วันศุกร์ ที่ 31 สิงหาคม 2550
Who moved My Cheese? หนังสืออ่านนอกเวลาของผู้ใหญ่
Posted by
hesse004
,
ผู้อ่าน : 464
, 09:46:03 น.
พิมพ์หน้านี้
|

สมัยเรียนมัธยมในแต่ละปีเรามักถูกบังคับให้อ่าน หนังสืออ่านนอกเวลาโดยเฉพาะวิชาภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ถ้าผมจำไม่ผิดหนังสืออ่านนอกเวลาที่ถูกบังคับให้อ่านสมัยเรียน ม.3 คือ จดหมายจางวางหร่ำ ผมว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่น่าสนใจเลยทีเดียวเพราะเป็นเรื่องการสอนลูกของคนโบราณ (จางวางหร่ำเป็นขุนนางสมัยรัชกาลที่ 6) พอขึ้น ม.ปลาย ก็ถูกบังคับ (อีกแล้ว) ให้อ่านหนังสืออ่านนอกเวลาภาษาอังกฤษอย่าง Shane เรื่องของคาวบอยพเนจรผู้ปราบเหล่าร้ายในแดนเถื่อน
การที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้นักเรียนต้องอ่านหนังสืออ่านนอกเวลาน่าจะเป็นเครื่องสะท้อนอะไรบางอย่างของชาวสยามอย่างเราๆนะครับ ประการแรก คือ รัฐเห็นว่าเด็กสยามนั้นควรรู้เรื่องราวนอกเหนือจากตำราซึ่งอยู่ในคาบเรียน หรือ ประการถัดมารัฐเห็นว่าเด็กๆควรได้รับการปลูกฝังให้รักการอ่าน วิธีคิดของรัฐเช่นนี้นับว่าเป็นบทบาทของคุณพ่อรู้ดีอย่างหนึ่งในการจัดการศึกษาไทย อย่างไรก็ดีผมว่าเด็กๆควรมีอิสระในการเลือกอ่านหนังสือมากกว่าถูกบังคับจากรัฐ โดยครูควรจะมีบทบาทสำคัญในการแนะนำประเภทหนังสือต่างๆให้เด็กได้เลือกอ่านตามความสนใจของพวกเขา
กลับมาเรื่องที่จั่วหัวไว้ดีกว่าครับ , ผมว่าหลายท่านอาจจะเคยได้ยินชื่อหนังสือเรื่อง Who moved My Cheese? กันมาบ้าง เพราะหนังสือเล่มนี้ถูกแปลเป็นภาษาไทยเรียบร้อยแล้วในชื่อ ใครเอาเนยแข็งฉันไป ว่ากันว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ได้รับการกล่าวขวัญมากที่สุดเล่มหนึ่งในยุคสหัสศวรรษนี้ สำหรับผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ คือ Dr. Spencer Johnson ซึ่งเป็นจิตแพทย์ผู้โด่งดังในอเมริกา
หลายท่านที่เคยอ่านหนังสือเล่มนี้น่าจะติดใจกับสไตล์การเขียนที่เรียบง่ายสบายๆของคุณหมอคนนี้ เพราะ เรื่องที่แกเล่าใน Who moved My Cheese? นั้นคล้ายกับนิทานสมัยใหม่มากกว่าวรรณกรรมที่ลึกซึ้ง ท่านผู้อ่านคิดเหมือนผมมั๊ยครับว่าความเรียบง่ายบางครั้งมันก็มีปรัชญาอะไรบางอย่างแฝงอยู่ในตัวของมัน
