• hesse004
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hesse004@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-08-03
  • จำนวนเรื่อง : 66
  • จำนวนผู้ชม : 21390
  • จำนวนผู้โหวต : 51
  • ส่ง msg :
ออกกำลังความคิด
มาออกกำลังสมองกันเถอะ!
Permalink : http://www.oknation.net/blog/hesse004
วันพฤหัสบดี ที่ 27 กันยายน 2550
“อโศกมหาราช” ตัวแทนอินเดียในแผนที่โลกาภิวัฒน์
Posted by hesse004 , ผู้อ่าน : 427 , 04:11:49 น.  
พิมพ์หน้านี้


           

นับแต่ภาพยนตร์ได้ถือกำเนิดขึ้นมาในฐานะที่เป็นศิลปะแขนงที่ 7 การบันทึกประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติผ่านมุมมองของผู้กำกับภาพยนตร์นั้นเริ่มเป็นที่แพร่หลายมากขึ้น หนังสกุล (Genre) ประวัติศาสตร์หรือแนวพีเรียดย้อนยุคนั้นได้ถูกสร้างขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ที่หลากหลายทั้งในแง่เชิดชูวีรกรรม รำลึกถึงบรรพชน แม้กระทั่งการตั้งคำถามถึงพฤติกรรมของคนโบราณในอดีต

           

โดยส่วนตัวผมแล้ว การดูหนังประวัติศาสตร์ยิ่งสร้างอรรถรสในการบริโภคความรู้ได้เอร็ดอร่อยยิ่งนัก 

           

 “อโศกมหาราช” หรือ Asoka (2001) จัดเป็นมหากาพย์ภาพยนตร์อินเดียอีกเรื่องหนึ่งที่ Santosh Sivan ผู้กำกับชาวภารตะได้หยิบเรื่องราวของมหาราชผู้ยิ่งใหญ่มาถ่ายทอดให้เห็นประวัติศาสตร์และร่องรอยวัฒนธรรมของชาวชมพูทวีปเมื่อกว่า 2,000 ปีมาแล้ว

           

ผมเชื่อว่าภาพแรกที่เรานึกถึงหนังอินเดียคือ ภาพพระนางที่กำลังวิ่งหยอกเย้ากันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย นอกจากนี้หนังแขกส่วนใหญ่มักเป็นหนังเพลง ซึ่งก็น่าสนใจเหมือนกันครับว่า หนังของHollywood ในช่วงทศวรรษ 50 -60 ที่นิยมสร้างหนังเพลงอย่าง Singin  in the rain (1952)หรือ The sound of music (1965) นั้น หนังเหล่านี้ได้รับอิทธิพลมาจากหนังของ Bollywood ในอินเดียหรือเปล่า

           

อโศกมหาราชของ Santosh Sivan นั้นได้ฉายให้เห็นภาพของพระเจ้าอโศก (Ashoka) ซึ่งเป็นกษัตริย์แห่งราชวงศ์เมารยะ (Maurya dynasty) กล่าวกันว่าราชวงศ์นี้เคยรุ่งเรืองอยู่บริเวณชมพูทวีปช่วงหลังสมัยพุทธกาล 

ประวัติศาสตร์อินเดียโบราณได้บันทึกไว้อย่างนี้ครับว่า “พระเจ้าจันทรคุปต์” (Chandragupta) เป็นผู้สถาปนาราชวงศ์เมารยะโดยมีศูนย์กลางอาณาจักรอยู่ที่แคว้นมคธ (Magadha) ปัจจุบันแคว้นนี้คือบริเวณรัฐพิหาร (Bihar) ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของอินเดียนั่นเองครับ

           

พระเจ้าจันทรคุปต์เป็นกษัตริย์ผู้เก่งกล้าเพราะนอกจากพระองค์จะทำสงครามขยายอาณาเขตไปยังดินแดนต่างๆในชมพูทวีปแล้ว พระองค์ยังเคยต่อกรกับกองกำลังของพระเจ้า Alexander มหาราชด้วย 

           

ผมเชื่อว่าเหตุผลหนึ่งที่คนโบราณต้องทำสงครามขยายดินแดนออกไปเรื่อยๆนั้น ส่วนหนึ่งมาจากความต้องการปัจจัยการผลิตนั่นก็คือ “ที่ดินและแรงงาน” นอกจากนี้ผลพวงของสงครามยังเป็นการเปิดเส้นทางการค้าให้กับพ่อค้าจากโลกตะวันออกและโลกตะวันตกได้พบกันอีกด้วย

           

แม้ว่าพระเจ้าจันทรคุปต์จะมีพระปรีชาสามารถเพียงใด แต่ในประวัติศาสตร์อินเดียกลับยกย่องให้พระราชนัดดา (หลาน)ของพระองค์คือ “พระเจ้าอโศกมหาราช” ว่าเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาลของแผ่นดินอินเดียครับ

           

