• hesse004
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hesse004@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-08-03
  • จำนวนเรื่อง : 58
  • จำนวนผู้ชม : 14854
  • จำนวนผู้โหวต : 45
  • ส่ง msg :
ออกกำลังความคิด
มาออกกำลังสมองกันเถอะ!
Permalink : http://www.oknation.net/blog/hesse004
วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤศจิกายน 2550
"Political Economy "การเมืองเรื่องของเศรษฐศาสตร์
Posted by hesse004 , ผู้อ่าน : 339 , 02:47:07 น.  
พิมพ์หน้านี้


ช่วงเวลาสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมนั่งอ่านบทความวิชาการเกี่ยวกับ Political Economy หลายเรื่องครับ โดยทั่วไปแล้วสำนึกของนักเรียนเศรษฐศาสตร์มองเรื่อง Political Economy เป็นเรื่องไกลตัว เพราะไม่ค่อยมีโมเดลประหลาดหรือกราฟพิสดารสักเท่าไร

อย่างไรก็ตามวิชาเศรษฐศาสตร์ในช่วงที่ภูมิปัญญายุโรปเบ่งบานนั้นก็ถือกำเนิดมาจาก Political Economy เนี่ยล่ะครับ ด้วยความที่เศรษฐกิจกับการเมืองมันมีความใกล้ชิดกันอย่างมาก จะเห็นได้จากหนังสือคลาสสิคทางเศรษฐศาสตร์อย่าง The Wealth of Nation (1776) ที่เนื้อหาส่วนหนึ่งได้พูดถึงเรื่องบทบาทของภาครัฐในระบบเศรษฐกิจด้วย

ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 นั้น Political Economy นั้นถูกบดบังด้วยอิทธิพลของเหล่านักเศรษฐศาสตร์สาย Neoclassical หรือ สำนัก Cambridge school ภายใต้การนำของซือแป๋ อัลเฟรด มาร์แชล (Alfred Marshall) ที่เริ่มนำเอากราฟและสมการคณิตศาสตร์มาใช้อธิบายทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ จนทำให้ภาพของ Political Economy นั้นดูจางหายไป

อย่างไรก็ดีการศึกษา Political Economy ก็ยังคงมีอยู่ครับแม้ว่านักเรียนเศรษฐศาสตร์ด้านนี้จะถูกมองเป็นพวก “กระแสรอง” หรือ “นอกคอก”ก็ตามที

ผมเองมิได้สันทัดเรื่อง Political Economy เท่าใดนัก แต่สิ่งที่พอจะจับประเด็นได้ คือ Political Economy ได้กล่าวถึงบทบาทของรัฐบาลที่ควรจะเป็น (The proper role of government ) เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เหล่านักคิดล้วนถกเถียงกันตั้งแต่สมัยกรีกโบราณแล้ว

อย่างไรก็ตามดูเหมือนเราเองคงจะไม่สามารถปฏิเสธการดำรงอยู่ของรัฐและรัฐบาลได้ เพียงแต่ว่าเราจะให้คนที่มาเป็นตัวแทนเรานั้นใช้อำนาจอย่างไรให้ถูกที่ถูกทาง อย่างที่ผมเคยเล่าไปในเรื่อง “บัญญัติสิบประการ”ของ “ซีซิล บี เดอมิล” ( Cecil B. Demille)แล้วว่า มนุษย์เราเป็นเพียงสมบัติของรัฐ (Property of state) หรือ เป็นมนุษย์ที่ได้รับเสรีภาพจากพระเจ้า

ผมว่าแค่เรื่องถกกันถึงบทบาทของรัฐที่ควรจะเป็นนั้นก็เรียกว่าเขียนตำราออกมาชนกันได้หลายเล่มเลย สำหรับนักเศรษฐศาสตร์ในคอกแล้วมองว่ารัฐจำเป็นต้องเข้ามามีบทบาทในระบบเศรษฐกิจเนื่องจากกลไกตลาดมันล้มเหลว (Market Failure) ซึ่งสะท้อนให้เห็น “มือที่มองไม่เห็น”ของอดัมส์ สมิธ (Adam Smith) นั้นไม่สามารถช่วยจัดสรรทรัพยากรได้มีประสิทธิภาพเหมือนที่เคย

