• hesse004
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hesse004@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-08-03
  • จำนวนเรื่อง : 63
  • จำนวนผู้ชม : 18945
  • จำนวนผู้โหวต : 46
  • ส่ง msg :
ออกกำลังความคิด
มาออกกำลังสมองกันเถอะ!
Permalink : http://www.oknation.net/blog/hesse004
วันอาทิตย์ ที่ 5 สิงหาคม 2550
ศิลปะของ Charles Chaplin
Posted by hesse004 , ผู้อ่าน : 341 , 10:12:17 น.  
พิมพ์หน้านี้


ผมว่าความสุขอย่างหนึ่งของคนรักศิลปะ คือ การได้เขียนถึงสิ่งที่ตัวเองรัก สำหรับผมแล้ว, ศิลปะเป็นความบันเทิงที่ช่วยให้ผมหย่อนอารมณ์ได้ทุกครั้งและบางครั้งศิลปะยังทำให้ผมได้เรียนรู้ประสบการณ์ทางอ้อมที่วิเศษจากชิ้นงานเหล่านั้น

จะว่าไปแล้วภาพยนตร์ก็จัดเป็นศิลปะประเภทหนึ่ง เมื่อสองสามเดือนก่อนผมดูข่าวเรื่องที่ผู้กำกับหนังไทยหลายคนพยายามเรียกร้องให้รัฐบรรจุคำว่าภาพยนตร์เข้าไปในรัฐธรรมนูญในฐานะที่เป็นศิลปวัฒนธรรมประจำชาติ ซึ่งผมเองก็เห็นด้วย แม้ว่าศิลปะจะถูกจัดให้เป็นสินค้าฟุ่มเฟือยตามความคิดของนักเศรษฐศาสตร์ เพราะตัวเนื้องานศิลปะมีความยืดหยุ่นต่อรายได้สูง กล่าวคือ เวลาที่เรามีรายได้มาก เราก็อยากจะบันเทิงเริงรมย์สนุกสนาน ทำให้เราอยากเสพงานศิลปะทั้งดูหนัง ฟังเพลง หรือ แม้กระทั่งสะสมภาพเขียน แต่พอรายได้เราลดลง ความต้องการเหล่านี้ของเราดูจะฟุ่มเฟือยเกินไปเพราะต้องคำนึงถึงปากท้องเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตามผมติดใจคำพูดของท่าน ศาสตรจารย์ศิลป์ พีรศรี บิดาศิลปะไทยสมัยใหม่ที่เคยกล่าวไว้ว่า “ชีวิตมนุษย์นั้นสั้นแต่ศิลปะนั้น ยืนยาว”
กลับมาที่เรื่องที่ผมอยากเขียนใน Blog นี้ต่อครับ, ผมเชื่อว่าหลายท่านคงรู้จัก Charles Chaplin และหลายท่านคงเคยผ่านตาหนังของเขามาบ้างแล้ว ในฐานะคนรักหนัง , ผมกำลังสะสมดีวีดี Charles Chaplin ซึ่งหาไม่ค่อยจะง่ายนัก ดีวีดีราคาลิขสิทธิ์ที่ผมทราบคือมีสนนราคาเหยียบหลักพัน หลายท่านคงสงสัยว่าทำไมคนถึงชอบหนังของ Chaplin กันนักหนา โดยส่วนตัวแล้ว ผมมีเหตุผลดังนี้ครับ

1. หนังของ Charles Chaplin เป็นหนังที่ดูเพลิน ไม่ต้องปีนกระได ไต่ภูเขาขึ้นไปดู เพื่อที่จะเข้าใจความคิดของผู้กำกับ โดยปกติแล้วสายหนังที่มาจากผู้กำกับยุโรปมักจะเป็นหนังที่ดูยาก พูดง่ายๆคือเป็นหนัง อาร์ต แต่สำหรับ หนังของChaplin แล้ว แม้ว่าเขาจะเป็นอังกฤษชนโดยกำเนิดแต่ความที่ทำงานกับชาวอเมริกันมาตั้งแต่สมัยเริ่มดัง ทำให้เขาสามารถสื่อสารงานศิลปะของเขาได้อย่างเข้าอกเข้าใจ รสนิยมของคนดูหนังที่ต้องการเพียงแค่ความบันเทิง แต่อย่างไรก็ตามหนังของเขากลับแฝงไปด้วยปรัชญา ข้อคิดและมุมมองที่น่าสนใจหลายอย่างจนอาจกล่าวได้ว่า Charles Chaplin เป็นนักสังเกตการณ์ชั้นยอดของประวัติศาสตร์ศิลปะ

2. โดยบุคลิกการแสดงของ Charles Chaplin แล้ว เขาเป็นคนที่เกิดมาเพื่อสร้างความสุขให้กับคนอื่นโดยแท้จริง แม้ชีวิตจริงของเขาจะไม่ได้ตลกเหมือนในหนังก็ตาม

