• hesse004
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hesse004@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-08-03
  • จำนวนเรื่อง : 66
  • จำนวนผู้ชม : 21224
  • จำนวนผู้โหวต : 51
  • ส่ง msg :
ออกกำลังความคิด
มาออกกำลังสมองกันเถอะ!
Permalink : http://www.oknation.net/blog/hesse004
วันจันทร์ ที่ 6 สิงหาคม 2550
General Equilibrium เศรษฐศาสตร์แนวแฟนตาซี ตอนกล่องของ Edgeworth
Posted by hesse004 , ผู้อ่าน : 370 , 10:16:57 น.  
พิมพ์หน้านี้


ปกป้อง หรือ อาจารย์ป้อง , มิตรทางปัญญาและสหายสมัยเรียนธรรมศาสตร์ , เคยเขียนแนะนำหนังสือเรื่อง The Making Modern Economic : the lives and ideas of the great thinkers ของ นาย Mark Skousen หลังจากที่ผมมีโอกาสได้อ่านหนังสือเล่มดังกล่าวแล้ว ผมรู้สึกถึงเสน่ห์แบบแปลกๆของนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังทั้งหลาย ทำให้นึกไปถึงคำพูดที่ว่า “มีเส้นบางๆกั้นกลางระหว่างอัจฉริยะกับคนบ้า” อย่างไรก็ตามผมกลับคิดว่าความบ้าหรือเพี้ยน(Freak) ของคนเหล่านี้มีเสน่ห์และไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใครแถมยังสร้างประโยชน์ให้กับโลกวิชาการ ซึ่งต่างจากคนดีๆ ที่มักจะบ้าอำนาจ บ้าชื่อเสียง บ้าเกียรติยศ

หัวเรื่องที่จั่วไว้คงเป็นศัพท์เฉพาะทางที่เด็กเศรษฐศาสตร์คงจะคุ้นเคยเป็นอย่างดี ใช่แล้วครับ! วันนี้ผมจะเขียนเกี่ยวกับเรื่องของ General Equilibrium ซึ่งแปลเป็นไทยว่า ดุลยภาพทั่วไป สมัยที่ผมเริ่มเรียนเรื่องนี้ใหม่ๆ ผมมักประหลาดใจในความช่างคิดของกูรูเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายว่า ทำไม ท่านถึงไม่มีอะไรให้คิดแล้วเหรอ เพราะหลังจากที่เราเจอกราฟตั้งแต่เส้นเดียวไปยังหลายเส้น บางเส้นก็เป็นเส้นตรงบางเส้นเว้าแบบ Convex บางเส้นคว่ำแบบ Concave แถมยังเจอการ Shiftของกราฟทั้งแบบปกติและพิสดาร สารพัดที่จะเจอครับ สุดท้ายพอมาถึงเรื่อง General Equilibrium ผมกลับมาเจอกล่อง (Box) อีก โอ้!...พระเจ้ายอด มันจอร์จมากเลย

ด้วยเหตุนี้เองทำให้ผมมองว่าเรื่อง General Equilibrium มีความเป็นแฟนตาซีสูง เพราะ มันมีความสวยงามอยู่ในตัว เพียงเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าตลาดทุกตลาดในระบบเศรษฐกิจนั้นมันมี ดุลยภาพอย่างไร หรือพูดให้ยากขึ้นไปอีก คือ ทุกตลาดมันจะหาทางปรับตัวเข้าหาดุลยภาพของมันเองจนท้ายที่สุดเกิดดุลยภาพทั่วไปทั้งหมด ดังนั้นเรื่องของ General Equilibrium จึงมีความแตกต่างจาก Partial Equilibrium ที่พิจารณาเจาะจงไปที่ตลาดใดตลาดหนึ่ง

อย่างที่เราทราบกันดีว่าเศรษฐศาสตร์จุลภาคนั้นเติบโตอย่างมั่นคงในแผ่นดินยุโรป โดยมีสำนัก Cambridge เป็นหัวขบวน ภายใต้การนำของปรมาจารย์ Alfred Marshall และ Authur C. Pigou ขณะที่ในเวียนนามีสำนักคิดที่เรียกตัวเองว่าเป็นพวก Austrian School มีนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำเชื้อสายออสเตรียน อย่าง Carl Menger , Ludwig Von Missie และ Eugen Bohm Bawerk (สำหรับรายหลังนี้ จัดเป็นยอดรัฐมนตรีคลังของออสเตรีย ถึงขนาดที่รัฐบาลออสเตรียนำหน้าของเขาไปปรากฏบนธนบัตรเลยทีเดียว) ส่วนในสวีเดนมีสำนัก Stockholm ของ Knut Wicksell ต่อมาสำนักนี้พัฒนาตัวเองจนขึ้นชื่อในเรื่องทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศ และฐานที่มั่นสุดท้ายของวิชาเศรษฐศาสตร์จุลภาคอยู่ที่สวิสเซอร์แลนด์ครับ ภายใต้การนำของ Leon Walras และ Vifredo Pareto ทั้งสองสร้างสรรค์ให้สำนัก Lusanne มีชื่อเสียงในเรื่องของ General Equilibrium โดยเฉพาะ Walras ได้รับการยกย่องเป็นพิเศษจากนักเศรษฐศาสตร์รุ่นหลังว่าเป็นผู้บุกเบิกเอาวิชาคณิตศาสตร์มาผสมกับเศรษฐศาสตร์ได้อย่างลงตัว

