พิมพ์หน้านี้
|
และแล้วเทศการแจกน้ำก็เวียนมาบรรจบครบรอบปีอีกครั้ง ภาพที่ทางการนำรถขนน้ำไปแจกจ่ายชาวบ้านในพื้นที่ภาคอีสานเป็นภาพที่เห็นกันเจนตาทุกรอบปีในช่วงนี้ เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคมจนถึงพฤษภาคมช่วงจะยาวหรือสั้นแล้วแต่ฟ้าฝนจะกำหนด
อีสานใช่ว่าพึ่งจะมาแล้งเอาเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา อีสานแล้งมานมนานกาเลแล้ว สมัยผมเป็นเด็กยังได้เคยไปหาบน้ำมาใช้สำหรับดื่มกิน ซึ่งแหล่งน้ำอยู่ห่างจากหมู่บ้านไกลเป็นกิโลเมตร น้ำที่ว่าชาวบ้านเรียกน้ำซ่าง หรือ สร้างเป็นน้ำที่ชาวบ้านขุดเป็นบ่อไว้สำหรับดื่มกินตามไร่นา ต้องตื่นแต่เช้ามืดหากไปตอนสาย น้ำจะขุ่นเสียก่อนเพราะน้ำมีน้อยคนที่มาก่อนจะตักไปก่อนจนเหลือก้นบ่อและกวนจนขุ่น การหาบใช้ครุถังหาบด้วยไม้คานแล้วต้องหาใบไม้คลุมหรือลอยไว้บนผิวน้ำกันน้ำกระฉอกออกจากครุถังส่วนมากผมจะใช้ยอดใบมะค่าแต้ซึ่งมีอยู่มากตามรายทาง
ต่อมาจึงมีช่างปั้นโอ่งแดงเก็บน้ำฝนขนาดใหญ่เข้ามาในหมู่บ้าน ที่เรียกโอ่งแดงเพราะสมัยก่อนจะทาสีภายนอกเป็นสีแดง ชาวบ้านจึงซื้อหามารองน้ำฝนไว้ดื่ม ได้ตลอดปี ผมก็เลยสบายไปที่ไม่ต้องไปหาบน้ำไกลๆ
บางปีแล้งมากถึงขนาดไม่ได้ทำนา ต้องซื้อข้าวแดงราคาถูกที่ทางการนำไปจำหน่าย หุงหาพอประทังให้รอดพ้นฤดูกาล ข่าวญาติพี่น้องฆ่ากันตายจากสาเหตุแย่งน้ำกันเมื่อไม่กี่วันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่.... มันมีมานานแล้ว เรื่องกับข้าวไม่ต้องพูดถึงกินทุกอย่างที่กินได้ กบ เขียด แย้ กะปลอม(กิ้งก่า) ชาวอีสานจึงมีวัฒนธรรมการกินที่แปลกกว่าภูมิภาคอื่น ด้วยความแห้งแล้งนี้กระมังคนอีสานจึงกินทุกอย่าง แต่ดีอยู่อย่างคือ เมื่อก่อนป่ายังอุดมสมบูรณ์ ซุปเปอร์มาร์เกตของชาวบ้านจึงอยู่ที่นั้น พืช ผักนานา สัตว์เล็กสัตว์น้อยจึงหาได้จากผืนป่า ไข่มดแดงอาหารชั้นสูงของอีสาน (เพราะมันอยู่บนยอดไม้) เมื่อวันที่ 26 27 มีนาคม 2551 ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสไปรับฟังความคิดเห็นเรื่องน้ำของชาวบ้านที่ตำบลวังตะเฆ่ อำเภอหนองบัวระเหว และ พื้นที่ลุ่มน้ำลำสะพุง ที่อนามัยบ้านนาเจริญ ตำบลหนองแวงอำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ (เป็นรอบที่สองแล้วแต่คนละที่)ประเด็นหลักหนีไม่พ้น อ่างโป่งขุนเพชร และอ่างลำสะพุง ซึ่งชาวบ้านอยากได้เหลือเกิน แต่ละที่มีผู้นำและชาวบ้านมาเข้าร่วมรับฟังและให้ข้อเสนอแนะประมาณร้อยคน พอถามว่าใครอยากได้เขื่อนบ้างให้ยกมือ ปรากฏว่ามือที่ยกมีเกินร้อย เพราะกว่าครึ่งพากันยกสองมือ
