• hesse004
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hesse004@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-08-03
  • จำนวนเรื่อง : 58
  • จำนวนผู้ชม : 14864
  • จำนวนผู้โหวต : 45
  • ส่ง msg :
ออกกำลังความคิด
มาออกกำลังสมองกันเถอะ!
Permalink : http://www.oknation.net/blog/hesse004
วันจันทร์ ที่ 3 ธันวาคม 2550
“โรบินสัน ครูโซ” คำสารภาพของจักรวรรดินิยม
Posted by hesse004 , ผู้อ่าน : 432 , 14:50:16 น.  
พิมพ์หน้านี้


                           

โรบินสัน ครูโซ” (Robinson Crusoe)เป็นบทประพันธ์ชิ้นเอกของ “ดาเนียล เดโฟ” (Daniel Defoe) นักเขียนชื่อดังชาวอังกฤษ ครับ กล่าวกันว่าหนังสือเล่มนี้ถูกตีความได้หลายมิติทั้งในแง่ของความบันเทิง จิตวิทยา ตลอดจนปรัชญาการเมือง

ดาเนียล เดโฟ นั้นเป็นนักเขียนที่อยู่ในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 ซึ่งอังกฤษกำลังก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งของโลก ด้วยแรงของการปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution) นอกจากนี้ลัทธิการล่าอาณานิคมได้แผ่ขยายไปทั่วทั้งทวีปยุโรปไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ ฝรั่งเศส โปรตุเกส ฮอลแลนด์ ที่ล้วนมุ่งขยายดินแดนโดยเที่ยวไปยึดแผ่นดินชาวบ้านเขา ซึ่งว่าไปแล้วนี่ก็คือคลื่น “โลกาภิวัตน์” ลูกแรกที่เชื่อมโลกหลายดินแดนเข้าด้วยกันผ่านการล่าอาณานิคม

ผมตั้งข้อสังเกตต่องานเขียนของนักประพันธ์สายสกุลบริติช ไว้ว่านักเขียนชื่อดังส่วนใหญ่พยายามสะท้อนสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปซึ่งมีผลพวงสืบเนื่องมาจากลัทธิจักรวรรดินิยม (Imperialism) และการปฏิวัติอุตสาหกรรมนั่นเองครับ

งานอย่าง “กัลลิเวอร์ ทราเวล” (Gulliver’s Travels) ของโจนาธาน สวีฟ (Jonathan Swift) ก็เป็นนิยายอีกเรื่องที่แสดงให้เห็นการขยายตัวของลัทธิจักรวรรดินิยมในอีกรูปแบบหนึ่งหรือแม้แต่ “โอลิเวอร์ ทวิสต์” (Oliver Twist) ของคุณปู่ชาร์ล ดิคเก้น (Charles Dicken) ที่นำเสนอสภาพถูกเอารัดเอาเปรียบของ “เด็ก” ในโลกของทุนนิยมเมืองอย่างลอนดอน

งานเขียนเหล่านี้เต็มไปด้วยเรื่องราวของการผจญภัยที่น่าตื่นเต้นในดินแดนต่างๆซึ่งท้ายที่สุดดูเหมือนว่าตัวเอกของเรื่องไม่ว่าจะเป็น “โรบินสัน ครูโซ” คุณหมอกัลลิเวอร์ หรือหนูน้อยโอลิเวอร์ ต่างต้องพยายามเอาตัวให้รอดในสิ่งแวดล้อมที่แปลกใหม่นั้น
สำหรับ Robinson Crusoe (1954)ในภาคของภาพยนตร์นั้น “หลุยส์ บูเยล” Luis Buñuel) ผู้กำกับชั้นครูชาวสเปนได้ทำให้นิยาย โรบินสัน ครูโซ ดูมีเสน่ห์ไม่น้อยเลยครับไม่ว่าจะเป็นฉากหรือ เนื้อหาที่นำเสนอ และด้วยความที่บูเยลนั้นเป็นผู้กำกับที่ขึ้นชื่อในเรื่องของ “Surrealism” หรือแนวเหนือจริงอยู่แล้ว ทำให้สารที่ถ่ายทอดออกมานั้นมี “มิติ” ที่มากกว่าภาพยนตร์ผจญภัยทั่วๆไป

