• hesse004
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hesse004@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-08-03
  • จำนวนเรื่อง : 63
  • จำนวนผู้ชม : 18940
  • จำนวนผู้โหวต : 46
  • ส่ง msg :
ออกกำลังความคิด
มาออกกำลังสมองกันเถอะ!
Permalink : http://www.oknation.net/blog/hesse004
วันพฤหัสบดี ที่ 30 สิงหาคม 2550
"ทวิภพ" ประวัติศาสตร์ในหนังพีเรียด
Posted by hesse004 , ผู้อ่าน : 428 , 01:03:58 น.  
พิมพ์หน้านี้


ผมชอบดูหนังประวัติศาสตร์ครับ เพราะหนังเหล่านี้ช่วยเติมจินตภาพเรื่องราวในอดีตได้อย่างมีอรรถรส ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา , ถ้าเราย้อนดูหนังประวัติศาสตร์ไทยตั้งแต่ นางนาก (2542) , บางระจัน (2542) , สุริโยทัย (2543) , โหมโรง (2547) , ทวิภพ (2547)และ ตำนานสมเด็จพระนเรศวร (2549 และ 2550) ในกระบวนหนังทั้งหกเรื่องนี้ ผมประทับใจทวิภพมากที่สุดครับ ด้วยเหตุผลที่ว่าทวิภพฉบับปี 2547 ภายใต้การตีความของผู้กำกับ สุรพงษ์ พินิจค้า นั้น มีความลงตัวระหว่างศิลปะและข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์

ทวิภพฉบับนี้มีชื่อภาษาอังกฤษห้อยท้ายว่า Siam Renesiance อันหมายถึงยุคแผ่นดินรัตนโกสินทร์ที่กำลังจะก้าวสู่ความเป็นสยามใหม่ ซึ่งจะว่าไปแล้วมันก็จริงนะครับ เพราะหนังได้สื่อสารให้เราเห็นการวางตัวของสยามเมื่อปี พ.ศ. 2398 ว่าจะเอาตัวรอดได้อย่างไรเพื่อให้พ้นปากเหยี่ยวปากกาจากมหาอำนาจ อย่างอังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งที่สุดแล้วทั้งสองประเทศเลือกที่จะใช้สยามเป็นรัฐกันชน (Buffer State) มากกว่าจะมาแย่งกันเอง ประกอบกับนโยบายการต่างประเทศของรัฐบาลสยามสมัยพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ เลือกที่ปรับตัวมากกว่าดึงดันอย่างแตกหัก

คุณสุรพงษ์ พินิจค้า ได้หยิบทวิภพบทประพันธ์เดิมของคุณทมยันตีมาตีความใหม่ท่ามกลางบริบทของกระแสโลกาภิวัฒน์

เนื้อหาในภาพยนตร์นั้นสื่อให้เราได้เห็นการครอบงำของฝรั่งนั้นมิได้ทำผ่านกลอุบายเรือปืนเพียงอย่างเดียวครับ หากแต่การเข้ามาเผยแพร่ศาสนาก็จัดเป็นหนทางหนึ่งที่ชนตะวันตกอยากให้ชาวตะวันออกได้คิดและเชื่อเหมือนที่พวกเขาเชื่อ ตัวอย่างที่พบในหนังคือ การเข้ามาของมิชชันนารีสอนศาสนาอย่างหมอบรัดเลย์ (Dan B. Bradley)

สยามในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้นมีความเปราะทางการเมืองภายในพระนครค่อนข้างมาก เพราะหากเราทำความเข้าใจกับประวัติศาสตร์แล้ว เราจะพบว่าช่วงรอยต่อระหว่างรัชกาลที่ 3 กับ รัชกาลที่ 4 นั้น การผลัดแผ่นดินจำเป็นต้องอาศัยฐานกำลังของขุนนางสายสกุลบุนนาคโดยเฉพาะขุนนางหนุ่มอย่าง เจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ต่อมาท่านผู้นี้นับว่ามีบทบาทสำคัญในการนำพารัฐนาวาสยามให้พ้นจากการล่าอาณานิคมของโลกตะวันตก

