• hesse004
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hesse004@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-08-03
  • จำนวนเรื่อง : 66
  • จำนวนผู้ชม : 21224
  • จำนวนผู้โหวต : 51
  • ส่ง msg :
ออกกำลังความคิด
มาออกกำลังสมองกันเถอะ!
Permalink : http://www.oknation.net/blog/hesse004
วันพฤหัสบดี ที่ 30 สิงหาคม 2550
"The Babarian Invasions" ฝันสุดท้ายของชายชรา
Posted by hesse004 , ผู้อ่าน : 350 , 15:38:06 น.  
พิมพ์หน้านี้


ผมเชื่อว่าหลายท่านคงเคยผ่านตากับหนังสือที่ระลึกงานฌาปนกิจศพซึ่งจะว่าไปแล้วหนังสือเหล่านี้มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อยเพราะเป็นเครื่องถ่ายทอดเรื่องราวของชีวิตคนหนึ่งคนได้ดี หลายครั้งที่ผมแวะเวียนไปร้านหนังสือเก่า ผมมักเจอหนังสืองานศพอยู่เสมอ และบางทีออกจะเสียดายด้วยซ้ำไปเมื่อเห็นเจ้าของเดิมมองไม่เห็นคุณค่าของหนังสือเหล่านี้ ไม่แน่ว่าในอนาคตหนังสืองานศพอาจเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นซีดีที่ระลึกงานฌาปนกิจศพแทนก็ได้นะครับ

สำหรับเรื่องที่ผมจั่วหัวไว้ข้างต้นนั้นเป็นชื่อของหนังครับ The Barbarian Invasions (2003) เป็นหนังสัญชาติแคนาดาแต่พูดภาษาฝรั่งเศส งงมั๊ยครับ! หนังเรื่องนี้ได้รับเกียรติให้เข้าฉายที่เมืองคานส์ประเทศฝรั่งเศส นอกจากนี้ยังคว้ารางวัลออสการ์สาขา The Best foriegn language film ในปี 2003 มาครองอีกด้วย

The Barbarian Invasions จัดว่าเป็นหนังที่ดูไม่ยากครับ พล็อตเรื่องไม่สลับซับซ้อนอะไรมากแต่ที่สำคัญคือแก่นสาระที่ Denys Arcand ผู้กำกับชาวแคนาเดียน ต้องการจะสื่อสารนั้นถือว่ามีเนื้อหาค่อนข้างเป็นสากลเลยทีเดียว กล่าวคือ เขาพยายามถ่ายทอดเรื่องราวของความตายครับ กระบวนหนังที่ผมดูมาแล้วมีเรื่องราวผูกพันกับความตายนั้นหนังญี่ปุ่นอย่าง After Life (1998) ของ Hirokazu Koreeda , ผู้กำกับชาวญี่ปุ่น , นับว่านำเสนอเรื่องราวของชีวิตหลังความตายได้น่าสนใจโดยตั้งคำถามไว้ว่า “What is the one memory you would take with you?” หรือเมื่อเราตายไปแล้ว เราจะเลือกช่วงเวลาที่ดีที่สุดของชีวิตช่วงไหนเพื่อจะนำติดตัวไปเป็นความทรงจำในชาติภพต่อไป

แต่สำหรับ The Barbarian Invasions ของ Arcand นั้น กลับมองช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตก่อนตายว่าเป็นอย่างไร หนังเปิดฉากมาด้วยเรื่องราวของครอบครัวเล็กๆครอบครัวหนึ่งใน Montreal แคนาดา เมื่อ Rémy ชายแก่คนหนึ่งที่กำลังนอนพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลไม่รู้ว่าตัวเองกำลังใกล้ตาย เนื้อเรื่องดำเนินไปอย่างเรียบง่ายโดยผู้กำกับตั้งใจสื่อให้เห็นชีวิตที่ผ่านมาของ Rémy ผ่านทางคนรอบข้างทั้งจากครอบครัว และเพื่อนฝูง

