• hesse004
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hesse004@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-08-03
  • จำนวนเรื่อง : 58
  • จำนวนผู้ชม : 14865
  • จำนวนผู้โหวต : 45
  • ส่ง msg :
ออกกำลังความคิด
มาออกกำลังสมองกันเถอะ!
Permalink : http://www.oknation.net/blog/hesse004
วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤศจิกายน 2550
จาก "Pyramid system ถึง ''Rotation football'' กับปรัชญาฟุตบอลที่เปลี่ยนไป (ตอนที่1)
Posted by hesse004 , ผู้อ่าน : 370 , 12:20:09 น.  
พิมพ์หน้านี้





ท่านผู้อ่านที่ไม่ได้สนใจอะไรมากมายกับเกมลูกหนังอาจจะไม่คุ้นกับคำโปรยที่ผมเอามาจั่วไว้ที่หัวเรื่องนะครับ สำหรับท่านผู้อ่านที่ชื่นชอบและฟุตบอลแล้วผมเชื่อว่าน้อยคนนักที่จะเคยได้ยินคำว่า “Pyramid system” ส่วนคำหลังอย่าง “Rotation football”นั้น ผมเชื่อว่าแฟนบอลทีม Liverpool ย่อมคุ้นเคยเป็นอย่างดีครับ

ในระยะหลังของการดูฟุตบอล ผมเริ่มสนใจกีฬาชนิดนี้ในมิติอื่นๆมากขึ้นนอกเหนือจากเคยคิดจะหยิบเรื่องเศรษฐศาสตร์ภาคฟุตบอลมาเขียนแล้ว ผมยังสนใจเรื่องของสูตรการเล่นหรือแผนการทำทีมฟุตบอลด้วยครับ

ย้อนหลังไปราวๆสิบปีที่แล้วมีเกมคอมพิวเตอร์เกมหนึ่งที่ชื่อว่า CM หรือ Championship manager เกมๆนี้ทำให้ผมเริ่มเข้าใจภาพของฟุตบอลที่มากกว่าเกมๆหนึ่งที่มีผู้เล่น 22 คนมาเตะบอลกันให้เราดู

CM ทำให้ผมรู้ว่าฟุตบอลกลายเป็นศาสตร์และศิลป์ที่มีเสน่ห์อย่างหนึ่ง เกม CM ทำให้ผมเริ่มมองเห็นองค์ประกอบของทีมฟุตบอลว่าไม่ได้มีแค่นักฟุตบอล ผู้จัดการทีม สตาฟฟ์โค้ช เพียงอย่างเดียว หากแต่ยังประกอบไปด้วยการบริหารจัดการทีม การวางแผนการเล่น การเสาะหาและพัฒนานักเตะ ไปจนกระทั่งวิธีการซื้อขายนักบอลและการต่อรองสัญญาและค่าเหนื่อย

ผมมองว่าความพยายามในการเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลของบรรดาเหล่ามหาเศรษฐีนั้นตั้งอยู่บนเหตุผลทางธุรกิจเป็นสำคัญมากกว่าที่จะอยากเป็นเจ้าของเพราะใจรักในกีฬาชนิดนี้ เพราะฟุตบอลคือธุรกิจใหม่ที่เติบโตได้อีกไกลในโลกศตวรรษที่ 21 ด้วยเหตุที่ทุกคนในโลกนี้สามารถดูฟุตบอลแมตช์หนึ่งได้พร้อมๆกัน เท่ากับเป็นการขายบริการ “ฟุตบอลบันเทิง”ให้ตลาดทั่วโลกได้ชมกัน นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดจึงแพงขึ้นทุกปีและยังโยงไปถึงค่าตัวและค่าเหนื่อยของนักเตะระดับ Superstar จึงแพงหูฉี่

ผมอยากแนะนำท่านผู้อ่านลองหาหนังสือของท่านอาจารย์รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ที่เขียนเรื่อง “กีฬาในทุนวัฒนธรรม” หนังสือเล่มนี้ทำให้มิติการมองโลกฟุตบอลของผมเปลี่ยนไป บทความของอาจารย์ทำให้เราเห็นภาพกีฬาฟุตบอลมีฐานะไม่ต่างอะไรกับสินค้าและบริการโดยมีผู้ผลิตคือสโมสรฟุตบอล และองค์กรโลกบาลทางฟุตบอลอย่างฟีฟ่าหรือยูฟ่า แต่ที่ขาดไม่ได้คือคือโปรโมเตอร์หรือผู้จัดการแข่งขันครับ ซึ่งโปรโมเตอร์ฟุตบอลอย่างพรีเมียร์ชิพ (Premiership) น่าจะเป็นผู้จัดการแข่งขันที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกลูกหนังทุกวันนี้เพราะทำเงินได้มหาศาลจากการถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ชิพไปยังประเทศต่างๆเกือบทั้งโลกแล้ว

อ้อ! ยังมีหนังสืออีกเล่มที่อยากแนะนำคือ “คนไม่ใช่เศรษฐกิจ”ของอาจารย์ป้อง (ปกป้อง จันวิทย์) สหายทางปัญญาอีกท่านที่เขียนเรื่องราวเศรษฐศาสตร์กับฟุตบอลไว้ได้น่าสนใจในภาคสุดท้ายของหนังสือ

กลับมาที่เรื่องที่ผมจั่วหัวไว้ต่อครับ , ก่อนที่ผมจะเฉลยคำว่า “Pyramid system ว่าคืออะไรนั้น ผมอยากเล่าถึงพัฒนาการคร่าวๆของแผนการเล่นฟุตบอลไว้อย่างนี้ครับว่า นักประวัติศาสตร์ลูกหนังอย่าง นาย John Bluem แกได้แบ่งพัฒนาการของแผนการเล่นฟุตบอลเอาไว้ 3 ยุค ครับ

ในยุคเริ่มต้นนั้น เราต้องย้อนเวลาไป 140 กว่าปีเลยทีเดียว โดยในสมัยนั้นอังกฤษยังไม่มีฟุตบอลลีกภายในประเทศเลยด้วยซ้ำ รูปแบบการเล่นเท่าที่ผมอ่านในงานของ Bluem แกบอกว่าเกมส่วนใหญ่มักเน้นไปในเรื่องของการเลี้ยงบอล (The dribbling game) เป็นหลักครับ ด้วยเหตุนี้เองพื้นฐานของนักบอลรุ่นคุณทวดน่าจะอยู่ที่ทักษะการเลี้ยงบอลครับ

ที่น่าสนใจไปกว่านั้น คือ กฎการล้ำหน้าหรือ Offside rule นั้นก็เกิดขึ้นเมื่อ140 กว่าปีที่แล้วเหมือนกัน Blume แกอธิบายแบบนี้ครับว่า เกมสมัยนั้นคาดว่าศูนย์หน้าบางคนกลัวยุงกัดเลยไปยืนกางมุ้งรอบอลอยู่หน้าประตู ดังนั้นพอเวลาบอลหลุดผ่านกองหลังฝ่ายตรงข้ามแล้ว หรือโกลเตะบอลยาวให้ ศูนย์หน้าจอมขี้เกียจเหล่านั้นก็จะโฉบเอาบอลไปยิงประตูได้สบายๆแบบไม่ต้องวิ่งแข่งกับกองหลัง นี่จึงเป็นสาเหตุให้กฎล้ำหน้าเกิดขึ้นเพราะไม่เช่นนั้นฟุตบอลจะไม่สนุกอย่างทุกวันนี้เพราะมันจะกลายเป็นยิงประตูกันง่ายเกินไปไงครับ

อย่างไรก็ตามเกมลูกหนังในศตวรรษที่ 20 ได้เปลี่ยนแปลงไปโดยคราวนี้ไม่ต้องยึดกับทักษะการเลี้ยงบอลของผู้เล่นอีกต่อไปแล้วครับ ด้วยเหตุนี้เองจึงเกิดสูตรการเล่นขึ้น

