• hesse004
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hesse004@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-08-03
  • จำนวนเรื่อง : 58
  • จำนวนผู้ชม : 14856
  • จำนวนผู้โหวต : 45
  • ส่ง msg :
ออกกำลังความคิด
มาออกกำลังสมองกันเถอะ!
Permalink : http://www.oknation.net/blog/hesse004
วันศุกร์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2551
"All the King's Men" อำนาจทำให้คนเปลี่ยน
Posted by hesse004 , ผู้อ่าน : 224 , 01:29:58 น.  
พิมพ์หน้านี้


                      ภาพจาก www.teachwithmovies.org

กระบวนหนังการเมืองที่ผมดูแล้วรู้สึกประทับใจมีอย่างน้อย 3 เรื่อง ครับ เรื่องแรก คือ Wag the Dog (1997) ผลงานการกำกับของ แบรี่ เลวินสัน (Barry Levinson) หนังเล่าถึงการทำการตลาดทางการเมืองโดยอาศัยโปรดิวเซอร์กำกับหนังจาก Hollywood มาช่วยทำให้อดีตประธานาธิบดีผู้มีมลทินเรื่องเพศสามารถรักษาเก้าอี้ไว้ได้อีกสมัยหนึ่ง

หนังของนายเลวินสันนับเป็นหนังเสียดล้อนักการเมืองอเมริกันที่พยายามทำทุกอย่างเพื่อรักษาอำนาจของตัวเองไว้

สำหรับเรื่องที่สองนั้น Man of the Year (2006) ของนายเลวินสันคนเดิมครับ หนังเรื่องนี้สื่อให้เห็นความผิดพลาดของระบบคอมพิวเตอร์ในการนับคะแนนเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา

จะเห็นได้ว่างานของเลวินสันทั้งสองชิ้นล้วนสะท้อนให้เห็นทัศนวิจารณ์ทางการเมืองของเขาได้อย่างดี

และดูเหมือนเลวินสันจะไม่เชื่อมั่นในกระบวนการเลือกตั้งเท่าไรนักดูจาก Wag the Dog ที่เขาพยายามชี้ให้เห็นการสร้างภาพของเหล่านักการเมืองทั้งหลายที่พยายาม “หลอกแดก” ผู้ลงคะแนนเสียงด้วยผลงานในช่วงสองอาทิตย์สุดท้ายก่อนหย่อนบัตรลงคะแนน

ขณะที่ Man of the Year ที่เลวินสันให้นายทอม ดอบบ์ (Tom Dobbs) เป็นตัวแทนของความเบื่อหน่ายต่อระบบการเมืองแบบเก่าๆประเภท “นักการเมืองโดยอาชีพ” ที่พยายามสร้างภาพพจน์ให้ดูดีในสายตาประชาชน โดยเลวินสันจงใจให้ดอบบ์ที่นำแสดงโดย “โรบิน วิลเลียม” นักแสดงตลกปัญญาชนอเมริกัน คือ ตัวแทนเสียดสีรูปแบบการเล่นการเมืองแบบ Democrat หรือ Republican

ทัศนวิจารณ์ของเลวินสันทั้งสองเรื่องนั้นยิ่งตอกย้ำถึง “การเมือง”กับ “ทุน”ในระบอบประชาธิปไตยว่ามีความซับซ้อนสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ด้วยเหตุนี้เอง Political Marketing หรือ “การตลาดการเมือง” จึงมีความสำคัญอย่างมากในระบอบประชาธิปไตยที่อาศัยกระบวนการเลือกตั้งเป็นกลไกในการตัดสินใจเลือกผู้แทนและรัฐบาล

ผมไม่แน่ใจว่าเลวินสันได้รับอิทธิพลทางความคิดจากเหล่านักคิดของสำนักเศรษฐศาสตร์ที่ชื่อ Public Choice หรือไม่ แต่ที่แน่ๆหนังของเขาได้สะท้อนให้เห็นความเป็น “สัตว์เศรษฐกิจ”ของเหล่านักการเมืองในแง่ที่ต้องพยายามแสวงหาความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ตนเองและประสานประโยชน์ให้กับพวกพ้องสูงสุด (Utility Maximiztion for me and Profit Maximization for party)

เจ้าสำนัก Public Choice อย่างเจมส์ บูคาแนน (James Buchanan) คนละคนกับอดีตประธานาธิบดีอเมริกานะครับ และ กอร์ดอน ทอลลอค (Gordon Tullock) ได้ช่วยกันพัฒนาแนวคิดของ Public Chioce จนกลายเป็นที่ยอมรับในปัจจุบันว่านักการเมืองก็จัดอยู่ในจำพวก “สัตว์เศรษฐกิจ” จำพวกหนึ่งที่มุ่งแสวงหาประโยชน์สูงสุดให้กับตัวเองและกลุ่มผลประโยชน์หรือ Interested Group

นอกจากนี้งานของทอลลอคยังเป็นจุดเริ่มต้นของการอธิบายเรื่องของ Economic Rent Seeking หรือ การแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ นั่นเองครับ

