• hesse004
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hesse004@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-08-03
  • จำนวนเรื่อง : 68
  • จำนวนผู้ชม : 24988
  • จำนวนผู้โหวต : 53
  • ส่ง msg :
ออกกำลังความคิด
มาออกกำลังสมองกันเถอะ!
Permalink : http://www.oknation.net/blog/hesse004
วันพุธ ที่ 24 ตุลาคม 2550
"I wish I had a wife" โถ! ลูกผู้ชาย...ทำไมเกิดมาต้องมีเมีย
Posted by hesse004 , ผู้อ่าน : 415 , 22:08:41 น.  
พิมพ์หน้านี้


เรื่องที่จั่วหัวไว้ข้างต้นออกจะดูขำๆหน่อยนะครับ เหตุที่ตั้งชื่อแบบนี้ก็เพราะหลังจากที่ผมดูหนังเกาหลีเรื่อง I wish I had a wife (2000) จบเป็นรอบที่สองนั้น อารมณ์บางอย่างทำให้ผมนึกถึงเนื้อร้องวรรคหนึ่งในเพลง “วิมานดิน” ของคาราบาว ที่ร้องว่า “โถ! ลูกผู้ชาย...ทำไมเกิดมาต้องมีเมีย”

I wish I had a wife (2000) เป็นผลงานการกำกับของปาร์ค ยัง ซิก (Park Heung Sik) ครับ หนังว่าด้วยเรื่องราวของ คิม บอง ซู หนุ่มโสดวัยสามสิบกว่าปีที่อยากใช้ชีวิตคู่ อยากแต่งงาน หรือ พูดให้ชาวบ้านหน่อย ก็คือ อยากมีเมียนั่นเองครับ แต่จนแล้วจนรอดนายคิมคนนี้ก็ยังไม่พบสาวเจ้าที่ถูกใจ ด้วยเหตุนี้เองเรื่องครื้นเครงจึงเกิดขึ้นให้เราได้เห็นในหนัง

ผมขออนุญาตไม่เล่ารายละเอียดมากไปกว่านี้แล้วกันนะครับ ทั้งนี้ข้อสังเกตประการหนึ่งที่ผมมีต่อหนังรักเกาหลี คือ หนังส่วนใหญ่มีความเรียบง่ายแต่มีความพิถีพิถันในการนำเสนอเรื่อง “รัก” ได้อย่างสวยงาม นับตั้งแต่ Christmas in August (1998) และ One fine spring day (2001) ของ เฮอ จิน โฮ หรือแม้แต่งานอย่าง My sassy girl (2001) และ Il Mare (2000) ก็ได้ซ่อนประเด็นบางอย่างเกี่ยวกับสารของความรักได้อย่างน่าดูชม

นอกจากนี้ยังมีเกร็ดที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งเกี่ยวกับตัว ปาร์ค ยัง ซิก คือ เขาเคยเป็นผู้ช่วยของเฮอ จิน โฮ เมื่อครั้งที่กำกับเรื่อง Christmas in August ซึ่งโดยส่วนตัวผมแล้วหนังเรื่องนี้คือ หนังรักที่ผมประทับใจมากที่สุดครับ แม้ว่า Chirstmas in August จะจบลงด้วยความเศร้าแต่มันกลับเป็นความเศร้าที่อยู่บนฐานของความอิ่มเอมใจ

อย่างไรก็ตามหนังของปาร์คกลับทำให้ I wish I had a wife กลายเป็นเรื่องสุขและก็จบลงด้วยความ “อิ่ม” อีกเหมือนกัน

ท่านผู้อ่านที่เป็นชายโสดและมีวัยใกล้เคียงกับ คิม บอง ซู ตัวเอกในเรื่องนี้อาจจะรู้สึก “อิน” กับอารมณ์ของนายคิมได้ไม่ยาก ทั้งนี้วัฒนธรรมของชนเกาหลีกับของบ้านเรานั้นดูไม่แตกต่างกันมาก ยิ่งถ้าเป็นเรื่องราวของหนุ่มโสดในเมืองกรุงที่ชีวิตผูกโยงกับงานออฟฟิศด้วยแล้วยิ่งทำให้หลายคนอดอมยิ้มไม่ได้กับบางฉากที่ดูจะตรงกับชีวิตเราเสียเหลือเกิน

