• hesse004
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hesse004@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-08-03
  • จำนวนเรื่อง : 67
  • จำนวนผู้ชม : 23849
  • จำนวนผู้โหวต : 53
  • ส่ง msg :
more
ออกกำลังความคิด
มาออกกำลังสมองกันเถอะ!
Permalink : http://www.oknation.net/blog/hesse004
วันศุกร์ ที่ 24 สิงหาคม 2550
Letter From Iwo Jima สงครามของผู้พ่ายแพ้
Posted by hesse004 , ผู้อ่าน : 345 , 09:37:44 น.  
พิมพ์หน้านี้


เรื่องที่ผมจั่วหัวไว้ข้างต้นหลายท่านที่เป็นนักดูหนังหรือชอบดูหนังคงคุ้นชื่อกันอยู่บ้าง กับ Letter From Iwo Jima ผลงานกำกับลำดับที่30ของ Clint Eastwood

 

โดยปกติแล้วเรื่องราวของสงครามมักจะถูกถ่ายทอดจากมุมมองของผู้ชนะจนแทบเรียกได้ว่ามันเป็นความภูมิใจของผู้มีชัยเลยก็ว่าได้ อย่างไรก็ดีผมว่าเรามักไม่ค่อยได้รับรู้เรื่องราวของผู้พ่ายแพ้กันสักเท่าไร ยิ่งในโลกของภาพยนตร์ แล้ว สตูดิโอทั้งหลายในHollywood ล้วนพยายามสร้างหนังสงครามในมิติที่อเมริกามักเป็นพระเอกเสมอ

 

 ผมตั้งข้อสังเกตกับเรื่องนี้ว่า ความที่อเมริกันชนมีประวัติศาสตร์ที่สั่นจุ๊ดจู๋ ซึ่งถ้านับแล้วยังไม่ถึง 250 ปีด้วยซ้ำไป ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ความภูมิใจของชนชาติจำต้องสร้างขึ้นผ่านการหมิ่นเหยียบชาติที่ด้อยกว่าโดยพยายามหาเหตุผลมาอธิบายว่าเพราะเหตุใดกูจึงต้องทำอย่างนี้ ทำไมจึงต้องร่วมสงครามหรือเพราะเหตุใดกูถึงต้องทำตัวเป็นตำรวจโลกที่คอยพิทักษ์ปกปักคุ้มครองความฉิบหายของมวลมนุษย์อยู่เสมอ

ยิ่งถ้าเราดูหนังพีเรียดที่มีฉากหลังเป็นหนังสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วส่วนใหญ่หนังอย่าง Saving Private Ryan (1998) , Schinder List (1993) ,ซึ่งทั้งสองเรื่องกำกับโดยพ่อมดแห่ง Hollywood อย่าง Spilberg, หรือย้อนกลับไปเมื่อทศวรรษที่ 50 ถึง70 ที่หนังสงครามโลกครั้งที่สองถูกสร้างออกมาอย่างเกลื่อนกราด ไม่ว่าจะเป็น The Great Escape (1963) The Gun of Navarone (1961) The Longest Day (1962) Patton (1970) The Bridge on the River Kwai (1957) เป็นต้น หนังเหล่านี้ล้วนถูกผลิตซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพียงเพื่อยกย่องเชิดชูวีรบุรุษสงครามซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นทหารอเมริกันโดยมีเยอรมัน ญี่ปุ่น หรืออิตาลีเป็นผู้ร้ายอยู่เสมอ

สำหรับ Letter from Iwo Jima (2006) ของ Clint Eastwood เป็นหนังสงครามโลกครั้งที่ 2 เช่นกัน แต่ผมจัดให้อยู่ในสกุลหนังที่มีเนื้อหาต่อต้านสงคราม เช่นเดียวกับ The Thin Red Line (1998) ของ Terrence Marick หรือ The Pianist (2002)ของอากู๋
Roman Polanski