หนังพาเราย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2398 โดยมี มณีจันทร์หรือ แมนี่ เป็นนางเอกเดินเรื่อง กลวิธีการเล่าเรื่องสลับไปสลับมาผ่านเพลงบรรเลงที่ฟังแล้วทำให้คนดูฉงนตามไปด้วยว่าว่าตกลงแล้ว"เรากำลังฝันไปหรืออยู่ในโลกของความจริงกันแน่" การเลือกใช้เพลงนับเป็นเทคนิคที่น่าสนใจในการเล่นกับหนังเรื่องนี้

นอกจากนี้ภาพฉากกรุงรัตนโกสินทร์ในสมัยรัชกาลที่ 4 ยังช่วยทำให้จินตนาการการเรียนประวัติศาสตร์ของผมกระจ่างชัดยิ่งขึ้น อีกทั้งบทหนังทำให้เราเห็นสภาพการเมืองระหว่างประเทศโดยมีสยามกับชาติมหาอำนาจที่กำลังคัดง้างดูท่าทีกันอยู่

และเมื่ออังกฤษภายใต้การเข้ามาของ Sir John Bowring ซึ่งมาพร้อมกับสนธิสัญญาที่อ้างเรื่องการค้าเสรี (คุ้นๆมั๊ยครับ) ว่าจะขอเข้ามาทำการค้าขายกับสยามโดยตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์ของความยุติธรรม ผมขอวงเล็บว่าสำหรับพวกฝรั่งครับ

ผมขอเสริมนิดหนึ่งว่า Sir John Bowring นั้นจัดเป็นราชทูตตัวแสบสำหรับโลกตะวันออกเลยทีเดียว ท่านผู้อ่านทราบมั๊ยครับว่าอีตา John คนนี้แกเป็นผู้ว่าเกาะฮ่องกงคนแรกหลังจากที่จีนต้องยอมเสียฮ่องกงให้กับอังกฤษ นักประวัติศาสตร์จีนมองว่า Sir John Bowring คนนี้มีส่วนสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอังกฤษแย่ลง จนถึงกับทำให้ชาวจีนลอบวางยาพิษใส่ขนมปังฆ่ายกครัวของแกเลยทีเดียว

กลับมาที่เรื่องของเราต่อครับ ,รัฐบาลสยามได้มอบหมายให้เสนาบดี 5 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนสกุลบุนนาคโดยมีเจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงดำเนินการเจรจาความเมืองและผลลัพธ์ก็เหมือนที่เราเรียนจากวิชาประวัติศาสตร์ คือ สนธิสัญญาบาวริ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดประเทศสยามโดยแท้จริง แม้ว่าฝ่ายเราจะเสียเปรียบก็ตาม

จะว่าไปแล้วการมองเห็นภาพอดีตผ่านสื่อภาพยนตร์นั้นมันทำให้เรามองเห็นความรู้สึกของคนโบราณว่า พวกเขาจะเอาตัวรอดได้อย่างไรในช่วงเวลาคับขันเช่นนั้น หนังยังสื่อสารให้เราเห็นว่า หากเราเลือกที่จะสู้เราก็คงรบแพ้เหมือนอย่างที่พม่าและญวนแพ้ ไม่แน่ว่าทุกวันนี้พวกเราอาจจะต้องใช้ภาษาอังกฤษหรือฝรั่งเศสเป็นภาษาประจำชาติก็ได้ ผมคิดว่าบรรพบุรุษของเราเลือกแก้ปัญหาได้ดีที่สุดเท่าที่พวกเขาจะทำได้ และอย่างน้อยเขาก็รักษาให้แผ่นดินนี้ไม่ต้องตกเป็นของใคร

ประเด็นที่ได้อีกอย่างหนึ่งจากการดูหนังเรื่องนี้ คือ ความใฝ่รู้ของคนสมัยก่อนครับ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อนะครับว่าคนโบราณนั้นมีความใฝ่รู้เป็นอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น รัชกาลที่ 4 ทรงจ้างแหม่มแอนนา เตียวโลเว่นส์ เข้ามาสอนภาษาอังกฤษให้กับพระองค์และพระโอรสพระธิดาถึงในพระบรมมหาราชวัง จนนางแหม่มคนนี้กลับไปเขียนหนังสือเป็นตุเป็นตะในชื่อ Anna and The King of Siam  ภาพของการไขว่คว้าหาความรู้อีกภาพหนึ่งที่ผมพบในหนังทวิภพ คือ ภาพที่เจ้าพระยากลาโหมหรือท่านช่วงกำลังนั่งอ่านหนังสือภาษาอังกฤษอย่างสบายอารมณ์แถมยังพูดเหน็บแนมไอ้กงสุลฝรั่งเศสอย่างคล่องปร๋อ

