• hesse004
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hesse004@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-08-03
  • จำนวนเรื่อง : 58
  • จำนวนผู้ชม : 14861
  • จำนวนผู้โหวต : 45
  • ส่ง msg :
ออกกำลังความคิด
มาออกกำลังสมองกันเถอะ!
Permalink : http://www.oknation.net/blog/hesse004
วันอาทิตย์ ที่ 6 มกราคม 2551
"เขื่อนปากมูล" บางเรื่องที่ชนชั้นกลางไทยไม่เคยได้รู้
Posted by hesse004 , ผู้อ่าน : 303 , 16:31:52 น.  
พิมพ์หน้านี้


                        ภาพจากhttp://www.geocities.com/tsssforum_eu/gif/dams.jpg

นิตยสารศิลปวัฒนธรรมฉบับเดือนมกราคม ปี 2551 ได้ตีพิมพ์คำปาฐกถาพิเศษของท่านอาจารย์นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ เรื่อง “วัฒนธรรมการเมืองไทย”โดยมุ่งประเด็นไปที่ “คนชั้นกลางกับวัฒนธรรมการเมืองไทย” หลังจากที่ผมอ่านบทความชิ้นนี้จบทำให้ผมนึกไปถึงเรื่อง “เขื่อนปากมูล” ที่เมื่อปีกลายมีโอกาสได้ค้นคว้าข้อมูลเพื่อเตรียมเขียนโครงร่างงานวิจัยครับ

ผมตั้งข้อสังเกตว่างานในระยะหลังๆของท่านอาจารย์นิธิ มักเน้นไปที่เรื่องการจัดสรรทรัพยากรภายในชุมชนมากขึ้น บางทีเมื่อท้องถิ่นสามารถจัดการดูแลทรัพยากรของพวกเขาได้ดีพอแล้วอำนาจรัฐที่ต้องมาจากเหล่านักเลือกตั้งหรือรัฐราชการอาจจะด้อยความสำคัญลงไป

“เขื่อนปากมูล” นับเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจในหลายประเด็นครับ ประเด็นแรกนั้นเขื่อนปากมูลสะท้อนให้เห็นการพัฒนาเศรษฐกิจไทยที่มีการพัฒนาแบบ “ทวิลักษณ์”หรือ Dualism

ก่อนจะกล่าวถึงคำว่า Dualism นั้น ท่านผู้อ่านเคยสงสัยมั๊ยครับว่าทำไมช่วงหยุดปีใหม่ สงกรานต์ หรือวันหยุดยาวๆ จึงเกิด “ปรากฏการณ์รถโล่งในเมืองกรุง” นอกเหนือจากเหตุผลที่คนกรุงออกไปเที่ยวต่างจังหวัดแล้ว อีกเหตุผลหนึ่ง คือ คนชนบทกลุ่มใหญ่เดินทางกลับบ้านด้วยครับ

ดังนั้นภาพชินตาพวกเราทุกๆปีในทุกๆเทศกาล คือ ภาพคนแย่งกันขึ้นรถทัวร์ รถไฟ เครื่องบินรวมไปถึงท้องถนนที่เต็มไปด้วยรถราในช่วงเวลาใกล้สิ้นปี ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นมีสาเหตุจากการพัฒนาแบบ “ทวิลักษณ์” ครับ

การพัฒนาแบบ “ทวิลักษณ์” มีฉันทคติอยู่ตรงที่ภาคเศรษฐกิจหนึ่งจำที่จะต้องเป็น “เบี้ยล่าง” ให้กับอีกภาคเศรษฐกิจหนึ่ง อย่าง “ภาคเกษตร”จำเป็นต้องเป็นเบี้ยล่างของ “ภาคอุตสาหกรรม” หรือ “ภาคชนบท” จำต้องเป็นเบี้ยล่างให้กับ “ภาคเมือง”

ความหมายของเบี้ยล่างนั้นกินความตั้งแต่เป็นแหล่งแรงงานและวัตถุดิบราคาถูกที่พร้อมจะถูกป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิตของ ภาคอุตสาหกรรมหรือภาคเมือง และท้ายที่สุดเบี้ยล่างอีกนัยยะหนึ่งก็กลายเป็นแหล่งระบายสินค้าออกของภาคเมืองอีกทีหนึ่ง