3. Charles Chaplin เป็นดาราตลกและเป็นผู้กำกับที่มีความเก่งกาจในการเรียกอารมณ์คนดูให้คล้อยตามกับการแสดงหรือบทที่เขากำกับได้ชนิดที่เรียกว่าจำได้ไม่มีวันลืม สิ่งเหล่านี้สะท้อนความเป็นอมตะของศิลปินผู้นี้

4. Charles Chaplin เป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่โดยแท้ เพราะเขาสามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกทั้งหมดจากประสบการณ์ที่ผ่านมาในชีวิตผ่านตัวละครในภาพยนตร์ของเขา ซึ่งตามอัตชีวประวัติของเขานั้น เขาได้เล่าไว้อย่างละเอียดถึงช่วงเวลาที่ลำบากที่สุดในวัยเด็ก เรื่องราวการต่อสู้ชีวิตของแม่ ช่วงเวลาที่รุ่งเรืองในการทำงานกับสตูดิโอดังอย่าง Key Stone และ United Artist ผ่านมรสุมชีวิตในการใช้ชีวิตคู่เช่นเดียวกับศิลปินผู้โด่งดังทั้งหลาย ถูกภัยการเมืองคุกคามจนกระทั่งถูกตั้งข้อหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ แต่ท้ายที่สุด Chaplin ก็ได้พิสูจน์ตัวเองในความเป็นของแท้ว่า สิ่งที่เขาเชื่อมั่นมาตลอดคือคุณงามความดีของมนุษย์ การมองโลกในแง่มุมที่รื่นรมย์อยู่เสมอแม้เวลาเจอภัยพิบัติ ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้มักปรากฏ อยู่ในตัวของศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่ยังเชื่อมั่นความดีงามของมนุษย์แบบไม่ยโสโอหังต่อธรรมชาติ

ผมรู้จักหนังของ Charles Chaplin ตั้งแต่อยู่ชั้นประถม 4 ช่วงเวลานั้นวีดีโอกำลังเป็นที่นิยม ดังนั้นการได้ดูหนังของ Chaplin จึงเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับวัยเด็ก แทบทุกฉากในหนังModern Time ที่ Chaplin เป็นนักแสดงนำ เขียนบท และ กำกับ ยังคงจำตราตรึงใจของผมมาจนถึงทุกวันนี้ ภาพหนุ่มหนวดจิ๋มอารมณ์ดีที่มักเผชิญโชคร้ายอยู่เสมอในห้วงยามที่สังคมปั่นป่วนวุ่นวาย แต่สุดท้ายเขาก็เอาตัวรอดมาจนได้ด้วยการมองโลกในแง่ดี มองทุกอย่างว่าสามารถแก้ปัญหาได้ ไม่ท้อแท้กับการมีชีวิตอยู่ ไอเดียเหล่านี้ยังปรากฏในหนังเรื่อง City Light ที่ Chaplin ปลอบใจเศรษฐีขี้เหล้าว่า Be Brave and Face Life แม้จะเป็นหนังเงียบแต่วลีสั้นๆทั้งสองกลับทำให้ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นคำขวัญที่ดีได้สำหรับคนที่กำลังเผชิญหน้ากับความทุกข์

สำหรับหนังเด่นๆที่ผมอยากแนะนำให้ท่านผู้อ่านลองไปหาชมกัน ได้แก่ Modern Time , City Light , Gold Rush และ The Kid หนังทั้ง 4 เรื่องที่กล่าวมาข้างต้นล้วนเป็นผลงานสุดยอดของ Chaplin ที่สะท้อนความคิดและจิตวิญญาณความเป็นศิลปินของเขาออกมาได้ดีที่สุด นอกจากนี้หนังแต่ละเรื่องสะท้อนสภาพสังคมอเมริกันในยุคที่กำลังก้าวไปสู่ทุนนิยมอย่างเต็มตัว แต่กลับขาดทุนทางสังคม อาทิ ความเอื้ออาทรต่อกัน ความมีน้ำใจ แม้กระทั่งความสามัคคี

Modern Time (1936)เป็นหนังที่เสียดล้อวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญในสหรัฐอเมริกาช่วงทศวรรษที่ 30 หนังทำให้เรารู้ว่าสมัยที่เกิด The Great Depression มันหนักหนาสาหัสอย่างไรในความรู้สึกของชาวอเมริกัน อย่างไรก็ตาม Chaplin ยังแสดงให้เห็นความหวังของการมีชีวิตอยู่ต่อไปในตอนจบของเรื่อง เมื่อเขาและนางเอกเดินควงคู่กันไปบนถนนที่ทอดยาวโดยมีดวงอาทิตย์ที่กำลังจะตกดินขับให้เห็นหนทางที่ยังไม่มืดมนไปเสียทีเดียว

