พิมพ์หน้านี้
|
ถึงแม้ว่าเมืองนอกเช่น อเมริกา ที่พี่ไปร่ำเรียนมานั้น discriminate พวกที่มาจากเอเชียก็ตาม ก็อย่างที่พี่บอกไปแล้วว่า ขนาดชาติเดียวกัน คนขาวมันยังรังเกียจคนดำเลย แล้วทำไมมันจะไม่เกลียดเรา แค่สรีระ เราก็แคระแก็น สู้เค้าไม่ได้เลย พูดกันตามตรงว่าเวลาที่พี่เห็นเวลางานเดินแบบทั้งหลาย ที่ชอบจ้างพวกฝรั่ง ฝรั่งนี่หมายถึงไม่ใช่ลูกครึ่งนะ ลูกครึ่งอะ มันยังมีเชื้อไทยบ้าง ไอ้ที่ประเภทหัวทองมาเลย ไปจ้างมันทำไมวะ??? ทำไมไม่จ้างคนไทยไปเดิน หล่อๆสวยๆก็มีตั้งเยอะแยะ ไปเสียตังค์จ้างพวกมันทำไม ทั้งๆที่พวกมันดูถูกเราจะตาย แต่ข้อดีของพวกเค้าคืออะไรรู้มั๊ย พวกนี้มันก็ก้มหัวให้ก็ต่อเมื่อแสดงศักยภาพให้มันเห็นว่าเราเก่งจริงๆ!!! เช่น ไทเกอร์วูด เป็นต้น คนผิวสีก็จริง แต่เรื่องกอล์ฟก็ไม่มีใครสู้เค้าได้ เลย*จำเป็นต้องก้มหัวให้แต่โดยดี เรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับการจ้างงานที่พี่อยากจะพูดก็คือ ถ้าเก่งจริง แน่จริง ก็ต้องกล้าจ้างเค้าสิ กล้าให้ผลตอบแทนที่สูง อย่าว่าแต่สูงเลย พูดไปเสียดายน้ำลาย เอาให้แค่เหมาะสมก็พอแล้ว จบปริญญาโทเมืองนอก บอกว่าเราจ้างอยู่ที่ 14,000 บาท ฟังแล้วอยากไปเรียนต่อกันมั๊ย ถามหน่อยเถอะ??? เอาเงิน 2 ล้านไปสร้าง apartment เก็บเงินเป็นเดือนๆกินดีกว่า อย่างน้อยๆก็ไม่หนี 50,000 กว่าแน่ๆ!!! พูดแล้วรมเสียทุกที เกร็ดข้อที่ 2 คือ การต่อรองเงินเดือน expected salary เรียกแพงไว้ก่อน เพราะว่ายังไงบริษัทมันก็ต่อเราอยู่ดี แต่ก็ไม่ใช่เรียกแพงซะเวอร์นะ เช่น จบตรี เรียกไป 25,000 แต่ถ้าน้องผู้หญิงที่ถ่ายรูปขึ้น ออกมาดูดี ออกมาสวยก็เรียกไปเถอะ อาจจะฟลุ๊คหลุดเข้าไปได้ เรทที่พี่อยากจะแนะนำก็คือ ปริญญาตรีเรียกไปเลย 12,000-15,000 ปริญญาโทเรียกไปเลย 20,000-25,000 แต่ถ้ามีประสบการณ์ทำงานมาแล้วประมาณปีนึง ก็อัดไปเลยซัก 30,000 นอกจากที่บอกว่า ให้เรียกแพงไว้ก่อนเพราะว่ายังไงบริษัทก็ต่อเราลงมาอยู่แล้ว มันมีข้อดีก็คือ มันแสดงให้เห็นว่าน้องมีความมั่นใจ ประมาณว่ามันกล้าเรียกมาขนาดนี้ เอาวะลองเรียกมันมาสัมภาษณ์ดู มันต้องมีอะไรดีแน่ๆ การเรียกเงินเดือนในระดับที่น้อยจนเกินไป มันแสดงให้เห็นว่า ไม่มั่นใจในความสามารถตัวเองว่าเก่งพอหรือป่าว ถ้าน้องๆผ่าน requirements ของที่บริษัทเค้าตั้งไว้เช่น จบโท เกรดเฉลี่ยปริญญาตรีไม่ต่ำกว่า 2.75 เกรดปริญญาโทไม่ต่ำกว่า 3 แล้วถ้ายิ่งจบมหาวิทยาลัยที่คนส่วนมากคิดว่าเป็นเบอร์หนึ่งของเมืองไทยแล้วด้วยละก็ เรียกแพงๆไปได้เลย ยังไงก็มีลุ้น เกร็ดข้อที่ 3 อันนี้เป็นประสบการณ์ที่พึ่งผ่านพ้นไปจากพี่สดๆร้อนๆเลยจากการทำข้อสอบข้อเขียน multiple choices ของบริษัทชื่อดังแห่งหนึ่ง เกร็ดของข้อนี้ก็คือ การทำข้อสอบข้อเขียนที่แบ่งเป็น part หลายๆ part นั้น พยามยามทำให้ได้เยอะที่สุด อย่าเดา! น้องๆบางคนอาจจะคิดว่าก็แหงแหละพี่ ไม่เห็นจะเป็นเกร็ดตรงไหนเลย ใครๆก็อยากทำให้ได้เยอะที่สุดทั้งนั้นแหละ แต่ถ้าทำไม่ได้จะให้ทำยังไง ช้าก่อนนะครับน้องๆ ฟังพี่ก่อน พี่จะยกตัวอย่างข้อสอบที่พี่ไปสอบมาให้ฟังกัน ข้อสอบที่พี่ได้ทำมามีทั้งหมดประมาณ 6 parts แต่ละ part มี 25 ข้อ ใช้เวลาแค่ประมาณ 12 นาที ในแต่ละ part นอกจากนั้นถ้าทำเสร็จก่อนเวลาก็ห้ามทำ part ต่อๆไปก่อน ต้องรอสัญญาณจึงจะเริ่มทำ part ต่อไปได้ เรียกได้ว่า เก่งอย่างเดียวไม่พอแล้ว ต้องไวเป็นปรอทด้วย มัวแต่คิดชักช้า ทำไม่ทันกันพอดี บอกได้คำเดียวว่าไม่ทันหรอก ถึงทันก็ต้อมีข้อที่ตอบแบบไม่ได้คิดกันบ้างอย่างแน่นอน อยากให้เพื่อนๆของคนที่มันออกข้อสอบมานั่งทำกันจริงๆ ว่าจะทันและจะแน่ซักแค่ไหน??? Damian happynewdear@hotmail.com |