• สุ่ยหนิ๋ว
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : aongying_ying@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-07-19
  • จำนวนเรื่อง : 7
  • จำนวนผู้ชม : 1456
  • จำนวนผู้โหวต : 1
  • ส่ง msg :
guruna
อย่าเลือกข้าง ไม่งั้นคนที่เจ็บจะเป็นเรา
Permalink : http://www.oknation.net/blog/guruna
วันจันทร์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2551
การเมืองของเวียดนาม
Posted by สุ่ยหนิ๋ว , ผู้อ่าน : 119 , 22:42:16 น.  
พิมพ์หน้านี้


การเมืองของเวียดนาม
1.การเมืองของเวียดนามมีเสถียรภาพ เนื่องจากมีพรรคคอมมิวนิสต์ เป็นองค์กรที่มีอำนาจ สูงสุดเพียงพรรคการเมืองเดียว ผูกขาดการชี้นำภายใต้ระบบผู้นำร่วม (collective leadership) ที่คานอำนาจระหว่างกลุ่มผู้นำ ได้แก่
(1.)กลุ่มปฏิรูป ที่สนับสนุนการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ นำโดยอดีตนายก ฟาน วัน ขาย
(2).กลุ่มอนุรักษ์นิยม ซึ่งต่อต้านหรือชะลอการเปิดประเทศ เพราะเกรงภัยของ “วิวัฒนาการที่สันติ” peaceful evolution) อันเนื่องมาจากการเปิดประเทศ และ
(3).กลุ่มที่เป็นกลาง ประนีประนอมระหว่างสองกลุ่มแรก นำโดยอดีตประธานาธิบดี เจิ่น ดึ๊ก เลือง ส่งผลให้รัฐบาลเวียดนามต้องปรับแนวทางการบริหารประเทศให้ยืดหยุ่นและเปิดกว้างมากขึ้น แต่ก็ไม่สามารถดำเนินไปได้ในย่างก้าวที่รวดเร็วนัก
2.เวียดนามได้มีการเลือกตั้งสภาแห่งชาติ สมัยที่ 11 เมื่อ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2545 มีผู้ได้รับการเลือกตั้งทั้งสิ้น 498 คน เป็นผู้สมัครอิสระเพียง 2 คน ที่เหลือเป็นผู้สมัครที่ได้รับการคัดเลือกจากพรรคคอมมิวนิสต์ สภาแห่งชาติมีวาระดำรงตำแหน่ง 5 ปี มีหน้าที่ตรากฎหมาย แต่งตั้งหรือถอดถอนประธานาธิบดี ประธานรัฐสภา และ นายกรัฐมนตรี
3.สภาแห่งชาติชุดใหม่ได้เปิดประชุมเมื่อ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2545 โดยสภาได้มีมติสำคัญๆ คือ
(1.)รับรองผลการเลือกตั้งเมื่อ 19 พฤษภาคม
(2).เลือกตั้งคณะกรรมการต่าง ๆ ประจำสภา
(3.)การเลือกตั้งให้นายเหวียน วัน อาน ดำรงตำแหน่งประธานสภาต่อไป (เมื่อ 23 กรกฎาคม)
(4.)การเลือกตั้งให้นายเจิ่น ดึ๊ก เลือง ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีต่อไป (เมื่อ 24 กรกฎาคม) และ
(5.)เลือกตั้งให้นายฟาน วัน ขาย ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป (เมื่อ 25 กรกฎาคม) และได้มีการปรับคณะรัฐมนตรีเมื่อ 8 สิงหาคม 2545 โดยในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ 26 คน มีรัฐมนตรีที่ได้รับแต่งตั่งใหม่ 15 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ หลายคนเคยดำรงรัฐมนตรีช่วยในกระทรวงนั้น ๆ มาแล้ว นอกจากนี้ ยังมีการตั้งกระทรวงใหม่ 3 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงไปรษณีย์และโทรคมนาคม และกระทรวงภายใน ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางการปฏิรูปเศรษฐกิจและการบริหารประเทศมากขึ้น ซึ่งเมื่อพิจารณาในประเด็นนี้ ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย-เวียดนามที่ดำเนินไปด้วยดีในปัจจุบัน
4.แผนงานการปฏิรูประบบราชการสำหรับปี ค.ศ. 2001-2010 เน้น 4 ประเด็น ได้แก่ การปฏิรูประบบกฎหมาย การปฏิรูปโครงสร้างองค์กร การยกระดับความสามารถของข้าราชการ และการปฏิรูปด้านการคลัง

ความสัมพันธ์ระหว่างพหุภาคีไทยกับเวียดนาม
ความสัมพันธ์ทั่วไป
 ไทยได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับเวียดนามเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2519 และ
เปิดสถานเอกอัครราชทูตที่กรุงฮานอย และสถานกงสุลใหญ่ที่นครโฮจิมินห์ เมื่อปี 2521 และ 2535 ตามลำดับ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย ประกอบด้วยสำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารและสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ปัจจุบันนายกิติพงษ์ ณ ระนอง ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย (ตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2549)
ในส่วนของเวียดนาม ได้เปิดสถานเอกอัครราชทูตในประเทศไทยเมื่อปี 2521 มี
นายเหวียน ซุย ฮึง (Nguyen Duy Hung) เป็นเอกอัครราชทูตฯ (ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2549)
สถานะความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย - เวียดนามในปัจจุบันอยู่ในระดับที่ดี ไม่มีปัญหาสำคัญค้างคา มีการแลกเปลี่ยนการเยือนในทุกระดับอย่างต่อเนื่อง มีการไปมาหาสู่ระหว่างกันเพิ่มขึ้น รวมถึงในระดับท้องถิ่นจากการที่มีเส้นทางเชื่อมโยงถึงกันค่อนข้างสะดวก ทั้งสองฝ่ายได้จัดทำความตกลงรูปแบบต่าง ๆ ระหว่างกันรวมแล้วกว่า 40 ฉบับ
กรอบความร่วมมือ