อย่างไรก็ตามนักเศรษฐศาสตร์นอกคอกหลายสำนักกลับไม่เชื่อมั่นในการแทรกแซงของรัฐครับ พวกนอกคอกเหล่านั้นนำโดย สำนัก Public Choice ของ James M. Buchanan ซึ่งมองว่ารัฐบาล นักการเมืองก็เป็นสัตว์เศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก ด้วยเหตุนี้เองการผลิตนโยบายอะไรขึ้นมาแต่ละอย่างมักถูกกำหนดโดยกลุ่มผลประโยชน์ (Interest group)

นอกจากนี้นักเศรษฐศาสตร์สาย Neoclassical Poitical Economy ซึ่งหยิบเอาบทบาทของรัฐมาเป็นตัวแปรภายในร่วมวิเคราะห์ในระบบเศรษฐกิจ จนเป็นที่มาของคำว่า “Invisible foot” หรือ “เท้าที่มองไม่เห็น” คำๆนี้เป็นประดิษฐกรรมทางภาษาของ นายสตีเฟน มากี (Stephen Magee) ที่เชื่อว่าแทนที่รัฐจะเข้ามาช่วยให้สวัสดิการสังคมดีขึ้นกลับกลายเป็นว่าเข้ามาสร้างปัญหาและแสวงหาประโยชน์เข้าตัวเอง ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์เหล่านี้อยู่ในกลุ่มที่เชื่อใน “ความล้มเหลวของรัฐ”หรือ Government failure ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงไม่ค่อยชอบเห็นรัฐเข้ามายุ่มย่ามกับเศรษฐกิจมากนัก

ผมคิดว่าข้อเขียนของอาจารย์ป๋วยเรื่อง “จากครรภ์มารดาสู่เชิงตะกอน”(2516) นั้นนับเป็นบทสรุปที่กระชับและชัดเจนอย่างยิ่ง ที่ท่านอาจารย์ป๋วยต้องการจะสื่อสารว่า “รัฐบาลนั้นควรจะมีบทบาทเช่นไรในการพัฒนาประเทศ” ซึ่งดูเหมือนเรียบง่ายไม่มีอะไรมากนัก แต่กลับกลายเป็นว่ารัฐบาลไทยทุกยุคทุกสมัยนั้นไม่มีใครสามารถทำได้

ผมไม่แน่ใจว่าความเรียบง่ายมันเป็นเรื่องที่ยากเกินไปหรือเปล่าสำหรับนักการเมืองไทย เพราะทุกวันนี้ผมนั่งฟังนักการเมืองต่างเร่ขายฝันกันเต็มไปหมด แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ค่อยพบในฝันเหล่านั้น คือ “ความเรียบง่าย”อย่างที่ปรากฏในข้อเขียนของอาจารย์ป๋วยเลย

ท้ายที่สุดผมมีงานวิจัยที่น่าสนใจมาเล่าสู่กันฟังครับ งานวิจัยชิ้นนี้ทำโดย “สมตุ้ย” เด็กนวดบ่าในห้องน้ำชายของร้านเหล้าแห่งหนึ่ง ด้วยความที่แกสนใจพฤติกรรมการฉี่กับบุคลิกภาพลูกค้า แกเลยแอบสังเกตลูกค้าชาย 100 คนที่เข้ามายืนฉี่ที่โถ ผลการศึกษาบอกอย่างนี้ครับว่า

1.หนุ่มชอบสังคม เข้าห้องสุขาพร้อมกันหลายคน คนที่ไม่ปวดก็เข้าช่องยืนฉี่เป็นเพื่อนกันด้วย มักส่งเสียงคุยกันเสียงดังเหมือนตลาดสด ไม่ค่อยปกปิดสิ่งสงวน
2.หนุ่มขี้อาย ถ้ามีใครเดินเข้ามาฉี่ข้าง ๆ จะกดน้ำและเก็บช้างน้อยทันที เดินออกจากห้องสุขา แล้วค่อยกลับเข้าไปใหม่เมื่อปลอดคน
3.หนุ่มขี้ตกใจ ฉี่เป็นจังหวะสั้น ๆ พร้อมกลั้นหายใจ เหลียวมองคนรอบข้าง
4.หนุ่มสอดรู้สอดเห็น มองช้างน้อยของคนข้าง ๆ เปรียบเทียบกับตัวเอง ทำหน้าเศร้า
5.หนุ่มเปิดเผย ยืนห่างจากโถฉี่สองศอก ไม่ใช้มือบังช้างน้อย คุยเสียงดัง
6.หนุ่มซื่อตรง ไม่ใช้มือประคองช้างน้อย ฉี่ประทบจุดศูนย์กลางของโถอย่างต่อเนื่อง ความคลาดเคลื่อนต่ำกว่า ร้อยละ 0.5
7.หนุ่มมักง่าย หากโถฉี่ไม่ว่าง จะฉี่ใส่อ่างล้างหน้าแทน
8.หนุ่มขี้เล่น ฉี่โค้ง ฉี่สูงต่ำ ทดลองฉี่ข้ามไปโถข้าง ๆ
9.หนุ่มไม่รู้จักโต ฉี่แรง ๆ ไปที่ตะแกรงก้นโถพยายามทำให้เกิดฟองมาก ๆ
10.หนุ่มใจลอย ยืนชิดโถ ปลดเข็มขัด รูดซิปแล้วฉี่ราดชั้นใน
11.ทหารม้า ฟาดงวง ฟาดงา ใส่โถฉี่ หลังฉี่เสร็จ
12.หนุ่มประณีต ใช้กระดาษทิชชูซับเมื่อฉี่เสร็จ หรือเดินไปล้างที่อ้างหน้ามือ
13.คนไข้ ยืนฉี่นานกว่าปกติ เพราะรอให้แผ่นวัดน้ำตาลในเลือดแห้ง ยกเทียบกับชาร์ตสีข้างขวด
14.คนเมา ใช้มือขวาจับนิ้วโป้งด้านซ้าย เล็งตรงไปที่โถแล้วฉี่ราดกางเกง
15.คนขี้แพ้ ยืนนิ่งพักหนึ่ง รูดซิบลง ยืนนิ่งพักหนึ่งรูดซิปขึ้น สะอื้นไห้ แล้วเดินจากไปโดยไม่ได้ฉี่
16.คนเจ้าเล่ห์ ผายลมเงียบเชียบขณะฉี่ ทำหน้าไร้เดียงสา
17.แพทย์ ล้างมือ 1 ครั้ง เดินไปที่โถกดน้ำ 1 ครั้งฉี่กดน้ำ 2 ครั้ง ล้างมือด้วยสบู่ถึงข้อศอกนาน 2 นาที เช็ดช้างน้อยด้วยแอลกอฮอล์
18.จิตรกร จิตรกรรมฝาผนัง
19.สถาปนิก ฉี่สะพานโค้งกลมก้นหอยเกลียว
20.กวี เงียบเหงาเปล่าเปลี่ยวจนเยี่ยวหด บรรจงตดเบา ๆ อย่างเศร้าหมอง
21.ชายรักสนุก ทุกข์ถนัด ยืนถ่างขา หน้าผากชนฝาผนัง ฉี่แรกสะดุ้งโหยง น้ำตาร่วงหลังพวงมาลัย
22.นักการเมือง ประชาธิปไตยอยู่ในมือท่านแล้ว ลองก้มดูสิ

ปล. งานวิจัยชิ้นนี้อ้างอิงมาจากForward mail ครับ อ้อ! แล้วก็อย่าลืมนะครับว่าวันที่ 23 ธ.ค. นี้ “ประชาธิปไตยอยู่ในมือท่าน” แล้วครับ

Hesse004


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 11
กิต วันที่ : 02/12/2007 เวลา : 21.29 น.
http://www.oknation.net/blog/kit2550
สิ่งที่ยังไม่รู้........ยังมีอีกเยอะขอบคุณทุกท่าน....ที่นำเรื่องที่ยังไม่รู้...แบ่งปันกันรู้


ความคิดเห็นที่ 10
TaTee วันที่ : 02/12/2007 เวลา : 11.52 น.
http://www.oknation.net/blog/poo

ผมว่างานวิจัยของเด็กนวดนี่ สุดยอดจริงๆครับ
ความคิดเห็นที่ 9
pigletlovepooh วันที่ : 30/11/2007 เวลา : 23.21 น.
http://www.oknation.net/blog/pigletLOVEpooh
“I just want to be sure of you.”

