• hesse004
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hesse004@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-08-03
  • จำนวนเรื่อง : 66
  • จำนวนผู้ชม : 21224
  • จำนวนผู้โหวต : 51
  • ส่ง msg :
ออกกำลังความคิด
มาออกกำลังสมองกันเถอะ!
Permalink : http://www.oknation.net/blog/hesse004
วันจันทร์ ที่ 28 มกราคม 2551
ละครการเมืองไทยกับประชาธิปไตยของหัวคะแนน
Posted by hesse004 , ผู้อ่าน : 260 , 15:03:23 น.  
พิมพ์หน้านี้


หลังวันที่ 23 ธันวาคม ปีที่แล้ว ผมเริ่มกลับมาติดตามซีรีส์ละครไทยเรื่องหนึ่งที่ว่ากันว่าสนุกไม่แพ้ซีรีส์ละครหนังเกาหลีเลยทีเดียวครับ

หลังจากที่ซีรีส์ละครเรื่องนี้ถูกเซนเซอร์มาปีกว่าๆ ด้วยทางกองเซนเซอร์หรือ “กองแบน”มองว่าละครเรื่องนี้กำลังจะนำเสนอภาพการฉ้อฉลของเหล่าตัวละครดารานำทั้งหลายและอาจทำให้ตีม (Theme) ของเรื่องผิดเพี้ยนไป

“กองแบน”ของเราจึงต้องออกมาเซนเซอร์ละครเรื่องนี้พร้อมทั้งเรียกหลายฝ่ายมาช่วยกันปรับปรุงบทละครกันใหม่แถมยังโละดาราหน้าเก่าๆออกจากเวทีแห่งนี้ไปสักพักหนึ่ง

อย่างไรก็ตามพอละครเรื่องนี้เริ่มออกอากาศใหม่อีกครั้ง ผมกลับพบว่าซีรีส์ชุดนี้ยังคงความ “น้ำเน่า” อยู่เช่นเดิมครับ แม้ดาราเจ้าบทบาทหลายคนจะหายหน้าหายตาไปแล้วก็ตามแต่ก็มีบางคนแอบบอกบทให้ดาราใหม่ๆอยู่ ซึ่งคนชอบดูหนังดูละครอย่างผมก็จับได้ว่าดาราหน้าใหม่เหล่านั้นยังทำได้ไม่ “เนียน” พอ

ละครเรื่องที่ผมกล่าวมาข้างต้นนั้น น่าจะเป็นละครซีรีส์ที่มีอายุยาวนานมากที่สุดก็ว่าได้นะครับ ยาวกว่า “สามหนุ่มสามมุม” ของคณะละครเอ็กแซกท์ เสียอีก

อย่างไรก็ตามบทที่วางไว้นั้นถูกปรับปรุงหรือถูก “ฉีก” อยู่นับสิบครั้งและล่าสุด “กองแบน”ก็ได้ให้มือเขียนบทละครเรื่องนี้ปรับปรุงบทกันใหม่แถมยังใจดีเอาบทมาให้คนดูช่วยกัน “โหวต” ว่าชอบหรือไม่ชอบอีกด้วย

ซีรีส์ที่ผมกล่าวถึงนี้เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2475 ครับ นานโขเลยทีเดียว คณะละครชุดแรกที่ได้ริเริ่มสร้างและเขียนบทละครเรื่องนี้ขึ้นมามีชื่อว่า “คณะราษฎร” ครับ

จุดมุ่งหมายของผู้สร้างละครชุดนี้ คือ ต้องการเห็นชนชาวสยามของเรามีประชาธิปไตยเป็นของตัวเอง แต่ไอ้คำว่า “เดโมเครซี่” (Democracy) ที่คณะละครชุดนี้ต้องการเผยแพร่นั้นมีความซับซ้อนมากกว่า “การหย่อนบัตรลงคะแนน”

ถ้าผมจำไม่ผิดซีรีส์ละครตอนแรกนี่น่าจะมีชื่อว่า “กำเนิดประชาธิปไตยในสยาม” ฟังดูเข้าท่าดีนะครับ แต่อย่างไรก็ตามดูเหมือนตีมของละครที่ต้องการสื่อนั้นดูจะไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงเอาเสียเลย เพราะผู้ชมชาวสยามสมัยนั้นไม่สนใจละครเรื่องนี้ ก็เลยเป็นเหล่านักแสดงละครเล่นกันเองดูกันเอง บ่อยครั้งที่พบว่าแย่งบทบาทกันเองเสียด้วย

