• hesse004
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hesse004@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-08-03
  • จำนวนเรื่อง : 73
  • จำนวนผู้ชม : 29472
  • จำนวนผู้โหวต : 55
  • ส่ง msg :
ออกกำลังความคิด
มาออกกำลังสมองกันเถอะ!
Permalink : http://www.oknation.net/blog/hesse004
วันพุธ ที่ 3 ตุลาคม 2550
"บัญญัติสิบประการ" คำประกาศอิสรภาพ "ยิว"ยุคใหม่
Posted by hesse004 , ผู้อ่าน : 640 , 02:46:45 น.  
พิมพ์หน้านี้


 

            ท่านผู้อ่านที่เป็นคอหนังเก่าและชื่นชอบภาพยนตร์อภิมหากาพย์หรือ Epic film นั้น ผมเชื่อว่า The Ten Commandments (1956) ของ Cecil B. Demille น่าจะเป็นหนังในดวงใจเรื่องหนึ่ง ไม่แพ้หนังอย่าง Ben-Hur (1959) ของ  William Wyler หรือ Spartacus (1960) ของ Stanley Kubrick

           

 มนต์เสน่ห์ของมหากาพย์ภาพยนตร์ที่สตูดิโอ Hollywood ทุ่มทุนสร้างนั้นอยู่ที่เนื้อหาประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจอย่าง เช่นเรื่องของ Julius Ceasar แห่งโรม เรื่องสงครามกรุง Troy ในยุคกรีกโบราณ นอกจากนี้ฉากที่อลังการและจำนวนนักแสดงที่มากมายรวมถึงเครื่องแต่งกายที่โดดเด่น สิ่งต่างๆที่ว่ามานี้ทำให้ผมตื่นตาตื่นใจทุกครั้งที่ได้ดูหนังอีพิค

           

สำหรับ The Ten Commandments หรือ “บัญญัติสิบประการ” ที่ผมหยิบมาเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังนี้ ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้มีความน่าสนใจอยู่หลายประการครับ

           

ประการแรก หนังเรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นในยุคที่สตูดิโอ Hollywood นิยมทำหนังย้อนยุค ลองไล่เรียงกันตั้งแต่ Ben-Hur (1959) , Spartacus (1960), Cleopatra (1963) , Jason and Argonauts (1963 ) หรือแม้แต่ Helen of Troy (1956) ภาพยนตร์เหล่านี้ถูกยกระดับให้เป็นหนังคลาสสิคไปแล้ว ประเด็นก็คือว่าสื่อภาพยนตร์นี้ล้วนมีอิทธิพลต่อการสร้างมุมมองประวัติศาสตร์จากตำนานให้กลายเป็นภาพเคลื่อนไหวได้สมจริงเสริมจินตนาการ

           

ท่านผู้อ่านลองคิดดูนะครับว่าหากเราอ่านเรื่อง Jason and Argonauts หรือ “อภินิหารขนแกะทองคำ” ฉากที่เจสันร่องเรือผ่านช่องแคบเล็กๆโดยมีเจ้าสมุทรโพไซดอน (ที่ไม่ใช่อาบอบนวดนะครับ) มาช่วยดันภูเขาไม่ให้ถล่มลงมานั้น มันช่างอลังการแค่ไหน เฉพาะฉากนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการใช้เทคนิคพิเศษหรือ Special effect ที่ทำให้คนดูหนังนั้นติดตาตรึงใจเป็นอย่างยิ่ง

ความน่าสนใจประการถัดมา ผมว่าหนังเรื่องนี้ได้ฉายให้เห็นภาพของคนโบราณเมื่อหลายพันปีมาแล้วโดยเฉพาะเรื่องราวของอารยธรรมอิยิปต์หรือเรียกอีกชื่อว่า “ไอยคุปต์” ผมรู้จักอารยธรรมนี้จากหนังสือต่วยตูนครับ เรื่องราวของ “ฟาโรห์” เรื่องราวของ “พิระมิด” เรื่องราวของ “มัมมี่” ยังมีมนต์ขลังให้คนรักประวัติศาสตร์ได้ตามอ่านกันต่อไป

นอกเหนือจากที่เราได้เห็นวัฒนธรรมของชนชาวอิยิปต์ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางโลกเมื่อหลายพันปีมาแล้ว เราก็ได้เห็นอารยธรรมของชาวยิวซึ่งในหนังของ Cecil B. Demille นั้นเรียกว่า “อิสราเอล” ด้วยความที่ชนชาวยิวตกเป็นทาสมาชั่วนาตาปี ทำให้พวกเขาเชื่อว่าจะมี “ผู้มาปลดปล่อย” ซึ่งคนๆนั้นก็คือ “โมเสส” นั่นเองครับ

