• hesse004
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hesse004@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-08-03
  • จำนวนเรื่อง : 58
  • จำนวนผู้ชม : 14856
  • จำนวนผู้โหวต : 45
  • ส่ง msg :
ออกกำลังความคิด
มาออกกำลังสมองกันเถอะ!
Permalink : http://www.oknation.net/blog/hesse004
วันศุกร์ ที่ 11 มกราคม 2551
The Golden Door เปิดประตูดูโลกใบใหม่
Posted by hesse004 , ผู้อ่าน : 208 , 00:36:29 น.  
พิมพ์หน้านี้


ผมเชื่อว่าการตัดสินใจที่จะ “อพยพ” (Immigration) น่าจะเป็นหนทางสุดท้ายที่มนุษย์เราจะเลือก ทั้งนี้คงเนื่องมาจากมนุษย์เราส่วนใหญ่นั้นคุ้นชินกับสิ่งแวดล้อมเดิมๆ จนไม่อยากที่จะเปลี่ยนแปลงอะไร แม้จะเบื่อหน่ายบ้างเป็นบางทีแต่ความรักที่มีต่อถิ่นฐานบ้านเกิดนั้นน่าจะเป็นอีกความรู้สึกหนึ่งที่มนุษย์เรายังผูกพันกับถิ่นกำเนิด

The Golden Door (2006) เป็นหนังอิตาลีครับ หนังเรื่องนี้มีชื่ออิตาเลียนว่า Nuovomondo บนหน้าปกดีวีดีนั้นเขียนไว้ว่า “Martin Scorsese Presents” ครับ ความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้ไม่ได้อยู่เฉพาะที่ชื่อของยอดผู้กำกับอย่างสกอร์เซซี่เพียงอย่างเดียว เพราะจริงๆแล้วหนังเรื่องนี้กำกับโดย “เอ็มมานูเอล เครียเรซี่” (Emmanuele Crialese) ผู้กำกับหนุ่มชาวอิตาเลียน

กล่าวกันว่าหนังเรื่องนี้ได้รับการการันตีจากสกอร์เซซี่ส่วนหนึ่งน่าจะมาจาก The Italian Connection หรือสายสัมพันธ์ของชาวเมืองมักกะโรนี นั่นเอง

สกอร์เซซี่นั้นชอบอยู่แล้วกับการทำหนังพันธุ์อิตาเลียนโดยเฉพาะหนังอย่าง Mean Street (1973) Italianamerican (1974) Good Fellas (1990) และ Casino (1995) ทั้งนี้เนื้อหาส่วนใหญ่อิงอยู่กับชุมชนอิตาเลียนบนแผ่นดินอเมริกา ด้วยเหตุนี้เอง The Golden Door น่าจะโดนใจคุณป๋ามาร์ตี้เราอยู่ไม่น้อย

The Golden Door เล่าเรื่องการอพยพของครอบครัว “แมนคูโซ” (Mancuso)ซึ่งเป็นครอบครัวชาวนาจนๆบนเกาะซิซิลี่ ครับ ว่ากันว่าเกาะๆนี้คือแหล่งกำเนิดของเหล่ามาเฟียตัวเอ้ของอเมริกาเลยก็ว่าได้

หนังเรื่องนี้มีตัวละครนำเรื่องอย่าง “ซัลวาทอเร่ แมนคูโซ่” (Sanvatore Mancuso) ซึ่งเป็นชาวนาจนๆแถมยังเป็นพ่อหม้ายเรือพ่วงมีลูกติดอีก 2 คน ซัลวาทอเร่ตัดสินใจที่จะอพยพไปสู่ “โลกใหม่” ที่อเมริกา หลังจากที่เกิดความอัตคัดขัดสนบนแผ่นดินซิซิลี่ ดังนั้นภาพถ่ายหัวหอมอันใหญ่มหึมา ภาพแม่ไก่ตัวโต หรือ ภาพต้นไม้ที่เต็มไปด้วยเงินทองจึงเป็นแรงปรารถนาให้เขาตัดสินใจที่จะอพยพไปยัง “โลกใหม่” ที่มีอนาคตมากกว่า