Letter from Iwo Jima เล่าถึงช่วงเวลา 4-5 เดือนสุดท้ายก่อนที่ญี่ปุ่นจะแพ้สงคราม ตามข้อมูลทางประวัติศาสตร์บอกเราว่าหมู่เกาะ Iwo Jima (อ่านว่า “ไอโวจิมา” ครับ) เป็นเกาะหนึ่งในหมู่เกาะโบมินซึ่งส่วนใหญ่เป็นภูเขาไฟที่ดับแล้ว ภายในเกาะมีถ้ำอยู่หลายแห่งด้วยเหตุนี้เองทำให้กองทัพญี่ปุ่นสามารถสร้างป้อมปราการไว้เป็นฐานที่ตั้งของกองกำลังเพื่อสกัดกั้นไม่ให้เครื่องบินอเมริกาเข้าไปทิ้งระเบิดโจมตีเกาะญี่ปุ่นทั้งเกาะได้ พูดง่ายๆก็คือ Iwo Jima เปรียบเสมือนเกาะหน้าด่านที่อเมริกาต้องการเพื่อใช้เป็นฐานจอดเครื่องบินรบสำหรับโปรยระเบิดนาปาล์มทำลายญี่ปุ่น ขณะเดียวกันญี่ปุ่นก็ต้องรักษาเกาะนี้ไว้สุดชีวิตเพราะหากเกาะนี้ถูกยึดเมื่อไรนั่นหมายถึงเค้าลางของความพ่ายแพ้ย่อมตามมา

แต่แล้ว เกาะ Iwo Jima ก็ถูกอเมริกาเปิดบริสุทธิ์ยึดเป็นฐานที่มั่นจนได้เมื่อเดือนมีนาคมปี 1945 ครับ และ 5 เดือนหลังจากนั้นญี่ปุ่นต้องยอมแพ้สงคราม เรื่องราวของสมรภูมิรบ Iwo Jima ที่ปู่ Clint แกบรรจงถ่ายทอดให้เราเห็นนั้น ทำให้เรานึกถึงความไร้สาระของการทำสงคราม เพราะสงครามคือการทำลายล้างอย่างแท้จริง นอกเหนือจากชีวิตทหารและพลเมืองผู้บริสุทธิ์ที่สูญเสียไปแล้ว สงครามยังพรากจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ออกไปด้วย

 

หลายปีก่อนผมเคยชื่นชอบวีรบุรุษสงครามโดยเฉพาะพวกนายพลรวมทั้งผู้นำระดับโลกทั้งหลาย แต่เมื่อยิ่งเติบโตขึ้น การทำความเข้าใจกับประวัติศาสตร์ของมนุษย์กลับทำให้ผมมองเห็นความโลภ ความตะกละในอำนาจของคนใหญ่คนโตเหล่านั้น ขณะเดียวกันผมกลับศรัทธาชีวิตเล็กๆของทหารที่ออกสู้รบกลางสมรภูมิทั้งที่ลึกๆแล้วก็รักตัวกลัวตายเหมือนกัน แต่การต่อสู้ของพวกเขาก็เพียงเพื่อทำหน้าที่โดยจิตสำนึกที่ดีของความเป็นผู้ปกป้องคนหนึ่งที่อาจจะคิดเพียงว่าสิ่งที่ทำไปก็เพื่อลูกเมียคอรบครัวหรือเพื่อนฝูงที่อยู่แนวหลังเท่านั้นเอง มิใช่เพื่อเกียรติยศชื่อเสียงหรือโหยหาคำว่า วีรบุรุษ วีรสตรี แต่อย่างใด ผมว่าไอ้คำปอปั้นเหล่านี้หรือเหรียญตรากล้าหาญมันเป็นเพียงสิ่งสมมติที่มนุษย์บางพวกสร้างขึ้นมา ซึ่ง Clint Eastwood แกมาเฉลยได้อย่างแนบเนียนในหนังที่แทบเรียกได้ว่าเป็นภาคต่อของ Letter from IwoJima นั่นคือ Flag of our Father (2006) ครับ

