วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤศจิกายน 2550
ความตายที่อยู่รอบตัวเรา (Death is all around)
Posted by
hesse004
,
ผู้อ่าน : 245
, 02:47:00 น.
พิมพ์หน้านี้
|

ผมขึ้นหัวเรื่องได้น่า หดหู่ ดีมั๊ยครับ เหตุผลหนึ่งที่อยากเขียนวันนี้ คือ การไว้อาลัยให้กับรุ่นพี่ที่สนิทกันท่านหนึ่งที่เพิ่งด่วนจากไปอย่างกะทันหันด้วย อุบัติเหตุ
พลันที่ผมทราบข่าวร้าย ความรู้สึกแรกคือ ตกใจและเสียใจครับ การจากไปของคนวัยสามสิบกว่าๆนั้นนับเป็นการจากไปก่อนวัยอันควร ผมเชื่อว่าถ้าพี่คนนี้ยังมีชีวิตอยู่ต่อเขาจะสามารถสร้างสรรค์สิ่งดีๆให้กับสังคมได้
ในช่วงวันสองวันมานี้ผมนั่งใคร่ครวญ ไตร่ตรองอะไรมากขึ้นโดยเฉพาะประเด็นเรื่อง ความตาย ใจหนึ่งอยากจะหาหนังที่เกี่ยวกับห้วงสุดท้ายของชีวิตคนมาดูแล้วก็เขียนแต่ ก็นึกขึ้นได้ว่าเคยเขียนเรื่องของ Babarian Invasion และ Christmas in august ไปแล้ว ท้ายที่สุดผมจึงอยากเขียนถึง ความตายที่อยู่รอบตัวเรา
ความตาย เป็นธรรมชาติของทุกชีวิตครับ ด้วยเหตุนี้เองการ ดับสูญ จึงเป็นกลไกหนึ่งของธรรมชาติที่ไม่ให้เกิดภาวะสิ่งมีชีวิตล้นโลก ซึ่งความตายก็มีหลายรูปแบบ ตั้งแต่ ตายดี ตายสงบ ตายทรมาน หรือแม้แต่ตายกะทันหันโดยไม่รู้ตัว
ด้วยเหตุนี้เอง ความตาย จึงเสมือนจุดสิ้นสุดของชีวิต ถ้ามองแบบเศรษฐศาสตร์ความตายคือภาวะสถิตย์หยุดนิ่งที่ไม่มีการพลวัตรเคลื่อนไหวอีกต่อไปแล้ว
จะว่าไปแล้วความตายของคนหลายคนกลับเป็นการสร้างอะไรบางอย่างที่มันยังคงจีรังยั่งยืนหรือที่เราเรียกว่า ความเป็น อมตะ อย่างเช่น ความตายของพระพุทธองค์ที่เรียกว่าเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพาน ความตายของเจซัส (พระเยซู) ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของการไถ่บาปให้มวลมนุษย์ หรือแม้แต่ความตายของเชกูวาร่า นักปฏิวัติผู้ยิ่งใหญ่แห่งแดนละตินช่วงทศวรรษที่ 60 นั้นก็เป็นความตายที่มีอิทธิพลต่อการปลดแอกประเทศต่างๆในอเมริกาใต้หลายประเทศ
หากท่านผู้อ่านมีโอกาสได้อ่านหนังสือชุดพระไตรปิฎกศึกษาชุดที่ 2 ซึ่งท่านราชบัณฑิต เสฐียรพงษ์ วรรณปก ได้เรียบเรียงเรื่อง วาระสุดท้ายของพระพุทธองค์ ขึ้นมานั้น ผมคิดว่าเป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่เราชาวพุทธควรนำมาศึกษากันโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัจฉิมโอวาทของพุทธองค์ที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ! สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด
เวลาไป งานศพ ผมอดนึกไม่ได้ว่าวันหนึ่งก็ต้องมีคนมามัดตราสังเรา รดน้ำศพเรา แบกเราใส่โลง มีพิธีสวดศพ เอาเราขึ้น เชิงตะกอน แล้วก็เผาร่างของเราในที่สุด ซึ่งเหตุการณ์นี้ย่อมเกิดขึ้นแน่กับชีวิตเราไม่ช้าก็เร็ว