ผมเชื่อว่าหลายท่านคงคุ้นหูกับชื่อของ “โมเสส” และเมื่อเราพูดถึงโมเสสอย่างแรกที่เราจะนึกถึง คือ “บัญญัติสิบประการ” ซึ่งหนังเรื่องนี้ได้ทำให้เราได้เห็นที่มาที่ไปของ “โมเสส” จากเจ้าชายอิยิปต์ผู้เก่งกาจกลับกลายเป็นผู้ปลดปล่อยชนชาวยิวจากการกดขี่ของอาณาจักรไอยคุปต์

ประเด็นที่ผู้กำกับชั้นบรมครูอย่าง Cecil B. Demille พยายามสื่อผ่านอภิมหากาพย์บนแผ่นฟิล์มนั้นอยู่ที่เรื่องของ “เสรีภาพความเป็นมนุษย์” ที่พระเจ้าเป็นคนประทานมาให้ครับ เหมือนที่ฉากแรกที่ Demilles ออกมาตั้งคำถามว่าแท้จริงแล้ว มนุษย์เราเป็นเพียงสมบัติของรัฐ (Property of state) หรือเป็นมนุษย์ที่ได้รับเสรีภาพจากพระเจ้า

The Ten Commandments นับเป็นหนังเรื่องสุดท้ายของ Cecil B. Demilles ทั้งนี้เขาเคยสร้างหนังเรื่องนี้มาครั้งหนึ่งเมื่อปี 1923 โดยสมัยนั้น The Ten Commandments เป็นหนังเงียบ ผมว่าเหตุผลหนึ่งที่ Cecil B. Demille เลือกกลับมาทำใหม่ให้มันอลังการกว่าเดิมน่าจะมาจาก “บารมี”ของเขานั่นเองนอกจากนี้ Cecil B. Demilles ยังมีเชื้อสายยิวจากทางแม่น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้เขาทำหนังขึ้นเพื่อรำลึกถึงบรรพชนชาวยิว

 

The Ten Commandments ได้ถ่ายทอดให้เห็นถึงความยากลำบากของการเป็นทาสที่ชนชาวยิวเมื่อครั้งโบราณกาลต้องเผชิญ เหมือนที่ Stanley Kubrick ได้แสดงให้เห็นความเป็นทาสของ Spartacus ที่ถูกชาวโรมันข่มเหง เหมือนที่ Steven Spielberg ตั้งคำถามถึงความคิดของอเมริกันชนในอดีตเกี่ยวกับทาสแอฟริกันที่มาพร้อมกับเรือ Amistad

ผมตั้งข้อสังเกตในระหว่างที่ดูหนังมหากาพย์หลายเรื่อง สิ่งหนึ่งที่พบ คือ รูปแบบในการดำเนินเรื่องนั้นมีลักษณะคล้ายกัน คือ มีบทโหมโรง (Overture) ช่วงพักกลางเรื่อง (Intermission) และบทส่งท้าย ด้วยเหตุนี้เองดนตรีจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของหนังอิพิค

กลับมาที่ความน่าสนใจใน The Ten Commandments กันต่อครับ , Cecil B. Demille เองได้ทำให้ภาพของ “โมเสส” มีชีวิตขึ้นจริงโดยมี Charlton Heston รับบทเป็นโมเสส นอกจากนี้การฉายให้เห็นที่มาของแผ่นหินที่จารึกบัญญัติสิบประการนั้นก็ทำได้น่าดูชมโดยผ่านเสียงของ “พระเจ้าของชาวฮิบรู” ซึ่งเมื่อดูข้อบัญญัติทั้งสิบข้อแล้ว ปรากฏว่ามีหลายข้อที่คล้ายกับศีล 5 ของพระพุทธองค์ ไม่ว่าจะเป็น “จงอย่าฆ่าคน” จงอย่าประพฤติผิดลูกเมีย” “จงอย่าลักขโมย” “จงอย่าใส่ความนินทาว่าร้ายผู้อื่น” หรือ “จงอย่ามีความมักได้ในทรัพย์ผู้อื่น”