หันกลับมาดูตอนนี้สิครับ ! น่าตกใจไม่น้อยที่ตัวเลขการอ่านหนังสือโดยเฉลี่ยของคนไทยมีแค่ 6 บรรทัด ต่อปี  สำหรับผมแล้ว, ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า รัฐไม่ค่อยดูดำดูดีกับระบบการศึกษามากนัก แม้จะชูธงปฏิรูปการศึกษากันมาหลายครั้งแล้วก็ตาม ขณะที่การจัดการศึกษามิเพียงแต่ให้คนอ่านออกเขียนได้เท่านั้น อย่างน้อยควรทำให้พลเมืองของประเทศได้รู้จักคิดเป็น นอกจากนี้ตัวเลขดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังให้คุณค่ากับทุนทางปัญญาน้อยมาก เมื่อเทียบกับทุนทางวัตถุที่ใช้ปรนเปรอความสำราญทางร่างกายเพียงอย่างเดียว

สุดท้ายผมอยากแนะนำให้ใครหลายคนที่กำลังสมอ้างว่ารักชาติรักแผ่นดินจนออกมาปั่นป่วนวุ่นวายกันมาตลอดปีสองปีนี้ อยากให้ลองไปดูทวิภพฉบับปี 2547 แล้วพิจารณาดูเสียว่ากว่าบรรพบุรุษเขาจะนำพารัฐสยามให้อยู่รอดปลอดภัยได้นั้น เขาใช้สติปัญญาต่อสู้มากน้อยแค่ไหนและที่สำคัญที่สุด คือ เขาไม่ต้องมานั่งบอกกันว่าเราต้องสามัคคีกันสู้นะ เพราะเขาได้ทำให้เราเห็นแล้วครับ

Hesse004


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 10
beckyblooms วันที่ : 31/08/2007 เวลา : 17.44 น.
http://www.oknation.net/blog/beckyblooms

หนังสือ.. อ่านหลายรอบมาก

หนังฉบับคุณเชิดกำกับ.. ดูมัน 3 รอบที่โรง!

หนังฉบับคุณสุรพงษ์กำกับ... ดูวีซีดี

ละครทีวี.. ไม่ได้ดู

ละครเวที.. ดูเกือบ 6 รอบได้ 555 (เพราะต้องทำงานอ่ะ ไม่ได้รวยขนาดน้าน อิๆๆๆ )

ส่วนตัวแล้วดูแล้วขนลุกก็คือ ตอนดูละครเวทีนะคะ..

อาจเพราะบรรยากาศและดนตรีและอะไรอีกหลายอย่าง..

ดูแล้วน้ำตาคลอเบ้าหลายตอนเลยล่ะ

ความคิดเห็นที่ 9
แม่น้องฯ วันที่ : 30/08/2007 เวลา : 22.33 น.
http://www.oknation.net/blog/MAENONGDD
  เรียนเชิญพ่อแม่พี่น้องลุงป้าน้าอา ผู้มีจิตศรัทธาทุกท่าน ขึ้นเยี่ยมชมเรือ คณิตศาสตร์ ณ เมืองGEISENHEIM ^_^

ได้อ่านแต่จากหนังสือที่คุณทมยันตีแต่งค่ะ แต่ไม่ได้ดูทั้งหนังและละคร เสียดายจัง
ความคิดเห็นที่ 8
ทิวสน วันที่ : 30/08/2007 เวลา : 22.26 น.
http://www.oknation.net/blog/tewson
ทิวสน ชลนรา

ตอนเป็นหนังผมดูทั้ง 2 เวอร์ชั่นครับ
แต่ชอบเวอร์ชั่นล่าสุด เพราะตีความใหม่ และนำเสนอ เทียบเคียงไปกับประวัติศาสตร์

ชื่นชมที่หาคนหน้าเหมือน บุคคลในประวัติศาสตร์ หลายท่าน มาร่วมแสดง

ที่ประทับใจมากก็เพราะทำให้รู้สึก กลับไปสู่ประวัติศาสตร์
ครับ ผมชอบหนังแนวนี้เหมือนกันครับ

* * * * * * * * * *

ความคิดเห็นที่ 7
สุกรวดี วันที่ : 30/08/2007 เวลา : 17.15 น.
http://www.oknation.net/blog/rojanar


