• hesse004
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hesse004@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-08-03
  • จำนวนเรื่อง : 66
  • จำนวนผู้ชม : 21390
  • จำนวนผู้โหวต : 51
  • ส่ง msg :
ออกกำลังความคิด
มาออกกำลังสมองกันเถอะ!
Permalink : http://www.oknation.net/blog/hesse004
วันเสาร์ ที่ 4 สิงหาคม 2550
Hermann Hesse กับ สิทธารถะ
Posted by hesse004 , ผู้อ่าน : 375 , 15:41:57 น.  
พิมพ์หน้านี้


ก่อนอื่นผมขออนุญาตแนะนำตัวเองก่อนนะครับ ผมใช้นามใน Blog ว่า Hesse004 นามที่ว่านี้มีที่มาจากชื่อของ Hermann Hesse นักเขียนเยอรมันสัญชาติสวิส ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ในปี 1946 อย่างไรก็ตามอย่าหาว่าผมดัดจริตใช้ชื่อนักเขียนต่างประเทศเลยนะครับ เพราะโดยส่วนตัวแล้วผมประทับใจนักเขียนท่านนี้มากเข้าขั้นว่าหลงรักเลยทีเดียว

ผมรู้จักงานเขียนของ Hesse ตั้งแต่สมัยเรียนปี 1 ที่ธรรมศาสตร์ หนังสือชื่อ สิทธารถะ สะดุดตาผมโดยบังเอิญระหว่างที่หาหนังสือในห้องสมุด ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยได้ยินชื่อ Hermann Hesse มาก่อน สังเกตแต่เพียงว่าหน้าปกสิทธารถะมีชื่อ สดใส เป็นผู้แปล หลังจากที่ยืมหนังสือเล่มนี้ไปอ่าน

ผมประทับใจในงานชิ้นนี้ของ Hesse มาก อีกทั้งสำนวนแปลของอาจารย์สดใสทำให้หนังสือเล่มนี้มีเสน่ห์อย่างยิ่ง ด้วยความที่หนังสือถ่ายทอดเรื่องราวการแสวงหามรรคของมนุษย์ผู้หนึ่งที่เชื่อมั่นในวิถีของตัวเอง บรรยากาศตามท้องเรื่องจึงย้อนไปถึงสมัยพุทธกาล กล่าวกันว่าในช่วงสมัยดังกล่าวเป็นช่วงที่เกิดปราชญ์ขึ้นมากมายในโลก ทั้ง พระพุทธองค์ ขงจื๊อ หรือคุรุนานักเทพ เป็นต้น

Hesse มีวิธีการเล่าเรื่องได้อย่างฉลาด เช่น ตอนพระสมณโคม ที่ว่าด้วยบทสนทนาของพราหมณ์หนุ่มสิทธารถะกับพระพุทธองค์ซึ่งสุดท้ายแล้ว สิทธารถะเลือกที่จะไม่บวชเป็นภิกษุในพุทธศาสนา ดังคำพูดตอนหนึ่งที่สิทธารถะทูลพระพุทธองค์ว่า " พระองค์ทรงบรรลุก็โดยการแสวงหาตามวิธีการของพระองค์เอง โดยการคิดการบำเพ็ญเพียร โดยความรู้และการตรัสรู้ พระองค์ไม่ได้เรียนจากการสอน ด้วยเหตุนี้แหละพระสมณโคดม ข้าจึงคิดว่าไม่มีผู้ใดพบทางหลุดพ้นโดยการเรียนจากคำสอน " คำพูดดังกล่าวตรงกับคำถามที่ผมคิดอยู่เสมอว่าสภาวะนิพพานหรือการบรรลุธรรมของแต่ละคนมันจะเหมือนกันหรือเปล่า? ประโยคที่ยกมาข้างต้นถ้าดูเพียงเผินๆเราอาจจะสรุปว่าสิทธารถะเป็นคนดื้อรั้นและเชื่อมั่นในตนเองสูง แต่อย่างไรก็ตาม Hesse ได้แสดงให้เห็นว่าสิทธารถะพยายามหามรรคาหลายหนทางเพื่อไปสู่วิถีแห่งการหลุดพ้นด้วยตัวเอง

หลังจากแสวงหาทางหลุดพ้นโดยอาศัยโลกของโลกกุตระแล้ว สิทธารถะเลือกที่จะหันหลังให้กับโลกดังกล่าวและ เลือกที่จะเรียนรู้โลกแห่งโลกียะที่สิทธารถะไม่คุ้นเคยมาก่อน เขาได้เรียนรู้เพศรสจากหญิงงามเมืองอย่างกมลา เรียนรู้กลการค้าจากกามสวมีพ่อค้าใหญ่ เรียนรู้การเสพสุขของวิถีของปุถุชนที่ครั้งหนึ่งเขาเคยห่อปากอย่างเย้ยหยันวิถีเช่นนี้ ทุกอย่างเป็นโลกที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนนับตั้งแต่เติบโตมาจากตระกูลพราหมณ์และเข้าสู่การแสวงหาด้วยการเป็นสมณะ

