พิมพ์หน้านี้
|
วัดโสธรวรารามวรวิหาร
วัดโสธรวรารามวรวิหาร ตั้งอยู่ที่ 134 ถนนศรีโสธร ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา มีเนื้อที่ 21 ไร่ 42 ตารางวา ใกล้ริมแม่น้ำบางปะกง วัดโสธรฯ สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย แต่เดิมชื่อว่า วัดหงส์ เนื่องจากมีเสาหงส์ คือ เสาสูงที่มีรูปหงส์ แกะสลักอยู่บนปลายยอด ต่อมาเกิดพายุใหญ่พัดหงส์ตกลงมาเหลือแต่เสา ชาวบ้านและทางวัด จึงได้แก้ไขโดยเอาธงขึ้นไปแขวนแทน ชาวบ้านที่พายเรือผ่านไปมา ก็ได้เรียกตามลักษณะที่เกิดขึ้นใหม่นั้นว่า วัดเสาธง และต่อมาไม่นาน ก็เกิดพายุอีกพัดเสาธงหักลงมาเป็นสองท่อน จึงเรียกตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นว่า วัดเสาธงทอน ต่อมาชาวบ้านเห็นว่าชื่อไม่ไพเราะ จึงได้ขนานนามว่า วัดศรีโสธร และได้เปลี่ยนเป็นวัดโสธร จากแรงบันดาลขององค์หลวงพ่อโสธร กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ.2496 และนำสัญลักษณ์ของพระอุโบสถมาใช้เป็นตราสัญลักษณ์ของจังหวัด
ต่อมาในวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2509 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา ได้เสด็จฯ ไปยังวัดโสธรวรารามวรวิหาร เพื่อทรงกระทำพระราชพิธีวิสาขบูชา ตามขัตติยราชประเพณี เมื่อเสร็จภารกิจแล้วได้เสด็จฯ ออกนอกพระอุโบสถ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสว่า ตั้งใจมานมัสการหลวงพ่อพุทธโสธรนานแล้ว ทำไมสร้างพระอุโบสถแบบนี้ ไม่สมเกียรติหลวงพ่อพุทธโสธร ให้ปรับปรุงแก้ไขเสียใหม่ และทรงมีพระราชดำรัสถึงเรื่องโรงเรียน และแหล่งเสื่อมโทรมหน้าพระอุโบสถ ให้แก้ไขเสียให้สมเกียรติหลวงพ่อพุทธโสธร หลังจากนั้น ทางวัดได้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขบริเวณหน้าวัด ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ในปี พ.ศ.2530 ทางวัดได้มอบหมายให้ นายประเวศ ลิมปรังษี เป็นสถาปนิกผู้ออกแบบพระอุโบสถหลังใหม่ และหลังจากได้ร่างแบบแปลนแผนผังงานก่อสร้างพระอุโบสถเสร็จ ได้ส่งแบบแปลนดังกล่าว ให้สำนักราชเลขาธิการพระบรมมหาราชวังทูลเกล้าฯ ถวายทอดพระเนตร และได้มีพระราชกระแสว่าเรียบร้อยแล้ว ไม่ทรงมีข้อทักท้วงแก้ไข จากนั้นวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2531 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพราชสุดาฯ สยามราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางศิลาฤกษ์ ก่อสร้างพระอุโบสถวัดโสธรวรารามวรวิหาร โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามราชกุมารี ทรงรับเป็นองค์ประธานในการก่อสร้าง ขั้นตอนในการก่อสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ จึงได้เริ่มดำเนินการนับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