อย่างที่ผมกล่าวไปตอนต้นแล้วว่า โรบินสัน ครูโซ นั้นสามารถตีความได้หลายเชิงซึ่งในแง่ของความบันเทิงนั้นแน่นอนว่าเราได้เห็นสภาพของนายโรบินสันต้องอยู่คนเดียวโดยไม่ได้พูดจากับใครกว่า 20 ปี สภาพติดเกาะคนเดียวและต้องเอาตัวรอดด้วยหนึ่งสมองสองมือจึงเป็นความทุกข์ทรมานอยู่ไม่น้อย เหมือนที่แกพูดกับตัวเองว่าเกาะๆนี้มันก็ “คุก” ดีๆนี่เอง

ในเชิงจิตวิทยาแล้ว โรบินสัน ครูโซ ได้ทำให้เราเห็นการปรับตัวของมนุษย์เมื่ออยู่คนเดียวในโลกของเขา

วันที่โรบินสันไม่มีโทรศัพท์มือถือสัญญาณแรง เขาไม่สามารถติดต่อกับใครได้นอกจากติดต่อกับจิตวิญญาณภายในของตัวเอง ด้วยเหตุนี้เขาจึงเข้าใจความหมายของมิตรภาพระหว่างสิ่งมีชีวิตทั้งหมา แมว ที่รอดจากเรือล่มด้วยกัน รวมไปถึงความเข้าใจต่อสัตว์เล็กสัตว์น้อยอย่างมดแมลง เพราะทั้งหมดดูเหมือนจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่พอจะมีปฏิสัมพันธ์กับเขาได้บ้าง

ประเด็นนี้ดูจะต่างกับ Cast Away (2000) ของโรเบิร์ต เซเมคคิส (Robert Zemeckis) ที่ได้ดาราเจ้าบทบาทอย่าง ทอม แฮงก์ (Tom Hank) มาเล่นเป็นคนติดเกาะ ตัวละครอย่างChuck Noland นั้นต้องไปติดเกาะที่ไม่มีแม้กระทั่งสิ่งมีชีวิตจะพูดคุยด้วย นอกจากลูกวอลเลย์ที่ตะแกสมมติให้ชื่อวิลสัน (Wilson)

แม้ว่า Cast Away จะมีเนื้อหาคล้ายคลึงกับ Robinson Crusoe แต่ประเด็นที่สื่อสารนั้นกลับแตกต่างกัน Cast Away ดูเหมือนจะนำเสนอภาพความเป็น “ปัจเจก”ของมนุษย์มากกว่า Robinson Crusoe อย่างไรก็ดีทั้งสองเรื่องมีจุดร่วมกัน คือ ความเงียบเหงาในโลกที่ไม่สามารถหลุดรอดออกไปได้ และสิ่งที่น่าแปลก คือ ทั้ง Noland และ Crusoe ไม่เคยคิดที่จะฆ่าตัวตายเลยครับ

ประเด็นของ Robinson Crusoe มาถูกขยายไปในบริบททางการเมืองมากขึ้นเมื่อเดโฟเพิ่มตัวละครอย่าง “ฟรายเดย์” (Friday) ซึ่งเป็นคนป่าที่โรบินสันช่วยชีวิตไว้จากการถูกคนป่าอีกเผ่าหนึ่งตามฆ่า

ด้วยเหตุนี้เองฟรายเดย์จึงเปรียบเสมือน “ทาส” ของโรบินสัน ครูโซ ไปกลายๆ เพราะบนเกาะแห่งนี้นอกจากเขาแล้วยังมีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “คน” เพิ่มขึ้นมาอีก โชคดีที่ฟรายเดย์มิใช่ผู้หญิง มิฉะนั้นผมว่าเรื่องของเดโฟ คงมีลักษณะคล้ายกับ “บลู ลากูน” (Blue Lagoon) ไป

