พิมพ์หน้านี้
|
ผมชอบดูหนังประวัติศาสตร์ครับ เพราะหนังเหล่านี้ช่วยเติมจินตภาพเรื่องราวในอดีตได้อย่างมีอรรถรส ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา , ถ้าเราย้อนดูหนังประวัติศาสตร์ไทยตั้งแต่ นางนาก (2542) , บางระจัน (2542) , สุริโยทัย (2543) , โหมโรง (2547) , ทวิภพ (2547)และ ตำนานสมเด็จพระนเรศวร (2549 และ 2550) ในกระบวนหนังทั้งหกเรื่องนี้ ผมประทับใจทวิภพมากที่สุดครับ ด้วยเหตุผลที่ว่าทวิภพฉบับปี 2547 ภายใต้การตีความของผู้กำกับ สุรพงษ์ พินิจค้า นั้น มีความลงตัวระหว่างศิลปะและข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ เนื้อหาในภาพยนตร์นั้นสื่อให้เราได้เห็นการครอบงำของฝรั่งนั้นมิได้ทำผ่านกลอุบายเรือปืนเพียงอย่างเดียวครับ หากแต่การเข้ามาเผยแพร่ศาสนาก็จัดเป็นหนทางหนึ่งที่ชนตะวันตกอยากให้ชาวตะวันออกได้คิดและเชื่อเหมือนที่พวกเขาเชื่อ ตัวอย่างที่พบในหนังคือ การเข้ามาของมิชชันนารีสอนศาสนาอย่างหมอบรัดเลย์ (Dan B. Bradley) นอกจากนี้ภาพฉากกรุงรัตนโกสินทร์ในสมัยรัชกาลที่ 4 ยังช่วยทำให้จินตนาการการเรียนประวัติศาสตร์ของผมกระจ่างชัดยิ่งขึ้น อีกทั้งบทหนังทำให้เราเห็นสภาพการเมืองระหว่างประเทศโดยมีสยามกับชาติมหาอำนาจที่กำลังคัดง้างดูท่าทีกันอยู่ และเมื่ออังกฤษภายใต้การเข้ามาของ Sir John Bowring ซึ่งมาพร้อมกับสนธิสัญญาที่อ้างเรื่องการค้าเสรี (คุ้นๆมั๊ยครับ) ว่าจะขอเข้ามาทำการค้าขายกับสยามโดยตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์ของความยุติธรรม ผมขอวงเล็บว่าสำหรับพวกฝรั่งครับ ผมขอเสริมนิดหนึ่งว่า Sir John Bowring นั้นจัดเป็นราชทูตตัวแสบสำหรับโลกตะวันออกเลยทีเดียว ท่านผู้อ่านทราบมั๊ยครับว่าอีตา John คนนี้แกเป็นผู้ว่าเกาะฮ่องกงคนแรกหลังจากที่จีนต้องยอมเสียฮ่องกงให้กับอังกฤษ นักประวัติศาสตร์จีนมองว่า Sir John Bowring คนนี้มีส่วนสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอังกฤษแย่ลง จนถึงกับทำให้ชาวจีนลอบวางยาพิษใส่ขนมปังฆ่ายกครัวของแกเลยทีเดียว จะว่าไปแล้วการมองเห็นภาพอดีตผ่านสื่อภาพยนตร์นั้นมันทำให้เรามองเห็นความรู้สึกของคนโบราณว่า พวกเขาจะเอาตัวรอดได้อย่างไรในช่วงเวลาคับขันเช่นนั้น หนังยังสื่อสารให้เราเห็นว่า หากเราเลือกที่จะสู้เราก็คงรบแพ้เหมือนอย่างที่พม่าและญวนแพ้ ไม่แน่ว่าทุกวันนี้พวกเราอาจจะต้องใช้ภาษาอังกฤษหรือฝรั่งเศสเป็นภาษาประจำชาติก็ได้ ผมคิดว่าบรรพบุรุษของเราเลือกแก้ปัญหาได้ดีที่สุดเท่าที่พวกเขาจะทำได้ และอย่างน้อยเขาก็รักษาให้แผ่นดินนี้ไม่ต้องตกเป็นของใคร หันกลับมาดูตอนนี้สิครับ ! น่าตกใจไม่น้อยที่ตัวเลขการอ่านหนังสือโดยเฉลี่ยของคนไทยมีแค่ 6 บรรทัด ต่อปี สำหรับผมแล้ว, ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า รัฐไม่ค่อยดูดำดูดีกับระบบการศึกษามากนัก แม้จะชูธงปฏิรูปการศึกษากันมาหลายครั้งแล้วก็ตาม ขณะที่การจัดการศึกษามิเพียงแต่ให้คนอ่านออกเขียนได้เท่านั้น อย่างน้อยควรทำให้พลเมืองของประเทศได้รู้จักคิดเป็น นอกจากนี้ตัวเลขดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังให้คุณค่ากับทุนทางปัญญาน้อยมาก เมื่อเทียบกับทุนทางวัตถุที่ใช้ปรนเปรอความสำราญทางร่างกายเพียงอย่างเดียว |
| "จูบสุดท้าย" ใน Cinema Paradiso | ||
จูบสุดท้ายของ Cinema Paradiso กับดนตรีประกอบของ Ennio Morricone ได้ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังรักในดวงใจของใครหลายคนไปในทันใด |
||
|
View All |
||
| << | สิงหาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | |||
| 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 |
| 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 |
| 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 |
| 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | |