พิมพ์หน้านี้
|
คำพูดว่า การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ นั้น ดูท่าจะเป็นเรื่องที่ใช้ได้ดีกับสังคมทุกยุค ทุกสมัย โดยเฉพาะกับตัวฉันเองที่อยู่กับอาการ ปวดหลัง มานานกว่า 2 ปี ซึ่งเบื้องต้นก็รักษาหลายวิธี หลายสถานพยาบาล ทั้งไม่ใช่สถานพยาบาล กินยาหลายประเภท ยาหม้อก็ยังเคยเลย แต่มันก็ไม่หายซะที แถมยังปวดๆๆ ขึ้นเรื่อยๆ หมอวินิจฉัยตรงกันทุกโรงบาลว่า เป็น กล้ามเนื้ออักเสบ แน่นอนชัวร์ป๊าบ !!! ไอ้เราก็นึกดีใจว่า ไอ้โรคกล้ามเนื้ออักเสบนี่มันจะไม่เป็นอะไรมาก แต่ไม่อยากจะเซดเลย มันพาหงุดหงิด วุ่นวายกับการอยู่กับมัน เพราะพอมันปวดขึ้นมา ไม่มีสมาธิทำงานเลย!!! (ให้ตายเถอะโรบินส์) @นิตยสาร a day เพื่อนคลายเหงา@ ช่วงแรกที่ไปหาหมอ หมอก็บอกว่า ต้องออกกำลังกาย แต่อย่าหักโหม ให้ไปว่ายน้ำหรือออกกำลังกายเบาๆ ฉันนึกในใจ โธ่@@ หมอจะเอาเวลาไหนไปออกกำลังกายฟระ และปล่อยให้มันคาราคาซังมานาน จนกระทั่งวันนี้ชักทนไม่ไหว เพราะร่างกายมันต่อต้าน ทำเอานอนไม่หลับ (ซึ่งหมออธิบายภายหลังว่าอาการนอนไม่หลับนี้ เกิดจากประสาทอัตโนมัติมันรวน เนื่องจากเส้นเอ็นและเส้นประสาทมันอักเสบ) อ้าว !!!! เป็นเรื่องใหญ่ล่ะสิ คุณเชื่อไหมฉันทนกับอาการนี้ได้ แบบ ชิมไป บ่นไป เอ้ย!!! เจ็บไป บ่นไป หลังจากรักษาด้วยวิธีการของตัวเอง เพราะต่อต้านกับคำสั่งของคุณหมอมานานกว่า 5 เดือน วันนี้ก็ถึงวันที่....ต้องงอนง้อขอพบหมอเสียที เบื้องต้นมี ผู้มีพระคุณ (ไม่ขอเปิดเผยนาม) แนะนำให้ไปพบหมอที่ ร.พ.เลิดสิน แรกทีเดียวได้ยินชื่อโรงพยาบาลแห่งนี้มันก็คุ้นหูอยู่หรอก แต่อยากจะบอกว่า ไม่รู้จักจริง ๆ ว่ามันอยู่ตรงไหนของกรุงเทพฯ (แต่ไม่กล้าถามคนแนะนำว่า มันอยู่ตรงไหน เพราะกลัวเขาจะรู้ว่าบ้านนอก ฮ่าๆๆ) ฉันจึงถามพรรคพวกเพื่อนฝูง ซึ่งหลายคนก็ไม่รู้จักเหมือนกัน บางคนบอกว่ามันเป็นโรงพยาบาลเอกชนป่ะ ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดฉันจึงเปิดอินเตอร์เนต เพื่อเช็คดูว่ามันตั้งอยู่ตรงไหนของเมืองหลวง ซึ่งก็พบว่ามันตั้งอยู่ตรงเส้น สีลม ทางจะเข้า บางรักซอย 9 นั่นเอง ไม่ใช่ๆๆ จำไม่ได้ว่า ซอยไหน แต่อยู่บางรักนั่นแหละ @@@ mp 4 คู่กาย@@@ ก่อนไปฉันจึงจัดแจงเตรียมตัวเสมือนหนึ่งกำลังจะไปปิ๊กนิค เพราะการไปโรงพยาบาลของรัฐ มันต้องรอๆๆๆๆๆๆ แล้วก็รอ ร๊อ รอ ดังนั้นฉันจึงคิดหาวิธีแก้เบื่อด้วยการ 1. "หยิบหนังสือติดมือสักเล่ม" เพราะหนังสือถือว่าจำเป็นอย่างยิ่งในการใช้เป็นเครื่องแก้เหงา และฆ่าเวลาได้ 2."