เมื่อครูโซได้ฟรายเดย์มาเป็นมนุษย์ที่อยู่ร่วมเกาะ เขาได้สอนให้ฟรายเดย์พูดภาษาอังกฤษ สอนให้ฟรายเดย์ยิงปืน สอนให้ฟรายเดย์ได้คิดจนกระทั่งมานั่งถกเถียงปรัชญากัน พูดง่ายๆคือ ครูโซทำตัวเป็นครูหรือ Master ของฟรายเดย์

การที่ทั้งเดโฟและบูเยลได้เสนอภาพความสัมพันธ์ของมนุษย์สองคนบนเกาะร้างแห่งหนึ่งในฐานะศิษย์กับอาจารย์นั้น เมื่อเรามองกว้างออกไปเราจะเห็นความสัมพันธ์ในรูปแบบตัวแทนของ “ประเทศจักรวรรดินิยม”ที่สื่อผ่านทางโรบินสัน ครูโซ ซึ่งเป็นชาวตะวันตก กับ “ประเทศอาณานิคม” ซึ่งแสดงโดยชาวป่าอย่าง “ฟรายเดย์”

ยิ่งไปกว่านั้นเจตนาที่ผู้ประพันธ์ต้องการถ่ายทอดยังชี้ให้เห็น “การครอบงำ”ของโลกจักรวรรดินิยมในด้านต่างๆตั้งแต่ สอนให้พูด สอนให้ทำ สอนให้คิด เหมือนกับที่ครูโซสอนฟรายเดย์ให้เป็นอย่างที่ชาวตะวันตกเป็น

ในสายตาของชาวตะวันตกแล้วพวกเขามองว่าตัวเองนั้นศิวิไลซ์กว่าผู้อื่นเสมอ ซึ่งผมตั้งข้อสังเกตว่าภาพยนตร์ตั้งแต่ทศวรรษที่ 90 เป็นต้นมา ดูเหมือนจะฉีกแนวความคิดนี้ออกไป เช่น Dances with Wolves (1990) , Instinct (1999)และ The last samurai (2003) ที่แสดงภาพของคนตะวันตกที่หลุดเข้าไปอยู่ในดินแดนที่ดูจะด้อยศิวิไลซ์กว่าไม่ว่าจะเป็นเผ่าอินเดียแดง ญี่ปุ่นสมัยเมจิ หรือแม้กระทั่งในฝูงลิง ตัวละครเหล่านั้นกลับเลือกที่จะปรับตัวและเรียนรู้อารยธรรมใหม่มากกว่าที่จะไปครอบกลืนสังคมดั้งเดิมนั้น

ผมขอยกตัวอย่างโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจสมัยใหม่โมเดลหนึ่งที่ได้กล่าวถึง “ความด้อยพัฒนา” ไว้ว่า สาเหตุสำคัญของการไม่พัฒนานั้นมาจากการพึ่งพาโลกที่ศิวิไลซ์กว่าตัวเองโดยเฉพาะพึ่งพาทางการค้าการลงทุน จนถูกประเทศเหล่านี้ “กระทำชำเรา” ด้วยการขูดรีดทรัพยากรไปใช้ในราคาถูกๆและกลายเป็นแหล่งระบายสินค้าออกราคาแพง เปรียบเสมือนเป็นเมืองขี้ข้าบริวารของประเทศมหาอำนาจทั้งหลาย

โมเดลนี้รู้จักกันในชื่อ The Neocolonial Dependence Model ครับ ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์เด่นๆของสำนักนี้ คือ “ธีโอโทนิโอ ดอส ซานโตส” (Theotonio Dos Santos) นักเศรษฐศาสตร์ชาวบราซิล สาย Neo-Marxist สำนัก International Dependence

ดอส ซานโตส แกเชื่อว่าวิธีเดียวที่จะหลุดพ้นจากความด้อยพัฒนานี้ไปได้ คือ ตัดความสัมพันธ์กับไอ้ประเทศที่ศิวิไลซ์เหล่านี้ซะ มันจะได้ไม่มาเอาเปรียบเราอีกต่อไป