ฉันทคติดังกล่าวเป็นแนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์ (อีกแล้วครับท่าน) โดยเฉพาะนักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารโลกช่วงทศวรรษที่ 60 ซึ่งกรณีของบ้านเรานั้น “พ.ศ.2504 ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม” คือ จุดเริ่มต้นของการพัฒนาแบบทวิลักษณ์ระหว่างภาคเมืองกับภาคชนบท ภาคอุตสาหกรรมกับภาคเกษตรกรรม

ผลพวงของการพัฒนาแบบทวิลักษณ์นั้นแม้จะทำให้อัตราการจำเริญเติบโตทางเศรษฐกิจดูสูงจนน่าปลื้มใจแต่กลับกลายเป็นว่าการกระจายรายได้หรือความเท่าเทียมกันของคนในสังคมกลับแย่ลง ตรงนี้มันก็มาจากฉันทคติของนักเศรษฐศาสตร์ตะวันตกอีกเหมือนกันครับที่มองว่าหากผลผลิตมวลรวมมันเพิ่มขึ้นแล้วเดี๋ยวมันก็จะกระจายไปยังผู้คนต่างๆในประเทศนั้นเองเหมือนเวลาเราใช้สปริงเกิ้ลรดน้ำต้นไม้ น้ำจะกระจายไปยังต้นไม้ต่างๆ แนวคิดเช่นนี้เรียกว่า Trickle down effect ครับ

อย่างไรก็ตามแนวคิดดังกล่าวดูจะใช้การไม่ได้กับ"ประเทศกำลังพัฒนา"ที่ธนาคารโลกเป็นคนแบ่งอีกเช่นกัน ทั้งนี้เพราะมีปัจจัยเชิงสถาบันบางอย่างที่ทำให้แนวคิดดังกล่าวใช้ไม่ได้ผล ปัจจัยเชิงสถาบันที่ว่านี้มีตั้งแต่โครงสร้างทางการเมืองการปกครอง ตลอดจนวัฒนธรรมชุมชนของท้องถิ่นนั้นๆ

กรณีของเขื่อนปากมูลก็เป็นอีกกรณีศึกษาหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นความเข้าใจผิดของนักเศรษฐศาสตร์ผู้ไร้เดียงสาที่ “ลืม” นึกไปถึงต้นทุนที่สูญเสียนอกเหนือจาก ค่าก่อสร้างเขื่อน หรือต้นทุนจากการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากน้ำ ต้นทุนที่ว่าเป็นต้นทุนของชุมชนที่ต้องพลัดพรากแตกแยกเมื่อมีเขื่อนมาลง ต้นทุนทางวัฒนธรรมอย่างชุมชนหาปลาริมแม่น้ำมูนที่โดนผลกระทบกันเต็มๆ ต้นทุนที่ว่ายังรวมไปถึงความสูญเสียความสมดุลของทรัพยากรประมงน้ำจืดบริเวณแม่น้ำมูน

เมื่อ 8 ปี ที่แล้วมีงานวิจัยของ World Commission on Dams ที่ออกมาตบหน้าผู้เกี่ยวข้องกับเขื่อนปากมูลทั้ง EGAT และ World Bank โดยงานดังกล่าวตั้งข้อสงสัยถึงความคุ้มค่าของโครงการเขื่อนปากมูนซึ่งดูเหมือนกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ดูจะไม่คุ้มกับต้นทุนหลายต่อหลายอย่างที่เสียไปท้ายที่สุดดูเหมือนว่า “เขื่อน” ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของรัฐที่เข้ามาปล้นชิงทรัพยากรท้องถิ่นไปแล้ว ไม่เฉพาะเมืองไทยประเทศเดียว เหตุการณ์ลักษณะนี้ยังเกิดขึ้นในประเทศกำลังพัฒนาอย่าง บราซิลกรณีเขื่อน Sobradinho

ในฐานะที่เป็นคนเมือง, ผมก็เพิ่งรู้เหมือนกันว่าการเปิดปิดประตูเขื่อนนั้นมีความสำคัญมากเพราะส่งผลต่อวิถีการทำประมงของชาวบ้านริมมูนเนื่องจากเกี่ยวกับการเข้ามาหากินของปลาจากลุ่มน้ำโขง