 ขณะนี้ ทั้งสองฝ่ายได้วางกลไกสำหรับดูแลความสัมพันธ์ในหลายระดับ ในระดับสูงสุดมีกรอบการประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมไทย - เวียดนามอย่างไม่เป็นทางการ (Joint Cabinet Retreat : JCR) ซึ่งในการประชุม JCR ครั้งที่ 1 เมื่อปี 2547 ทั้งสองฝ่ายได้แสดงเจตนารมณ์ใน “แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยกรอบความร่วมมือไทย - เวียดนาม ในทศวรรษแรกของศตวรรษที่ 21” (Joint Statement on the Thailand - Vietnam Cooperation Framework in the First Decade of the 21st Century) ระบุให้มีการเพิ่มพูนความร่วมมือในทุก ๆ ด้าน และตกลงให้จัดตั้งกลไกการหารือร่วม (Joint Consultative Mechanism : JCM) เพื่อให้เป็นกลไกในระดับรองจาก JCR และทำหน้าที่ดูแล ประสานความร่วมมือในภาพรวมแทนคณะกรรมาธิการร่วมไทย - เวียดนาม (Joint Commission : JC)
ในด้านการเมืองและความมั่นคง มีความร่วมมือและประสานกันอย่างใกล้ชิด โดยมีกรอบการประชุมคณะ ทำงานร่วมว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง (Joint Working Group on Political and Security Cooperation : JWG on PSC) เป็นกลไกสำคัญ

ความร่วมมือด้านการค้า
 เป็นสาขาที่มีความก้าวหน้ามาก ดังเห็นได้จากการที่สองฝ่ายตั้งเป้าหมายใน
“แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยกรอบความร่วมมือไทย - เวียดนาม ในทศวรรษแรกของศตวรรษที่ 21” เมื่อต้นปี 2547 ที่จะให้มูลค่าการค้ารวมเพิ่มจาก 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2553 ซึ่งทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุเป้าหมายนี้ในปี 2548 เร็วกว่าที่กำหนดถึง 5 ปี ปัจจุบันทั้งสองฝ่ายได้กำหนดวิสัยทัศน์ร่วมกันที่จะเพิ่มมูลค่าการค้ารวมให้ได้ 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2553

ไทยมีความร่วมมือกับเวียดนามในด้านการค้าข้าวโดยผ่านสภาความร่วมมือค้าข้าว (Council on Rice Trade Cooperation) ซึ่งสมาชิกประกอบด้วยประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย จีน เวียดนาม อินเดีย และปากีสถาน นอกจากนี้ ไทยแสดงท่าทีสนับสนุนเวียดนามให้เข้าร่วมในความร่วมมือด้านยางพาราสามฝ่าย (ไทย - มาเลเซีย - อินโดนีเซีย) เนื่องจากเวียดนามเป็นผู้ส่งออกยางพาราที่สำคัญรายหนึ่ง
ไทย - เวียดนามมีกรอบการประชุมคณะอนุกรรมการการค้าร่วม (Joint Trade
Commission : JTC) จัดตั้งเมื่อปี 2538 มีอธิบดีกรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ เป็นประธานร่วมฝ่ายไทย

ความร่วมมือด้านการลงทุน
 ไทยลงทุนในเวียดนามสูงเป็นอันดับที่ 12 จากนักลงทุนต่างชาติทั้งหมดในเวียดนาม มีโครงการต่าง ๆ รวม 153 โครงการ คิดเป็นมูลค่า 1.54 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (กรกฎาคม 2550) แหล่งใหญ่ที่สุดที่เอกชนไทยไปลงทุนคือที่นครโฮจิมินห์และจังหวัดข้างเคียง ในสาขาสำคัญ ได้แก่ ด้านการท่องเที่ยวและโรงแรม เคมีภัณฑ์ อุตสาหกรรมการเกษตร อาหารสัตว์ อุตสาหกรรมพลาสติก ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ ทั้งนี้สาขาการลงทุนที่มีความน่าสนใจได้แก่ ภาคบริการ ซึ่งไทยมีประสบการณ์และเวียดนามมีความต้องการด้านนี้เพิ่มขึ้นอีกมากเมื่อเข้า WTO และมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง

ด้านวิชาการ สังคม และวัฒนธรรม
 ไทยมีความร่วมมือทางวิชาการกับเวียดนามตั้งแต่ปี 2535 ผ่านกรอบการประชุมความร่วมมือทางวิชาการไทย - เวียดนาม นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นความสำคัญของการแลกเปลี่ยนการสอนภาษาระหว่างกัน โดยไทยได้รับความร่วมมือในการเปิดหลักสูตรสอนภาษาไทยในมหาวิทยาลัย 5 แห่งของเวียดนาม ขณะที่เวียดนามสนับสนุนงบประมาณ 3.5 แสนดอลลาร์สหรัฐ สร้างโรงเรียนสอนภาษาเวียดนามที่จังหวัดนครพนม นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนการศึกษาดูงานสาขาต่างๆ ระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง
เวียดนามให้ความสนใจในเรื่องการพัฒนาหมู่บ้านมิตรภาพไทย - เวียดนาม ที่บ้านนาจอก จังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นสถานที่ที่อดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ เคยพำนักในช่วงกอบกู้เอกราช ขณะนี้ไทย - เวียดนามร่วมกันพัฒนาหมู่บ้านดังกล่าวให้เป็นอีกสัญลักษณ์หนึ่งของการฉลองครบรอบ 30 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน โดยฝ่ายไทยได้จัดสรรงบประมาณ 2 ล้านบาทเพื่อสร้าง “ห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์” ภายในหมู่บ้านดังกล่าวสำหรับเผยแพร่ความรู้ด้านความสัมพันธ์และ
ความร่วมมือด้านวัฒนธรรมของสองประเทศเพื่อเป็นการ “ต่อยอด” โครงการหมู่บ้านมิตรภาพฯ
ในระดับท้องถิ่นก็มีความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะจังหวัดชายแดนซึ่งขณะนี้เครือข่ายเส้นทางคมนาคมสายต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงไทย - เวียดนามได้รับการพัฒนาไปมาก เช่น เส้นทางหมายเลข 9 ตามโครงการ EWEC จากมุกดาหารไปสะหวันนะเขตถึงเมืองเว้ในเวียดนาม (สะพานมิตรภาพ 2 เปิดใช้งานเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2549) เส้นทางหมายเลข 8 จากจังหวัดนครพนมผ่านแขวงคำม่วนไปยังเมืองวิงห์ในเวียดนาม และเส้นทางด้านใต้ เริ่มจากกรุงเทพฯ - อรัญประเทศ - เสียมราฐ - พนมเปญ - โฮจิมินห์ ซึ่งเส้นทางหลักทั้ง 3 จะยังประโยชน์ให้แก่ประชาชนของไทย - ลาว - กัมพูชา - เวียดนาม ในการติดต่อไปมาหาสู่และค้าขายกัน