City Light (1931) เป็นภาพสะท้อนความรักของชายจรจัดที่หลงรักหญิงสาวตาบอด โดย Chaplin พยายามทำทุกวิถีทางให้คนที่เขารักได้มองเห็นเป็นปกติ แม้ภายหลังเจ้าหล่อนจะมารู้ความจริงว่าชายจรคนนั้นไม่ใช่เทพบุตรอย่างที่คิดไว้ ฉากที่หญิงสาวจับมือของ Chaplin แล้วรู้ว่าคนที่ช่วยหล่อนมาตลอดเป็นแค่คนกระจอกงอกง่อยธรรมดา น่าจะเป็นฉากรักที่โรแมนติคฉากหนึ่ง พร้อมกับดนตรีคลาสสิคที่บรรเลงอย่างเนิบเนียนทำให้เราอดไม่ได้ที่จะมีน้ำตาคลอไปด้วย

Gold Rush (1925) เป็นหนังที่ฉายให้เห็นกระแสตื่นทองในอเมริกา ภาพของการตื่นทองของนักเผชิญโชคทำให้เห็นอัตตลักษณ์ความเป็นตัวตนของอเมริกันชนตั้งแต่สมัยนั้นแล้วว่าพวกเขาบูชาวัตถุ บูชาความร่ำรวบ มากน้อยเพียงไร กล่าวกันว่าฉากที่ Chaplin ใช้ส้อมจิ้มมันฝรั่งมาเต้นรำไปมานั้นเป็นฉากที่แสดงถึงอัจฉริยะความเป็นตลกของเขาได้ดีทีเดียว

The Kid (1920) นับเป็นหนังน่าประทับใจอีกเรื่องหนึ่งที่ Chaplin แสดงคู่กับ Jackie Coogan ดาราเด็กชื่อดังสมัยนั้น หนังว่าด้วยเรื่องของ Chaplin ที่ต้องรับบทเป็นพ่อบุญธรรมจำเป็นเพื่อเลี้ยงเด็กที่ถูกแม่นำมาทิ้งไว้ ตลอดเวลาเขาได้เลี้ยงดูเด็กคนนี้เป็นอย่างดี อบรมสั่งสอนแต่สิ่งที่ดี ผมสังเกตอยู่อย่างหนึ่งเวลาดูหนังของ Chaplin คือเขามักจะแทรกความเรียบง่ายลงไปในฉากธรรมดา อย่างเช่น ฉากที่เขาสอนให้เด็กน้อยสวดมนต์ขอบคุณพระเจ้าก่อนกินอาหาร แม้ว่าอาหารที่อยู่บนโต๊ะจะไม่ได้วิเศษวิโสอะไรนัก แต่ Chaplin ต้องการให้เด็กสำนึกถึงคุณค่าที่มีต่อสิ่งต่างๆรอบตัว ไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นจะเล็กน้อยเพียงใด

ผมยังรักที่จะดูหนังของ Charles Chaplin อยู่ เพราะทุกครั้งที่ผมเปิดดูผมรู้สึกรื่นรมย์กับชิ้นงานศิลปะเหล่านี้ และด้วยความที่เป็นหนังเงียบทำให้เราสามารถสังเกตอิริยาบถของตัวแสดงได้ตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้เป็นศิลปะที่ปรากฏในหนังของ Charles Chaplin ซึ่งยากนักที่จะหาใครมาทดแทนเขาได้ครับ

Hesse004

อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3
kilroy วันที่ : 05/08/2007 เวลา : 16.45 น.
http://www.oknation.net/blog/kilroy

อย่างนี้ค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ที่มีต่องานศิลปะเมื่อเทียบกับรายได้มีค่ามากกว่าหนึ่ง (absolute term) หรือเปล่าครับ
ชอบครับที่นำเอาหลักเศรษฐศาสตร์มาจับเรื่องบันเทิงซึ่งถือเป็นสินค้าประเภทหนึ่ง
จะคอยติดตามอ่านครับ
ความคิดเห็นที่ 2
TheQueenofNostalgia วันที่ : 05/08/2007 เวลา : 13.53 น.
http://www.oknation.net/blog/saisoi
Frankly my dear, I don't give a damn.

แม้แต่ในวงศิลปะกันเอง Fine arts ก็ยังดูมี "วรรณะ"
ที่สูงกว่า Applied arts ภาพยนตร์นั้นยังต้องไต่เต้า
กันไปอีก แม้ว่า มีคนจำนวนมาก อยากให้ภาพยนตร์
ได้เป็น "ศิลปะแขนงที่ 7" ด้วย

ขอบคุณสำหรับเรื่องราวของ แชปลินนะคะ
ความคิดเห็นที่ 1
Supawan วันที่ : 05/08/2007 เวลา : 11.36 น.
http://www.oknation.net/blog/supawan

ชอบค่ะ แม้ในบทโศก ก็ยังดูตลกๆ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

"จูบสุดท้าย" ใน Cinema Paradiso

จูบสุดท้ายของ Cinema Paradiso กับดนตรีประกอบของ Ennio Morricone ได้ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังรักในดวงใจของใครหลายคนไปในทันใด

View All
<< สิงหาคม 2007 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31