แม้ว่าเมื่อปี 2545 จะมีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีที่เสนอให้ EGAT ควรเปิดประตูเขื่อนตลอดทั้งปีเป็นเวลา 5 ปีนั้น แต่รัฐบาลยุคนั้นเลือกที่จะให้เปิดเพียงแค่ 4 เดือนปิด 8 เดือน และล่าสุดรัฐบาลชุดปัจจุบันก็มีมติให้ปิดประตูเขื่อนถาวรตั้งแต่กลางปีที่แล้ว

พลันที่รัฐบาลมีมติออกมาเช่นนี้ทัพของชาวบ้านแม่มูนก็เคลื่อนมายังเมืองกรุงเพื่อเรียกร้องให้รัฐทบทวนมติดังกล่าว
ในฐานะคนเมือง (อีกครั้ง), ผมก็เพิ่งรู้อีกเช่นกันว่า “สมัชชาคนจน” ก็มีจุดเริ่มต้นจากชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนปากมูล

เขื่อนปากมูนยังเป็นกรณีศึกษาการต่อสู้ของชาวบ้านกับอำนาจรัฐ ถ้าเป็นสมัยโบราณคนที่ขัดขืนอำนาจรัฐมักจะถูกตราหน้าว่าเป็น “กบฏ” และการปราบปรามผู้ขัดขืนในอดีตมีตั้งแต่”ถีบลงเขาเผาถังแดง” มาจนกระทั่งอุ้มฆ่า

แต่ปัจจุบันนี้ชาวบ้านรวมตัวกันต่อสู้บนท้องถนนหน้าทำเนียบเพื่อร้องคืน “ทรัพยากรท้องถิ่น”ที่พวกเขาเคยมีแต่กลับถูก “อำนาจรัฐ” ปล้นชิงไป โดยอาจจะต้องเผชิญกับการปราบปรามรูปแบบใหม่ อาทิ ใช้เทศกิจเมืองกรุงเข้าขับไล่ หรือแม้กระทั่งปล่อยหมาตำรวจไปกัดชาวบ้าน โทษฐานที่สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้ชาวเมืองหลวง

ท้ายที่สุดผมขอทิ้งคำถามให้ท่านผู้อ่านลองกลับไปคิดเล่นๆดูครับว่า“การพัฒนาเศรษฐกิจที่ดีนั้นมันควรจะเป็นอย่างไร?” มันใช่เรื่องของการปั่นอัตราการจำเริญเติบโตให้สูงๆไว้เพื่ออวดชาวบ้านหรือเปล่า? หรือ มันคือการส่งเสริมให้ตลาดหุ้นไทยมีโวลุ่มซื้อขายในแต่ละวันสูงๆ หรือ มันคือการพูดถึงค่าเงินบาทที่ต้องอ่อนแข็งให้ได้ตามระดับที่ผู้ส่งออกไทยพึงพอใจ หรือ มันจะเป็นแค่ให้คนไทยทั้งในเมืองและนอกเมืองหลวงมีโอกาสในการเข้าถึงและใช้ทรัพยากรท้องถิ่นอย่างเท่าเทียมกัน

แต่ก็อย่างที่เรียนไว้ตอนต้นแหละครับว่ารัฐไทยเรามีการพัฒนาเศรษฐกิจแบบ “ทวิลักษณ์” มาเกือบ 50 ปีแล้ว ผมไม่แน่ใจว่าไอ้การพัฒนาที่เรานิยามกันตามคุณค่าของฝรั่งนั้นมันจะใช้ได้จริงหรือเปล่าโดยเฉพาะกับชาวบ้านแถวๆเขื่อนปากมูล...สวัสดีปีใหม่ครับ

Hesse004

ปล.ผมขอไว้อาลัยให้กับการจากไปของ “คุณวนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์” ผู้หญิงคนหนึ่งที่ใช้เวลากว่าครึ่งชีวิตต่อสู้ให้กับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจาก “เขื่อนปากมูล” ครับ


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 13
nat วันที่ : 10/01/2008 เวลา : 03.52 น.
http://www.oknation.net/blog/nat4Nort

ครับ
ความคิดเห็นที่ 12
pigletlovepooh วันที่ : 09/01/2008 เวลา : 00.31 น.
http://www.oknation.net/blog/pigletLOVEpooh
“I just want to be sure of you.”