พระอุโบสถหลังใหม่นี้ เป็นงานสถาปัตยกรรมศิลป์เฉพาะรัชกาล เพื่อร่วมฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีขนาดกว้าง 44.50 เมตร ยาว 123.50 เมตร ส่วนกลางเป็นพระอุโบสถ มียอดมณฑปสูงประมาณ 85 เมตร ต่อเชื่อมด้วยวิหารทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนด้านข้างทั้งสองด้านเป็นมุขเด็จ เมื่อประกอบกันแล้วเป็นตัวอาคารลักษณะหลังคาแบบจตุรมุข ในการออกแบบก่อสร้างพระอุโบสถหลังนี้ เพื่อให้เป็นไปตามพระราชดำริ จึงได้มีการออกแบบก่อสร้างให้มั่นคงถาวร คู่บ้านคู่เมือง เนื่องจากมิได้มีการเคลื่อนย้ายองค์พระหลวงพ่อพุทธโสธรแต่ประการใด ฉะนั้นการออกแบบและการวางแผนการก่อสร้าง รวมทั้งการรื้อถอนพระอุโบสถหลังเดิม ต้องมีการพิจารณาอย่างรอบครอบ และระมัดระวังมิให้เกิดความเสียหายต่อองค์พระได้ โดยมีนักออกแบบ นายอรุณ ชัยเสรี เป็นผู้ออกแบบด้านวิศวกรรมโครงสร้างโดยไม่คิดมูลค่า และให้กรมโยธาธิการ ออกแบบงานด้านวิศวกรรมไฟฟ้า ระบบระบายน้ำ และ งานภูมิสถาปัตย์
ส่วนงานก่อสร้างฉัตรทองคำ เหนือยอดมณฑปหลังคาพระอุโบสถ มูลค่า 44 ล้านบาท เป็นฉัตรทองคำที่มีลักษณะเป็น 5 ชั้น เส้นผ่าศูนย์กลางชั้นล่างสุดประมาณ 1.50 เมตร ชั้นบนสุดประมาณ 0.30 เมตร ความสูงของตัวฉัตรประมาณ 4.90 เมตร โครงสร้างเป็นโลหะสแตนเลส ยอดฉัตรและระบายฉัตรทำด้วยแผ่นทองคำฉลุเป็นลาย รวมทองคำประมาณ 77 กิโลกรัม และได้กำหนดประกอบพิธียกฉัตรทองคำ เพื่อประดิษฐานบนยอดมณฑปพระอุโบสถ โดยกราบบังคมทูลสมเด็จพระเทพราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์ประธานก่อสร้าง เพื่อทรงทราบ และมีพระราชวินิจฉัยอัญเชิญเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินประกอบพิธี ในโอกาสที่ได้ทรงครองราชย์ครบ 50 ปี ในวันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน พ.ศ.2539 งบประมาณในการก่อสร้างพระอุโบสถหลังใหม่นี้ เป็นงบที่ทางวัดโสธรฯ ได้รับบริจาคจากประชาชน ที่ได้เดินทางไปนมัสการองค์หลวงพ่อพุทธโสธร เนื่องจากต้องใช้งบประมาณสูงกว่า 1,900,000,000 บาท จึงต้องอาศัยผู้มีจิตศรัทธาทั่วประเทศ ร่วมบริจาคกันเป็นจำนวนมาก
ส่วนหลวงพ่อพุทธโสธร มีประวัติความเป็นมาดังนี้
ตามประวัติเล่าว่า
กาลต่อมา สุโขทัยได้เกิดยุคเข็ญขึ้น พม่าได้ยกทัพมาตีหลายครั้งหลายหน จวบจนครั้งสุดท้ายประมาณครั้งที่ 7 ก็ตีเมืองแตก พม่าได้เผาบ้านเผาเมือง ตลอดจนวัดวาอารามต่างๆ รวมทั้งวัดพระศรีมหาธาตุ หลวงพ่อสามพี่น้องจึงได้ปรึกษากัน เนื่องจากเห็นว่าเหตุการณ์คับขัน จึงได้แสดงอภินิหารเดินลงแม่น้ำปิง และล่องลงมาทางใต้มาตลอด 7 วัน จนกระทั่งมาถึงแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงบริเวณที่ปัจจุบัน เรียกว่า สามเสน จึงได้แสดงอภินิหารลอยให้ชาวบ้านชาวเมืองเห็น ชาวบ้านจึงได้ทำการฉุดหลวงพ่อทั้ง 3 องค์ โดยใช้เวลา 3 วัน 3 คืน ก็ฉุดไม่ขึ้น กล่าวกันว่า ครั้นนั้นได้ใช้ผู้คนชาวบ้านประมาณแสนๆ คน ก็ทำการไม่สำเร็จ ตำบลนั้นจึงได้ชื่อว่า สามแสนต่อมาเพี้ยนเป็น สามเสน หลวงพ่อทั้งสามองค์ก็จมน้ำลง จนกระทั่งลอยล่องเข้าสู่คลองพระโขนง ผ่านคลองซึ่งปัจจุบันเรียกว่า คลองชักพระ หลวงพ่อก็ได้แสดงอภินิหารลอยขึ้นให้ชาวบ้านเห็น โดยต้องการให้ชักพระทั้ง 3 องค์ขึ้น ชาวบ้านประมาณ 3 พัน ทำการชักพระขึ้นจากน้ำ แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ จึงขนานนามคลองนี้ว่า คลองชักพระ จากนั้นหลวงพ่อทั้ง 3 องค์ก็ลอยลัดเลาะจนไปสู่แม่น้ำบางปะกง ลอยทวนน้ำขึ้นไปทางหัววัดอีก สถานที่นั้นจึงเรียกว่า วัดสามพระทวน ต่อมาเรียกเพี้ยนว่าวัดสัมปทวน หลวงพ่อก็ลอยตามแม่น้ำบางปะกง เลยผ่านหน้าวัดโสธรไปถึงคุ้งน้ำใต้วัดโสธร หลวงพ่อได้แสดงอภินิหารให้ชาวบ้านเห็นอีก ชาวบ้านได้ช่วยกันฉุด แต่ก็ไม่สำเร็จ จึงเรียกหมู่บ้านและคลองนั้นว่า บางพระ จนทุกวันนี้ จากนั้นพระพุทธรูปก็ลอยทวนน้ำวนอยู่ที่หัวเลี้ยวตรงกองทันทหารช่างที่ 2 ณ สถานที่ลอยวนอยู่นั้นเรียกว่า แหลมน้ำวน และคลองนั้นได้นามว่า คลองสองพี่น้อง
