พิมพ์หน้านี้
ก่อนอื่นผมขออนุญาตแนะนำตัวเองก่อนนะครับ ผมใช้นามใน Blog ว่า Hesse004 นามที่ว่านี้มีที่มาจากชื่อของ Hermann Hesse นักเขียนเยอรมันสัญชาติสวิส ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ในปี 1946 อย่างไรก็ตามอย่าหาว่าผมดัดจริตใช้ชื่อนักเขียนต่างประเทศเลยนะครับ เพราะโดยส่วนตัวแล้วผมประทับใจนักเขียนท่านนี้มากเข้าขั้นว่าหลงรักเลยทีเดียว ผมรู้จักงานเขียนของ Hesse ตั้งแต่สมัยเรียนปี 1 ที่ธรรมศาสตร์ หนังสือชื่อ สิทธารถะ สะดุดตาผมโดยบังเอิญระหว่างที่หาหนังสือในห้องสมุด ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยได้ยินชื่อ Hermann Hesse มาก่อน สังเกตแต่เพียงว่าหน้าปกสิทธารถะมีชื่อ สดใส เป็นผู้แปล หลังจากที่ยืมหนังสือเล่มนี้ไปอ่าน ผมประทับใจในงานชิ้นนี้ของ Hesse มาก อีกทั้งสำนวนแปลของอาจารย์สดใสทำให้หนังสือเล่มนี้มีเสน่ห์อย่างยิ่ง ด้วยความที่หนังสือถ่ายทอดเรื่องราวการแสวงหามรรคของมนุษย์ผู้หนึ่งที่เชื่อมั่นในวิถีของตัวเอง บรรยากาศตามท้องเรื่องจึงย้อนไปถึงสมัยพุทธกาล กล่าวกันว่าในช่วงสมัยดังกล่าวเป็นช่วงที่เกิดปราชญ์ขึ้นมากมายในโลก ทั้ง พระพุทธองค์ ขงจื๊อ หรือคุรุนานักเทพ เป็นต้น Hesse มีวิธีการเล่าเรื่องได้อย่างฉลาด เช่น ตอนพระสมณโคม ที่ว่าด้วยบทสนทนาของพราหมณ์หนุ่มสิทธารถะกับพระพุทธองค์ซึ่งสุดท้ายแล้ว สิทธารถะเลือกที่จะไม่บวชเป็นภิกษุในพุทธศาสนา ดังคำพูดตอนหนึ่งที่สิทธารถะทูลพระพุทธองค์ว่า " พระองค์ทรงบรรลุก็โดยการแสวงหาตามวิธีการของพระองค์เอง โดยการคิดการบำเพ็ญเพียร โดยความรู้และการตรัสรู้ พระองค์ไม่ได้เรียนจากการสอน ด้วยเหตุนี้แหละพระสมณโคดม ข้าจึงคิดว่าไม่มีผู้ใดพบทางหลุดพ้นโดยการเรียนจากคำสอน " คำพูดดังกล่าวตรงกับคำถามที่ผมคิดอยู่เสมอว่าสภาวะนิพพานหรือการบรรลุธรรมของแต่ละคนมันจะเหมือนกันหรือเปล่า? ประโยคที่ยกมาข้างต้นถ้าดูเพียงเผินๆเราอาจจะสรุปว่าสิทธารถะเป็นคนดื้อรั้นและเชื่อมั่นในตนเองสูง แต่อย่างไรก็ตาม Hesse ได้แสดงให้เห็นว่าสิทธารถะพยายามหามรรคาหลายหนทางเพื่อไปสู่วิถีแห่งการหลุดพ้นด้วยตัวเอง หลังจากแสวงหาทางหลุดพ้นโดยอาศัยโลกของโลกกุตระแล้ว สิทธารถะเลือกที่จะหันหลังให้กับโลกดังกล่าวและ เลือกที่จะเรียนรู้โลกแห่งโลกียะที่สิทธารถะไม่คุ้นเคยมาก่อน เขาได้เรียนรู้เพศรสจากหญิงงามเมืองอย่างกมลา เรียนรู้กลการค้าจากกามสวมีพ่อค้าใหญ่ เรียนรู้การเสพสุขของวิถีของปุถุชนที่ครั้งหนึ่งเขาเคยห่อปากอย่างเย้ยหยันวิถีเช่นนี้ ทุกอย่างเป็นโลกที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนนับตั้งแต่เติบโตมาจากตระกูลพราหมณ์และเข้าสู่การแสวงหาด้วยการเป็นสมณะ ผมตั้งข้อสังเกตว่า Hesse เขียนเรื่องนี้โดยให้ชีวิตของสิทธารถะล้อตามแบบพุทธประวัติขององค์สมณโคดม เช่น ชื่อของสิทธารถะก็มีความคล้ายคลึงกับชื่อของเจ้าชายสิทธัตถะ อย่างไรก็ตามสิทธารถะกลับมีชีวิตที่กลับกันกับพระพุทธเจ้าโดยสิ้นเชิง ทั้งนี้เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวชในพระชันษา 29 พรรษาโดยเลือกที่จะทิ้งโลกของโลกียะไว้เบื้องหลัง แต่สำหรับสิทธารถะ เขากลับเลือกที่จะทิ้งโลกของโลกุตระไว้และมุ่งแสวงหาโลกของปุถุชนแทน อย่างไรก็ตามสิทธารถะกลับพบว่าโลกที่เขาลิ้มลองอยู่นั้นมันกลับไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ เสียงในใจบอกให้เขาแสวงหามรรควิถีของการหลุดพ้นต่อไป ณ ริมฝั่งน้ำเขาเกือบเลือกที่จะฆ่าตัวตาย เคราะห์ดีที่สติดึงเขากลับมาได้ทัน ถึงตอนนี้สิทธารถะไม่ต่างอะไรกับคนแพ้ รู้สึกถึงความไร้ค่าของการมีชีวิต พ่ายแพ้ต่อโลก และกิเลส แต่การได้พบชายแจวเรือข้ามฟากอย่าง วาสุเทพ ทำให้วิธีคิดของสิทธารถะเปลี่ยนไป อาจเพราะด้วยวัยที่โตขึ้นความลำพองในการใช้ชีวิตที่ผ่านมาดูจะลดลง อัตตาที่เคยพอกพูนจากการยึดมั่นในสิ่งต่างๆกลับค่อยๆหายไป เขาเรียนรู้จากวาสุเทพ ชายแจวเรือธรรมดา เรียนรู้สัจธรรมจากแม่น้ำ " แม่น้ำกลับเป็นปลายทางของทุกคน ต่างโหยหา ปรารถนาและระทมทุกข์ แล้วเสียงของแม่น้ำก็มีแต่ความหวนไห้ เจ็บปวดและปรารถนาไม่รู้อิ่ม แม่น้ำไหลสู่จุดหมาย สิทธารถะเห็นแม่น้ำอันประกอบด้วยตัวเขา ญาติมิตร และผู้คนที่เคยพบ เร่งไหลพลิ้วไปข้างหน้า ทั้งสายน้ำและเกลียวคลื่นต่างรีบรุดทุกข์ทรมานไปสู่เป้าหมายอันหลายหลาก ไปสู่น้ำตก สู่ทะเล สู่กระแสน้ำ สู่ห้วงมหาสมุทร และแม่น้ำบรรลุถึงเป้าหมายไปตามลำดับ น้ำเปลี่ยนเป็นไอแล้วระเหยกลายเป็นฝนตกสู่พื้น กลายเป็นน้ำพุ ห้วยธารและแม่น้ำ เปลี่ยนใหม่แล้วกลับไหลอีก แต่เสียงเรียกขานนั้นได้เปลี่ยนไปแล้ว มันยังส่งกังวาลเศร้าอย่างเสาะค้น แต่ก็มีเสียงอื่นๆควบคู่มาด้วย เสียงแห่งความสนุกเบิกบาน และเสียงแห่งความเศร้า เสียงความดี เสียงความเลว เสียงหัวเราะและเสียงคร่ำครวญเป็นสรรพเสียงนับร้อยพัน" สิทธารถะ นับเป็นหนังสือที่ผมหยิบมาอ่านบ่อยที่สุด ผมตั้งใจว่าทุกๆปี ผมจะอ่านสิทธารถะอย่างน้อย 1 รอบ ซึ่งในแต่ละปีผมพบว่าผมมองสิทธารถะเปลี่ยนไปตามโลกที่ผมรู้จักและวัยที่โตขึ้น ผมว่าการมีชีวิตอยู่เป็นเรื่องของศิลปะในการสร้างความสมดุลให้กับชีวิตตัวเอง ทุกวันนี้เราลืมถามเสียงในใจของเราว่าเราต้องการทำอะไรหรืออยากทำอะไร เสียงในใจของเราถูกกลบไปด้วยกระแสของโลกาวัตถุ บางหนเราไม่สามารถนำพาตัวเองให้หลุดจากโลกียะขณะที่บางทีเราก็ไปยึดติดกับสิ่งที่แสวงหามากจนเกินไปจนเราไม่อาจพบเจอ ผมว่ามนุษย์ทุกคนเป็นเหมือนพุทธองค์ เป็นเหมือนสิทธารถะ ที่พยายามดิ้นให้หลุดพ้นจากสังสารวัฎฎของการมีชีวิต ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจว่าเราจะได้พบกับมันในชาตินี้หรือชาติไหน Hesse004 |
| "จูบสุดท้าย" ใน Cinema Paradiso | ||
จูบสุดท้ายของ Cinema Paradiso กับดนตรีประกอบของ Ennio Morricone ได้ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังรักในดวงใจของใครหลายคนไปในทันใด |
||
|
View All |
||
| << | สิงหาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | |||
| 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 |
| 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 |
| 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 |
| 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | |