34
ชุติภัทร์ วันที่ : 02/08/2007 เวลา : 12.53 น.
http://www.oknation.net/blog/way1
อย่าเพิ่งตัดสินฉัน จากสิ่งที่คุณอ่าน จนกว่าคุณจะได้รู้จักตัวจริงของฉัน

อ่านเป็นความรู้ค่ะ
ทุกอย่างเป็นข้อมูล
ที่ต้องรับฟังรอบด้าน
ทุกอย่างเป็นประวัติศาตร์
เถียงกันไปก็เท่านั้น
ตราบใด
ที่ทุกคนคิดว่าตัวเองถูก
เรื่องก็ไม่จบค่ะ
ความคิดเห็นที่ 33
ปรัตยา วันที่ : 02/08/2007 เวลา : 07.37 น.
http://www.oknation.net/blog/chief-dan
บล็อคที่หวานแหววแต๋วจ๋าที่สุดในโอเคเนชั่นนะเธอ

ความคิดเห็นที่ 43
คนแซ่ลิ้ม วันที่ : 02/08/2007 เวลา : 06.27 น.
http://www.oknation.net/blog/greenblog

ช่วยกรุณาไปอ่านที่คนแซ่ลิ้มชี้แจงรายละเอียดเรื่อง"ผู้อยู่เหนือเงื่อนไข"ลงในblogคนแซ่ลิ้มเนื่องจากยังcopyมาหน้านี้ไม่เป็น และหากมีเวลาอ่านรายละเอียดเล่มนี้คุณจะรีบให้เอามาเผยแพร่เพราะเล่มจริงจะทำให้เราเข้าใจความขัดแย้งอย่างเป็นจริงและไม่ได้โทษใครและไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับรัชกาลที่1 และยังอธิบายถึงผู้กล้าทั้ง4ที่ช่วยพาพระเจ้าตากหนีเพราะท่านเคยกู้ชาติแต่ท่านเปลี่ยนแปลงอย่างมากและทำความเจ็บช้ำน้ำใจให้ญาติโยมของทหารบางคนที่เคยร่วมรบกับท่านและหนึ่งในนั้นคือผู้แปลหนังสือสามก๊กเป็นคนวางแผนแล้วจะแปลกใจว่าประวัติศาสตร์หมุนกลับไปมา....ขอโทษที่ขอให้กลับไปอ่าน


*************************************

ผมมาอ่านตั้งแต่แรกแล้วครับ ตั้งแต่ตอนที่เจ้าของบล็อคโพสตอบใหม่ ๆ เพียงแต่ผมไม่ได้ตอบอะไรเพิ่มเติม เพราะมันไม่มีประเด็นใหม่ที่ต้องตอบเพิ่มอีก ไม่ว่าเนื้อหาข้างใน จะเหมือนหรือต่างจากบทนำ หนังสือเล่มนี้ก็เป็นเพียง "นิยาย" ไม่ใช่ "ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์" จึงไม่จำเป็นต้องนำมาพิจารณาต่อว่าอะไรจริงอะไรเท็จ หรือน่าเชื่อถือแค่ใหน

หากเจ้าของเรื่องคือ ผู้แต่ง "นิยาย" ฉบับนี้ นำเสนอเรื่องราวของเขาในรูปแบบ "บทความ" หรือ "สารคดี" ถึงจะน่าสนใจนำมาวิเคราะห์กันต่อว่า แท้จริงแล้ว "บทความ" หรือ "สารคดี" นั้น น่าเชื่อถือแค่ใหน มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่อ้างอิงได้หรือไม่

ส่วนที่เจ้าของบล็อคอยากให้ผมได้อ่านฉบับเต็มนั้น ผมเองก็อยากอ่านอยู่เหมือนกัน เมื่อวานนี้ผมได้ไปแวะร้านขายหนังสือแถวบ้าน ปรากฏว่าไม่มีขาย แต่มีหนังสือเล่มอื่นในแนว ๆ เดียวกัน ซึ่งตีพิมพ์ในลักษณะ "สารคดี" เลยทีเดียว มีคำให้สัมภาษณ์ มีภาพต่าง ๆ ให้ดู ฯลฯ เพื่อทำให้ดูน่าเชื่อถือ ผมพลิก ๆ ดูแล้ว ก็พบว่ามันเป็นแค่ข้อสันนิฐานจากการบอกเล่าโดยทั้งสิ้น (ผู้เขียนหนังสือเล่มนั้นอ้างว่าใช้เวลากว่าสามปีในการรวบรวมและกลั่นกรองข้อมูล) แต่ไม่มีหลักฐานทางวิชาการใด ๆ มายืนยันได้เลยว่าเรื่องบอกเล่าทั้งหมดเป็นเรื่องจริงที่พิสูจน์ได้ตามหลักทางประวัติศาสตร์สมัยใหม่ และตามหลักวิทยาศาสตร์