การแลกเปลี่ยนการเยือนล่าสุด
 นายกรัฐมนตรีได้เยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2549 และต่อมานายเหวียน เติน ซุง นายกรัฐมนตรีเวียดนามได้มาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 21 – 22 ธันวาคม 2549 ภายหลังร่วมพิธีเปิดสะพานมิตรภาพ 2 ที่จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งในการเยือนดังกล่าวมีการหารือในประเด็นที่สำคัญ ได้แก่ การพิจารณาโครงการเพื่อ “ต่อยอด” โครงการพัฒนาเส้นทาง East - West Economic Corridor (EWEC) ที่มีสะพานมิตรภาพ 2 เป็นตัวเชื่อมโยง การเพิ่มบทบาทไทย - เวียดนามเพื่อร่วมกันพัฒนาอนุภูมิภาค การส่งเสริมความร่วมมือด้านข้าวสำหรับประเทศในกลุ่ม ACMECS (ยุทธศาสตร์ความ ร่วมมือทางเศรษฐกิจอิระวดี - เจ้าพระยา - แม่โขง : Ayeyawady – Chao Phraya - Mekong Economic Cooperation Strategy) การขอให้เวียดนามผ่อนคลายกฎระเบียบด้านการค้าและการลงทุนสำหรับเอกชนไทย สำหรับในส่วนของเอกสารสำคัญ รัฐบาลของทั้งสองฝ่ายได้ให้การรับรองแผนยุทธศาสตร์ JSEP (Joint Strategy for Economic Partnership) ซึ่งเป็นเอกสารรายงาน
ผลการศึกษาวิจัย “จุดแข็ง” และเปรียบเทียบศักยภาพของทั้งสองประเทศ เพื่อเสนอแนะแนวทางและโครงการให้แก่ภาครัฐและเอกชนในการร่วมมือกันขยายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระยะยาว นอกจากนี้ ยังมีการรับรองเอกสาร Security Outlook ซึ่งเป็นเอกสารแสดงมุมมองด้านความมั่นคงของทั้งสองประเทศเพื่อวางแนวทางการร่วมมือกันรับมือกับปัญหาด้านความมั่นคงในอนาคต

ความตกลงไทย - เวียดนามที่สำคัญ
1. ความตกลงจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทย - เวียดนาม ลงนามเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2534
2. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติ ลงนามเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2534
3. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือเรื่องการผลิตและส่งออกข้าว ลงนามเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2535
4. ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อน ลงนามเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2535
5. ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว ลงนามเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2537
6. ความตกลงทางด้านวัฒนธรรม ลงนามเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2539
7. ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราซึ่งกันและกันสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทูตและหนังสือเดินทางราชการ และอำนวยความสะดวกในการตรวจลงตราสำหรับหนังสือเดินทางธรรมดา ลงนามเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2540
8. ความตกลงว่าด้วยการแบ่งเขตทางทะเลระหว่างไทยและเวียดนามในอ่าวไทย ลงนามเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2540
9. ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านกฎหมายและการศาล ลงนามเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2541
10. ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในการควบคุมยาเสพติด สารออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทและสารตั้งต้น ลงนามเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2541
11. บันทึกความเข้าใจระหว่างกองทัพเรือไทยและกองทัพเรือเวียดนามว่าด้วยการลาดตระเวนร่วมและการจัดตั้งโครงข่ายการติดต่อสื่อสาร ลงนามเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2542
12. ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดา ลงนามเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2543
13. บันทึกความเข้าใจระหว่างสำนักงานส่งเสริมการลงทุนกับกระทรวงวางแผนและการลงทุนเวียดนาม ว่าด้วยการลงทุนไทย - เวียดนาม ลงนามเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2546
14. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร ลงนามเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2546
15. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการศึกษา ลงนามเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2547
16. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านวิชาการ ลงนามเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2547
17. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านสาธารณสุข ลงนามเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2547
18. แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยกรอบความร่วมมือไทย - เวียดนามในทศวรรษแรกของศตวรรษที่ 21 ลงนามเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2547
19. ความตกลงว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ลงนามเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2547
20. กรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ลงนามเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2547
21. แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยข้อตกลงเพื่ออำนวยความสะดวกการขนส่งทางถนน ลงนามเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2547
22. ความตกลงย่อยว่าด้วยความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ลงนามเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2547
23. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการบังคับใช้มาตรการด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชลงนามเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2547

การเยือนที่สำคัญ
1. การเยือนของฝ่ายไทย
1.1 การเสด็จเยือนของพระราชวงศ์
- พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เยือนเวียดนามใต้ เมื่อวันที่ 18-21 ธันวาคม 2502 - สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ เยือนเวียดนามวันที่ 5-9 กันยายน 2540 เสด็จฯ เยือนนครโฮจิมินห์เพื่อทรงฝึกบินเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2548
- สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนเวียดนาม ๒ ครั้งเมื่อวันที่ 17-21 มีนาคม 2536 และวันที่ 19-21 เมษายน 2543
- สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จเยือนเวียดนาม ๒ ครั้ง เมื่อวันที่ 11-15 พฤศจิกายน 2544 และวันที่ 29 พฤศจิกายน - 1 ธันวาคม 2546
- พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ เสด็จเยือนเวียดนาม ระหว่างวันที่ 18-22 พฤษภาคม 2548 เพื่อทรงแข่งขันแบดมินตัน
1.2 การเยือนของนายกรัฐมนตรี
- พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เยือนเวียดนาม 3 ครั้ง
(1) การเยือนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 25-26 เมษายน 2544
(2) วันที่ 20 กุมภาพันธุ์ 2547 เพื่อประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมไทย - เวียดนาม ครั้งที่ 1
(3) วันที่ 8-9 ตุลาคม 2547 เพื่อร่วมประชุมสุดยอดผู้นำ ASEM ครั้งที่ 5

- พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี เยือนเวียดนาม 2 ครั้ง
(1) การเยือนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2549
(2) การเยือนกรุงฮานอย เพื่อร่วมประชุมผู้นำ APEC ครั้งที่ ๑๔ ระหว่างวันที่ 17-19 พฤศจิกายน 2549

2. การเยือนของฝ่ายเวียดนาม
2.1 การเยือนของประธานาธิบดี
- นายเจิ่น ดึ๊ก เลือง (Tran Duc Luong) ประธานาธิบดีเวียดนาม (ในขณะนั้น) เยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (State Visit) ระหว่างวันที่ 6-8 ตุลาคม 2541

2.2 การเยือนของนายกรัฐมนตรี
- นายฟาน วัน ข่าย (Phan Van Khai) นายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) เยือนไทย 4 ครั้ง
1) วันที่ 9-12 พฤษภาคม 2540 เพื่อเยือนอย่างเป็นทางการ
2) วันที่ 20-21 ตุลาคม 2546 ประะชุมผู้นำ APEC ครั้งที่ 11 ที่กรุงเทพฯ
3) วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2547 ประชุมคณะรัฐมนตรีร่วม ไทย - เวียดนาม ครั้งที่ ๑ ที่จังหวัดนครพนม
4) วันที่ 4 พฤศจิกายน 2548 เยือนไทยเพื่อร่วมประชุมผู้นำ ACMECS ครั้งที่ 2 ที่กรุงเทพฯ
- นายเหวียน เติน ซุง (Nguyen Tan Dung) นายกรัฐมนตรีเยือนไทยอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 20-21 ธันวาคม 2549

ปัญหาการพัฒนาของเวียดนาม
ท่องโลกเศรษฐกิจ เวียดนาม ฤา จะเป็นเสือเศรษฐกิจตัวจริง?
โดย วิธีร์ พานิชวงศ์, สุทธิ สุนทรานุรักษ์, วิเชียร แก้วสมบัติ  วันที่ 2008-02-05 17:09:23
 ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ผู้เขียนได้รับโอกาสที่ดีจากวารสาร Industrial Technology Review ในการสื่อสารเรื่องราวของวิชาเศรษฐศาสตร์ผ่านคอลัมน์นี้ ผู้เขียนตระหนักดีว่าวิชาเศรษฐศาสตร์ โดยเฉพาะเศรษฐศาสตร์มหภาค (Macroeconomics) นั้นเป็นเรื่องไกลตัวพวกเราอยู่พอสมควร อย่างไรก็ตามการศึกษาเศรษฐกิจในมิติที่ซับซ้อนก็คือการศึกษาถึงเรื่องราวของการทำมาหากินรวมไปถึงปากท้องของมนุษย์นั่นเอง
ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว คือ การสื่อสารที่ฉับไวขึ้นตลอดจนความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้วยเหตุนี้เองระบบเศรษฐกิจที่ใช้กลไกตลาด (Market Economy) เป็นเครื่องมือจัดสรรทรัพยากรจึงเข้ามาแทนที่ระบบเศรษฐกิจที่รัฐเป็นผู้วางแผนการจัดสรรทรัพยากรจากส่วนกลาง (Central Government Planning)
ปรากฏการณ์ดังกล่าวนอกจากจะสะท้อนให้เห็นถึงการล่มสลายของระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์แล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องการเสรีภาพในการเลือกที่จะบริโภค หรือผลิตสินค้าและบริการที่ตนเองต้องการซึ่งเป็นปรัชญาพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย
สำหรับซีรีส์ "ท่องโลกเศรษฐกิจ" นี้ ผู้เขียนมีความปรารถนาที่จะนำเสนอเรื่องราวเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ที่น่าสนใจทั้งในแง่ของภูมิหลัง ตัวเลขทางเศรษฐกิจ ศักยภาพในการพัฒนาประเทศ แนวโน้มการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต ตลอดจนความคิดนักเศรษฐศาสตร์ของประเทศนั้น ๆ โดยประเทศแรกที่ผู้เขียนอยากแนะนำ คือ "เวียดนาม"