สมัยเด็กๆ เรามักได้ยินเรื่องเล่าจากนิทานอีสป นิทานของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน หรือ เรื่องเล่าจากสองพี่น้อง ตระกูลกริมม์ แม้แต่นิทานพื้นบ้านของไทยเองก็ตาม ทุกครั้งที่เราได้ฟัง เราจะพบว่าเรื่องราวส่วนใหญ่ก็วนเวียนอยู่ที่เจ้าชาย เจ้าหญิง แม่มด ฤาษี ยักษ์ ฯลฯ อย่างไรก็ดีหากเรามองลึกลงไปที่สาระของเรื่องแล้วกลับพบว่า นิทานเหล่านี้ล้วนสอนให้มนุษย์เชื่อในคุณงามความดี และยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้องอยู่เสมอ ความลึกซึ้งที่มาจากความเรียบง่ายได้ถูกส่งต่อมายังยุคสมัยปัจจุบันเพียงแต่รูปแบบของการเล่าเรื่องอาจจะต่างไป ขณะเดียวกันสาระที่นักเล่านิทานต้องการจะสื่อก็อาจจะปรับจูนให้เข้ากับปัญหาของยุคสมัยนั้น ซึ่ง Who moved My Cheese? นับเป็นตัวอย่างที่ดีของนิทานสมัยใหม่ที่เน้นไปในเรื่องการยอมรับในกฎของอนิจจัง
Dr. Johnson แกเขียนเรื่องนี้โดยเริ่มต้นด้วยงานเลี้ยงสังสรรค์ของเพื่อนสมัยเรียนกลุ่มหนึ่งซึ่งแต่ละคนต่างเล่าถึงชีวิตหลังพ้นรั้วโรงเรียนไปแล้ว เช่น ชีวิตทำงาน ชีวิตครอบครัว และดูเหมือนแต่ละคนดูจะมีความทุกข์ มีเรื่องให้บ่นกันไปคนละแบบ แต่สำหรับ Michale แล้วเขากลับไม่เป็นเช่นนั้น ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงเล่านิทานเรื่องหนึ่งให้เพื่อนๆฟังนั่นคือ The Story of Who moved My Cheese ?
ณ ดินแดนอันไกลโพ้น มีสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ร่วมกันอยู่ 2 ชนิด ได้แก่ มนุษย์จิ๋วกับหนู เจ้ามนุษย์จิ่วนั้นมีนามว่า Haw กับ Hem ส่วนไอ้เจ้าหนูสองตัวมีชื่อว่า Sniff กับ Scurry ทั้งสี่ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขโดยทั้งหมดต่างคอยค้นหา เนยแข็ง (Cheese) เพื่อมาปรนเปรอความสำราญให้กับตัวเอง อย่างไรก็ดีเจ้ามนุษย์จิ๋วต่างเชื่อว่าการค้นพบเนยแข็งนั้นเป็นตัวแทนของความสุขและความสำเร็จในชีวิต ดังนั้นเมื่อ Haw กับ Hem พบว่าที่ Station C นั้นมีเนยแข็งมากพอแล้ว พวกเขาจึงเลือกที่จะปักหลักอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ในทางกลับกันไอ้เจ้าหนูสองตัวกลับใช้ชีวิตตามสัญชาตญาณ (Instict) ในการเอาตัวรอดไปวันๆ ดังนั้นทั้ง Sniff และ Scurry จึงเที่ยวค้นหาเนยแข็งอยู่ตลอดเวลา หากที่เดิมหมดเมื่อไรก็เสาะแสวงหาที่ใหม่ต่อไป
แต่เด็กๆ จ๊ะ แล้ววันหนึ่งที่ Station C ก็เกิดเรื่องประหลาดขึ้นเมื่อเจ้าเนยแข็งที่เคยมีอยู่มันหายไป เจ้าจิ๋ว Hem ร้องลั่นว่า What ! No Cheese ก่อนจะกรีดร้องอย่างเสียใจว่า It s not fair!ขณะที่เจ้าจิ๋ว Haw ได้แต่ยืนอึ้งไปสักพัก ก่อนจะหาสาเหตุว่าไอ้เนยแข็งที่ว่านี้มันหายไปได้ยังไง แต่เด็กๆรู้มั๊ยจ๊ะว่าเจ้าจิ๋วทั้งสองไม่เคยสังเกตถึงการเปลี่ยนแปลงของเนยแข็งที่กินไปว่ามันค่อยๆหร่อยหรอลงเรื่อยๆโดยยังคงเชื่อว่าที่ Station C นั้นจะมีเนยแข็งเพียงพอที่จะบำเรอความสุขของพวกเขาได้ตลอดไป
