พิมพ์หน้านี้
|
ชีวิตสั้น ศิลปะนั้นยืนยาว ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ช่วงปลายปี 2539 วงการเพลงไทยได้สูญเสียบุคคลระดับ ตำนาน นามว่า เรวัต พุทธินันทน์ กล่าวกันว่า เรวัติ หรือ พี่เต๋อ ของน้องๆนั้นคือแรงบันดาลใจในการพัฒนาเพลงไทยสากลของนักดนตรีชื่อดังหลายคนในปัจจุบัน นับตั้งแต่ แกรมมี่ ได้ถือกำเนิดขึ้นมาในบรรณพิภพเพลงไทย เรวัต พุทธินันทน์ , เขตอรัญญ์ เลิศพิพัฒน์ , นิติพงษ์ ห่อนาค , ชาตรี คงสุวรรณ , จาตุรนต์ เอมซ์บุตร , อัสนี โชติกุล , อภิชัย เย็นพูนสุข , วิชัย อึ้งอัมพร , อุกฤษฎ์ พลางกูร ฯลฯ พวกเขาเหล่านี้คือเบื้องหลังความสำเร็จของศิลปินแกรมมี่ยุคบุกเบิก ในฐานะนักทำเพลง นักแต่งเพลงและนักดนตรี สำหรับ เรวัต พุทธินันทน์ นั้น , เขาเปรียบเสมือนจอมทัพใหญ่ที่พยายามประสานสิ่งที่เรียกว่า ศิลปะให้ไปด้วยกันกับ พาณิชย์ อย่างไรก็แล้วแต่ ลายเซ็น ของเรวัต ที่ปรากฏอยู่ในเนื้อเพลงที่เขาแต่งนั้นยังสะท้อนปรัชญา มุมมองและความคิดของผู้ชายคนนี้ได้ดี เมื่อคืนนี้ผมใช้เวลาไปกับการอ่านเนื้อร้องที่ เรวัต พุทธินันทน์ แต่ง สิ่งหนึ่งที่ผมค้นพบจากเนื้อร้องเหล่านี้ คือ ปรัชญาความคิด ครับ พี่เต๋อได้เขียนเพลงให้กับศิลปินหลายท่าน แต่ที่เห็นจะมากที่สุดน่าจะเป็น ธงไชย แมคอินไตย ครับ ผมลองมานั่งเรียบเรียงและแยกหมวดหมู่เนื้อร้องที่พี่เต๋อเขียนไว้ตั้งแต่ปี 2526 กับอัลบั้มเต๋อ 1 จนกระทั่งเพลงช่วงท้ายๆประมาณปี 2538 ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็น เพลง สักวันต้องได้ดี ผมลองสรุปเองคร่าวๆอย่างนี้ครับว่า เนื้อเพลงที่พี่เต๋อถ่ายทอดไว้นั้นบ่งบอกถึงวิธีคิดและมุมมองไว้เด่นๆ 3 ประการ คือ อุดมคติการใช้ชีวิต , สภาพสังคมทั่วไป และ ความรัก ครับ เริ่มจากอุดมคติการใช้ชีวิตนั้น เพลง หมู่บ้านในนิทาน อัลบั้มเต๋อ 1 (2526) น่าจะเป็นตัวอย่างแรกที่ชัดเจน ดูจากเนื้อร้องที่ว่า ก่อนยังมีแดนห่างไกล ไกลนักแต่มีคนพักอาศัย บางคนที่เคยไป ยังติดใจหนักหนา มีชาวบ้านชาวนา กินอยู่มานมนาน มีทุ่งนาป่าเขียวสดงาม มีน้ำใสอยู่ในลำธาร ผู้คนเลยชื่นบาน ไม่มีใครร้าวราน หมู่บ้านในนิทาน สุขสันต์ตลอดมา นี่น่าจะเป็นวิธีการมองโลกแบบพี่เต๋อครับ ซึ่งแสดงให้เห็นถึง ความรักสงบและรื่นรมย์กับธรรมชาติ ซึ่งเพลงต่อมาอย่าง ณ โลกสีขาว อัลบั้มเต๋อ 2 (2528) ได้สะท้อนให้เห็นโลกอุดมคติของพี่เต๋อในโลกสีขาวไว้ว่า ทุกผู้คนอยู่ในชุดสีขาวไร้การหลับนอน ไร้ความหิว ความอยาก ไร้ความขัดแย้ง ไม่มีแบ่งชนชั้น ไร้การฆ่าฟัน ไม่มีการพูดจา เห็นมีแต่รอยยิ้ม ในโลกสีขาว พิจารณาจากเนื้อร้องที่พี่เต๋อเขียนนั้น แม้จะไม่ได้หนักหน่วงเหมือนเพลงเพื่อชีวิตแต่วิธีคิดและมุมมองที่ถ่ายทอดมาในบทเพลงนับว่าสร้างสรรค์อยู่ไม่น้อย ผมสังเกตว่างานของพี่เต๋อนั้นไม่ได้จมอยู่แค่เรื่องของ อกหักรักคุด สถานเดียว หากแต่ผลงานยังสื่อสารถึงทัศนคติวิธีคิดได้อย่างเรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง อีกเพลงที่น่ากล่าวถึง คือ เพลง มือน้อย อัลบั้มเต๋อ 1 (2526) ครับ เพลงนี้กล่าวถึงความบริสุทธิ์ของเด็กเกิดใหม่ได้งดงามมาก ใสสะอาดดุจดัง น้ำค้างกลางแสงเดือน เหมือนกุหลาบดอกน้อย ไร้ร่องรอยราคี นอกจากนี้พี่เต๋อดูจะให้ความสำคัญกับเด็กมาก โดยเฉพาะเมื่อเราได้ยินเพลง บทเพลงเพื่อเด็ก อัลบั้มเต๋อ 2 (2528) ผมชอบท่อนสร้อยของเพลงนี้มากครับ เด็กเรียนรู้ตั้งแต่ตัวน้อย เด็กจะคล้อยไปตามผู้ใหญ่ รู้อะไรเพราะผู้ใหญ่ชี้นำ เด็กจะดีเพียงใดนั้น รู้รู้กัน อยู่ที่ใคร ที่จะคอยดูแลเขา ขอให้เราอย่าละเลย ช่วยกัน หรือแม้แต่เพลง หนูอยากเป็นอะไร ที่พี่เบิร์ดร้องในอัลบั้ม ส.ค.ส. (2531) เพลงนี้มีพี่เต๋อ พี่ดี้และบุษบาแต่งร่วมกัน สำหรับในแง่สภาพสังคมทั่วไป นั้น , เพลงของพี่เต๋อสะท้อนให้เห็นความเป็นไปของยุคสมัยนั้นๆได้ดี เช่น เพลงดังอย่าง เจ้าสาวที่กลัวฝน ในอัลบั้มเต๋อ 1 (2526) ที่พูดถึงทัศนคติของผู้หญิงที่กลัวการมีชีวิตคู่ เพลง ดอกไม้พลาสติก อัลบั้มเต๋อ 1 อีกเช่นกันที่พูดถึงความสวยที่มาจากมีดหมอที่ดูแล้วไม่ต่างอะไรกับดอกไม้พลาสติก เพลง ปากคน และ มันแปลกดีนะ ในอัลบั้มเต๋อ 2 (2528)พูดถึงมุมมองและความสงสัยที่มีต่อสภาพสังคมในช่วงนั้น อย่างเนื้อที่ร้องว่า มีคนเขาอยู่เมืองนอก ไม่ต้องบอกว่าชื่ออะไร เขาคิดให้เราแต่งตัว ถ้าเขามั่วจะรู้ได้ไง คนนำมีอยู่แค่สองสาม แต่คนตามนั้นยานตะไท ไม่รู้เป็นใครที่ไหน พ่อแม่ก็ไม่ใช่ แต่เราก็ตามเขาไป หรือ บอกต่อต่อกันมา แล้วบอกต่อต่อกันไป แต่มาบอกยังไงเรื่องราวจึงได้ผิดไป อยากจะรู้เรื่องเก่ามันอยู่ตรงไหน ถูกดัดแปลง หรือแต่งไปอีกเพียงใด ชอบต่อและแต่งเติมนัก เพราะปากมันหยุดไม่ไหว กลายเป็นอื่นทุกที งานในอัลบั้มเต๋อ 3 (2529) บรรยายเรื่องราวการพัฒนาประเทศไทยโดยเฉพากระแสการจะก้าวสู่ความเป็น NICS เพลงอย่าง เมืองใหญ่เมืองนี้ คือ เพลงที่ทำให้เห็นภาพเมืองกรุงเมื่อ 20 ปีที่แล้วได้ดี เมืองใหญ่เมืองนี้เมืองดีของคนเมือง เห็นความรุ่งเรืองเห็นคนเมืองล้วนมากมาย เมืองใหญ่เมืองนี้เมืองดีของใครใคร ทั้งที่คนมากมามายดูดูไปเหมือนไร้ผู้คน หรือ เพลง สมปองน้องสมชาย ที่กล่าวถึงความรันทดของแรงงานอย่างสมปองว่า มาทำงาน เป็นคนงานเงินเดือนน้อย เหนื่อยจนแทบขาดใจ....