ท้ายที่สุดละครตอนที่หนึ่งจบลงอย่างไม่เป็นท่าครับ เพราะมีการฉีกบทและเริ่มเล่นกันใหม่โดยตอนที่สองที่นั้นมีชื่อเก๋ๆว่า “เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย” ละครตอนนี้ออกอากาศอยู่นานหลายปีครับจนในที่สุดคนดูก็พบว่า “เชื่อผู้นำ เรามีภัย” ก็เพราะภัยจากสงครามโลกครั้งที่สองไงครับที่ทำให้ผู้ชมบางกลุ่มชักเริ่มสงสัยในตีมของซีรีส์เรื่องนี้เสียแล้ว

หลังจาก ปี พ.ศ. 2500 เป็นต้นมาดูเหมือนว่าดาราเจ้าบทบาทจะไปตกอยู่กับบุคคลในเครื่องแบบ การแย่งชิงบทดารานำของเหล่า “ขุนทหาร” ทำให้ตีมของซีรีส์ละครชุดนี้ดูผิดเพี้ยนไปทุกวันครับ

คนดูเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับละครชุดนี้เพราะถูก “บังคับ” ให้ดูแถมถูก “บังคับ”ให้ต้องสนุกด้วย ว่ากันว่าบทที่ขุนทหารเขียนขึ้นนั้นจืดชืดไร้รสชาติสิ้นดี จนคนดูรุ่นคุณปู่ของผมท่านเรียกซีรีส์ละครตอนนี้ว่า “เผด็จการ” ครับ

แต่ในที่สุดเมื่อเหล่าคนดูกลุ่มหนึ่งเริ่มทนไม่ไหวกับทละครที่จืดชืดอืดอาด เหล่าคนดูเลยลุกขึ้นมาปฏิวัติบทละครกันเสียใหม่เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ครับ

กล่าวกันว่าในวันนั้นผู้ชมละครเรือนแสนได้ออกมาต่อต้านคณะผู้จัดละคร ผู้กำกับ เหล่าดารานักแสดง จนทำให้คนเหล่านี้ต้องม้วนเสื่อกลับบ้านบางคนต้องหลีกลี้หนีหน้าไปต่างประเทศเลยทีเดียว

ดูเหมือนผู้ชมที่คิดก่อการในช่วงนั้นจะเรียกตัวเองว่า “คณะละครเดือนตุลา” นะครับ เพราะทุกวันนี้คณะละครชุดนี้ยังมีบทบาทอยู่ในฐานะมือเขียนบท มือกำกับหรือแม้แต่ดาราเจ้าบทบาท

แม้ว่าซีรีส์ตอนใหม่ที่ชื่อ “ประชาธิปไตยเบ่งบาน” จะถูกสร้างขึ้นมาด้วยความหวังอันเรืองรองของคณะละครเดือนตุลา แต่แล้วในที่สุดละครชุดนี้ก็ต้องม้วนเสื่อกลับบ้านไปครับ ด้วยเหตุผลมีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันในโรงละครเวทีแถวๆท่าพระจันทร์ สนามหลวงเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519

หลังจากนั้นผู้จัดละครได้ปล่อยซีรีส์ละครตอนที่ห้าซึ่งเริ่มต้นออกอากาศหลังเหตุการณ์นองเลือดครั้งนั้น และว่ากันว่าเป็นซีรีส์ที่สุดแสนจะน่าเบื่อเพราะตัวละครส่วนใหญ่มีทักษะการแสดงที่ค่อนข้างแข็งทื่อแถมยังไม่จัดเจนในการแสดงละครชุดนี้ นักวิชาการการละครเรียกซีรีส์ชุดนี้ว่า “อำมาตยาธิปไตย”ครับ

อย่างไรก็ตามซีรีส์ละครที่ผมดูอยู่นั้นมักถูกเซนเซอร์บ่อยครั้งโดยเฉพาะนักเซนเซอร์บทละครประชาธิปไตยชั้นดีที่มีรถถังอยู่ในมือ จะด้วยเจตนาอะไรก็แล้วแต่นักเซนเซอร์เหล่านี้มักถูกตราหน้าว่ามีความคิดล้าหลัง คับแคบ และไม่เป็นมืออาชีพ