หลายท่านคงเคยผ่านตากับภาพเหล่าทหารอเมริกัน4-5 คน ที่ช่วยกันแบกธงชาติของพวกเขาขึ้นปักบนยอดเขา Suribashi บนเกาะ Iwo Jima นั่นแหละครับ คือวันที่อเมริกาประกาศก้องว่า “กูกำลังจะเป็นมหาอำนาจชาติใหม่บนโลกสีน้ำเงินใบนี้” กลับมาที่หนังต่อครับ Letter from Iwo Jima,  ทำให้เราเห็นภาพของหลายมนุษย์บนเกาะแห่งนี้ในห้วงเวลาของความพ่ายแพ้ ตั้งแต่นายพลไปยันพลทหาร สงครามในทัศนะของผู้ปราชัยย่อมสร้างความเจ็บปวดให้กับพวกเขาอยู่ไม่น้อย ด้วยเหตุนี้เองทหารญี่ปุ่นส่วนใหญ่ ,ยกเว้นโกโบริในคู่กรรม, จึงยอมฆ่าตัวตาย

ผมเองเริ่มรู้สึกแล้วว่ายิ่งดูหนังสงครามมากขึ้นเรื่อยๆ ผมกลับยิ่งเห็นความตายเป็นเรื่องสวยงาม (The beautiful death) สวยงามในที่นี้หมายถึง ในยามที่เรากำลังเผชิญเงื้อมมือของมัจจุราชนั้น เราจะจัดการกับอารมณ์ของตัวเองอย่างไรในห้วงเวลาสุดท้ายของชีวิต เราจะกลัวลนลานหรือเปล่า? หรือจะเข้าใจว่ามันก็เป็นแค่กฎหนึ่งของการดับสูญ คุณผู้อ่านลองคิดดูนะครับว่าถ้าเราเห็นเพื่อนทหารของเรากำลังดึงสลักระเบิดมาวางไว้ที่หัวใจ แล้วเพียงอึดใจเดียวร่างของเพื่อนก็มอดไหม้ไปต่อหน้า เราจะรู้สึกอย่างไร? เราจะเลือกตายอย่างนั้นหรือเปล่า? สิ่งเหล่านี้ล้วนมีรากมาจากความเป็นซามูไรของชาวญี่ปุ่น ผมว่าปรัชญาของซามูไรมีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อยครับ โดยเฉพาะการสื่อสารให้เห็นถึงความเป็นมนุษย์ที่แท้

สำหรับตัวละครสำคัญที่จะไม่เอ่ยไม่ได้เลย คือ นายพล Kuribayashi Tadamichi , นำแสดงโดย Ken Watanabe นายพลคนนี้เป็นบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริงตามประวัติศาสตร์ครับ (ดูภาพประกอบ) Kuribayashi มีโอกาสไปร่ำเรียนที่อเมริกา ทำให้เขาซึมซับบางอย่างของโลกตะวันตกเช่นความเชื่อในเรื่องเสรีภาพของมนุษย์ ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงไม่ลงโทษทหารแบบซี้ซั้ว ขณะเดียวกันเขาก็ยังชื่นชมกับความเป็นนิปปอนชนโดยเฉพาะปรัชญาการใช้ชีวิตของซามูไรที่ถึงที่สุดแล้วเกียรติยศ ประเทศชาติ และสมเด็จพระจักรพรรดิย่อมสำคัญกว่าชีวิตตนเอง Kuribayashi นับเป็นตัวละครสำคัญเพราะเขาเป็นผู้บันทึกทุกอย่างบนเกาะ Iwo Jima ผ่านจดหมายที่ตั้งใจส่งให้เมียและลูกๆที่บ้าน แต่จดหมายไม่เคยถูกส่งแต่อย่างใดและถูกฝังไว้ในถ้ำบัญชาการในวันที่ทหารอเมริกันยึดครองเกาะนี้ได้ หลังจากนั้นอีกหลายสิบปี เราจึงได้รับรู้เรื่องราวของวาระสุดท้ายของทหารญี่ปุ่นบนเกาะแห่งนี้ สำหรับผมแล้ว , สงครามในทัศนะของผู้แพ้บางทีดูมันจะมีคุณค่ามากกว่าชัยชนะของมหาอำนาจอย่างอเมริกาเสียอีกครับ