เวียดนาม: ฤา จะเป็นเสือเศรษฐกิจตัวจริง
ผู้เขียนเชื่อว่าท่านผู้อ่านย่อมได้ยินกิตติศัพท์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของเวียดนามมาไม่มากก็น้อย และว่ากันว่าเวียดนามเนี่ยแหละที่จะเป็น “เสือเศรษฐกิจตัวจริง” ในอีก 5 ปีข้างหน้า
ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ของเวียดนามนั้นมีลักษณะคล้ายคลึงกับ ญี่ปุ่น เยอรมัน และเกาหลี ครับ กล่าวคือ เป็นประเทศที่เผชิญกับความพินาศย่อยยับของสงคราม แน่นอนครับว่า ญี่ปุ่นและเยอรมัน คือ ตัวอย่างของผู้แพ้สงครามในอดีตแต่กลับกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ส่วนเกาหลีนั้นประสบหายนะจากสงครามเกาหลีในช่วงทศวรรษที่ 50 จนทำให้แผ่นดินเกาหลีต้องถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเทศ
สำหรับเวียดนามก็เช่นกันครับ นับตั้งแต่เวียดนามสลัดแอกจากการปกครองของฝรั่งเศสได้ เวียดนามเองก็ต้องเผชิญกับความวุ่นวายทางการเมือง จนต้องแยกออกเป็นเวียดนามเหนือ เวียดนามใต้ จนกระทั่งเมื่อ "ไซ่ง่อนแตก" เมื่อปี ค.ศ.1975 เวียดนามจึงอยู่ภายใต้การปกครองแบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์อย่างสมบูรณ์ โดยมีจีนเป็นพี่เลี้ยงคอยดูแล
ด้วยเหตุนี้เองเวียดนามจึงพัฒนาเศรษฐกิจโดยยึดแนวทางสังคมนิยมแบบจีนเป็นหลัก เนื่องจากมีสภาพสังคมวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกัน เวียดนามได้ใช้การวางแผนเศรษฐกิจจากส่วนกลางหรือ Central Command–based Economy เป็นกลไกการจัดสรรและกระจายทรัพยากร
 อย่างไรก็ดีดูเหมือนว่าแนวทางดังกล่าวจะไม่ได้ผลสักเท่าไรครับ เพราะยิ่งพัฒนาไป คนเวียดนามยิ่งยากจน จนกระทั่งเมื่อจีนเริ่มหันมาเปิดประเทศราว ๆ ต้นทศวรรษที่ 80 สมัยของ "เติ้ง เสี่ยว ผิง" นั้น เวียดนามก็เริ่มหันซ้ายแลขวาว่าจะปรับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของตนเองอย่างไรดี และในที่สุดจุดเริ่มต้นของการพัฒนาประเทศตามแนวทางใหม่จึงเกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1986 ภายใต้แผนการปฏิรูปที่ว่า "โด๋ เหม่ย" ครับ
โด๋ เหม่ย (Doi Moi): แผนปฏิรูปเศรษฐกิจของเวียดนาม
โดยปกติแล้วประเทศสังคมนิยมเมื่อเขาจะปรับเปลี่ยนทิศทางการพัฒนาประเทศนั้น เขาจะต้องประชุมหารือกันในส่วนของพรรคคอมมิวนิสต์ซึ่งเป็นพรรคที่มีอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ เช่น สหภาพโซเวียต สมัยนาย "มิคาอิล โกบาชอฟ" ก็ได้ปรับเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจโดยนำระบบตลาดมาใช้มากขึ้น ภายใต้แผน "เปเรสทอยก้า" (Perestroika) เช่นเดียวกับจีนยุคของเติ้ง เสี่ยว ผิง ที่พยายามสร้างให้สังคมจีนเป็นสังคม "เสี่ยวคัง" อันแปลว่าสังคมอุดมสมบูรณ์ ผู้คนอยู่ดีกินดี
สำหรับเวียดนามก็เช่นกันครับ ในการประชุมใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ครั้งที่ 6 เมื่อ ปี ค.ศ.1986พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม หรือ Communist Party of Vietnam ได้ตัดสินใจที่จะยกเลิกแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจแบบมาร์กซิสต์ซึ่งเน้นการวางแผนเศรษฐกิจจากส่วนกลาง โดยหันมาใช้ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดมาเป็นกลไกการจัดสรรทรัพยากร ซึ่งข้อสรุปของการประชุมใหญ่ครั้งนั้นนำมาซึ่งแผนที่เรียกว่า "โด๋ เหม่ย" (Doi Moi) ซึ่งแปลว่า การปฏิรูป (Renovation) นั่นเองครับ
กล่าวกันว่าการพัฒนาเศรษฐกิจของเวียดนามนั้นได้ยึดจีนเป็นต้นแบบ ด้วยเหตุนี้เองพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามจึงพัฒนาเศรษฐกิจอย่างค่อยเป็นค่อยไป แผนโด๋ เหม่ย นั้นได้กำหนดกรอบการบริหารงานศรษฐกิจไว้ 17 ข้อ ครับ ซึ่งส่วนใหญ่เน้นไปที่การผ่อนคลายกฎระเบียบให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น อีกทั้งยังมีการส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติอย่างค่อยเป็นค่อยไปไม่หวือหวามาก มีการปรับลดค่าเงิน “ดอง” ใหม่ เพื่อเอื้อต่อการทำการค้าการลงทุน ขณะเดียวกันในแง่ของภาคการธนาคารนั้นรัฐบาลเวียดนามก็ยังควบคุมอยู่อย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ในช่วงเริ่มต้นของแผนปฏิรูปนั้น รัฐบาลเวียดนามเน้นเป้าหมายเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมากกว่าอัตราการเจริญเติบ โต ด้วยเหตุนี้เองในช่วงแรก ๆ อัตราการจำเริญเติบ โต เศรษฐกิจจึงอยู่ที่ 2.5%–5% อย่างไรก็ตามดูเหมือนเป้าหมายด้านเสถียรภาพก็ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ เพราะเมื่อเริ่มประกาศใช้แผนปฏิรูปเมื่อปี ค.ศ. 1986 เวียดนามก็ต้องเผชิญกับอัตราเงินเฟ้อถึง 453.5 % นับว่าสูงที่สุดในประวัติการณ์ อย่างไรก็ดีรัฐบาลเวียดนามค่อย ๆ จัดการเรื่องเงินเฟ้อจนค่อย ๆ ลดลงมาเรื่อย ๆ และตัวเลขล่าสุดในปี ค.ศ.2007 เงินเฟ้ออยู่ที่ระดับ 6 % นับว่าดีทีเดียวครับ