หลังปี พ.ศ. 2530 เป็นต้นมา ผมเริ่มรู้สึกถึงความสนุกของซีรีส์ละครชุดนี้อย่างไรก็ตามซีรีส์ตอน “บุฟเฟต์คาบิเนต” ทำให้ผมรู้ซึ้งถึง “สันดาน” นักแสดงละครที่มักตะกละตะกราม ฉ้อฉลและลุแก่อำนาจ จนเป็นข้ออ้างให้นักเซนเซอร์เข้ามาเซนเซอร์บทละครอีกครั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534

แต่แล้วนักเซนเซอร์กลับอยากจะลองมาเป็นดาราเสียเองจนทำให้เหล่าคนดูโห่ไล่โดยเฉพาะคนดูที่ชอบเรียกตัวเองว่า “ชนชั้นกลาง” ท้ายที่สุดละครตอนนี้ก็จบด้วยการนองเลือด (อีกแล้ว) เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี พ.ศ.2535

เหล่าผู้สร้าง นักจัดละคร ผู้กำกับและนักแสดงเริ่มเข้าใจในตีมของเรื่องที่คณะราษฎรต้องการสื่อมากขึ้น พวกเขาเริ่มมาวางรากฐานเขียนบทกันใหม่และประกาศก้องกับชนชาวสยามหัวดำๆว่าซีรีส์ตอนใหม่ที่จะสร้างต่อไปนี้จะมอบสาระประโยชน์ต่อชาวสยามทุกคน

เหล่าคนดูเบิกบานแต่ท้ายที่สุดการณ์กลับเป็นว่าตัวละครกลุ่มใหม่ที่ชื่อว่า “นักธุรกิจการเมือง” และ “นักการเมืองโดยอาชีพ” ได้ทำให้บทละครบทนี้ดู “น้ำเน่า” ไปในที่สุดครับ

หลังวิกฤตการณ์เศรษฐกิจครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2540 คณะละครกลุ่มใหม่นามว่า “คณะไทยฮักไทย” (ออกเสียงแบบจาวเหนือครับ) ได้ทำให้ซีรีส์ละครเรื่องนี้เปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างสิ้นเชิง การผสมพันธุ์ระหว่างนักธุรกิจการเมืองและนักการเมืองโดยอาชีพทำให้คณะละครชุดนี้สามารถครองใจผู้ชมได้มากมายถล่มทลายหลังเปิดการแสดงเมื่อปี พ.ศ. 2544

อย่างไรก็ตามมีคนแอบกระซิบข้างหูผมว่าละครตอนนี้มีชื่อสั้นๆว่า “ประชาธิปไตยของนายทุน” ดูเหมือนชื่อไม่ค่อยน่ายินดีเท่าไรเพราะตีมของละครตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 นั้นจงใจจะให้ชื่อละครชุดนี้ว่า “ประชาธิปไตยของปวงชนชาวสยาม”

ในละครตอนนี้มีองก์หรือตอนย่อยๆของละครอยู่หลายตอน อาทิ องก์ “ประชานิยม” ที่เล่าเรื่องคณะละครไทยฮักไทยสามารถครองใจผู้ชมกลุ่มใหญ่ได้จากการเอาทรัพยากรรัฐมากระจายให้เหล่าคนดูอย่างทั่วถึง เหมือนเข้าโรงละครแล้วแจกน้ำอัดลม ยาดม ยาหม่อง “ฟรี”

จริงๆแล้วซีรีส์ตอน “ประชาธิปไตยของนายทุน” นั้นดูจะคล้ายคลึงกันกับละครฝรั่ง ละครญี่ปุ่น ละครเกาหลี เพราะ “นายทุน” คือ ผู้ที่พยายามเข้าไปเกาะกุมอำนาจทางเศรษฐกิจผ่านอำนาจทางการเมืองโดยใช้กระบวนการเลือกตั้งเป็นกลไกการแสวงหาอำนาจ

ขึ้นชื่อว่า “นายทุน”หรือ “ผู้ประกอบการ” (Entrepreneur) แล้ว ในทางเศรษฐศาสตร์หมายถึงผู้ที่รวบรวมปัจจัยการผลิตอย่างที่ดิน แรงงาน เครื่องจักร ตลอดจนทุนทางการเงินเพื่อผลิตสินค้าและบริการให้เกิดผลกำไรก่อนนำกำไรที่ได้มาลงทุนต่อ