เราจะเห็นได้ว่าทั้ง “บัญญัติสิบประการ”และ “เบญจศีล” มีความคล้ายคลึงกันมากและสิ่งหนึ่งที่สำคัญ คือ การยึดหลักธรรมคำสอนมากกว่ารูปปั้นวัตถุบูชา เหมือนที่พุทธองค์ทรงดำรัสว่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา” เหมือนที่โมเสสบอกกับชาวยิวทั้งปวงว่า “จงยึดมั่นปฏิบัติตามบัญญัติสิบประการของพระเจ้าโดยไม่ต้องมีรูปเคารพบูชา”

ความลึกซึ้งที่ปรากฏในหนัง The Ten Commandments นั้นน่าจะเป็นอนุสติเตือนใจพวกเราชาวพุทธได้เหมือนกันนะครับว่าแท้จริงแล้ว “สาระนั้นสำคัญกว่ารูปแบบ” สาระที่บัญญัติในพระอภิธรรมคำสอนมีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตมากกว่าการบูชาวัตถุมงคลโดยมุ่งเพียงร้องขอความสุขความเจริญให้กับตนเองเพียงอย่างเดียว

ความน่าสนใจประการสุดท้ายในหนังของ Cecil B. Demille นั้น ผมคิดว่าน่าจะเป็น “คำประกาศอิสรภาพของชาวยิวในศตวรรษที่ 20” ครับ หลังจากชาวยิวที่ต้องระหกระเหินมานานแสนนาน โดยส่วนตัวแล้วผมเชื่อว่านายทุนที่อยู่เบื้องหลังการสร้างหนังเรื่องนี้น่าจะมีชาวยิวอย่างน้อยหนึ่งคนบ้างล่ะ ทั้งนี้ต้องยอมรับนะครับว่าชาวยิวเป็นชาติที่น่าเห็นใจชาติหนึ่งเนื่องจากเป็นที่รังเกียจของชาวยุโรปและอาหรับมาตลอดประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ถึงขนาดเคยโดนฆ่าล้างเผ่าพันธุ์(Holocaust)ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มาแล้ว

อย่างไรก็ตาม “ความฉลาดและความเคี่ยว”ของยิวนั้นก็คงไม่เบาเหมือนกัน มิฉะนั้นพวกเขาคงไม่สามารถดำรงเผ่าพันธุ์จนก่อร่างสร้างชาติ “อิสราเอล” ให้เข้มแข็งมาจนทุกวันนี้ได้

The Ten Commandments น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการ “ดึงคนยิวกลับดินแดนพันธะสัญญา” ซึ่งปัจจุบันก็ยังพิพาทกันอยู่กับ “ปาเลสไตน์” เจ้าของดินแดนเดิม ทั้งนี้ประวัติศาสตร์ของชาวยิวยุคใหม่นั้นเพิ่งเริ่มต้นเมื่อปี 1948 นี้เองครับ

“อิสราเอล” กลายเป็นรัฐใหม่ที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติโดยเฉพาะชาติตะวันตก แต่สำหรับพวกอาหรับแล้วยิวคือศัตรูหมายเลขหนึ่งของพวกเขา

 แนวคิดการสร้างชาติของอิสราเอลนั้นมีมานานแล้วนะครับโดยเฉพาะการก่อตั้ง “ขบวนการไซออน”ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดึงคนหนุ่มสาวชาวยิวมาช่วยกันสร้างชาติ จนกระทั่งมาประสบความสำเร็จในสมัยของ นาย David Ben- Gurion ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของอิสราเอล

ว่ากันว่าในตอนนั้นชาวยิวอยากให้ “Albert Einstein” ไปเป็นประธานาธิบดีคนแรกของพวกเขา แต่ Einstien แกปฏิเสธครับ ดังนั้นตำแหน่งประธานาธิบดีหรือประมุขของประเทศจึงตกเป็นของ Dr.Chaim Weizmann ยอดนักวิทยาศาสตร์ชาวยิวอีกคนหนึ่ง

ทุกวันนี้ “ยิว” คงไม่ต้องเร่ร่อนระหกระเหินเหมือนบรรพชนในอดีตอีกแล้ว หนำซ้ำชาว    ยิวกลับกลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลในหลายต่อหลายวงการ ยกตัวอย่างเช่น ในแวดวงการเงินนาย George Soros ก็เป็นยิว ในวงการวิทยาศาสตร์ไม่มีใครไม่รู้จัก Albert Einstein ในวงการเศรษฐศาสตร์เรายังมียิวอัจฉริยะอย่าง Milton Friedman ในวงการภาพยนตร์ก็ยังมี Steven Spielberg ไงครับ