วิกฤตการเงินในเอเชีย ปี ค.ศ.1997: จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจของเวียดนาม
 เวียดนามเป็นประเทศที่โตเงียบ ๆ มาแบบเรื่อย ๆ ค่อย ๆ รักษาเนื้อรักษาตัว ผู้เขียนดูตัวเลขเศรษฐกิจของเวียดนามในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา (ค.ศ.1986-2007) ผู้เขียนอดทึ่งไม่ได้ถึงฝีมือการบริหารเศรษฐกิจของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามซึ่งไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่า "จีน" เลยครับ
นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1997 อันเป็นปีที่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินในเอเชียหรือที่รู้จักกันดีในชื่อ "โรคต้มยำกุ้ง" (Tom Yum King Disease) นั้น หลายประเทศในเอเชียล้วนรับผลกระทบไปตาม ๆ กันโดยเฉพาะประเทศไทยที่เป็นต้นตอแห่งวิกฤต ดูจะ "ซึมยาว" กว่าเพื่อนแต่สำหรับเวียดนามเองแล้วปี ค.ศ.1997 เป็นปีที่พวกเขามีอัตราการจำเริญเติบ โต ทางเศรษฐกิจสูงถึง 8.2% ครับ
แม้ว่าหลังวิกฤตไปแล้วเศรษฐกิจเวียดนามจะโตเฉลี่ยอยู่ประมาณ 4 %-7% แต่ก็นับว่าเป็นการเติบ โต อย่างต่อเนื่อง ตัวเลขเศรษฐกิจอื่น ๆ ก็พลอยดีไปด้วยทั้งในแง่ของ "เงินเฟ้อ" ที่สามารถรักษาได้ต่ำกว่า 10% หรือ ตัวเลข "อัตราการว่างงาน" ซึ่งมีเพียง 2% นับว่าอยู่ในระดับที่ต่ำมาก ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นบรรยากาศความน่าลงทุนและการทำมาค้าขาย ตลอดจนมองเห็นโอกาสของตลาดที่จะพัฒนาไปได้อีกไกล
อาจกล่าวได้ว่าหลังวิกฤตการเงินครั้งนั้น ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเวียดนามเลยก็ว่าได้ครับ เพราะเม็ดเงินลงทุนจากหลายประเทศเริ่มหลั่งไหลไปลงทุนในเวียดนามมากขึ้น โดยเฉพาะนักลงทุนจากสิงคโปร์ ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ ฝรั่งเศส หรือแม้แต่ไทยเอง ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนกำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจแต่เวียดนามกลับสามารถประคองตัวและแถมยังดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาสร้างงานและผลผลิตให้กับคนเวียดนามได้อีก
นับตั้งแต่ปี ค.ศ.2000 เป็นต้นมา เวียดนามมีอัตราการเจริญเติบ โต ทางเศรษฐกิจเฉลี่ยอยู่ที่ 7.5% ครับ สูงเป็นอันดับสองรองจากจีนเท่านั้น เห็นแล้วก็น่าอิจฉาดีครับ ! และเมื่อปีที่แล้วพวกเขาเริ่มเปิดตลาดหุ้นที่โฮจิมินห์ ซิตี้ (Ho Chi Min Stock Market) เพื่อดึงเงินลงทุนมาลงในตลาดทุน ในด้านการค้านั้นเวียดนามก็เข้าเป็นสมาชิกองค์กรการค้าโลก (WTO) เมื่อปี ค.ศ.2006 ด้วยเหตุนี้เองทำให้มีบรรษัทข้ามชาติแห่เข้าไปลงทุนกันยกใหญ่ ยกตัวอย่างเช่น บิล เกตต์ เจ้าพ่อไมโครซอฟท์ก็ติดอกติดใจจะเข้ามาสร้างฐานการผลิตใหม่ที่เวียดนาม
"โรงงานทำรองเท้า" อีก หนึ่ง อุตสาหกรรมการผลิตที่เวียดนามได้แย่งฐานการผลิตจากไทยไปแล้ว
 ผู้เขียนมีตัวเลขที่น่าสนใจอีกอย่าง คือ ตัวเลขคนจนในเวียดนามครับ ทางการเวียดนามเขารายงานไว้ว่าช่วงต้นแผนปฏิรูปโด๋ เหม่ย นั้นคนจนเวียดนามมีอยู่ประมาณ 51% ครับ พูดง่าย ๆ คือประชากรเกินครึ่งเป็นคนจน "จน" ในที่นี้หมายถึงมีรายได้ต่ำกว่า 1 ดอลลาร์ต่อวัน อย่างไรก็ตามทุกวันนี้เวียดนามมีคนจนเหลืออยู่เพียง 8% ของประชากรของประเทศ ซึ่งจะว่าไปแล้วมันก็เป็นตัวชี้วัดการพัฒนาที่ดีได้ประการ หนึ่ง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผู้เขียนมองว่า "เวียดนาม" อาจจะเผชิญปัญหาการพัฒนาเศรษฐกิจไม่ต่างไปจากหลายประเทศที่ประสบ โดยเฉพาะปัญหาความไม่เท่าเทียมกันในการกระจายรายได้ เพราะแม้จำนวนคนจนจะลดลงก็จริงแต่ก็ไม่มีใครตอบได้ว่าการกระจายรายได้ดีขึ้นหรือเปล่า นอกจากนี้ปัญหา “เศรษฐกิจฟองสบู่” หรือ เศรษฐกิจแบบเก็งกำไรก็จะกลายเป็นปัญหาที่รัฐบาลคอมมิวนิสต์เวียดนามจะต้องปวดหัวแน่หากไม่สามารถดูแลกฎระเบียบได้ดีพอ ปัญหาเหล่านี้ คือต้นทุนของการพัฒนาที่เวียดนามอาจจะต้องจ่ายต่อไปในอนาคตครับ

บทส่งท้าย: เหลียวมองตัวเรา
 ผู้เขียนเชื่อว่าเวียดนามมีศักยภาพที่จะพัฒนาประเทศได้ไกลไม่แพ้จีนหรือชาติในเอเชียตะวันออก เหตุผลหนึ่งน่าจะมาจาก ความคล้ายคลึงกันของลักษณะผู้คนที่มีวินัยและอดทน ซึ่งหากย้อนดูปูมหลังทางประวัติศาสตร์นั้นชาติเหล่านี้ล้วนเผชิญความยากลำบากจากภัยธรรมชาติและสงครามด้วยกันทั้งสิ้น
แม้ว่าทุกวันนี้เวียดนามยังขาดสาธารณูปโภคบางอย่างมารองรับการพัฒนาแต่ในอนาคตหากพวกเขาได้รับการลงทุนสิ่งต่างๆเหล่านี้มากขึ้น ท่านผู้อ่านคิดว่าเขาจะไปได้ไกลขนาดไหนล่ะครับ นอกจากนี้การพัฒนาระบบการศึกษาอย่างจริงจังซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา “ทุนมนุษย์” นั้นเวียดนามก็ให้ความสำคัญเช่นกัน
ย้อนกลับมามองบ้านเราสิครับ ถึงวันนี้เราคงต้องมานั่งทบทวนกันแล้วว่าการพัฒนาประเทศที่แท้จริงนั้นเราควรจะไปทิศทางไหน เพราะการพัฒนาประเทศควรจะตอบสนองคนกลุ่มใหญ่มากกว่าคนกลุ่มใดกลุ่ม หนึ่ง มิใช่หรือครับ ? แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้าครับ

เอกสารประกอบการเขียน
1. William S. Turley and Mark Selden, "Reinventing Vietnamese Socialism: Doi Moi in Comparative Perspective".
2. ภาพประกอบจาก www.wikipedia.org

  สีสัน "เวียดนาม" กับการประชุมเอเปค
ผ่านไปแล้วกับการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific Economic Cooperation Summit) หรือเรียกให้สั้นและจำง่ายว่า "การประชุมเอเปค" ซึ่งปีนี้จัดขึ้นที่เมืองฮานอย ประเทศเวียดนาม
มีผู้นำจากประเทศสมาชิกทยอยมารวมตัวกันในงานนี้ อาทิ จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา หู จิ่น เทา ประธานาธิบดีจีน มิเชล บาเชเลต์ ประธานาธิบดีชิลี จอห์น โฮเวิร์ด นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย สตีเฟน ฮาร์เปอร์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีไทย ที่ออกเวทีระดับนานาชาติในฐานะนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งแรก ฯลฯ

ความเป็นมาของ เอเปค นั้น เกิดขึ้นจากการประชุมระดับรัฐมนตรีของเหล่าประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เมื่อปี 2532
 มีจุดมุ่งหมายเพื่อสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกและเศรษฐกิจโลก ส่งเสริมการค้าแบบพหุภาคี เปิดเสรีทางการค้าระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก แต่ไม่กีดกันประเทศนอกภูมิภาค รวมถึงอำนวยความสะดวกด้านสินค้า การบริการ และการลงทุนระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ให้เป็นไปแบบเสรี เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายขององค์การการค้าโลก (World Trade Organization - WTO)
ถึงปัจจุบัน สมาชิกของเอเปคประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา รัสเซีย จีน ญี่ปุ่น แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ปาปัวนิวกินี ชิลี เม็กซิโก เปรู เกาหลีใต้ ฮ่องกง ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ ไทย มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ บรูไน และอินโดนีเซีย
จัดประชุมเอเปคกันทุกปี หมุนเวียนไปในหมู่ประเทศสมาชิก อย่างประเทศไทย หลังจากจัดประชุมไปเมื่อ พ.ศ.2535 ก็เวียนมาจัดอีกครั้งใน พ.ศ.2546 มี เสื้อผ้าไหมไทย เป็นที่ระลึกให้กับบรรดาผู้นำประเทศที่เข้าร่วมการประชุม
ส่วนปีนี้ เวียดนาม รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพการประชุมเอเปคเป็นครั้งแรก
เว็บไซต์ของกระทรวงการต่างประเทศของไทย กล่าวถึงเวียดนามกับเอเปคไว้ว่า เข้าเป็นสมาชิกของเอเปคเมื่อ พ.ศ.2540 พร้อมกับประเทศรัสเซีย ก่อนเอเปคจะประกาศงดรับสมาชิกใหม่เป็นเวลา 10 ปี เพื่อมุ่งเน้นการเสริมสร้างฐานความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกให้แข็งแกร่ง
เวียดนาม ให้ความสำคัญกับการเป็นสมาชิกเอเปคมาก มีการเปิดเสรีและอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน ให้ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ วิชาการ และสาขาอื่นๆ กับประเทศสมาชิกเอเปคด้วยกัน
เช่น จัดตั้งกองทุนเอเปคเพื่อเสริมสร้างวิสาหกิจขนาดจิ๋ว และการลงทุนในภูมิภาคเอเปค (APEC Support Fund for Micro Enterprises and intra-APEC Investment Promotion) ร่วมเป็นเจ้าภาพในการส่งเสริมและขยายความร่วมมือเอเปคในการต่อต้านการแพร่ระบาดของไข้หวัดนก เข้าร่วมโครงการ "เอเปค บิซิเนส ทราเวล การ์ด" อำนวยความสะดวกแก่นักธุรกิจในหมู่ประเทศสมาชิกเอเปคในการเดินทางเพื่อติดต่อทำธุรกรรมในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ฯลฯ
การจัดประชุมเอเปคครั้งนี้ เวียดนามโหมโรงเตรียมงานเรียกได้ว่าข้ามปีเลยทีเดียว
พุ่งเป้าไปที่เมืองฮานอย ซึ่งเป็นเมืองที่ใช้จัดการประชุม ทางการเวียดนามต้องเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่
มีการเร่งสร้างสถานที่จัดประชุมเอเปคขึ้นใหม่ เป็นหอประชุมทันสมัยขนาดใหญ่พรั่งพร้อมด้วยเทคโนโลยี ใช้งบประมาณไปถึง 270 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมจัดเตรียมกำลังทหารและตำรวจราว 5,000 นาย มาดูแลความปลอดภัยแก่ผู้นำประเทศสมาชิกเอเปค รวมถึงการสั่งซื้อรถยนต์ใหม่อีก 1,000 คัน เพื่อรับ-ส่ง บรรดาผู้นำและผู้ติดตามคนสำคัญที่เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้
มีการปรับปรุงโรงแรมที่พักชั้นนำระดับ 5 ดาวถึง 25แห่งในตัวเมืองฮานอยเป็นพิเศษ เพื่อต้อนรับเหล่าผู้นำของประเทศสมาชิก ที่จะกระจายไปพักตามโรงแรมต่างๆ
รวมถึงเตรียมไว้รองรับคณะผู้ติดตามและนักธุรกิจต่างชาตินับหมื่นคนที่เข้าไปดูลู่ทางการค้าการลงทุนในเวียดนาม
แม้แต่คนฮานอยเอง ซึ่งเป็นคนสูงอายุเห็นเวียดนามมาตั้งแต่สมัยสงครามโลก ยังให้ความเห็นผ่านสื่อโทรทัศน์ว่า ไม่น่าเชื่อว่าเวียดนามประเทศของตัวเองจะมีศักยภาพจัดงานใหญ่ขนาดนี้ได้