ผมตั้งข้อสังเกตว่า Hesse เขียนเรื่องนี้โดยให้ชีวิตของสิทธารถะล้อตามแบบพุทธประวัติขององค์สมณโคดม เช่น ชื่อของสิทธารถะก็มีความคล้ายคลึงกับชื่อของเจ้าชายสิทธัตถะ อย่างไรก็ตามสิทธารถะกลับมีชีวิตที่กลับกันกับพระพุทธเจ้าโดยสิ้นเชิง ทั้งนี้เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวชในพระชันษา 29 พรรษาโดยเลือกที่จะทิ้งโลกของโลกียะไว้เบื้องหลัง แต่สำหรับสิทธารถะ เขากลับเลือกที่จะทิ้งโลกของโลกุตระไว้และมุ่งแสวงหาโลกของปุถุชนแทน

อย่างไรก็ตามสิทธารถะกลับพบว่าโลกที่เขาลิ้มลองอยู่นั้นมันกลับไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ เสียงในใจบอกให้เขาแสวงหามรรควิถีของการหลุดพ้นต่อไป

ณ ริมฝั่งน้ำเขาเกือบเลือกที่จะฆ่าตัวตาย เคราะห์ดีที่สติดึงเขากลับมาได้ทัน ถึงตอนนี้สิทธารถะไม่ต่างอะไรกับคนแพ้ รู้สึกถึงความไร้ค่าของการมีชีวิต พ่ายแพ้ต่อโลก และกิเลส แต่การได้พบชายแจวเรือข้ามฟากอย่าง วาสุเทพ ทำให้วิธีคิดของสิทธารถะเปลี่ยนไป อาจเพราะด้วยวัยที่โตขึ้นความลำพองในการใช้ชีวิตที่ผ่านมาดูจะลดลง อัตตาที่เคยพอกพูนจากการยึดมั่นในสิ่งต่างๆกลับค่อยๆหายไป เขาเรียนรู้จากวาสุเทพ ชายแจวเรือธรรมดา เรียนรู้สัจธรรมจากแม่น้ำ " แม่น้ำกลับเป็นปลายทางของทุกคน ต่างโหยหา ปรารถนาและระทมทุกข์ แล้วเสียงของแม่น้ำก็มีแต่ความหวนไห้ เจ็บปวดและปรารถนาไม่รู้อิ่ม แม่น้ำไหลสู่จุดหมาย สิทธารถะเห็นแม่น้ำอันประกอบด้วยตัวเขา ญาติมิตร และผู้คนที่เคยพบ เร่งไหลพลิ้วไปข้างหน้า ทั้งสายน้ำและเกลียวคลื่นต่างรีบรุดทุกข์ทรมานไปสู่เป้าหมายอันหลายหลาก ไปสู่น้ำตก สู่ทะเล สู่กระแสน้ำ สู่ห้วงมหาสมุทร และแม่น้ำบรรลุถึงเป้าหมายไปตามลำดับ น้ำเปลี่ยนเป็นไอแล้วระเหยกลายเป็นฝนตกสู่พื้น กลายเป็นน้ำพุ ห้วยธารและแม่น้ำ เปลี่ยนใหม่แล้วกลับไหลอีก แต่เสียงเรียกขานนั้นได้เปลี่ยนไปแล้ว มันยังส่งกังวาลเศร้าอย่างเสาะค้น แต่ก็มีเสียงอื่นๆควบคู่มาด้วย เสียงแห่งความสนุกเบิกบาน และเสียงแห่งความเศร้า เสียงความดี เสียงความเลว เสียงหัวเราะและเสียงคร่ำครวญเป็นสรรพเสียงนับร้อยพัน"

สิทธารถะ นับเป็นหนังสือที่ผมหยิบมาอ่านบ่อยที่สุด ผมตั้งใจว่าทุกๆปี ผมจะอ่านสิทธารถะอย่างน้อย 1 รอบ ซึ่งในแต่ละปีผมพบว่าผมมองสิทธารถะเปลี่ยนไปตามโลกที่ผมรู้จักและวัยที่โตขึ้น ผมว่าการมีชีวิตอยู่เป็นเรื่องของศิลปะในการสร้างความสมดุลให้กับชีวิตตัวเอง ทุกวันนี้เราลืมถามเสียงในใจของเราว่าเราต้องการทำอะไรหรืออยากทำอะไร เสียงในใจของเราถูกกลบไปด้วยกระแสของโลกาวัตถุ บางหนเราไม่สามารถนำพาตัวเองให้หลุดจากโลกียะขณะที่บางทีเราก็ไปยึดติดกับสิ่งที่แสวงหามากจนเกินไปจนเราไม่อาจพบเจอ ผมว่ามนุษย์ทุกคนเป็นเหมือนพุทธองค์ เป็นเหมือนสิทธารถะ ที่พยายามดิ้นให้หลุดพ้นจากสังสารวัฎฎของการมีชีวิต ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจว่าเราจะได้พบกับมันในชาตินี้หรือชาติไหน