ดูเหมือนแนวคิดนี้จะขัดกับน้ำมนต์ของ “เดวิด ริคาร์โด้” (David Ricardo) ที่อ้างเรื่อง “การค้าเสรี”เลยนะครับ เพราะริคาร์โด้แกเชื่อว่าการค้าเสรีทำให้โลกได้ประโยชน์มากกว่าเสียประโยชน์

แม้ว่าโรบินสัน ครูโซ จะมีมุมมองในหลากหลายมิติโดยเฉพาะมิติการล่าอาณานิคมของมหาอำนาจในช่วงศตวรรษที่ 18 แต่ก็ดูเหมือนว่าภาพยนตร์ของบูเยลจะปิดท้ายเรื่องได้ดีว่าโรบิสัน ครูโซมอง “ฟรายเดย์” เป็นเหมือนเพื่อนเหมือนมิตรมากกว่าทาสรับใช้คนหนึ่ง ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันจะเป็นเพียงคำสารภาพหรือข้ออ้างของลัทธิจักรวรรดินิยมที่มีต่อโลกอาณานิคมกันแน่ครับ

Hesse004


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 10
สายธาร วันที่ : 05/12/2007 เวลา : 14.21 น.
http://www.oknation.net/blog/cyberfrogy
ท่องโลกกว้าง ทุกเส้นทาง ฟังเพลง เที่ยวไปเพื่อชีวิตอิสระ แสวงหา ธรรมะ(ชาติ) และสิ่งแวดล้อมที่ดี


โรบินสัน ครูโซ เป็นฮีโร่...ของผมคนหนึ่ง..สมัยเด็กๆครับ....


ขอบคุณเรื่องราว..และถ้อยคำ...ภาพสวยๆ

ให้สุขภาพดี มีความสุข ...วันพ่อที่สดใส...ครับ


เชิญ ร่วมถวายพระพร ในหลวงกับพระอัจฉริยภาพด้านดนตรี....ลมหนาว ได้ที่บล็อก สายธาร ครับ
http://www.oknation.net/blog/cyberfrogy/2007/12/02/entry-1
******** ++++++++++++++++++++++++++++ *********
ความคิดเห็นที่ 9
เมอร์ซีไซด์สีแดง วันที่ : 04/12/2007 เวลา : 10.28 น.
http://www.oknation.net/blog/LIVRED


น่าสนใจมากครับ ต้องหามาอ่านบ้าง
ความคิดเห็นที่ 8
ราษีไศล วันที่ : 04/12/2007 เวลา : 10.23 น.
http://www.oknation.net/blog/motorcyrubjang
บ้านดวนน้อย ราษีไศล ศรีสะเกษ www.banduannoi.com

ในเมืองไทยเรา ยังมีการยกย่องฝรั่งเสมอว่าเป็นพลเมืองชั้นหนึ่ง แต่เราคนไทยแท้ๆกับมองกันเองว่าพลเมืองชั้นสอง อะไรๆก็ฝรั่งก่อนเสมอ
ความคิดเห็นที่ 7
pigletlovepooh วันที่ : 03/12/2007 เวลา : 21.46 น.
http://www.oknation.net/blog/pigletLOVEpooh
“I just want to be sure of you.”

ขอมองในมุมส่วนตัว นะคะ . . .
วิถี "การครอบงำ" . . . . ยุคสมัยเปลี่ยนไป ผู้ล่าได้พัฒนาวิธีให้สอดคล้องกับสังคมของผู้ถูกกระทำ ซึ่งดูเหมือนมัดใจ หรือซื้อใจได้ดีกว่าวิถีเดิมๆ . . . เหมือนไม่เอาเปรียบ แต่โดยจริงแล้ว . . . ยินยอมให้ยิ่งกว่า