วันนี้. . . ระหว่างขับรถกลับจากเมืองกรุง ผ่านประจวบฯ เราเห็นป้ายติดว่า "รับซื้อสัปปะรด 4 ลูก 10 บาท" เท่าที่เห็น สัปปะรด ประจวบฯ ลูกมันใหญ่ canned size . . . แต่ทำไมรับซื้อถูกจัง

. . . “ภาคเกษตร”จำเป็นต้องเป็นเบี้ยล่างของ “ภาคอุตสาหกรรม” . . . Dualism

คงไม่ค่อยเกี่ยวกับหัวเรื่อง ของ entry นี้ เท่าไร . . . แต่ความรู้สึกเมื่อตอนขับรถผ่านแถวประจวบฯ กับ ความรู้สึกเมื่ออ่าน entry นี้ . . . ให้ความรู้สึกเดียวกัน
ความคิดเห็นที่ 11
แต๋งแต๋ง วันที่ : 08/01/2008 เวลา : 14.17 น.
http://www.oknation.net/blog/usah
เจ้านายพระองค์น้อย  น่ารักที่สุดในโลก เพราะ นมแม่ดีที่หนึ่งเลย

ก่อนพายุเลกีมาจะเข้ามาเมื่อปลายปีที่แล้ว เป็นเวลาถึง๓เดือนเศษที่เขื่อนปากมูลปิดและน้ำในลำน้ำชีที่ผ่านยโสธร ท่วมนาข้าว ชาวนาเสียหายได้รับค่าชดเชยไร่ละ๓๐๐บาท

เป็นอย่างนี้ทุกปี และเมื่อพายุเข้าแต่ละครั้งหลาบจังหวัดริมน้ำชี ก็จะประสบปัญหาการเร่งระบายน้ำออกจากเขื่อนเพอไม่ให้เขื่อนแตก ก็เกิดอุทกภัย แทนการช่วยป้องกันอุทกภัย เกิดน้ำท่วม แทนการชลประทาน หรืออาจใช้คำพูดแทนการชลประทาน(ประทานน้ำมาให้) ด้วยคำว่าชลกระหน่ำ(ซ้ำเติมด้วยน้ำ)

สภาพอย่างนี้มีทุกปี ระดับคนจนชาวนาแถบนี้รู้กันทั้งนั้น แต่ไม่การดูแลที่ดีจากรัฐ

สภาพอย่างนี้เรียกว่า อัปลักษณ์ ขอไม่ใช้คำว่าทวิลักษณ์
ความคิดเห็นที่ 10
kilroy วันที่ : 07/01/2008 เวลา : 21.04 น.
http://www.oknation.net/blog/kilroy

ไม่ทราบว่าปัจจุบันเราสามารถเชื่อมโยง EIA เข้ากับ Cost-benefit Analysis ได้ขนาดไหนแล้ว จะได้นำมาวิเคราะห์เรื่อง equivalent variation กับ compensate variation ได้มีประสิทธิภาพขึ้น ว่าง ๆ เล่าให้ฟังมั่งนะครับ
ความคิดเห็นที่ 9
kilroy วันที่ : 07/01/2008 เวลา : 21.00 น.
http://www.oknation.net/blog/kilroy

จะว่าไปองค์ความรู้ในการวิเคราะห์ Cost-Benefit ก็ยังไม่คลอบคลุมทุกมิติจริง ๆ นะครับ หรือเป็นเพราะผู้กำหนดนโยบายเลือกที่จะมี hidden agenda

เป็นบทความที่ให้ความรู้แก่ผู้อ่านทุกตัวอักษรจริง ๆ เยี่ยมมากครับ
ความคิดเห็นที่ 8
apooh วันที่ : 07/01/2008 เวลา : 19.29 น.
http://www.oknation.net/blog/bedtaled
มีคนเคยบอกว่าเลขโปรดของเขาคือ 51ยังอีกไกลกว่าจะถึง100แต่ 51 ก็เกินครึ่งมาแล้ว