ความตายทำให้เราพลัดพรากจากคนที่เรารัก จากของที่เราหวง จากสมบัติที่เราสะสม แม้กระทั่งตัวตนที่เราเคยมีซึ่งทั้งหมดดูเหมือน ไม่มีอะไรเลย ว่างเปล่า อนัตตา แต่สิ่งที่เหลือไว้ คือ ชื่อ (เสียง) หรือ ชื่อ (เสีย) ซึ่งสิ่งเหล่านี้ดูเหมือนคนรุ่นหลังจะเป็นผู้ตอบคำถามเหล่านี้แทนเรา พูดถึงเรื่องนี้ทีไรผมอดนึกถึงอมตะวาจาของท่านเซอร์จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (Sir John Maynard Keynes) คำพูดหนึ่งที่ว่า In the long run we are dead คำพูดของเคนส์คำนี้ได้กลายเป็นเหตุผลและข้ออ้างที่ทำให้นักเศรษฐศาสตร์รุ่นหลังต้องมานั่งถกเถียงกันอยู่บ่อยๆ แม้ว่าเคนส์อาจจะต้องการสื่อเพียงว่า ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า ก็ตามที
ความตายที่อยู่รอบตัวเรานั้น มีตั้งแต่ตายเองตามธรรมชาติ ตายด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ตายโดยประสบอุบัติเหตุ หรือแม้แต่ตายโดยถูกฆาตกรรมและสงคราม แต่ไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ความตายล้วนเป็นเรื่องของ ภาวะดับสูญ ซึ่งเราจะเข้าใจมันได้มากน้อยได้แค่ไหน
ผมเคยอ่านเรื่องราวของคุณหมอ ประสาน ต่างใจ ที่ท่านได้สร้าง ศุขเวชเนอสซิ่งโฮม ไว้สำหรับผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้และนอนรอความตายเพียงอย่างเดียว สถานที่แห่งนี้คุณหมอต้องการให้ความรู้กับคนใกล้ตายว่า ความตายเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตซึ่งเราควรรู้จักที่จะรับมือกับมันอย่างสงบ ด้วยเหตุนี้เองการตายอย่างสงบนับเป็นบุญอันประเสริฐอย่างหนึ่งของชีวิต
ผมขออนุญาตหยิบตอนหนึ่งในหนังสือของคุณหมอประสานเรื่อง ชีวิตหลังความตาย วิเคราะห์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ มาถ่ายทอดดังนี้ครับ
พื้นฐานทางจิตวิทยาถือว่าความตายเป็นการจำพรากอย่างถาวรนิรันดร คือ ความไม่รู้ และความสงสัยอยากรู้ เมื่อไม่สามารถรู้จริงโดยตรรกะและเหตุผล เรื่องความตายจึงจัดไว้ด้วยกันกับเรื่องลี้ลับ ความไม่รู้และความลึกลับก็เลยกลายเป็น ความกลัว ความคิด ความเชื่อ ความหวังจึงเป็นหนทางเดียวของมนุษย์ที่จะพยายามหาทางออก เพื่อทำความเข้าใจความตาย และทฤษฎีทางจิตวิทยาหรือทางศาสนาก็เป็นหนทางที่จะช่วยแบ่งเบาความกลัวตายลงมาบ้าง ทฤษฎีต่างๆสรุปแล้วก็มีอยู่เพียง 2 แนวทาง คือ ตายแล้วก็หมดเรื่องหมดราว กับ ตายแล้วไปเกิดใหม่อีก หรือตายแต่ตัว แต่ร่างกายโดยจิตและวิญญาณยังไม่ตาย
ผมสารภาพท่านผู้อ่านเลยครับว่า ผมยังกลัวตายอยู่ ไอ้ความกลัวที่ว่ามันบวกไปด้วยความไม่รู้เหมือนที่คุณหมอประสานท่านบอก ไอ้ความกลัวที่ว่ามันยังปะปนไปถึงอารมณ์ที่เกิดจากความเจ็บปวดทรมานของร่างกาย
ผมไม่แน่ใจว่าลมหายใจสุดท้ายของตัวเองจะเป็นอย่างไร มันคงมีค่ามากพอที่จะทำให้ความคิดคำนึงของผม ณ ช่วงเวลานั้น ได้นึกถึงช่วงชีวิตที่ผ่านมาตั้งแต่จำความได้จนกระทั่งวันสุดท้ายของชีวิต มันคงเป็นช่วงเวลาที่ได้ทบทวนสิ่งต่างๆที่อาจจะเป็น แก่นสารสุดท้ายของชีวิตซึ่งทำให้เราเข้าใจและ ปลดปลง ไปกับมัน รวมไปถึงการอโหสิกรรมและขออโหสิกรรมกับบาปเวรที่เคยก่อไว้ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ มันจะเป็นช่วงสุดท้ายที่ความทรงจำจากผู้คนทั้งหลายตั้งแต่คนในครอบครัวที่รักและมิตรสหายที่ผูกพันได้พรั่งพรูไหลผ่านเหมือนม้วนฟิล์มที่ถูกกรอกลับอย่างรวดเร็ว แต่ห้วงเวลานั้นมันจะเพียงพอหรือเปล่าที่จะอนุญาตให้เราได้รื่นรมย์และอิ่มเอมกับลมหายใจสุดท้ายนั้น
Hesse004
|