หลังจากดูมาได้สักพัก เราถึงรู้ว่าแม้สภาพภายนอกของแกจะดูไม่ป่วยไข้รุนแรงสักเท่าไร แต่ความเป็นจริงแล้วอาการของแกอยู่ในขั้นสุดท้ายของโรคร้ายนี้ อย่างไรก็ดียังมีเรื่องราวเฮฮาของ Rémy กับเพื่อนฝูงวัยดึกให้เห็นเป็นระยะๆ แต่ที่แน่ๆผมสรุปได้ว่า Rémy แกเป็นตาแก่ปัญญาชนที่เข้าข่ายปากจัดกัดเจ็บ รักสนุก ออกจะเจ้าชู้และมีความเป็นศิลปินแบบฝรั่งเศสชนทั้งหลาย นอกจากนี้เรายังได้เห็นวิถีคิดของพวกฮิปปี้หรือบุปผาชนในยุค 60 ที่สะท้อนอยู่ในตัวของ Rémy และผองเพื่อน

The Babarian Invasions ได้ผูกโยงเรื่องราวของคน(เคย)หนุ่มสาวเมื่อ 40 ปีก่อน และนำเสนอมันออกมาได้อย่างครื้นเครง ในรูปของคนแก่ที่โหยหาอดีต (Nostagia) คนดูเริ่มรู้จักตัวละครตัวอื่นที่เป็นองค์ประกอบในชีวิตของ Rémy ซึ่งจะว่าไปแล้วมิตรสหายส่วนใหญ่ของแกก็มักมีรสนิยมและบุคลิกคล้ายๆกัน เพียงแต่รูปแบบของการมีชีวิตอาจจะต่างกันไป Rémy ดำเนินชีวิตด้วยการเป็นProfessorในมหาวิทยาลัย เขากล่าวไว้ในหนังว่า เขาจัดเป็นพวกซ้ายหรือนักสังคมนิยม Socialist ตามสไตล์เฟรนช์แมน ขณะที่เหล่าเพื่อนฝูงส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นพวกนักคิด นักปฏิวัติ ปัญญาชน คนเหล่านี้น่าจะเป็นตัวแทนของบุปผาชนที่เชื่อในเสรีภาพทั้งเรื่องการใช้ชีวิต เพศสภาพ แม้กระทั่งการเมือง มีอยู่ฉากหนึ่งที่ผมชอบและคิดว่าน่าจะเป็นฉากที่สรุปความเป็นตัวตนของพวกเขาได้ดี เมื่อทั้งหมดมานั่งรวมกลุ่มคุยกันถึงวันคืนเก่าๆโดย บอกเล่าถึงหนังสือที่ตัวเองเคยอ่าน เช่นอ่านงานของซารต์ ดูหนังของโกดาร์ต ความประทับใจที่มีต่อช่วงชีวิตในวัยหนุ่มสาวทั้งเรื่องรักและเซ็กส์ และท้ายที่สุดมันสื่อให้เห็นอุดมคติของการใช้ชีวิตของคนกลุ่มนี้ที่ต้องการเพียงแค่ความสงบร่มเย็นของสังคมเท่านั้นเอง

หนังเรื่องนี้มีกลิ่นของความเป็นยุโรปค่อนข้างมากครับ แต่เป็นยุโรปที่อยู่ในคราบของแคนาดา ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจเลยครับว่าทำไมภาษาฝรั่งเศสจึงกลายเป็นภาษาทางราชการอีกภาษาหนึ่งของแคนาดา ด้วยความที่พวกเฟรนช์ชนนั้นไปลงหลักปักรากกันอยู่เต็มไปหมดบนแผ่นดินอเมริกาเหนือ นอกจากนี้ประเด็นที่หนังสื่อสารให้เราเห็นอีกอย่าง คือ ความรักของพ่อกับลูกๆ อย่างที่ผมเล่าไปข้างต้นแล้วว่าด้วยความที่ตาแก่ Rémy แกเป็นพวกปัญญาชนฝ่ายซ้ายที่ปากจัด แถมเจ้าชู้ ดังนั้นแทบจะสรุปได้เลยว่าชีวิตครอบครัวของแกจัดว่าล้มเหลว เนื่องจากแกหย่าร้างกับเมียและอยู่ห่างจากลูกๆ แต่หนังไม่ได้บอกที่มาที่ไปของเรื่องดังกล่าวมากนัก ดังนั้นเราจึงเห็นความไม่ลงรอยของแกกับ Sébastien ลูกชายปรากฏอยู่ในหนังเสมอ