เหนื่อยจนใจหมดหวัง ดูเหมือนผมจะลืมอะไรไปบางอย่างนะครับ ผมว่า กำลังใจ คือสิ่งที่ได้รับจากการฟังเพลงของพี่เต๋อ เพลง คงจะมีสักวัน อัลบั้มเต๋อ 3 (2529) ยังถูกนำมาขับขานใหม่อยู่เสมอ ท่อนร้องที่ว่า หากใจท้อ ขอจงอดทนหนทางที่เดินไป เหนื่อยเพียงไหน ไม่กลัวสิ่งใดก้าวไปให้มั่นคง ฟังเพลงนี้ทีไรกำลังใจถูกปลุกขึ้นมาเป็นกองเลยทีเดียว เหมือนเพลง ตะกายดาว ที่ผมคิดว่าไม่มีใครร้องได้ไพเราะกินใจได้เท่าพี่เต๋ออีกแล้ว ในช่วงปลายชีวิตของพี่เต๋อนั้น เพลง สักวันต้องได้ดี น่าจะตอกย้ำให้เห็นคุณค่าของการทำดีว่า อย่างน้อยสิ่งที่เราได้ทำลงไป ไม่คิดอะไรก็แค่ภูมิใจที่เป็นคนดี อย่างน้อยบอกตัวเองหนทางยังมี แม้ในวันนี้มันจะโหดร้าย ก็ยังคงทำดีไม่เคยหวั่น รู้ว่าสักวันต้องได้ดี ถ้าจะพูดถึงเพลงของเรวัต พุทธินันทน์ เพลงๆหนึ่งที่เสมือนตัวแทนของผู้ชายคนนี้เลย นั่นคือ เพลง ยิ่งสูงยิ่งหนาว อัลบั้มเต๋อ 1 (2526) ครับ เพลงนี้ได้ อัสนี โชติกุล เป็นผู้ประพันธ์ทำนอง ผมว่าเพลงนี้เป็นเพลง ตกผลึก ทางความคิดที่พี่เต๋อถ่ายทอดไว้ยอดเยี่ยมถึงสัจธรรมที่ว่า เปรียบคนเราเหมือนดังขึ้นภูเขา ฝ่าไปเอาหมายตัวเราก้าวไกล สูงสูงขึ้นไปใครจะอยู่ข้างเรา กิเลสยุเย้าให้ปีนป่าย ไร้มิตรแท้ถึงแม้ยิ่งใหญ่ ใหญ่เกินไปไม่มีใครเอา ยิ่งสูงยิ่งหนาวยิ่งเหงายิ่งห่าง อยู่บนทางนึกหวั่นนึกพรั่นความหนาว ผมชอบคำว่า ยิ่งสูงยิ่งหนาวยิ่งเหงายิ่งห่าง เพราะมันกินความได้ดีกับสภาพของคนที่อยู่บนจุดสูงสุด สำหรับปรัชญาความรักนั้น , เพลงที่ผมประทับใจอย่าง สองเราเท่ากัน ในอัลบั้มเต๋อ 3 (2529) ผมว่าเป็นมุมมองความรักที่ให้เกียรติผู้หญิงมากครับ มือจับมือ ใจคล้องใจ ไม่มีใครนำใคร ไม่มีใครตามใคร สองเราเท่ากัน ผูกพันสายใย สองเราเข้าใจ ก้าวเดินไปพร้อมกัน เพลงนี้ผมชอบเสียงพูดของพี่เต๋อครับผมว่าเสียงแกมีเสน่ห์มาก นอกจากเพลงนี้แล้ว ที่แล้วก็แล้วไป อัลบั้มเต๋อ 1 (2526) ก็จัดเป็นความแฟร์ของคนๆหนึ่งที่ใช้หัวใจและความรักเป็นตัวตั้งมากกว่าที่จะมองความผิดพลาดที่ผ่านมาของอีกคน ฉันไม่แคร์ ถึงแม้เธอหวั่น ลองฟังฉันดีกว่า รักนั้นพา ให้เธอเคยผิดพลั้งไป แล้วทำไมใครใครต้องคอยซ้ำเติม ทิ้งเรื่องเดิมมาเริ่มกันใหม่ เป็นไปได้แน่นอน ฉันขอวอน เรื่องก่อนก่อนที่แล้วมา ขอเธออย่า เอามากลุ้มใจ จริงๆแล้วเพลงโรแมนติคที่พี่เต๋อแต่งขึ้นมานั้นยังมีอีกหลายเพลงครับ อย่างเพลง ให้เธอที่วสันต์ โชติกุล ขับร้องนั้นก็เป็นผลงานเขียนเพลงของพี่เต๋อ อีกเช่นกัน ผมนึกถึงคำพูดหนึ่งในหนังเรื่อง The Possible หรือ เก๋า เก๋า (2549)ของ วิทยา ทองอยู่ยง คำพูดที่ อู๋บอกกับ ต๋อย ว่า ถ้าวันนั้นวงที่หายไปเป็น The impossible ผมเชื่อว่าทุกๆปีจะมีคนจัดคอนเสิรต์รำลึกถึงพวกเขา เหมือนที่วันนี้คุณวินส์ตันและคุณ Kilroy กำลังทำอยู่ด้วยใจรักและศรัทธาในตัวผู้ชายคนนี้ไงครับ.....เรวัต พุทธินันทน์ Hesse004
|
| "จูบสุดท้าย" ใน Cinema Paradiso | ||
จูบสุดท้ายของ Cinema Paradiso กับดนตรีประกอบของ Ennio Morricone ได้ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังรักในดวงใจของใครหลายคนไปในทันใด |
||
|
View All |
||
| << | กันยายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | ||||||