งานวิจัยของท่าน “สมตุ้ย” . . . ปรับอารมณ์โดยฉับพลัน
เป็นความรู้ที่ไม่เคยทราบมาก่อน . . .
ความคิดเห็นที่ 8
pigletlovepooh วันที่ : 30/11/2007 เวลา : 23.13 น.
http://www.oknation.net/blog/pigletLOVEpooh
“I just want to be sure of you.”

เคยได้อ่าน "ก ระบวนการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจในประเทศไทย ของ อ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์" . . . ทำให้เห็นภาพการเมืองของไทยชัดมากๆ

เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับคุณ Hesse004 เกี่ยวกับ ข้อคิด "จากครรภ์มารดาสู่เชิงตะกอน" ของท่านอาจารย์ป๋วย
เป็นสิ่งที่อาจารย์ป๋วยได้ฝากไว้เพื่อให้คนไทยได้ใช้ชีวิตอย่าง "มีความสุข"
ความคิดเห็นที่ 7
แม่น้องฯ วันที่ : 30/11/2007 เวลา : 01.15 น.
http://www.oknation.net/blog/MAENONGDD
^_^

ข้อ 22 แสบสุด
“สมตุ้ย” ต้องปลอมตัวมาเป็นเด็กนวดบ่าแน่ๆ
ใครนะช่างคิดจริงๆ สุดยอดเลย
ความคิดเห็นที่ 6
Jui วันที่ : 29/11/2007 เวลา : 19.46 น.
http://www.oknation.net/blog/jui880

รับทราบครับผม
ความคิดเห็นที่ 5
ลุงต้าลี่ วันที่ : 29/11/2007 เวลา : 18.08 น.
http://www.oknation.net/blog/loongdali

การกระทำใด ๆ ที่ ขยัก ขย่อน กล้า ๆ กลัว และการใช้สิ่งของหรือเงินทอง สิ้นเปลืองมาก สิ้นเปลืองน้อย รวมทั้ง การทำหกเลอะเทอะไม่ประหยัด ก็เป็นเรื่องของเศรษฐศาสตร์ทั้งนั้น...
ความคิดเห็นที่ 4
feng_shui วันที่ : 29/11/2007 เวลา : 16.24 น.
http://www.oknation.net/blog/buzz
feng_shui

เศรษฐศาสตร์ ใช้อธิบายได้กับทุกเรื่อง จริงๆๆค่ะ
โอ้ งานวิจัยนี่ น่าสนใจดี ค่ะ
ความคิดเห็นที่ 3
apooh วันที่ : 29/11/2007 เวลา : 13.03 น.
http://www.oknation.net/blog/bedtaled
มีคนเคยบอกว่าเลขโปรดของเขาคือ 51ยังอีกไกลกว่าจะถึง100แต่ 51 ก็เกินครึ่งมาแล้ว

เกือบเปลี่ยนโหมดอารมณ์ ไม่ทันแน่ะ
ความคิดเห็นที่ 2
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 29/11/2007 เวลา : 12.35 น.
http://www.oknation.net/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

ขอบคุณครับ
ชอบมาก
ความคิดเห็นที่ 1
นายหมอดี(แท้) วันที่ : 29/11/2007 เวลา : 11.20 น.
http://www.oknation.net/blog/NARKA

คนที่เป็นผู้นำที่สามารถทำเศรษฐศาสตร์การเมืองได้ในไทยมีสองคน
หนึ่งทักษิณฯสองประชัยฯ ฮา
แสดงความคิดเห็น

  ล๊อกอินเข้าสู้ระบบ คลิกที่นี่   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
ขอขอบคุณ OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

"จูบสุดท้าย" ใน Cinema Paradiso

จูบสุดท้ายของ Cinema Paradiso กับดนตรีประกอบของ Ennio Morricone ได้ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังรักในดวงใจของใครหลายคนไปในทันใด

View All
<< พฤศจิกายน 2007 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30