จากนั้นองค์หลวงพ่อได้แสดงอภินิหารลอยมาขึ้นที่หน้าวัดหงส์ ได้มีชาวบ้านยกและฉุดเป็นจำนวนมาก แต่ไม่สามารถเชิญหลวงพ่อฯ ขึ้นจากน้ำ จนได้อาจารย์ผู้หนึ่ง รู้วิธีการอัญเชิญหลวงพ่อโดยตั้งพิธีบวงสรวง ใช้สายสิญจน์คล้องกับพระหัตถ์หลวงพ่อโสธร แล้วอัญเชิญขึ้นมาบนฝั่ง โดยใช้คนไม่กี่คนก็สามารถอัญเชิญขึ้นประดิษฐานในวิหารวัดหงส์ได้สำเร็จ จึงจัดให้มีการสมโภชฉลององค์หลวงพ่อ หลังจากที่หลวงพ่อได้ประทับที่วัดหงส์เรียบร้อยแล้ว ชื่อเสียงหลวงพ่อยังไม่ปรากฏซึ่งหลวงพ่อต้องการชื่อเดิมของท่าน เดิมองค์หลวงพ่อประทับที่วัดศรีเมือง ทางภาคเหนือ ซึ่งชาวบ้านขนานนามหลวงพ่อว่า พระศรี องค์หลวงพ่อมีความประสงค์จะใช้นามว่า หลวงพ่อพุทธศรีโสธร จึงมีเหตุการณ์ดลบันดาลให้เกิดพายุ พัดเอาหงส์ที่ตั้งอยู่บนเสาหักลงมา (ตามเรื่องที่ได้กล่าวข้างต้น) ในที่สุด หลวงพ่อก็ดลบันดาลให้เปลี่ยนชื่อเป็นวัดโสธร อันเป็นนามของหลวงพ่อปัจจุบัน และต่อมาได้มีข้าราชการผู้ใหญ่ได้ไปนมัสการหลวงพ่อที่วัด เล็งเห็นความสำคัญของวัด จึงได้เสนอแต่งตั้งให้เป็นวัดหลวง และขนานนามหลวงพ่อว่า หลวงพ่อโสธร หรือ หลวงพ่อพุทธโสธร ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
ต่อมาพระพุทธรูปองค์พี่ใหญ่ ได้แสดงอภินิหารลอยไปถึงแม่น้ำแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม ชาวประมงได้ช่วยกันอาราธนาท่านขึ้นประดิษฐานไว้ ณ วัดบ้านแหลม มีชื่อเรียกกันว่า หลวงพ่อบ้านแหลม ส่วนองค์กลางได้แสดงปาฏิหารย์ล่องเข้าไปในคลองบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ มีชื่อเรียกขานกันว่า "หลวงพ่อโตบางพลี" เจ้าอาวาสวัดโสธรวรารามวรวิหารองค์ปัจจุบันชื่อ พระราชมงคลวุฒาจารย์ (สุธีย์ ทองบูรณะ) เป็นสมภารแต่ปี พ.ศ. 2541 จนกระทั่งปัจจุบัน
หอพิพิธภัณฑ์ภูมิพลอดุยเดชมหาราช ตั้งอยู่ชั้น 3 อาคารอเนกประสงค์โรงเรียนพุทธโสธร ถนนศรีโสธร ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา ในปี พ.ศ.2526 พระพรหมคุณาภรณ์ (จิรปญโญ นายดาบเจียม กุลละวณิชย์) เจ้าอาวาสวัดโสธรวรารามวรวิหาร เจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา สร้างพิพิธภัณฑ์สำหรับจัดเก็บและจัดแสดงโบราณวัตถุ และสิ่งของเก่าแก่ที่หายากในจังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุยเดชมหาราช ในวโรกาสที่ทรงมีพระชนมายุคบ 60 พรรษา ในปี พ.ศ.2530 และได้รับพระราชทานนามชื่ออาคารว่า อาคารอเนกประสงค์หอสมุด หอพิพิธภัณฑ์ภูมิพลอดุยเดชมหาราช - - จาก ไกด์พงษ์ เมื่อ 16/06/2551 22:00 - - แหล่งข้อมูล : จากวัดโสธรวรารามวรวิหาร ขอบคุณรูปภาพ : จากสำนักงานการท่องเที่ยว กีฬาและนันทนาการ จังหวัดฉะเชิงเทรา ขอบคุณรูปภาพ : จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย |
| รวมกล้วยไม้ - 1 | ||
กล้วยไม้หลายหลากพันธุ์ นานาชนิดทั่วโลก |
||
|
View All |
||