Hesse004


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 15
apooh วันที่ : 10/03/2008 เวลา : 14.11 น.
http://www.oknation.net/blog/bedtaled
ในบางคราความรู้สึกที่ลึกล้ำ เหยียบย่ำย้ำในหัวใจเศร้า เมื่อมองเห็นเส้นทางระหว่างเรา เงียบเหงา ว้าเหว่วังเวงจำ (ดั่งดวงหฤทัย) : ทมยันตี

กำลังจะถามในเอ็นทรี่ ประวัติศาสตร์การตรวจเงินแผ่นดินไทย กับ การต่อภาพจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย ว่า ชื่อคุณเฮส มาจากไหน เหลือบตาลงมาเห็นเอ็นทรี่นี้เลยจิ้ม มาอ่าน(พิมพ์ออกไปอ่านตามเคย อิอิ)
เลยไม่ถามแย้ว
ความคิดเห็นที่ 14
lost-in-space วันที่ : 14/01/2008 เวลา : 21.16 น.
http://www.oknation.net/blog/lostinspace
สิ่งที่เหนือไปกว่าการให้อภัย คือ "การลืม(มันซะ)"

เล่มนี้เราก็อ่านแล้ว เป็นเล่มแรกที่รู้จัก hermann hesse จำเรื่องราวไม่ค่อยได้ รู้แต่ว่าประทับใจมากเมื่ออ่านจบ เป็นหนังสือดี ๆ อีกเล่มหนึ่งที่ควรอ่าน
ความคิดเห็นที่ 13
d@dew วันที่ : 09/08/2007 เวลา : 22.13 น.
http://www.oknation.net/blog/dadew

เหมือนความคิดเห็นที่ 12 เลยค่ะ ได้อ่านตอนเรียน แต่ตอนนี้กลายเป็นหนังสือโปรดไปแล้ว อยากได้เล่มแปลมาเก็บไว้เหมือนกันค่ะ ไม่ทราบจะหาได้ที่ไหนค่ะ เพราะตอนนี้มีแต่ฉบับอังกฤษ
ความคิดเห็นที่ 12
musiclover วันที่ : 06/08/2007 เวลา : 11.31 น.
http://www.oknation.net/blog/musiclover
Musiclover's พื้นที่เล็กๆในใจคุณ

เคยอ่านเรื่องนี้ตอนปี 4 เพื่อสอบวิชาวรรณคดีอังกฤษ
ตอนนั้นอ่านแล้วรู้สึกไม่สนุกเพราะมีเหตุบังคับ
แต่เรื่องนี้ก็กลายเป็นวรรณกรรมที่ติดหัวใจได้มากที่สุด ^^
ความคิดเห็นที่ 11
แม่น้องฯ วันที่ : 06/08/2007 เวลา : 05.47 น.
http://www.oknation.net/blog/MAENONGDD
เปิดเอนทรี่เก่าๆ นำมาเล่าเขียนใหม่ ^_^

เคยอ่านหนังสือที่ท่านพุทธทาสเขียน ควบคู่ไปกับ
อ่าน สิทธารถะ ปรากฎว่าอ่านหนังสือท่านพุทธทาสจบหลายเล่ม แต่อ่านสิทธารถะ ไม่จบเล่ม
เจ้าของบล็อกเขียนแนะนำเล่มนี้ได้อย่างน่าสนใจ ขอชื่นชมจากใจจริงค่ะ
ความคิดเห็นที่ 10
Dogstar วันที่ : 05/08/2007 เวลา : 19.20 น.
http://www.oknation.net/blog/dogstar

อ่านของนักเขียนคนนี้มานานและอ่านหลายเล่มค่ะ
ยอมรับว่าเข้าไม่ถึงบางครั้งไม่เข้าใจค่ะ
แต่จะอ่านอีกครั้งหรึ่งค่ะ
ความคิดเห็นที่ 9
littlewizard วันที่ : 05/08/2007 เวลา : 17.02 น.
http://www.oknation.net/blog/littlewizard