แต่สำหรับ “นายทุนหรือผู้ประกอบการทางการเมือง” คือ กลุ่มทุนที่แสวงหาอำนาจรัฐผ่านกระบวนการเลือกตั้งโดยใช้ทักษะพิเศษรวบรวมเสียงหรือมุ้งต่างๆของเหล่านักเลือกตั้ง เพื่อสถาปนาอำนาจให้กับตนเองโดยมุ่งแสวงหากำไรให้พรรคและพวกพ้อง

อย่างไรก็ตามดูเหมือนคณะละครไทยฮักไทยจะไปไม่ได้ไกลนัก เพราะถูกนักเซนเซอร์เข้ามาตัดบทอีกรอบโทษฐานกำลังสร้างตัวอย่างที่ไม่ดีกับเด็กและเยาวชนชาวสยามโดยเฉพาะเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นของเหล่าดารานักแสดงนำ

คณะละครไทยฮักไทยปิดตัวลงอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก เหล่าดาราเจ้าบทบาทต่างระหกระเหินกระจัดกระจาย อย่างไรก็ตามอิทธิฤทธิ์ของเงินตราย่อมทำให้คณะละครชุดนี้กลับเข้ามาใหม่ในนาม “คณะละครพลังของประชาชน”

หลังวันที่ 23 ธันวาคม ปีที่แล้ว ผมเริ่มกลับมาติดตามละครชุดนี้อีกครั้งด้วยใจหวังอยากเห็นบทบาทใหม่ที่สร้างสรรค์และพัฒนาไปกว่าเดิม

แต่แล้วความหวังและความสนุกของผมก็ต้องมลายหายมอดไป เพราะ ดูเหมือนผู้ชมส่วนใหญ่ยังอยากเห็น “น้ำเน่า” ของซีรีส์ชุดนี้อยู่ น้ำเน่าที่ว่านั้นเต็มไปด้วยการปลิ้นปล้อน มดเท็จตอแหลของตัวละครตั้งแต่ระดับผู้เฒ่าลงไปกระทั่งตัวละครหน้าใหม่

หลังวันที่ 23 ธันวาคม ปีที่แล้ว เพื่อนผมบางคนแอบมากระซิบข้างหูว่าซีรีส์ละครที่มึงกับกูดูชุดนี้ดูเหมือนจะเป็นตอน “ประชาธิปไตยของหัวคะแนน”ว่ะ

ผมสวนกลับไปว่าหรือจะเป็น “ประชาธิปไตยของนอมินี” วะ

แต่ถึงที่สุดแล้วเราต่างต้องดูซีรีส์ละครเรื่องนี้ไปอย่างจำใจ แถมจะย้ายช่องเปลี่ยนไปดูเรื่องใหม่ก็ไม่ได้เพราะดูเหมือนทุกช่องจะพร้อมใจกันฉายละครเรื่องนี้ให้เราได้ชมอยู่ทุกวันใช่มั๊ยครับ

Hesse004


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6
TheQueenofNostalgia วันที่ : 30/01/2008 เวลา : 16.32 น.
http://www.oknation.net/blog/saisoi
Frankly my dear, I don't give a damn.

เขียนได้ยอดเยี่ยมจริงๆ คุณเฮสเส
โดยเฉพาะชื่อคณะละคร เห็นภาพมากๆ
ละครน้ำเน่าเรทติ้งดีเพราะคนดูชอบ
คนไม่ชอบก็มี แต่คนชอบละครน้ำเน่าและไทยรัฐมันมีเยอะกว่าอ่ะ
ความคิดเห็นที่ 5
เด็กชายก้อง วันที่ : 28/01/2008 เวลา : 15.44 น.
http://www.oknation.net/blog/jezt
หัวใจมีเหตุผลของมันเองที่สมองไม่มีวันจะเข้าใจ

ละครเรื่องนี้ ประธานคณะกรรมการโรงละครก็มีส่วนพอตัว
ตั้งแต่ประธานคนเก่าลาออกไป ประธานคนใหม่เข้ามา
ก็มีคนเข้าไปแอบพูดทำนองว่า ขุนทหารบางคนมาช่วยเสริมให้บารมีของประธานคณะกรรมการดูดีขึ้น กอปรกับท่านประธานก็เป็นคนขยัน ช่วยดูแลคนดูที่เข้ามาในโรงละครเป็นอย่างดี คนดูก็ชื่นชอบท่านเป็นอย่างมาก ก็ไม่ได้ติดใจอะไรกับท่าน ก็ยังให้ท่านทำงานในหน้าที่ของท่านประธานไป