เรื่องราวของพระเจ้าอโศกมหาราชในแผ่นฟิล์มนั้นนับได้ว่าสามารถเก็บรายละเอียดที่สำคัญได้เกือบหมด แม้ว่าประเด็นในเรื่องการที่พระองค์หันมาศรัทธาในพุทธศาสนาจะกล่าวไว้น้อยเกินไป แต่โดยภาพรวมแล้วผมเชื่อว่าหนังเรื่องนี้ทำได้ดีเลยทีเดียวครับ 

           

นอกจากนี้การใช้ “ภาษาถิ่น” ในการดำเนินเรื่องก็เป็นเสน่ห์ที่สำคัญสำหรับหนังแนวประวัติศาสตร์ของชนชาตินั้น เหมือนที่ Mel Gibson ใช้ภาษา Maya ในหนังเรื่อง Apocalypto (2007) เช่นเดียวกับ Asoka (2001) ที่ Santosh Sivan เลือกใช้ภาษาฮินดีมาเป็นภาษาหลักในการดำเนินเรื่อง

           

หากมองในแง่ของ “โลกาภิวัตน์” แล้ว ผมเชื่อว่าผู้กำกับอินเดียพยายามถ่ายทอดเรื่องราวของพระเจ้าอโศกมหาราชให้ชาวโลกได้รับรู้ถึงพระปรีชาสามารถและคุณงามความดีของพระองค์ ทั้งนี้หลังจากสงครามที่กลิงคะ (Kalinga)แล้ว พระองค์ได้สำนึกถึงบาปที่กระทำไปจากการฆ่าฟันผู้คนมากมายด้วยเหตุนี้เองพระองค์จึงหันมาศรัทธาพุทธศาสนาและเปลี่ยนแปลงพระองค์ใหม่จนเป็น “ธรรมราชา”ในที่สุด

“อโศกมหาราช” คือ สัญลักษณ์อย่างหนึ่งของประวัติศาสตร์อินเดียที่เคยยิ่งใหญ่และรุ่งเรืองมาก่อนความศิวิไลซ์ของฝรั่งหัวแดง ทั้งนี้ต้องอย่าลืมนะครับว่าอินเดียนั้นเคยถูกอังกฤษกระทำชำเราในฐานะที่เป็นดินแดนอาณานิคมแถมยังถูกอังกฤษขูดรีดทรัพยากรทุกอย่างไปหมดเพียงแต่สิ่งเดียวที่อังกฤษเอาไปจากชาวภารตะไม่ได้คือวัฒนธรรมที่หยั่งรากลึกมานาน 

           

อินเดียในศตวรรษที่ 21 นี้กำลังจะกลายเป็น “มหาอำนาจใหม่ทางเศรษฐกิจ” ควบคู่ไปกับจีน หรือที่เราเรียกรวมกันว่า “Chindia” คนบัญญัติศัพท์คำนี้คือ Jairam Ramesh นักเศรษฐศาสตร์ชาวอินเดียปัจจุบันแกเป็นรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมของอินเดีย

           

Ramesh แกบอกไว้ว่าโลกในอนาคตทั้งจีนและอินเดียจะผนึกกำลังกันสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจโดยจีนใช้ความได้เปรียบในเรื่องการผลิต Hardware ส่วนอินเดียก็จะพัฒนาเรื่อง Software ไป 

           

ท้ายที่สุดผมนึกถึงภาพของเส้นทางสายไหมที่มาร์โคโปโล เคยใช้เดินทางจากโลกตะวันตกเข้ามายังโลกตะวันออก เส้นทางนี้ต้องผ่านอินเดียเพื่อจะเข้ามาสู่อาณาจักรจีนไงครับ

Hesse004


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3
davidgypsy วันที่ : 27/09/2007 เวลา : 22.11 น.
http://www.oknation.net/blog/davidgypsy
Thanks My Friends,Thanks My Sunshine.

กระแสนิยมในชาติและรากเหง้าดั้งเดิมของอินเดีย เริ่มปรากฏผ่านการเปลี่ยนชื่อบางเมืองที่อังกฤษตั้งไว้ กลับไปใช้ชื่อเดิม อย่างบอมเบย์ เป็นมุมไบ หรือมัทราส เป็นเชนไน
ขอบคุณสำหรับมุมมองผ่านหนังครับ
ความคิดเห็นที่ 2
ปฐม วันที่ : 27/09/2007 เวลา : 16.53 น.
http://www.oknation.net/blog/pathom
หยุด !!!  การเกลียดชังทุกอย่าง  หันมาเกลียดตัวเองแทน  ตึ่งโป๊ะ !!!

ขอบคุณครับ

มุมมองนี้น่าสนใจ
ความคิดเห็นที่ 1
Jui วันที่ : 27/09/2007 เวลา : 09.58 น.
http://www.oknation.net/blog/jui880

มาอ่านและเก็บความรู้ครับ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

"จูบสุดท้าย" ใน Cinema Paradiso

จูบสุดท้ายของ Cinema Paradiso กับดนตรีประกอบของ Ennio Morricone ได้ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังรักในดวงใจของใครหลายคนไปในทันใด

View All
<< กันยายน 2007 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30