ขณะที่เจ้ามนุษย์จิ๋วต่างพร่ำรำพันฟูมฟายกับการหายไปของเนยแข็ง เจ้าหนูน้อยทั้งสองก็เริ่มออกค้นหาเนยแข็งต่อไปโดยไม่สนใจมานั่งวิเคราะห์หาสาเหตุว่าทำไมเนยแข็งมันหายไป เด็กๆรู้มั๊ยจ๊ะว่าเจ้าจิ๋ว Hem นั้นดูจะอาการหนักกว่าเพื่อนเพราะมัวแต่นั่งยึดติดกับความสุขเดิมๆจากเนยแข็งก้อนเก่าและรอให้เจ้าเนยแข็งนั้นมันกลับมาปรากฏอีกครั้งโดยไม่ไปไหน
ส่วนเจ้าจิ๋ว Haw เริ่มที่จะครุ่นคิดแล้วว่าจะเอายังไงต่อไปและท้ายที่สุด Haw ก็เลือกที่จะจากไปจาก Station C และชวน Hem ไปด้วยแต่เจ้าหมอนี่มันหัวรั้นยังดื้อด้านไม่ยอมออกจาก Station C เจ้าจิ่ว Haw เลือกที่จะไปตายเอาดาบหน้าดีกว่ารอความหวังลมๆแล้งๆว่าเนยแข็งมันจะกลับมา แล้วเด็กๆรู้มั๊ยจ๊ะว่าตอนจบเป็นยังไง เจ้าจิ๋ว Haw ได้พบ Station ใหม่ที่มีเนยแข็งมากกว่าเดิมอร่อยกว่าเดิม ส่วนเจ้า Hem นั้นหนังสือทิ้งเป็นปริศนาไว้ว่า Haw said a little prayer and hoped as he had many times before that maybe, at last , his friend was finally able to...the end ...or is it a new beginning?
เรื่องเล่าแบบง่ายๆเช่นนี้แหละครับ มีปรัชญาแฝงให้คิดอยู่เสมอโดยเฉพาะเรื่องของการยอมรับในกฎของความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง (อนิจจัง) ผมว่าที่เจ้า Hem มันทุกข์เพราะมันยึดติดในสิ่งที่มันเคยมี เคยเป็น แต่แล้ววันหนึ่งเมื่อสิ่งนั้นมันหายไป Hem กลับเลือกที่จะฟูมฟายสิ้นหวังรวมถึงหวังลมๆแล้งๆว่าสิ่งที่จากไปจะกลับมา ส่วน Haw เลือกที่จะเดินหน้าต่อไปเพื่อแสวงหาเนยแข็งชิ้นใหม่ Haw ก็เหมือนมนุษย์ธรรมดาอย่างเราๆท่านๆแหละครับ นั่นคือ กลัวในเรื่องของความเปลี่ยนแปลง เพียงแต่สิ่งที่ Haw ค้นพบจากความกลัวนั้นคือ When you move beyond yor fear , you feel free.
ผมเชื่อว่าแต่ละคนมีเนยแข็งของชีวิตไม่เหมือนกัน บางคนกำลังแสวงหาเนยแข็งก้อนนั้นอย่างขมีขมัน บางคนเจอแล้วและกำลังลิ้มรสอย่างเอร็ดอร่อย แต่สิ่งที่ Who moved my cheese? ได้เตือนสติเราไว้ คือ จงเตรียมใจรอรับกับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ นอกจากเตรียมใจแล้วผมว่าควรเข้าใจในกฎของความเปลี่ยนแปลงนั้นด้วย เพราะบางครั้งความเปลี่ยนแปลงมันอาจจะดำเนินไปอย่างเนิบช้าโดยกว่าเราจะรู้ตัวอีกทีเราอาจจะอุทานว่า Who moved my power หรือ Who moved my money? เหมือนที่ใครบางคนกำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ไงครับ
Hesse004
|