อย่างที่ผมเรียนไปตอนต้นแล้วครับว่า “การอพยพ”ย้ายถิ่นฐานน่าจะเป็นทางเลือกสุดท้ายของมนุษย์ ซึ่งในหนังก็ได้สื่อให้เห็นความอาวรณ์ที่มีต่อแผ่นดินเกิดทั้งตัวลูกชายคนเล็กของซัลวาทอเร่เองหรือแม้กระทั่ง “แม่เฒ่า” ของเขา

วิชาเศรษฐศาสตร์ ได้กล่าวถึงการอพยพย้ายถิ่นของแรงงานไว้อย่างนี้ครับว่า การที่แรงงานจะตัดสินใจย้ายถิ่นฐาน เช่นจากพม่ามายังประเทศไทยนั้น ตัวแรงงานเองจะต้องคำนึงถึงค่าจ้างที่ตัวเองจะได้รับจากที่ทำกินใหม่ว่าอย่างน้อยมันจะต้องมากกว่าค่าจ้างเดิมรวมกับค่าอพยพเคลื่อนย้าย

จริงๆแล้วตรรกะนี้ดูจะเป็นสามัญสำนึกของมนุษย์เลยก็ว่าได้นะครับ เพราะหากที่เดิมอยู่แล้วอดอยากปากแห้ง สู้ไปหาที่ใหม่ที่มีอนาคตรออยู่ดีกว่า

แต่การอพยพนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะกระทำกันได้ง่ายๆ เพราะประเทศเจ้าของบ้าน (Host Country) มักตั้งข้อรังเกียจผู้อพยพเนื่องจากแรงงานต่างด้าวชอบเข้ามาแย่งงานแรงงานท้องถิ่น

แต่ในทางเศรษฐศาสตร์กลับมองว่าเป็นผลดีสำหรับผู้ประกอบการในประเทศนั้นครับเนื่องจากมีอุปทานแรงงานเพิ่มขึ้นมาโดยไม่ต้องรอการเพิ่มประชากร ผลก็คือทำให้ผู้ประกอบการมีทางเลือกในการจ้างแรงงานมากขึ้น

อย่างไรก็ตามมันอาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนอย่างที่ทฤษฎีพูดไว้ เพราะในความเป็นจริงแล้วการเข้าสู่ตลาดแรงงานของแรงงานต่างชาตินั้นค่อนข้างลำบากโดยเฉพาะหากประเทศเจ้าบ้านเขาสงวนอาชีพบางอย่างไว้ให้กับคนท้องถิ่นแล้ว

กลับมาที่หนังต่อดีกว่าครับ , เครียเรซี่ ได้ทำให้เราเห็นบรรยากาศการนั่งเรืออพยพข้ามมหาสมุทรแอตแลนติค จากแผ่นดินยุโรปสู่แผ่นดินอเมริกา

“อเมริกา” ได้กลายเป็นโลกใบใหม่ของใครหลายคน เป็นดินแดนแห่งโอกาสอย่างแท้จริง หนังอย่าง Far and Away(1992) ของ รอน โฮเวิร์ด (Ron Howard) แสดงภาพชาวไอริชที่อพยพไปยังอเมริกาเพื่อแสวงหาที่ดินทำกินในช่วงปลายศตวรรษที่ 19

สำหรับ The Golden Door นั้น หนังดำเนินเรื่องอยู่บนเรือลำใหญ่ที่บรรทุกชาวยุโรปพลัดถิ่นทั้งผู้ดีไปจนกระทั่งคนยากไร้ที่กำลังเดินทางไปยังโลกใบใหม่ อย่างไรก็ตามการเดินทางใช่ว่าจะราบรื่นเสมอไปเพราะต้องเผชิญกับสภาพฟ้าฝนกลางทะเลที่เอาแน่เอานอนไม่ได้แต่ท้ายที่สุดครอบครัวแมนคูโซ่ ก็มาเหยียบแผ่นดินใหม่จนได้

การอพยพไปอเมริกาในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ต่อต้นศตวรรษที่ 20 นั้น ผู้อพยพต้องเดินทางไปพักที่เกาะเอลลิส ( Ellis island) เป็นด่านแรกก่อนครับ ตามภูมิศาสตร์นั้นเกาะๆนี้อยู่บริเวณปากทางของ New York Harbor

เกาะๆนี้เปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นที่ผู้อพยพจะต้องมาทำการตรวจตราเอกสาร ตรวจร่างกาย ไปจนกระทั่งวัดเชาว์ปัญญาก่อนเข้าเมืองอเมริกา ผมเองก็เพิ่งทราบจากในหนังเหมือนกันครับว่า มีการวัดเชาว์ปัญญาของผู้อพยพด้วย

กล่าวกันว่าในช่วงต้นศตวรรษ 20 นั้นมีชาวยุโรปอพยพหลายคนที่เข้ามาได้ดิบได้ดีในอเมริกา หนึ่งในนั้นก็คือ "ชาลี แชปลิน" (Charles Chaplin) ถ้าผมจำไม่ผิดรู้สึกจะมีหนังของแชปลินที่เกี่ยวกับการอพยพด้วยรู้สึกจะเป็นเรื่อง The Immigrant (1917) นะครับ

หนังเรื่องนี้ เครียเรซี่ ได้แฝงความเป็นแฟนตาซีเข้าไปบ้างคล้ายๆกับ The Big Lebowski (1998) ของพี่น้องโคเอน (Brothers Coen ) อย่างไรก็ดีเสน่ห์ของ The Golden Door น่าจะอยู่ที่บรรยากาศการอพยพทั้งที่ปรากฏบนเรือและบนเกาะเอลลิส ครับ

หลังจากดูหนังเรื่องนี้จบ, ผมนึกถึงบรรพบุรุษของตัวเองที่โล้สำเภามาจากเมืองจีน อาม่าผมท่านเคยบอกว่าครอบครัวของเรามาจากเมือง “เหนกโอ๋ยเซี๊ย” ผมไม่แน่ใจว่าสะกดถูกหรือเปล่าแต่ที่แน่ๆคือพวกเราเป็น “แต้จิ๋วชน” แน่นอนครับ

การอพยพครั้งใหญ่ของคนจีนโพ้นทะเล (Oversea Chinese) เกิดขึ้นราวๆปลายศตวรรษที่ 19 ช่วงที่ราชวงศ์ชิงใกล้ล่มสลาย สำหรับเมืองไทยนั้นคนจีนเริ่มหลั่งไหลเข้ามามากในสมัยรัชกาลที่ 3 และมาลงหลักปักฐานกันในกรุงเทพแถบสำเพ็ง และ เยาวราช

นอกจากนี้กลุ่มชาว “จีนแคะ”ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกของกลุ่ม “กบฏไต้เผง” ที่ถูกปราบปรามก็ถอยร่นอพยพหนีลงมายังบริเวณแถบอุษาคเนย์หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปัจจุบัน

ท้ายที่สุดผมคิดว่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของมนุษย์เรานั้นส่วนหนึ่งมาจากการทำสงครามแก่งแย่งดินแดนกัน ส่วนหนึ่งมาจากการพัฒนาแสวงหาสิ่งใหม่ๆที่ดีกว่าและอีกส่วนหนึ่งก็น่าจะมาจากการอพยพย้ายถิ่นฐานซึ่งดูเหมือนมันจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่คนเราจะตัดสินใจ...ใช่หรือเปล่าครับ?

Hesse004

หมายเหตุ ผมแอบไปเสิร์ชคลิปใน Youtube ซึ่งเป็นภาพการอพยพของชาวยุโรปไปยังแผ่นดินอเมริกาโดยก่อนเข้าเมืองได้ต้องไปที่เกาะเอลลิสก่อนครับ คลิปนี้ยังเป็นภาพขาวดำซึ่งถ่ายทำโดยบริษัทของเอดิสันตั้งแต่ปี ค.ศ.1903 ครับ


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 7
lost-in-space วันที่ : 14/01/2008 เวลา : 21.14 น.
http://www.oknation.net/blog/lostinspace
สิ่งที่เหนือไปกว่าการให้อภัย คือ "การลืม(มันซะ)"