ช่วงปี 2531 ได้เคยอ่านบ้างบางตอน ในนิตยสาร"สกุลไทย"
เมื่อเป็นหนังได้ไปชมที่สยาม ออกจากโรงหนังเข้าร้านหนังสือ
ในบริเวณนั้น พบ"ทวิภพ"เล่มนี้ค่ะ

สามีเป็นผู้ซื้อ เขาดูหนังแล้วชอบ ซื้อโดยไม่ทราบว่าเป็นเพียง
ชุดสคริปการถ่ายทำ ในแต่ละฉาก แต่เนื้อหาก็สมบูรณ์ดีค่ะ
ส่วนที่เป็นเทป มาพบว่ามีขายในอเมริกาจึงซื้อไว้
สนุกอย่างมีสาระฯ

เมื่อต้องย้ายตามสามีมาอเมริกา อดนึกไม่ได้ว่า คล้ายๆกับได้
ผ่านไปยังอีก"ภพ"หนึ่ง...ประมาณนั้น

http://hmoothai.brinkster.net/P1010081.JPG
ความคิดเห็นที่ 6
ป้ารุ วันที่ : 30/08/2007 เวลา : 11.52 น.
http://www.oknation.net/blog/paaru

เป็นแนวร่วมชอบ "ทวิภพ" ด้วยคนค่ะ
ไม่ว่าจะหนังสือ หนัง หรือละคร
ความคิดเห็นที่ 5
BlueHill วันที่ : 30/08/2007 เวลา : 09.26 น.
http://www.oknation.net/blog/charlee
ฟ้าคราม ป่าเขียว กาแฟหอมกรุ่น

ผมชอบหนังประวัติศาสตร์ของไทยและต่างประเทศทุกเรื่อง

ตรึงใจตรึงตากับฉากหนึ่งในเรื่องทวิภพ ที่นางเอกตื่นขึ้นมาแล้ว มองออกไปเห็นหอไอเฟล ตั้งตระหง่านอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

ถ้าสยามประเทศเราดำเนินนโยบายผิดพลาดในช่วงนั้น เห็นทีจะต้องตกเป็นเมืองขึ้นของนักล่าอาณานิคมแน่นอนครับ



ความคิดเห็นที่ 4
ศุภศรุต วันที่ : 30/08/2007 เวลา : 07.44 น.
http://www.oknation.net/blog/voranai
เรื่องราวหลากหลายในมุมมองของนักมานุษยวิทยา

เป็นภาพยนตร์ที่น่าดูเรื่องหนึ่งครับ
เป็นการต่อสู้
แต่บาง"ความจริง"ของการรักษาอำนาจ
ก็อาจจแตกต่างไปจากหนัง

มองหลายมุม จะไม่กลายเป็นแค่"ผู้บริโภค"



ความคิดเห็นที่ 3
ก้อนหิน8887 วันที่ : 30/08/2007 เวลา : 07.30 น.
http://www.oknation.net/blog/TonKaew

เป็นสิ่งที่ถูกต้องเลย
คนไทยสมัยนี้ละเลย ความสามารถสติปัญญาของปู่ย่าตายาย ยิ่งคนที่ผ่านเมืองนอกมา ทำตัวสูงส่งเกินเหตุ
เมื่อเช้าฟัง พระกระแสรับสั่งพระองค์ท่านทรงเตือนสติคนที่ไม่เห็นคุณค่าของภาษาไทยและความเป็นชาติไทย

รักพระเจ้าอยู่หัวสูงสุดเหนือเกล้ายิ่งชีวิต
ความคิดเห็นที่ 2
Supawan วันที่ : 30/08/2007 เวลา : 07.23 น.
http://www.oknation.net/blog/supawan

ชอบละครเรื่องนี้มากค่ะ
ความคิดเห็นที่ 1
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 30/08/2007 เวลา : 01.06 น.
http://www.oknation.net/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

ผมชอบละครมากกว่า เพราะหนังต้องตัดตอนเหลือ 90 นาที ..
ละครเก็บรายละเอียดได้ดีกว่านะครับ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

"จูบสุดท้าย" ใน Cinema Paradiso

จูบสุดท้ายของ Cinema Paradiso กับดนตรีประกอบของ Ennio Morricone ได้ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังรักในดวงใจของใครหลายคนไปในทันใด

View All
<< สิงหาคม 2007 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31