ผมคิดว่าทัศนคติในเรื่อง “การแต่งงานและการมีครอบครัว” ของหนุ่มสาวชาวกรุงสมัยใหม่นั้นมีความคล้ายคลึงกันไม่ว่าจะในกรุงเทพหรือในกรุงโซล

สังคมเมืองภายใต้ระบบทุนนิยมได้ทำให้วิธีคิดและพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไปซึ่งต่างจากสังคมโบราณรุ่นปู่ย่าตาทวด ทั้งนี้การแต่งงานและการมีครอบครัวของคนสมัยก่อนที่อิงอยู่กับภาคเกษตรกรรมนั้น มีเหตุผลสำคัญประการหนึ่ง คือ การเพิ่มจำนวนแรงงานภายในครอบครัวซึ่งมาจากการ “มีลูก” ไงครับ จะว่าไปแล้วเหตุผลนี้สามารถอธิบายปรากฏการณ์การมีลูกเยอะของคนโบราณได้ทั้งในสังคมตะวันตกและสังคมตะวันออก

อย่างไรก็ตามหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม ความจำเป็นเรื่องของการใช้แรงงานในภาคเกษตรค่อยๆลดน้อยถอยลงไป และยิ่งในสังคมทุนนิยมเมืองใหญ่ด้วยแล้วการมีลูกจำนวนมากอาจจะกลายเป็น “ภาระ” และก่อปัญหาเศรษฐกิจกับครอบครัวในที่สุด

นับแต่ทศวรรษ 70 เป็นต้นมานั้น ประเด็นเรื่องการแต่งงาน การใช้ชีวิตคู่และการสร้างครอบครัวจึงเป็น Topic ใหม่ให้นักเศรษฐศาสตร์ทำการศึกษากันอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานของสองนักเศรษฐศาสตร์อเมริกันอย่าง Gary Becker และ Jacob Mincer

สำหรับ Becker นั้น , ผลงานคลาสสิคอย่าง The Economic Approach to Family Behavior (1976) ได้ขยายพรมแดนความรู้เรื่องของเศรษฐศาสตร์กับการแต่งงาน เศรษฐศาสตร์กับการหย่าร้าง แม้กระทั่งเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการ “ทำลูก” ครับ

มิติการแต่งงานของนักเศรษฐศาสตร์ได้กลายเป็น “ธุรกรรม” (Transaction) อย่างหนึ่งที่มีดีมานด์และซัพพลายของทั้งชายหญิง รวมไปถึงการตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันหรือยุติชีวิตคู่ด้วยการหย่าร้าง (Divorce) ซึ่งการตัดสินใจดังกล่าวตั้งอยู่บนฐานของต้นทุนและผลประโยชน์จากการทำธุรกรรมนั้น มิพักต้องเอ่ยถึงการให้กำเนิดบุตรที่ต้องมองว่าควรจะมีสักกี่คนถึงจะทำให้เกิดความเหมาะสมกับฐานะของครอบครัว พูดแบบนักเศรษฐศาสตร์หน่อย คือ การหา Optimization level ของการ “ทำลูก” นั่นเองครับ

ที่ผมกล่าวมาข้างต้นดูจะทำให้เรื่อง “รัก” หมดความโรแมนติคไปเลยนะครับ เพราะดูเหมือนมนุษย์เราไม่น่าจะต้องมานั่งคิดอะไรให้มากมายกันขนาดนี้ แต่ในโลกของความเป็นจริงกลับกลายเป็นว่า “ความรัก” คือเงื่อนไขจำเป็น (Necessary condition) สำหรับการแต่งงาน แต่อาจจะยังไม่เพียงพอ (Not sufficient condition) สำหรับการสร้างครอบครัว แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งผมก็ยังเชื่อในอานุภาพของความรักอยู่ดี

สำหรับ I wish I had a wife แบบไทยๆนั้นปรากฏให้เห็นในเพลงเพื่อชีวิตของ “บาว” หลายต่อหลายเพลงตั้งแต่ รักทรหด (1) , หัวใจบ้าบิ่น , หนุ่มสุพรรณ มาจนกระทั่ง วิมานดิน เพลงเหล่านี้ถูกถ่ายทอดออกมาในช่วงที่สังคมไทยกำลังก้าวกระโดดจากภาคเกษตรไปสู่ภาคอุตสาหกรรม เกิดการหลั่งไหลของคนหนุ่มสาวจากภาคชนบทเข้าสู่เมือง