ทีนี้ ปัญหามันมาเกิดตอนที่กองแบนยุคเผด็จการก็ทำเกินเหตุ หลังจากนั้น อีกนานสักหน่อย ประธานคณะที่ปรึกษาท่านประธานคณะกรรมการโรงละคร ยังติดใจกับบทบาทที่เคยเล่น ยังติดใจกับละครเรื่องนี้ เมื่อประกาศเลิกเล่นไปแล้ว และขึ้นไปเป็นที่ปรึกษาโรงละคร ยังลงมายุ่งกับบทละครด้วย แทนที่จะอยู่ในฝ่ายดูแลโรงละครอย่างเดียว ยุ่งกันใหญ่เลยทีนี้ พันกันไปใหญ่

ทีนี้จะแก้กันอย่างไรล่ะ ก็อยู่ที่คนดูนี่แหละครับ ต้องช่วยกันติเพื่อก่อ ช่วยกันวิพากษ์วิจารณ์ ละครตอนไหนมันห่วยแตก ก็ช่วยกันโห่ ตอนนั้น กองแบนมันเข้ามา ก็บอกไม่เอา เราดูกันเองได้ ส่วนตอนไหนมันเล่นดี ก็ต้องชมเขาบ้าง เพื่อเขาจะได้กำลังใจ เล่นให้ดีตลอดไป

แต่ก็นั่นแหละ จะไปบอกว่าละครมันเล่นห่วยอย่างเดียวก็ไม่ถูก ก็ในเมื่อคนดูส่วนใหญ่ ที่ไม่ใช่คุณและผม ยังชอบนักแสดงบางพวกอยู่ ละครมันก็เลยต้องน้ำเน่าตามใจคนดู ไม่งั้นก็ขายไม่ออก
มันก็เกี่ยวพันกันเช่นนี้แล
ความคิดเห็นที่ 4
apooh วันที่ : 28/01/2008 เวลา : 15.37 น.
http://www.oknation.net/blog/bedtaled
ในบางคราความรู้สึกที่ลึกล้ำ เหยียบย่ำย้ำในหัวใจเศร้า เมื่อมองเห็นเส้นทางระหว่างเรา เงียบเหงา ว้าเหว่วังเวงจำ (ดั่งดวงหฤทัย) : ทมยันตี

ปิดทีวี
เปิดหนังสือ
.
พักใจ พักตา พักสมองสักครู่
.
เปิดทีวีดูใหม่
เฮ้ออออออออออออออออออออ
ความคิดเห็นที่ 3
ซันตะวันยิ้ม วันที่ : 28/01/2008 เวลา : 15.18 น.
http://www.oknation.net/blog/suntawanyim

จริงๆ แล้วความจริงก็คือความจริง
ความคิดเห็นที่ 2
Supawan วันที่ : 28/01/2008 เวลา : 15.08 น.
http://www.oknation.net/blog/supawan

สวัสดีค่ะ ...

ขอบคุณ .. สำหรับบทความค่ะ
ความคิดเห็นที่ 1
เรือรบเมืองมั่น วันที่ : 28/01/2008 เวลา : 15.07 น.
http://www.oknation.net/blog/ruarob

ดู ๆ กันไปเถิดครับ คนติดตามชมนั้นมีอยู่เรื่อย ๆ เดี๋ยวนี้ละครเรื่องนี้มีแต่คนติดตามทั่วบ้านทั่วเมือง ต่างจากสมัยก่อนที่มีแค่ในเมือง หรือฮิตช่วงหาเสียงเท่านั้น แต่เดี๋ยวนี้บ้ากันทั้งปี คนที่ด่าว่าละครน้ำเน่าบ้างไร้สาระบ้าง จริง ๆ แล้วเขาอาจดูแค่ 5 นาทีก็เลิก แต่แฟน ๆ ประจำเขามีมหาศาลครับ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

"จูบสุดท้าย" ใน Cinema Paradiso

จูบสุดท้ายของ Cinema Paradiso กับดนตรีประกอบของ Ennio Morricone ได้ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังรักในดวงใจของใครหลายคนไปในทันใด

View All
<< มกราคม 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31