ตัวละครอย่าง Sébastien , นำแสดงโดย Stéphane Rousseau, นับว่าเด่นมากในเรื่องนี้เนื่องจากเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่กำลังเจริญก้าวหน้าในฐานะนักการเงินที่ลอนดอน ดังนั้นวิธีคิดของ Sébastien จึงต่างกับพ่ออย่างสิ้นเชิง แม้เขาจะขัดกับพ่ออยู่บ่อยครั้งแต่อย่างไรก็ตามหลายฉากทำให้เห็นภาพความกตัญญูของ Sébastien ที่มีต่อพ่อด้วยการจัดสิ่งที่ดีที่สุดให้กับพ่อ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาพยาบาล รวมถึงติดต่อเรียกเพื่อนฝูงเก่าๆของพ่อให้ช่วยมาเยี่ยมเยียนในวาระสุดท้าย

นอกจากนี้ฉากที่ประทับใจอีกฉาก คือ ตอนที่ชายชราบอกลาและขอบคุณกับมิตรภาพที่คนๆหนึ่งได้รับมาตลอดชีวิตจากครอบครัวลูกเมีย รวมไปถึงเพื่อนฝูง มันเป็นการบอกลาที่ผมเชื่อว่าน้อยคนนักจะมีโอกาสได้ทำ โดยเฉพาะประโยคเด็ดที่ Rémy พูดกับ Sébastien ว่า “I wish that one day you will have a son like you.” ผมว่านี่น่าจะเป็นคำบอกลาที่ไม่ต้องบรรยายอะไรกันมากมายแต่ฟังแล้วกินใจยิ่งนัก

เคยสงสัยบ้างมั๊ยครับว่าทำไมคนเราถึงได้พบกันรู้จักกัน เป็นพ่อแม่ เป็นลูกหลาน เป็นเพื่อน เป็นคู่รัก สามีภรรยา ทั้งๆที่ถ้าเทียบกับระยะเวลาของการกำเนิดโลกแล้วมันยาวนานเสียเหลือเกิน ผมว่าการเจอะเจอกันในภพชาตินี้คงไม่น่าจะใช่เป็นเรื่องของเหตุบังเอิญแต่อย่างใด เพราะพิจารณาจากความเหลื่อมของเวลาแต่ละยุคสมัยแล้วเรามีโอกาสน้อยมากที่จะพบกัน

ฉากสุดท้ายของเรื่อง,หนังค่อยๆปล่อยให้เราสัมผัสกับความตายของชายแก่และทำให้เห็นภาพฝันในห้วงสุดท้าย ซึ่งอาจจะเป็นความทรงจำที่ดีที่สุดของแกที่จะนำติดตัวไปในภพต่อไป สำหรับความฝันอะไรนั้น ผมขออนุญาตไม่เล่าแล้วกันนะครับ และถ้าจะให้ดีผมว่าท่านผู้อ่านลองไปหาหนังเรื่องนี้มาดูดีกว่าครับ

Hesse004


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3
TheQueenofNostalgia วันที่ : 30/08/2007 เวลา : 17.32 น.
http://www.oknation.net/blog/saisoi
Frankly my dear, I don't give a damn.

ดูที่ลิโด้ค่ะเรื่องนี้ ชอบด้วย
เนื้อเรื่องไม่ยากก็จริง แต่ก็เหนื่อยพอสมในการดู
เพราะมันพูดเยอะมากๆ ทำให้ Sub ภาษาอังกฤษมันวิ่งเร็วเหลือเกิน โดยเฉพาะบทสนทนาของ Remy กับเพื่อนๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ค้านท์ นิทเช่ และปรัชญาสังคมการเมือง ที่ทำให้ต้องเวียนหัวนิดหน่อย

หลังจากนั้น "Babrian Invasion" กลายเป็นศัพท์ที่ดิฉันใช้พูดถึงบทสนทนาปัญญาชนลักษณะนี้

ชอบประเด็น ที่คนมีสิทธิ์เลือกที่จะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตด้วยนะคะ
ความคิดเห็นที่ 2
Supawan วันที่ : 30/08/2007 เวลา : 17.11 น.
http://www.oknation.net/blog/supawan

แวะมาทักทายยามเย็นค่ะ
ความคิดเห็นที่ 1
Supawan วันที่ : 30/08/2007 เวลา : 17.11 น.
http://www.oknation.net/blog/supawan

แวะมาทักทายยามเย็นค่ะ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

"จูบสุดท้าย" ใน Cinema Paradiso

จูบสุดท้ายของ Cinema Paradiso กับดนตรีประกอบของ Ennio Morricone ได้ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังรักในดวงใจของใครหลายคนไปในทันใด

View All
<< สิงหาคม 2007 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31