Hesse004


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6
กิต วันที่ : 15/12/2007 เวลา : 03.05 น.
http://www.oknation.net/blog/kit2550
สิ่งที่ยังไม่รู้........ยังมีอีกเยอะขอบคุณทุกท่าน....ที่นำเรื่องที่ยังไม่รู้...แบ่งปันกันรู้


ความคิดเห็นที่ 5
apooh วันที่ : 10/11/2007 เวลา : 17.53 น.
http://www.oknation.net/blog/bedtaled
Don't let Dangerous man No Choice : Death Race

ตอนแรกอยากดูหนังเรื่องนี้ด้วย สองเหตุผล คือ
1. คลิ้นท์กำกับ
2. เคน วาตะนาเบ้ แสดง
ขอบคุณคุณเฮ้าส์ค่ะ ที่เล่าซะจนอยากดูเป็นเหตุผลที่สาม เรยยย
รุ้สึกเสมอว่าสงครามไม่เคยสร้างสิ่งใดนอกจากสร้างความเสียหาย ได้มุมใหม่จากงานคุณ คือ สงครามสร้างคนเกลียดสงครามค่ะ

ปล. ก้อพี่โกตายในอ้อมกอดฮิเดโกะ ที่สถานีบางกอกน้อย ระหว่างสงครามแล้วนิ
ความคิดเห็นที่ 4
julyrhapsody วันที่ : 02/09/2007 เวลา : 17.01 น.
http://www.oknation.net/blog/julyrhapsody
'attitude is everything'

เป็นประเด็นที่น่าสนใจมากเลยค่ะ
แต่ "ผมเองเริ่มรู้สึกแล้วว่ายิ่งดูหนังสงครามมากขึ้นเรื่อยๆ ผมกลับยิ่งเห็นความตายเป็นเรื่องสวยงาม (The beautiful death)" นี่น่าคิด ขณะที่คุณมองว่าเป็นการจัดการอารมณ์/ดับสูญ แต่เป็นเพราะเราดูฉากการตายมากเกินไปหรือเปล่าทำให้เราเริ่มมีความต้านทานต่อความสยดสยองมากยิ่งขึ้น???
ความคิดเห็นที่ 3
stanby-me วันที่ : 02/09/2007 เวลา : 16.41 น.
http://www.oknation.net/blog/unchaiwat

ดูแล้วครับ รู้สึกเหมือนคุณเลย และทุกชีวิตยอมมีความรักชีวิตของตัวเอง ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งไหน ในเรื่องพลทหาร กับนายพลก็เหมือนกัน ทั้งมีครอบครัวและยังรักครอบครัวเช่นกัน แต่สุดท้ายคนเราส่วนให่ญก็ยังรักศักดิ์ศรีของตัวเอง และที่สำคัญในจุดเล็กๆ ของสงครามยังมีความเมตตาให้เห็นทั้งสองฝ่าย
ความคิดเห็นที่ 2
d@dew วันที่ : 26/08/2007 เวลา : 18.39 น.
http://www.oknation.net/blog/dadew

ไม่ชอบดูหนังสงครามเลยค่ะ ทำใจให้เข้าใจไม่ได้ซักทีว่าทำไมต้อง "ฆ่า" กัน
ความคิดเห็นที่ 1
Yamalee วันที่ : 24/08/2007 เวลา : 10.22 น.
http://www.oknation.net/blog/MusicAndMovie

ต้องหามาดูแล้วค่ะ
เห็นอยู่ที่ร้านวีดีโอ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

"จูบสุดท้าย" ใน Cinema Paradiso

จูบสุดท้ายของ Cinema Paradiso กับดนตรีประกอบของ Ennio Morricone ได้ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังรักในดวงใจของใครหลายคนไปในทันใด

View All
<< สิงหาคม 2007 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31