"ผมว่ามนุษย์ทุกคนเป็นเหมือนพุทธองค์ เป็นเหมือนสิทธารถะ ที่พยายามดิ้นให้หลุดพ้นจากสังสารวัฎฎของการมีชีวิต ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจว่าเราจะได้พบกับมันในชาตินี้หรือชาติไหน"
ถ้ามนุษย์ทุกคนเป็นเช่นนั้น
โลกเราจะน่าอยู่กว่านี้
เสียดายที่คนจำนวนมาก
เลือกที่จะยึดแน่นกัยชีวิตตรงหน้า
เพื่อบรรลุเป้าหมาย
ไม่เลือกวิธีการ
สนใจแต่ชาตินี้
ไม่เชื่อเรื่องชาติหน้า


ผมชอบเฮสเสเหมือนกัน


ความคิดเห็นที่ 8
เทพระวี วันที่ : 05/08/2007 เวลา : 15.05 น.
http://www.oknation.net/blog/all
 http://www.oknation.net/blog/esanclassic  

อ่านครั้งใดก็ต้องอดทนครับ
ด้วยความเคารพ
*****************
http://www.oknation.net/blog/esanclassic
ความคิดเห็นที่ 7
ปฐม วันที่ : 05/08/2007 เวลา : 14.18 น.
http://www.oknation.net/blog/pathom
หยุด !!!  การเกลียดชังทุกอย่าง  หันมาเกลียดตัวเองแทน  ตึ่งโป๊ะ !!!

อ้อ... บทเรียน ก็เป็นเล่มโปรดของผมเช่นกัน
ความคิดเห็นที่ 6
ปฐม วันที่ : 05/08/2007 เวลา : 14.17 น.
http://www.oknation.net/blog/pathom
หยุด !!!  การเกลียดชังทุกอย่าง  หันมาเกลียดตัวเองแทน  ตึ่งโป๊ะ !!!

มีคนรัก เฮสเส มาแล้ว

โย่ห์ ยินดีจริง ๆ สิทธารัตถะ อ่านแล้วก็ชอบ แต่ผลงานของเฮสเสที่ผมชอบที่สุดก็

เกมส์ลูกแก้ว
ความคิดเห็นที่ 5
hopebaby วันที่ : 05/08/2007 เวลา : 14.13 น.
http://www.oknation.net/blog/hopebaby
เรื่องเล่าเคล้าเรื่องลวงเรื่องกลวงๆของโลกกลมๆ

เรื่องดี บล็อกเอดิเตอร์ ก็ตาถึง
ชื่นชมและขอบคุณทั้ง 2 ท่านครับ
++++++++++++++++++++++++++++++
ผมอ่านเล่มนี้จบ ตอนวัยหนุ่ม ( ราว 17-18 ปี)
คิดว่าตอนนี้น่าจะอ่านดูอีกซักรอบ
ความคิดเห็นที่ 4
TheQueenofNostalgia วันที่ : 05/08/2007 เวลา : 13.46 น.
http://www.oknation.net/blog/saisoi
Frankly my dear, I don't give a damn.

เขียนดีจัง
มีหนังสือ เฮอร์มาน เฮสเส อยู่ในบ้านค่ะ
แต่คิดว่าไม่ใช่เรื่องสิทธารถะ ไม่เคยอ่านเลยค่ะ
ถ้าสบโอกาสจะเอามาอ่านนะคะ

โหวตแรกให้บล็อกด้วยค่ะ
ความคิดเห็นที่ 3
ประมวลดาระดาษ วันที่ : 04/08/2007 เวลา : 16.01 น.
http://www.oknation.net/blog/daradas

ผมมาอ่านที่เน็ตคาเฟ กทม.คำที่โควตมา เล็ก ใส่แว่นแล้วยังอ่านไม่ออก น่าเสียดาย
ความคิดเห็นที่ 2
nutye วันที่ : 04/08/2007 เวลา : 16.00 น.
http://www.oknation.net/blog/nutye
[บล๊อกผม]...ต่ำกว่า 18 ปีควรพิจารณาให้ดีไม่งั้นเสียวตาย 


สวัสดีครับมาทักทายเพื่อนใหม่...ยินดีที่ได้รู้จักครับ
แล้วมาเยี่ยมบ้างนะครับ
ความคิดเห็นที่ 1
chao-oa วันที่ : 04/08/2007 เวลา : 15.43 น.
http://www.oknation.net/blog/chao-oa
<<<  รักคนมอง   จองคนอ่าน  >>>

โอเค.. เข้าใจค่ะ

ใช้ชื่ออะไรก็ใช่ได้ค่ะ

ขอแค่นำเสนอเรื่องราวดีๆมาให้อ่านกันนะค๊ะ

แวะมาทักทายค่ะ

"เจ้าโอ๋"
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

"จูบสุดท้าย" ใน Cinema Paradiso

จูบสุดท้ายของ Cinema Paradiso กับดนตรีประกอบของ Ennio Morricone ได้ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังรักในดวงใจของใครหลายคนไปในทันใด

View All
<< สิงหาคม 2007 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31