ขณะที่คนหนุ่ม วัยรุ่นในเวียดนามกลับมองว่าเป็นเรื่องน่าภาคภูมิใจอย่างยิ่ง เพราะใครก็มองว่าเวียดนามเป็นประเทศยากจน ด้อยพัฒนา แต่จากการจัดประชุมเอเปคครั้งนี้ เป็นการแสดงให้ทั่วโลกได้เห็นว่าเวียดนามสามารถทำได้ทัดเทียมอารยประเทศ
ถนนหนทางในฮานอยในวันที่มีการประชุมดูสะอาดตา เพราะได้รับการดูแลอย่างดี มีต้นไม้คอยให้ความร่มรื่นตลอด 2 ข้างทาง เด็กเร่ร่อนและคนจรจัดที่อาศัยอยู่ตามถนน ตรอก ซอก ซอย แทบไม่มีให้เห็น เพราะทางการเวียดนามนำตัวไปอยู่ที่ศูนย์กักกัน ซึ่งไม่ได้รับการยืนยันว่าเด็กและคนจรเหล่านั้นได้รับการดูแลเป็นอย่างดีหรือไม่
ส่วนชุดที่บรรดาผู้นำจากประเทศสมาชิกเอเปคใส่เพื่อร่วมกันถ่ายรูปเป็นที่ระลึกในวันที่ 19 พฤศจิกายนนั้น หนีไม่พ้น "อ๋าวหย่าย" ซึ่งเป็นชุดประจำชาติของเวียดนามนั่นเอง
กว่าจะมาถึงวันนี้ที่เวทีเศรษฐกิจระดับโลกต้องเปิดพื้นที่ให้ เวียดนามต้องผ่านการปรับนโยบายเศรษฐกิจครั้งใหญ่
พีรพล ตริยะเกษม นักธุรกิจชาวไทยที่บุกเบิกการลงทุนในเวียดนามตั้งแต่พ.ศ.2529 เล่าถึงสภาพการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ของเวียดนามสมัยนั้นว่า
การเมืองที่ปกครองด้วยระบอบสังคมนิยมของเวียดนามทำให้ไม่เป็นที่ยอมรับขององค์กรระหว่างประเทศในภูมิภาคนัก มีปัญหากับอาเซียน สหรัฐอเมริกา และยุโรปบางประเทศ เวียดนามจึงอยู่ในสภาวะโดดเดี่ยว
เรื่องเศรษฐกิจก็ยังไม่เข้าที่เข้าทาง ประชาชนทำงานได้เท่าไหร่ผลผลิตก็เป็นของรัฐ ทำให้ขาดแรงจูงใจในการทำงาน มีการลงทุนจากต่างชาติอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่เป็นการช่วยเหลือในนามรัฐบาล เช่น สวีเดนเข้าไปทำโรงงานกระดาษ โซเวียตช่วยสร้างสะพาน สร้างเขื่อน ฯลฯ ข้าวไม่พอกิน ต้องซื้อจากต่างประเทศ โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภคไม่ดี ไฟฟ้าติดๆ ดับๆ ความเป็นอยู่ของประชาชนก็อัตคัดขัดสน
พีรพลเล่าต่อว่า ถึงปี 2529 เวียดนามมี นโยบายโด่ย เหมย คือนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ เปิดประเทศรับการลงทุนจากต่างชาติ เน้นเศรษฐกิจนำหน้าการเมือง ปรับเศรษฐกิจให้เป็นสังคมนิยมการตลาด
ช่วงแรกเปิดประเทศ ต่างชาติยังไม่ค่อยเข้าไปลงทุน เพราะยังมีปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ มีปัญหาเรื่องระบบกฎหมาย ปัญหาเรื่องเครดิตการเงินระหว่างประเทศ แต่เวียดนามก็ค่อยๆ แก้ปัญหาไปทีละเปลาะ
ความขัดแย้งระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไทย-เวียดนาม เริ่มคลี่คลายในยุครัฐบาล "น้าชาติ" พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีไทย เพราะมีนโยบาย "เปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า"
"สมัยรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ผมได้รับเชิญจากคณะที่ปรึกษานายกฯให้สรุปเรื่องเวียดนาม และได้เสนอให้มีการเจรจาแลกเปลี่ยนกัน เพราะได้คุยกับรัฐมนตรีต่างประเทศเวียดนามหลายครั้ง เขาอยากมีความสัมพันธ์ที่ดีกับไทย ในที่สุดเกิดการพบปะกันขึ้น ความขัดแย้งก็คลี่คลาย" พีรพลเล่า
เวียดนามยังมีการพบปะพูดคุยกับตัวแทนประเทศอื่นด้วย ทำให้บรรยากาศที่เคยอึมครึมกลับดีขึ้นมา ประกอบกับเวียดนามมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเพื่อเอื้อต่อนักลงทุนต่างชาติ จึงส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน
เมื่อพอจะตั้งหลักทางเศรษฐกิจได้ เวียดนามก็ค่อยสั่งสมความพร้อมและจัดงานใหญ่มาเรื่อย ถึงจุดหนึ่งจึงเสนอตัวเป็นเจ้าภาพการประชุมเอเปค ซึ่งนับว่าสอบผ่าน
"ถ้าดูจากตัวเลขจีดีพีของเวียดนามช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ถือว่าเติบโตอย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจโตได้อีกเยอะ การเมืองมีความมั่นคง ปัญหาก่อการร้ายก็ไม่มี ถือเป็นประเทศที่พุ่งไปได้เร็วมาก" พีรพลสรุป
เวียดนามภายใต้การปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์ พ.ศ.นี้ ก้าวไกลจากเวียดนามสมัยเมื่อกว่า 20 ปีก่อนแทบไม่เห็นฝุ่น
โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ ที่หลังเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปค และหลังเข้าเป็นสมาชิกลำดับที่ 150 ขององค์การการค้าโลก เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมา
...เวียดนามจะกลายเป็นเสือใหญ่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจะเป็นประเทศที่ประชาคมโลกจะมองผ่านไปไม่ได้ในอนาคต

.....มติชนออนไลน์



แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กุมภาพันธ์ 2008 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29