โห คุณคะ เรื่องนี้ทำเอาอี้งพูดไม่ออก
เกินกำลังทางความคิดของหมีไปเยอะเลยค่ะ
มันเหมือนเป็นเรื่องใหญ่เกินตัวเจงๆๆ เลยอ่ะ
ความคิดเห็นที่ 7
wullopp วันที่ : 07/01/2008 เวลา : 14.26 น.
http://www.oknation.net/blog/health2you

แวะมาขอบคุณครับ...
ความคิดเห็นที่ 6
ประชุมประทีปไศลภูลี้เขาบังภู วันที่ : 07/01/2008 เวลา : 12.58 น.
http://www.oknation.net/blog/puprasit
puprasit

มือที่มองไม่เห็น มือสกปรก มือระยำตำบอน มันทำขะรับ พวกเราต้องหามันให้เจอ มันอาจมาในรูป ระเบียบ กฎบัตร กฎหมาย ข้ามชาติ และการค้ากินแดกข้ามแดน ลอดใต้พรม-แดน ของผู้มีอำนาจ วาสนา นั่นแล กระมัง
ความคิดเห็นที่ 5
ตาเรน วันที่ : 07/01/2008 เวลา : 12.53 น.
http://www.oknation.net/blog/sammaapii
หากท่านเป็นผู้ทำธุรกิจอินเตอร์เน็ตและเกมส์  ขอเชิญแวะเยี่ยมเราที่   >>> www.tscclub.org   มีสาระมากมาย..ให้คำปรึกษาฟรี

ขอบคุณกับเรื่องที่ควรรู้เช่นนี้...ครับ
ความคิดเห็นที่ 4
Jui วันที่ : 07/01/2008 เวลา : 12.09 น.
http://www.oknation.net/blog/jui880

แวะมารับรู้ข้อมูลข่าวสาร
ขอบคุณครับ
ความคิดเห็นที่ 3
ริบหรี่ วันที่ : 06/01/2008 เวลา : 18.41 น.
http://www.oknation.net/blog/twitty
..............เพียงแค่แสงริบหรี่..ริมทางมืด คดเคี้ยว และสูงชัน

ผมว่ามันเป็นพหุลักษณ์มากกว่าทวิลักษณ์นะครับ

แตดึกดำบรรพ์เราก็ไม่เคยมีปัญหานี้ ปัญหาการพัฒนาเริ่มมาแต่สมัยเมื่อ 120 ปีก่อน เรื่อยมาจนบัดนี้ เพราะเราตามฝรั่งมากเกินไป บูชาฝรั่งมากเกินไปนั่นเอง

เห็นกงจักรเป็นดอกบัว
ความคิดเห็นที่ 2
เพลงฝน วันที่ : 06/01/2008 เวลา : 17.08 น.
http://www.oknation.net/blog/hyacinth
"รอยหายใจเป็นเช่นการสลักบาดแผลใหม่ให้กับชีวิต" 

วันที่พี่มดเสีย...พี่ช่างภาพโทรมาเล่าให้ฟังขณะอยู่ในงาน
และตั้งคำถาม...จากนี้ไปใครจะยืนเคียงบ่าเคียงไหล่เรียกร้องเสรีภาพที่ถูกประชาธิปไตยริดรอน

สนใจเรื่องเขื่อนปากมูลค่ะ...พอมีข้อมูลเรื่องที่น้ำมูลเปลี่ยนทิศมั้ยคะ
ความคิดเห็นที่ 1
กิต วันที่ : 06/01/2008 เวลา : 16.36 น.
http://www.oknation.net/blog/kit2550
สิ่งที่ยังไม่รู้........ยังมีอีกเยอะขอบคุณทุกท่าน....ที่นำเรื่องที่ยังไม่รู้...แบ่งปันกันรู้

ขอบคุณที่นำมาแบ่งปัน


กัน "รู้"


สวัสดีครับ


แสดงความคิดเห็น

  ล๊อกอินเข้าสู้ระบบ คลิกที่นี่   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
ขอขอบคุณ OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

"จูบสุดท้าย" ใน Cinema Paradiso

จูบสุดท้ายของ Cinema Paradiso กับดนตรีประกอบของ Ennio Morricone ได้ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังรักในดวงใจของใครหลายคนไปในทันใด

View All
<< มกราคม 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31