พระเจ้าตาก จะเป็นคนอย่างไรกันแน่ พระเจ้าตากตายอย่างไรกันแน่ คนสมัยนี้ ทั้งคนเขียนนิยาย (ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว) คนเขียนสารคดี ก็ล้วนแต่ได้ฟังการบอกการเล่าทั้งสิ้น แม้กระทั่งกรมพระยาดำรงค์ราชานุภาพ ก็เพียงแต่ได้ฟังการบอกเล่า ไม่ได้บันทึกเรื่องราวในยุคสมัยที่แท้จริงของพระเจ้าตาก จริงอยู่ที่การบันทึกประวัติศาสตร์ในสมัยนั้นไม่นิยมบันทึกตามจริง แต่ก็มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่น้อย ว่าการรัฐประหารครั้งนั้นรุนแรงมาก มีการลบประวัติศาสตร์ที่ผู้ชนะไม่อยากบอกเล่าไปหลายส่วน แต่การอ้างอิงหนังสือใบข่อยเพียงเล่มเดียวมายืนยันหักล้างก็ดูจะเบาเกินไป ประวัติศาสตร์ของชาติไทยยังคงคลุมเครืออยู่มาก ซึ่งก็ต้องพิสูจน์ต้องชำระกันต่อไป

ผมอยากให้ทุกท่านที่สนใจเรื่องนี้ อ่าน "นิยาย" เรื่องนี้แบบนิยาย อย่าปักใจเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นหรือจริง หรือปฏิเสธว่าเป็นเรื่องไม่จริง นิยายก็คือนิยาย นักเขียนเก่ง ๆ ทุกคนสามารถสอดแทรกเหตุการณ์หรือเรื่องราวลงในประวัติศาสตร์ได้อย่างแนบเนียนเสมอ หม่อมคึกฤทธิ สร้างแม่พลอยได้ราวกับมีตัวตนจริง ๆ ท่านมุ้ยวาดภาพพระนเรศวรออกมาได้ราวกับว่าท่านเคยมีชีวิตในยุคสมัยพระนเรศวร กิมย้งให้ก้วยเจ๋งเป็นราชบุตรของเจงกิสข่าน หวงอี้เล่าเรื่องหลี่ซื่อหมินได้ราวกับควบม้าออกศึกด้วยตัวเอง นั่นคือเสน่ห์ของนิยายอิงประวัติศาสตร์ แต่ ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ ครับ


ความคิดเห็นที่ 32
NanWitch วันที่ : 02/08/2007 เวลา : 00.18 น.
http://www.oknation.net/blog/NanWitch

ขอบคุณมากนะคะ สำหรับความรู้ดีดี

แต่ประวัติศาสตร์ ที่เราเรียนกันมาตั้งแต่เด็กๆ ก็ให้รุ่นเด็กๆรุ่นนี้ เรียนเหมือนเราแหละเนอะ จะได้ไม่สับสนกัน.....

ความคิดเห็นที่ 31
ล่างฟานหวิน วันที่ : 01/08/2007 เวลา : 21.53 น.
http://www.oknation.net/blog/langfanvhin
ประตูสวรรค์ หิมะทองคำ เต่าทองแดง เขากิเลน หนวดมังกร เขี้ยวพยัคฆ์                         "ไม่มีที่อยู่ สำหรับคนอ่อนแอ" จอมยุทธ์ '

ผมอ่านในบล๊อค ที่คุณเขียนละเอียดเลย ครับ เรีกว่าทุกบรรทัด น่าสนใจ น่าอ่านดีครับ ผมอาจชอบหนังสือแนวนี้ก็ ได้ นะครับ เพราะปกติก็ ชอบอ่าน นวนิยายจีน หนังสือแปล นะครับ และส่วนใหญ่ ก็ ทราบกันอยู่นิยายจีน อิงประวัติจริงหรือไม่ แต่อ่านแล้ว ได้จินตนาการ ข้อคิดดีครับ

สมัย 2 พันกว่าปี ก่อนคริตกาล ยุคจิ๋นซี ฮ่องเต้ ปฐมกษัตริย์ จีนก็ มีการแก่งแย่งอำนาจภายใน ทางการปกครอง ในระบบ ขุนนางข้าหลวง กันอยู่แล้ว ครับ แม้แต่ ของอังกฤษ หรือ กรุงโรม อิตาลี ก็ ตามก็ มีมาตั้งแต่อดีต ครับ เพียงแต่อดีต ก็ คืออดีต ครับ ปัจจุบัน ก็ ปัจจุบัน ครับ ก็ เพราะผ่านมาไม่นานแล้วครับ ไม่เกี่ยวกัน ครับ

แต่ยุคพระเจ้าตาก ผ่านมาถ้านับก็ไม่นานนะครับ แค่ 200 กว่าปี หากค้นหา หลักฐานดี ๆ ก็ คงทราบความเป็นมากระจ่าง พอสมควร เพราะยุค ทีผ่านมา 200 กว่าปี ก็ มีการเขียน มีการบันทึก เรื่องราวกันไว้ แล้ว 200 กว่าปี ก็ยังไม่นานมากครับ

ของจีน ตั้งเป็น พันๆ ปี ยังมีบันทึกไว้เป็นเรื่องราว ให้นักแต่ง นิย