 แต่เอ๊! วงการฟุตบอลที่ผมชอบล่ะ อ้อนึกออกแล้วครับ มีหนึ่งคนเป็นนักบอลนามว่า Yossie Benayoun แห่งทีมหงส์แดง ส่วนอีกคนเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลนามว่า Avram Grant ซึ่งเก่งหรือเปล่า ? นั้นลองถามแฟนทีมเชลซีได้นะครับ (ฮา)

 

Hesse004


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5
rtw วันที่ : 13/10/2007 เวลา : 01.57 น.
http://www.oknation.net/blog/fash

ดนตรีของบญ.สปก. ถูกข้าราชการเอามาประกอบสารคดีในหลวงประจำ
หนังถูกสร้างส่วนนึงเพื่อสนับสนุนช่วงตั้งใข่ของชาติอิสราเอล
แต่สร้างได้ถึงและมันส์มาก
ทุกฉากสามารถเป็นภาพวาดได้
ยูลส์ บรินเนอร์ ออกมาทีไร ละสายตาไม่ได้
โดยเฉพาะฉากผลัดกันหย่อนของใส่ตาชั่งกับเฮสตัน
กล่าวหา แก้ข้อกล่าวหากัน
ต่อหน้าฟาโรห์ ฮาร์ดวิก

ชาร์ลส์ แชปลิน
พี่น้องมาร์กซ์
คาร์ล มาร์กซ์
ร็อธไชลด์
ทร็อตสกี้
และอีกเพียบก็ยิว
ยิวทำคุณไว้เยอะ ก่อเรื่องก็มาก
เป็นผู้ที่ถือตนว่าเป็นชาติพันธุ์พิเศษที่มีสัญญากับพระเจ้า
แลกกับการสุหนัต เรียกว่าขนาดกับพระเจ้าก็ยังต่อรองทำการค้ากัน
คงมีแต่ จีน กับ อินเดีย ที่พอคานความเก๋ากันได้
ความคิดเห็นที่ 4
TheQueenofNostalgia วันที่ : 06/10/2007 เวลา : 00.10 น.
http://www.oknation.net/blog/saisoi
The worst is yet to come. 

ฉากทะเลแยกนั่นสุดๆจริงๆ
เอ๊ะ เรื่องนี้ใช่มั้ยคุณ Hesse?

เศรษฐีวงการเพชร จาก De beers ก็เป็นยิวด้วยนะ
ความคิดเห็นที่ 3
julyrhapsody วันที่ : 04/10/2007 เวลา : 13.36 น.
http://www.oknation.net/blog/julyrhapsody
'attitude is everything'

ชอบเรื่องนี้มากเลยค่ะ ทั้งสวยงามได้ความรู้ เข้าใจประวัติศาสตร์ความเป็นมาของศาสนาและมนุษยชาติ ที่สำคัญดูกับพ่อแม่ด้วย ยิ่งคลาสสิค

แม้จะมีคนพยายามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิวปานใด แต่ที่น่าทึ่งสำหรับเราเสมอคือพวกเขาเป็นสายพันธุ์โบราณที่ยังเข้มข้นและอยู่รอดจนถึงทุกวันนี้
ความคิดเห็นที่ 2
ปฐม วันที่ : 03/10/2007 เวลา : 03.20 น.
http://www.oknation.net/blog/pathom
หยุด !!!  การเกลียดชังทุกอย่าง  หันมาเกลียดตัวเองแทน  ตึ่งโป๊ะ !!!

นักฟุตบอลยิว สังเกตุครับ

ไม่ใช้พลัง

สมองล้วน ๆ ยังมีอีกคน และ อีกหลาย ๆ คนอยู่ยุโรปครับ
ความคิดเห็นที่ 1
ลานเทวา วันที่ : 03/10/2007 เวลา : 02.51 น.
http://www.oknation.net/blog/phutanow
 .......ทุกบทคำนำนัยยะ   เถอะเจ้าจงชำระ   มันด้วยใจ.........

ขอให้ ยิว จงเจริญ

แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

"จูบสุดท้าย" ใน Cinema Paradiso

จูบสุดท้ายของ Cinema Paradiso กับดนตรีประกอบของ Ennio Morricone ได้ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังรักในดวงใจของใครหลายคนไปในทันใด

View All
<< ตุลาคม 2007 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31