ด้วยเหตุนี้เองเนื้อร้องที่ปรากฏในเพลง “รักทรหด (1)” อย่าง “รักจนหลังอาน ดอกเบี้ยบานเบอะ ผ่อนทั้งบ้านทั้งรถยนต์ กว่าจะได้แต่งงาน เหนียงแทบยาน เนื้อแทบย่น เธอจึงเห็นใจ รักบริสุทธิ์ ให้บวชก่อนแล้วค่อยเบียด” ได้สะท้อนให้เห็นความพยายามดิ้นรนของ “ไอ้หนุ่มคนหนึ่ง” ที่กว่าจะได้ทำธุรกรรมการแต่งงานนั้นต้องเหนื่อยมากน้อยแค่ไหน ซึ่งดูเหมือน “น้าแอ๊ด” แกจะมาบ่นเรื่องนี้อีกครั้งผ่านเพลง “วิมานดิน”ที่ว่า “โถ! ลูกผู้ชาย....ทำไมเกิดมาต้องมีเมีย” ถูกใจคนยังไม่มีเมียดีครับ (ฮา)

Hesse004


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 7
kilroy วันที่ : 26/10/2007 เวลา : 16.29 น.
http://www.oknation.net/blog/kilroy

คิดว่า "รัก" เป็น "sufficient condition"
ทั้งการแต่งงานและการมีครอบครัวครับ

เอนทรีนี้เป็น edutainment ชั้นดีครับ
ความคิดเห็นที่ 6
เมอร์ซีไซด์สีแดง วันที่ : 26/10/2007 เวลา : 09.18 น.
http://www.oknation.net/blog/LIVRED


คนมีเมียแล้วก็ถูกใจครับ
ความคิดเห็นที่ 5
TheQueenofNostalgia วันที่ : 26/10/2007 เวลา : 00.01 น.
http://www.oknation.net/blog/saisoi
The worst is yet to come. 

ลืมบอกไปว่าชอบ Christmas in August และ One fine spring day
ความคิดเห็นที่ 4
TheQueenofNostalgia วันที่ : 26/10/2007 เวลา : 00.00 น.
http://www.oknation.net/blog/saisoi
The worst is yet to come. 

เป็นมุมที่นึกไม่ถึงจริงๆค่ะ
การแต่งงานก็เป็นกลไกเศรษฐศาสตร์ของมนุษย์อย่างหนึ่ง

คุณพ่อดิฉันก็ตกใจค่ะ ที่บอกเค้าว่าคงจะไม่แต่งงานและมีลูก
แกบอกว่า มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ที่จะเลี้ยงดูเด็ก(ลูก)ขึ้นมา
และเด็กที่โตมาก็จะเลี้ยงพ่อแม่...
ความคิดเห็นที่ 3
Boris วันที่ : 25/10/2007 เวลา : 17.11 น.
http://www.oknation.net/blog/boris

เรื่องนี้ไม่เคยดู

Christmas in August เป็นหนังเกาหลีที่ชอบมากที่สุดเหมือนกัน
ความคิดเห็นที่ 2
phiroj วันที่ : 25/10/2007 เวลา : 15.40 น.
http://www.oknation.net/blog/phiroj
"..... ฟุตบอลไม่ใช่ความเป็นความตาย... แต่มันมีความหมายมากกว่านั้น "  : บิล แชงค์ลี่ย์

เศรษฐศาสตร์กับการแต่งงาน
เกี่ยวกันอย่างนี้เอง
.
.
มาหาเพื่อนคลายเศร้าจากความพ่ยแพ้ของ หงส์แดง ครับ
ความคิดเห็นที่ 1
ปฐม วันที่ : 25/10/2007 เวลา : 08.43 น.
http://www.oknation.net/blog/pathom
หยุด !!!  การเกลียดชังทุกอย่าง  หันมาเกลียดตัวเองแทน  ตึ่งโป๊ะ !!!

เพลงนี้ผมก็ชอบครับ...

แต่ยังอยากมีอ่ะ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

"จูบสุดท้าย" ใน Cinema Paradiso

จูบสุดท้ายของ Cinema Paradiso กับดนตรีประกอบของ Ennio Morricone ได้ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังรักในดวงใจของใครหลายคนไปในทันใด

View All
<< ตุลาคม 2007 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31