โปสเตอร์หนังเรื่องนี้สวยดี ชอบ ๆ

มนุษย์เราอพยพย้ายหลักแหล่งมาแต่ครั้งบรรพกาล บ้างหนีความแห้งแร้ง ความอดอยาก บ้างหนีสงคราม บ้างหนีภัยธรรมชาติ หนีจากโรคร้าย ความยากจน และอีกนานับเหตุผล สรุปก็เพื่อไปค้นหาสิ่งที่ดีกว่าสำหรับชีวิต

เราก็หนึ่งในคนที่มีบรรพบุรุษนั่งเรือสำเภาอพยพมาจากแดนดินจีนแผ่นดินใหญ่
ความคิดเห็นที่ 6
julyrhapsody วันที่ : 13/01/2008 เวลา : 16.34 น.
http://www.oknation.net/blog/julyrhapsody
'attitude is everything'

การอพยพเกิดขึ้นเมื่อต้องหนี
หนีปัญหา หนีความด้อยโอกาส/ข้อจำกัด

บางคนมองกลับด้าน คือตั้งใจไปแสวงหาโอกาสตั้งแต่แรก/มีวิสัยทัศน์บางอย่าง ไม่ได้เกิดจากแรงกดดัน...มีญาติอยู่คนนึงตั้งใจไว้เลยว่าจะไปบุกเบิกที่ ๆ ตระกูลตัวเองไม่เคยไป ทั้ง ๆ ที่เขาไม่จำเป็นต้องหนีอะไรเลย
ความคิดเห็นที่ 5
เด็กชายก้อง วันที่ : 12/01/2008 เวลา : 19.24 น.
http://www.oknation.net/blog/jezt
หัวใจมีเหตุผลของมันเองที่สมองไม่มีวันจะเข้าใจ

ใครล่ะอยากจากถิ่นบ้านเกิด
หากถิ่นบ้านเกิดมีสิ่งที่ต้องการ
ความคิดเห็นที่ 4
TheQueenofNostalgia วันที่ : 12/01/2008 เวลา : 11.17 น.
http://www.oknation.net/blog/saisoi
Frankly my dear, I don't give a damn.

ซิซิลี่อีกแล้ว

BY they way ชาวอิตาเลี่ยนที่อพยพมาอเมริกาครั้งกระโน้น
อาจจะมีครอบครัวของ ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปล่า ด้วยก็ได้เนอะ
ความคิดเห็นที่ 3
apooh วันที่ : 11/01/2008 เวลา : 14.32 น.
http://www.oknation.net/blog/bedtaled
มีคนเคยบอกว่าเลขโปรดของเขาคือ 51ยังอีกไกลกว่าจะถึง100แต่ 51 ก็เกินครึ่งมาแล้ว

ไปหาอนาคต
มุ่งหนีอดีต
ทิ้งทุกอย่าง
สร้างเอาใหม่
.
.
แล้วแต่จะหาเหตุค่ะ
อิอิ ไหหนำ-หนั่ง ค่ะ (คนไหหนำ อ่ะ)
ความคิดเห็นที่ 2
Supawan วันที่ : 11/01/2008 เวลา : 05.59 น.
http://www.oknation.net/blog/supawan

สวัสดีค่ะ ... ขอบคุณสำหรับบทความ

ขอให้มีความสุขค่ะ
ความคิดเห็นที่ 1
กิต วันที่ : 11/01/2008 เวลา : 00.44 น.
http://www.oknation.net/blog/kit2550
สิ่งที่ยังไม่รู้........ยังมีอีกเยอะขอบคุณทุกท่าน....ที่นำเรื่องที่ยังไม่รู้...แบ่งปันกันรู้




สวัสดีครับ
แสดงความคิดเห็น

  ล๊อกอินเข้าสู้ระบบ คลิกที่นี่   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
ขอขอบคุณ OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

"จูบสุดท้าย" ใน Cinema Paradiso

จูบสุดท้ายของ Cinema Paradiso กับดนตรีประกอบของ Ennio Morricone ได้ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังรักในดวงใจของใครหลายคนไปในทันใด

View All
<< มกราคม 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31