ส่วน “กระทำชำเรา” . . . บ่อยครั้งที่ผู้ถูกกระทำยินยอมรับสิ่งนั้นเอง เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับตัวเอง
เหมือนที่ใครหรือใคร กล่าวว่า "เราไม่ค่อยสนใจสิ่งที่เป็น -พุทธ- จนกว่าจะมีตำราวิถีพุทธที่เขียนเป็นภาษาต่างประเทศ

ต้องขอโทษด้วยที่เป็นมุมมองส่วนตัว ที่เป็น "แง่ร้าย" มากจริงๆ

บทความของคุณ Hesse004 . . . อ่านแล้ว "อิ่ม" ค่ะ
ความคิดเห็นที่ 6
kidskid วันที่ : 03/12/2007 เวลา : 18.10 น.

ในเมืองไทย ก็มีโนราห์ หมอลำอีสาน พระเอกพูดภาษากลาง พวกตัวตลกพูดภาษาถิ่น ขนาดยังไม่เคยไปล่าอาณานิคมกับใครเขา เห็นจะมีแต่ฝรั่งที่ดูเราจะยกย่องซะหมด
ความคิดเห็นที่ 5
kilroy วันที่ : 03/12/2007 เวลา : 17.20 น.
http://www.oknation.net/blog/kilroy

ชอบครับที่บอกว่าการที่ฟรายเดย์ไม่ใช่ผู้หญิง มิฉะนั้นอาจจะทำให้เรื่องไปคล้ายกับ "บลู ลากูน" ยังดีนะครับที่ "Brokeback Mountain" ไม่เกี่ยวกับการติดเกาะ ไม่ยังงั้นคุณ hesse อาจจะโยงเข้าไปหาเรื่องนี้จนได้
ความคิดเห็นที่ 4
kilroy วันที่ : 03/12/2007 เวลา : 17.16 น.
http://www.oknation.net/blog/kilroy

สุดยอดมาก ๆ กับเอนทรีนี้
วิเคราะห์ Robinson Crusoe แบบตีความเลยนะครับ
ได้ความรู้และขยายมุมมองให้กับผมได้มากจริง ๆ
และก็ยังไม่ลืมที่จะนำความรู้เชิงเศรษฐศาสตร์ใหม่ ๆ (สำหรับผม) มาฝากกันด้วย
ตอนแรกอ่านจากชื่อเรื่องนึกว่าจะนำ เศรษฐศาสตร์แบบ โรบินสัน ครูโซ มาเล่าสู่กันฟังจะได้ทำให้เข้าใจพวก New-classical ได้มากขึ้น
ความคิดเห็นที่ 3
ZhouYu วันที่ : 03/12/2007 เวลา : 17.09 น.
http://www.oknation.net/blog/ZhouYu
ซุนวูท่านว่า "รู้เขารู้เรา ร้อยรบมิพ่าย"  

บุคคลนี้ผมได้ยินตั้งแต่เด็กอ่ะคับ พึ่งได้อ่าน ขอบคุณมากครับ
ความคิดเห็นที่ 2
fonsasami วันที่ : 03/12/2007 เวลา : 15.06 น.
http://www.oknation.net/blog/fonsasami
((คุณค่าของบางสิ่ง มันอาจเรียบง่ายจนบางครั้งเรามองข้ามมันไป)) 

ผู้ที่คิดว่ามาจากดินแดนที่ศิวิไลซ์กว่า

มักจะมองผู้ที่ด้อยกว่าเป็นคนป่าเสมอ


ความคิดเห็นที่ 1
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 03/12/2007 เวลา : 15.02 น.
http://www.oknation.net/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

เขียนได้ดีครับ..
แสดงความคิดเห็น

  ล๊อกอินเข้าสู้ระบบ คลิกที่นี่   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
ขอขอบคุณ OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

"จูบสุดท้าย" ใน Cinema Paradiso

จูบสุดท้ายของ Cinema Paradiso กับดนตรีประกอบของ Ennio Morricone ได้ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังรักในดวงใจของใครหลายคนไปในทันใด

View All
<< ธันวาคม 2007 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31