เสียงเพลง" ถือเป็นอย่างหนึ่งที่ป้องกันความน่าเบื่อ ดังนั้นฉันจึงจัดการชาร์ตแบตเตอรี่เอ็มพี 4 ซะให้เต็มเปี่ยมคิดว่า คงอยู่ซัก 7-8 ชั่วโมง 3."คิดให้สนุก" การคิดแบบนี้จึงทำให้ฉันตั้งนาฬิกาปลุกเพื่อตัวเองแหกขี้ตาไปชิงคิวแรกของโรงพยาบาล พอคิดให้มันสนุก!!! เชื่อไหมคนที่ไม่เคยตื่นเช้าอย่างฉัน ไปถึงโรงพยาบาลก่อน 6 โมงเช้าได้ คิดดู แต่เมื่อมาคิดๆๆ ดูก็ตลกเหมือนกันนะบ้านอยู่ บางซื่อ ถ่อสังขารไปถึง บางรัก แต่เพื่อ หลัง จึงต้องลงทุนเสียหน่อย @@@ชุมชน...แออัด@@@ พอไปถึง.....ด้วยความโชคดี มีคนมารออยู่ก่อนแล้วอย่างนับไม่ถ้วน (จบกัน!! ตั้งใจจะเป็นคิวแรก) จังหวะนั้นฉันจึงมีโอกาสชำเลืองดูโรงพยาบาลจึงเห็นว่า โรงพยาบาลไม่น่าจะมาอยู่สถานที่คับแคบแบบนี้เลย เพราะสถานที่ มีจำกัดจึงทำให้ไม่สามารถขยับขยายอะไรได้อีก ซึ่งส่งผลต่อการรองรับผู้ป่วย ซึ่งก็ได้แต่คิดในใจ เพราะคงทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้ เอา หลัง ตัวเองให้รอดก่อน เพื่อให้วิสัยทัศน์ในการมองฉันจึงหยิบแว่นตาแก้สายตา "สั้น" มาแก้ "เซ่อ" ซึ่งมันก็ทำให้วิสัยทัศน์กว้างขึ้นจริงๆ เพราะตอนแรกมองไม่เห็นเลยว่า ที่ทำบัตรผู้ป่วยใหม่มันอยู่ตรงไหน พอใส่แว่นมันเหมือนพบว่า ความจริงมันอยู่ตรงหน้านั่นเอง จังหวะนั้นก็นึกคำถามขึ้นในใจว่า ทำไมเจ้าหน้าที่เขาทำงานเช้าจัง (วะ) เพิ่งหกโมงเช้านิด ๆ ทำงานแล้วเหรอ??? @@@ทำบัตรผู้ป่วยใหม่ (พอถึงตอนนี้ก็เลยถูกสั่งห้ามกดชัตเตอร์ โดยทางเจ้าหน้าที่แจ้งว่า ต้องขออนุญาตทางรพ.ก่อน หากไม่อนุญาตก็ห้ามถ่าย) แป่ว@@@ ช่วงนั้นฉันจึงเข้าไปแนะนำตัวและขอบัตรบัตรทันที ซึ่งก็ใช้เวลาไม่นาน แต่กระบวนการทุกอย่างในการไปโรงพยาบาลแห่งนี้มันอยู่ที่การ "รอคิวตรวจ" นี่แหละ ที่เป็น "พระเอก" ที่ต้องต้องอยู่กับมัน เพราะใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมงครึ่งกว่าหมอจะมา อีกอย่างที่ทำให้รำคาญและอยากเดินหนีเสียให้ได้ เพราะไม่รู้ว่าคนเจ็บ คนป่วย มาจากไหนมากมาย ทั้งรถเข็น เตียงเข็น โอย!!! จะบ้าตาย ขนาดช่วงเช้ายังมากขนาดนี้ แต่จังหวะนั้นฉันก็ได้สติและรีบคิดใหม่ทันที การมาโรงพยาบาลเหมือนมาทัศนศึกษา ที่เราได้เห็นความเจ็บ ความแก่ ความตาย เราจะได้ปลงๆ กับชีวิต หรือไม่ก็รักษาชีวิตเพื่อไม่ให้ต้องมาหาหมออีก เมื่อคิดได้แบบนี้ไอ้ความรำคาญจากการรอ ร๊อ รอ ก็จบลง ดังนั้นการขมวดคิ้วเพื่อเพิ่ม รอยย่น จึงแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม แทน เพราะก่อนหน้านี้หมอเคยบอกฉันว่า สิ่งหนึ่งที่ทำให้ปวดหลังก็คือ ความ "เครียด" นี่แหละ ดังนั้นวันนี้ฉันจึงขอเป็น น้องฟ้า-นาตาลี ด้วยการใช้หลัก positive thinking ซักวัน ซึ่งมันก็ได้ผลจริง เลิกเบื่อขึ้นมาทันตาเห็น @@@ คลินิคกำลังใจ @@@ เมื่อถูกเรียกชื่อเข้าห้องตรวจสิ่งหนึ่งที่ให้สนุกก็คือ "ขอให้ได้เจอคุณหมอหล่อ ๆ" (ฮ่า ๆๆ ) เรื่องนี้คิดไว้ตั้งแต่ออกจากบ้านแล้ว และสิ่งที่ฉันคิดไว้ก็ได้ลุ้นจริงๆ ด้วย เพราะพอเข้าไปในห้องตรวจที่ออกจะคับแคบไปสักนิด ซึ่งภายในห้องตรวจนั้นหมอได้ให้คนไข้เข้าไปออรวมกันหลายๆ คน เท่าที่นับได้ประมาณ 10 คน จึงทำให้ห้องที่เล็กอยู่แล้วเป็นชุมชนแออัด @@@ "ยา" ที่หมอจัดให้@@@ โดยจังหวะนั้นคุณหมอได้ตรวจอาการคนไข้ต่อหน้าคนไข้รายอื่น ฉันจึงได้รู้ว่า บางคนคนไข้ก็มีอาการเหมือนกันและแตกต่างกัน และในห้องนั้นก็มีคุณหมอที่ช่วยซักถามอาการคนไข้อยู่ถึง 3 คนด้วยกัน คุณหมอแต่ละคนก็จะมีแฟ้มประวัติคนไข้อยู่บนโต๊ะพอๆๆ กัน ช่วงนั้นฉันก็ได้ภาวนาว่า เพี๊ยง!!!! ขอให้ได้รักษากับคุณหมอหล่อ ๆ อะ!!! ให้ทายว่า คำขอเป็นจริงหรือเปล่า??? ปิ๊งป่อง !!! แน่นอนคุณเอ๊ย!!! โชคเข้าข้างฉันจริงๆๆ ด้วย เพราะคุณหมอที่นั่งอยู่ตรงหน้า สุขุม ตาคม ผิวเข้ม โดยเขาซักประวัติฉันถี่ยิบ (ทั้งที่คุณหมอก็ซักประวัติคนไข้ทุกคนเหมือนกัน แต่ก็แอบคิดเข้าข้างตัวเอง) หลังจากได้คำแนะนำจากคุณหมอ "ผู้สุขุม" ฉันจึงเดินตัวปลิว เหมือนไม่มีอาการ "ปวดหลัง" ทั้งที่ช่วงก่อนหน้านี้ปวดปางตาย คราวนี้แหละอาการกล้ามเนื้ออักเสบมันจะหายไปเสียที ต่อไปนี้ฉันจะขยันไปหาหมอและจะขยันออกกำลังกาย แถมจะทำตามที่หมอแนะนำทุกประการ ฮ่าๆๆ |