กลับมาที่พระเอกของเราครับ , ผมขอแนะนำนักเศรษฐศาสตร์เผ่าพันธุ์ไอริช นามว่า Francis Ysidro Edgeworth (1845 – 1926 ) ครับ Edgeworth เป็นนักเศรษฐศาสตร์ร่วมสมัยเดียวกับ Leon Walras (1834-1910) Alfred Marshall (1842-1924 )และ Vifredo Pareto (1848 - 1923) ทั้งหมดล้วนมีอิทธิพลต่อการสร้างองค์ความรู้ของวิชาเศรษฐศาสตร์จุลภาค

Edgeworth มีประวัติการศึกษายอดเยี่ยม เขาจบการศึกษาที่ Trinity College โดยนอกจากจะมีพื้นความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ระดับเอกอุแล้วเขายังชำนาญการทางสถิติชนิดที่หาตัวจับยาก Edgeworth เริ่มงานเป็นอาจารย์สอนเศรษฐศาสตร์และการเมือง (Political Economy) ที่ Oxford อีกสำนักหนึ่งที่เป็นคู่แข่งกับ Cambridge School ซึ่งงานส่วนใหญ่ของเขาเป็นงานที่ใช้คณิตศาสตร์เป็นเครื่องมืออธิบายเศรษฐศาสตร์ ผมตั้งข้อสังเกตว่าช่วงเวลาดังกล่าววิชาเศรษฐศาสตร์เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งเพราะมีคณิตศาสตร์มาเป็นอาวุธสำคัญที่สนับสนุนความคิด

นักเรียนเศรษฐศาสตร์หลายคนคงจะยังไม่ทราบว่า Edgeworth นี่เองที่เป็นผู้ประดิษฐ์เส้น Indifference Curve ในเรื่อง Utility ซึ่งเจ้าเส้น IC นี้แหละครับที่ทำให้ Alfred Marshall ใช้อธิบายที่มาของเส้นดีมานด์ที่ชื่อ Marshallian Demand อย่างไรก็ตาม แม้คนส่วนใหญ่จะไม่รู้ว่าเขาเป็นคนคิดเส้น IC แต่กล่องเจ้าปัญหาของเขาหรือ Edgeworth Box ก็ได้รับการจดจำในฐานะที่เป็นเครื่องมืออธิบายการแลกเปลี่ยนของผู้บริโภค 2 คน ที่มีสินค้า 2 ชนิด แล้วเอามาแลกกันจนกว่าจะได้รับความพอใจด้วยกันทั้งคู่ ซึ่งแนวคิดการแลกกันหรือ Exchange / Trade กันนั้น ได้ถูกนำมา ต่อยอดอธิบายเรื่องของ General Equilibrium

ดังนั้น อย่าแปลกใจเลยครับเวลาที่เราเรียนเรื่อง General Equilibrium แล้วเราจะคุ้นเคยกับชื่อ Edgeworth Box , Walrasian Economy และ Pareto Optimal สำหรับผมแล้วสิ่งเหล่านี้ยังเป็นแฟนตาซีทางเศรษฐศาสตร์ที่ดูยังไงคนธรรมดาๆอย่างเราๆท่านๆคงไม่อยากคิดอะไรให้มันสลับซับซ้อนใช่มั๊ยครับ

Hesse004


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3
kilroy วันที่ : 06/08/2007 เวลา : 12.43 น.
http://www.oknation.net/blog/kilroy

Extended from my comment #2.
Rely on any given assumptions and subject to 'ceteris paribus'.
ความคิดเห็นที่ 2
kilroy วันที่ : 06/08/2007 เวลา : 12.26 น.
http://www.oknation.net/blog/kilroy

หนังสือของ Mark Skousen ผมมี 'Vienna and Chicago, Friends or Foes?: A Tale of Two Schools of Free Market Economics' อ่านผ่าน ๆ ครับ ยังไม่มีเวลาอ่านแบบเจาะลึก
Edgeworth Box Diagram เป็นเครื่องมือที่ใช้วิเคราะห์ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจของมนุษย์ได้ amazing จริง ๆ ครับ
ความคิดเห็นที่ 1
feng_shui วันที่ : 06/08/2007 เวลา : 10.48 น.
http://www.oknation.net/blog/buzz
feng_shui

Pareto Optimal คุ้นค่ะ แต่ Edgeworth Box นึกไม่ออกค่ะ แต่ ได้ทราบว่าIC มาจากEdgeworth
ขอบคุณค่ะ
Topic น่าสนใจมากค่ะ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

"จูบสุดท้าย" ใน Cinema Paradiso

จูบสุดท้ายของ Cinema Paradiso กับดนตรีประกอบของ Ennio Morricone ได้ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังรักในดวงใจของใครหลายคนไปในทันใด

View All
<< สิงหาคม 2007 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31