สำหรับสูตรแรกที่มนุษย์คิดค้นขึ้นมานั้น เขาเรียกว่า Pyramid system ครับ ว่ากันว่าสูตรนี้เป็นสูตรที่ทีมชาติอังกฤษสิงโตคำรามใช้เมื่อ 110 ปีที่แล้ว สูตรนี้ยึดระบบ 2-3-5 ไม่ใช่เลขเด็ดใบ้หวยนะครับ หากแต่เป็นการวางตัวผู้เล่นกองหลังไว้แค่ 2 คน กองกลาง 3 และกองหน้ายัดเข้าไป 5 เลย หัวใจของแผนการเล่นนี้อยู่ที่ตำแหน่ง Center ที่จะถูกดันขึ้นมายืนเหมือนกองกลางตัวรับครับ และยังคอยบัญชาเกมแจกบอลให้เพื่อนที่อยู่ปีกซ้ายปีกขวารวมถึงผู้เล่นหน้าประตู อย่างไรก็ตามผมใช้ได้แค่จินตนาการเท่านั้นแหละครับ เพราะสมัยนั้นไม่มีหลักฐานหลงเหลือให้เราได้ดูแล้วนอกจากอ่านหนังสือเอาเอง

ฟุตบอลในศตวรรษนี้ได้เริ่มปลูกทักษะการโหม่งบอล การครองบอล การจ่ายบอลยาว การวางกับดักล้ำหน้า การผ่านบอลสั้น ไปจนกระทั่งการรับลูก (ที่ไม่ต้องพึ่งรถโรงเรียนแบบในหนังโฆษณา )

ถ้าจะว่ากันตามจริงแล้วโลกลูกหนังนั้นถือกำเนิดบนแผ่นดินยุโรปซึ่งอังกฤษมักสมอ้างเสมอว่าเป็น “บ้านของฟุตบอล” ซึ่งถ้ามองอีกด้านก็ต้องให้เครดิตเขานะครับ เพราะฟุตบอลลีกอังกฤษนั้นเข้มแข็งและพัฒนาจนเป็นลีกที่มีคนชอบดูมากที่สุดในโลก
สำหรับสูตรที่สองที่ประสบผลสำเร็จในโลกลูกหนังยุคคุณปู่นั้น พงศาวดารฟุตบอลบันทึกไว้ว่าเป็นสูตร WM ครับ สูตรนี้แหละครับที่ทำให้ทีมอย่าง “Arsenal”เกรียงไกรในยุคกลางทศวรรษที่ 20 ถึงปลายทศวรรษที่30 สูตรนี้ Herbert Chapman อดีตผู้จัดการทีมปืนโตครั้งกระโน้นเป็นผู้คิดขึ้นครับ

เหตุที่ Chapman แกคิดแผนนี้ขึ้นมานั้นเพราะมีการปรับกติกาการล้ำหน้าขึ้นใหม่ทำให้เกมลูกหนังยิงกันกระฉูดมากขึ้น ดังนั้น Chapman จึงต้องปรับผู้เล่นกองหลังเป็น 3 คน สังเกตจากตัวหัวของ W ก็ได้นะครับว่ามี 3 จุด โดยตัวผู้เล่น Center ในแผน Pyramid นั้นถูกถอยให้มาคุมพื้นที่แนวหลังซึ่งทำให้เกิดตำแหน่งใหม่ที่เรียกว่า Stopper หรือตัวชนนั่นเองครับ นอกจากนี้แผนของ Chapman ยังเป็นเน้นที่การประกบแบบตัวต่อตัวหรือ Man to man อีกด้วย ปรัชญาการทำทีมของ Chapman สะท้อนให้เห็นความสมดุลที่ปรากฏขึ้นในสนาม ไม่น่าเชื่อนะครับว่าตัวอักษรอย่าง Wและ M จะสามารถสร้างเกมที่ทรงประสิทธิภาพได้ในยุคนั้น

มีการบันทึกไว้ในพงศาวดารฟุตบอลเมืองผู้ดีไว้อย่างนี้ครับว่าสูตร WM ของ Chapman นั้นได้กลายเป็นแผนการเล่นมาตรฐานของทุกสโมสรฟุตบอลบนเกาะบริเตนใหญ่ในช่วงทศวรรษที่ 30