ในเทีมีคนจุดประเด็นขึ้นน่าสนใจก็คือ เขาเสนอว่าการสร้างโรงน้ำตาลหนึ่งโรงได้ทำลายระบบนิเวศมากมายมหาศาลมากกว่าการสร้างเขื่อนหลายเท่าตัว เหตุผล คือป่าต้นน้ำโดนบุกรุกเพื่อปลูกอ้อยส่งโรงน้ำตาล ป่าที่อยู่ตามหัวไร่ปลายนาก็ไม่มีเหลือหากมีไร่อ้อยเกิดขึ้น แหล่งน้ำที่อยู่ใกล้สวนอ้อยเสื่อมสภาพลงทันทีด้วยพิษสารเคมีที่ใช้ในไร่อ้อย กุ้ง หอย ปู ปลาตายหมด แม้แต่ปลาไหลที่อยู่ใต้ดินยังตายเกลี้ยง ระบบนิเวศโดนทำลายอย่างสิ้นเชิง การเกษตรแบบเลี้ยงชีพซึ่งเป็นการเกษตรแบบเกื้อหนุนต่อระบบนิเวศที่มีมาช้านานโดนไร่อ้อยกลืนเกลี้ยงไม่เหลือ นี่ต่างหากที่ทำลายระบบนิเวศอย่างแท้จริง โรงน้ำตาลหนึ่งโรงทำลายป่าได้มากกว่าหมื่นไร่ และยังทำลายระบบนิเวศที่เกี่ยวข้องทั้ง ดิน น้ำ สิ่งแวดล้อมอื่นๆอีกด้วย ที่ผ่านมาไม่เคยปรากฏว่ามีใครรวมตัวกันต่อต้านการสร้างโรงน้ำตาล โรงมันสำปะหลังอย่างจริงจัง แต่นักอนุรักษ์ทั้งหลายจะยกมือค้านทันทีที่บอกว่าจะมีการสร้างเขื่อน
อืม...ฟังดูแล้วก็มีเหตุมีผลซึ่งเราไม่อาจปฏิเสธได้...ประเด็นนี้น่าคิด แต่ว่าเราคงคิดช้าไปสักนิด เราเสียหลักมาตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่หนึ่งแล้ว พอหันหลังมาอีกทีเราเหลือป่าอนุรักษ์ให้บริหารจัดการน้อยเต็มที
คำถามจึงมีอยู่ว่า ระหว่าง เขื่อน และระบบนิเวศจะเอาอะไร สถานการณ์เช่นนั้นมันบีบคั้นคนตอบเหลือเกิน ตอบไม่ดีมีหวังโดนเหยียบแบนอยู่ตรงนั้นแน่ คำถามต่อมา แล้วทั้งสองอย่างมันไปด้วยกันไม่ได้หรือ สำหรับผมคิดว่าทั้งสองอย่างต้องไปด้วยกันได้ มันคงมีสักวิธีที่ให้ทั้งสองอย่างเดินควบคู่ไปด้วยกัน เพื่อให้คนอยู่ได้ คือให้คนมีน้ำใช้และมีระบบนิเวศที่ดี นั้นคือสิ่งที่ท้าทายในเรื่องของการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผมอยู่กับพื้นที่จึงเห็นความทุกข์ยาก เห็นความขาดแคลนของชาวบ้านมาโดยตลอด เห็นใจชาวบ้านที่ขาดน้ำเหลือเกิน.... ต้องมาวัดกึ๋นรัฐบาลนี้ดูว่าจะจัดการเรื่องนี้กันอย่างไร?
|
| << | มีนาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||