อย่างไรก็ตามในระดับนานาชาติแล้วฟุตบอลอังกฤษยังไม่ได้พิสูจน์ให้ใครได้เห็นเพราะแม้แต่ฟุตบอลโลกครั้งแรกเมื่อปี 1930 ที่อุรุกกวัยนั้นอังกฤษยังปฏิเสธเข้าร่วมการแข่งขันด้วยเหตุผลของการเดินทางไกลเพราะสมัยนั้นต้องนั่งเรือไปครับ อีกทั้งชาวเมืองผู้ดีคงยังคิดว่าฟุตบอลชาติกูนั้นเหนือกว่าชาติไหนๆในบรรณพิภพนี้แล้ว ซึ่งผมจะกลับมาเล่าในตอนต่อไปว่าสิงโตเมืองผู้ดีนั้นคิดผิดทีเดียวครับ

Hesse004

อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 02/11/2007 เวลา : 19.57 น.
http://www.oknation.net/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้


ขอบคุณครับ..
ทุกวันนี้ ผมยังเล่น Championship manager ผมว่า"สนุก"ตรงการ(ได้)วางแผน ..ทุกอย่าง
ผมบอกน้องๆหลายคนว่าผมชอบตอนปิดฤดูกาล ตอนซื้อขายนักเตะ ผมว่าสนุกนะครับ...

ขอบคุณมากจริงๆสำหรับเรื่องนี้
ความคิดเห็นที่ 3
เทพระวี วันที่ : 02/11/2007 เวลา : 11.05 น.
http://www.oknation.net/blog/all
 http://www.oknation.net/blog/esanclassic  

สมัยเด็ก
คุณครู โรงเรียนประถมบ้านนอกของผม
ฝึกนักเรียนเล่นระบบ 2-3-5 ครับ
-----------
ด้วยความเคารพ
ความคิดเห็นที่ 2
kilroy วันที่ : 02/11/2007 เวลา : 10.54 น.
http://www.oknation.net/blog/kilroy

ตอนอยู่ประถม 4 ได้อ่านสตาร์ซอคเกอร์ที่ยังเป็นคุณ ย.โย่ง ตอบจดหมายอยู่ ก็เคยนำภาพสูตร WM มาให้อธิบายให้แฟนลูกหนักรุ่นเด็กอย่างผมได้เข้าใจ

วันนี้คุณ hesse นำปูมตำนานสไตล์ของฟุตบอลตั้งแต่เริ่มมาฝากผู้อ่าน ชอบมากครับ

ไม่ทราบจะพูดถึงระบบ 4-2-4 ที่ทำให้บราซิลเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกครั้งแรกในปี 1958 ด้วยหรือเปล่า ผมล่ะทึ่งจริง ๆ ใช้มิดฟิลด์สองคนคือ ดีดี้ กับ วาว่า คุมเกมก็ปราบทีมอื่นเสียอยู่หมัด แต่ถ้ามาเจอฟุตบอลสมัยนี้คงจอดเหมือนกัน

ความคิดเห็นที่ 1
เมอร์ซีไซด์สีแดง วันที่ : 01/11/2007 เวลา : 16.22 น.
http://www.oknation.net/blog/LIVRED


ระบบโรเตชั่น กำลังเทรนด์สุดๆในตอนนี้
แต่ถ้าใช้พร่ำเพรื่อ ก็เกิดปัญหาความต่อเนื่องได้
ซึ่งลิเวอร์พูล กำลังเจออยู่
แหม... รู้ศาสตร์และศิลป์ ของฟุตบอล จาก CM นี่เอง
แสดงความคิดเห็น

  ล๊อกอินเข้าสู้ระบบ คลิกที่นี่   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
ขอขอบคุณ OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

"จูบสุดท้าย" ใน Cinema Paradiso

จูบสุดท้ายของ Cinema Paradiso กับดนตรีประกอบของ Ennio Morricone ได้ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังรักในดวงใจของใครหลายคนไปในทันใด

View All
<< พฤศจิกายน 2007 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30