งานของทอลลอคได้รับการต่อยอดจากนักเศรษฐศาสตร์หญิงชื่อดังนามว่า “แอน ครูเกอร์” (Ann O. Kruger) ครูเกอร์อธิบายการแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจโดยยกตัวอย่างการจำกัดโควต้าสินค้านำเข้าในตุรกีเมื่อ 40 กว่าปีมาแล้ว โดยเปเปอร์ของครูเกอร์นั้นได้ขยายพรมแดนความรู้เรื่องการแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจของนักการเมือง ข้าราชการ หรือผู้มีส่วนในอำนาจรัฐ จนองค์ความรู้ดังกล่าวพัฒนามาสู่เรื่องของ “เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการคอร์รัปชั่น” (Economics of Corruption) ในที่สุด

จะเห็นได้ว่าทัศนวิจารณ์ของนักเศรษฐศาสตร์สาย Public Choice ที่มีต่อ “นักการเมือง” และรัฐนั้นดูจะไม่ค่อยไว้เนื้อเชื่อใจสักเท่าไรนะครับ ซึ่งก็ดูเหมือนจะสอดคล้องกับคำพูดของท่านอาจารย์รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ที่เคยสรุปไว้ว่า

“สังคมไทยมีความคาดหวังจากอาชีพนักการเมืองสูงเกินกว่าระดับปุถุชน คนเป็นอันมากคาดหวังว่านักการเมืองจักต้องเสียสละประโยชน์สุขส่วนตัวเพื่อประโยชน์สุขส่วนรวม ความคาดหวังในลักษณะดังกล่าวนี้บางครั้งมีมากจนถึงขั้นที่มีแต่พระอรหันต์เท่านั้นที่จะเป็นนักการเมืองได้” (อ้างจากนพฤทธิ์ อนันอภิบุตร ,เจ้าบอมบ์เพื่อนผม, ใน การวิเคราะห์กระบวนการงบประมาณแผ่นดินในสภาผู้แทนราษฎรของไทย )

โอ้...ผมเตลิดไปไกลเชียว สำหรับหนังการเมืองเรื่องสุดท้ายที่ประทับใจนั้นเป็น หนังที่ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในเวทีออสการ์เมื่อปี ค.ศ.1949 ครับ หนังเรื่องนี้มีชื่อว่า “All the King’s Men” ผลงานการกำกับของนายโรเบิร์ต รอสเซ่น (Robert Rossen)

All the King’s Men เล่าเรื่องราวของชายผู้มีอุดมการณ์ทางการเมืองคนหนึ่งนามว่า “นายวิลลี่ สตาร์ก” (Willie Stark) แม้ว่า “วิล” จะเป็นคนที่มุ่งมั่นตั้งใจทำแต่สิ่งที่ดีแต่เขาก็ยังไม่ได้รับเลือกให้เป็นผู้แทนในเมืองชนบทเล็กๆได้

หนังดำเนินเรื่องโดยใช้บทบรรยายของ “แจ๊ค เบอร์เดน” (Jack Burden) นักข่าวหนุ่มที่เข้ามาทำข่าวเรื่อง “วิล” ตั้งแต่เป็นนักการเมืองกระจอกที่ไม่มีใครรู้จัก จนกระทั่งเขาได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของ “วิล” เมื่อเขาก้าวขึ้นสู่อำนาจสูงสุดในฐานะ “ผู้ว่าการรัฐ”

หนังเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากนิยายชิ้นเยี่ยมที่การันตีด้วยรางวัลพูลิตเซอร์ของ นายโรเบิร์ต เพนน์ วอร์เรน (Robert Penn Warren) ครับ

สารที่ทั้งผู้เขียนและผู้กำกับต้องการจะสื่ออยู่ที่ “อำนาจทำให้คนเปลี่ยน” ใช่แล้วครับ อำนาจก็เหมือนแหวนในเรื่อง Lord of the Ring ซึ่งมนุษย์อย่างเราๆยังคงเฝ้าแสวงหาและอยากครอบครองมันให้นานที่สุด

ผมเชื่อว่านักการเมืองหลายคนเริ่มต้นเข้าสู่การเมืองแบบ “วิลลี่ สตาร์ก” ด้วยความตั้งใจดี ปรารถนาอันแรงกล้าด้วยอุดมคติ ด้วยอุดมการณ์ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อไม่มีอำนาจ เราก็พูดได้ครับว่าเราอยากจะทำอย่างโน้นทำอย่างนี้ แต่พอมีอำนาจแล้วดูเหมือนมันจะมีทั้ง “มือและตีนที่มองไม่ค่อยเห็น” คอยมาดึงให้เราไม่สามารถทำอะไรได้ดั่งใจ แต่ไอ้มือหรือตีนที่ว่ามันอาจจะไม่สำคัญเท่ากับ “ใจ” ที่เปลี่ยนไปของเราหรือเปล่า?

ผมเชื่อว่าคนบางคนเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินชีวิตได้แต่อย่าเปลี่ยนแปลง “สาระ” ของชีวิตที่ตัวเองเป็นเลยครับ เพราะสาระของชีวิตมันย่อมสะท้อนให้เห็นถึง “จุดยืน”ที่เราเคยคิดเคยเชื่อว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้นมันคือสิ่งที่เราคิดว่าดีที่สุดแล้วและที่สำคัญคือไม่เบียดเบียนส่วนรวม

All the King’s Men ยังสะท้อนให้เห็น “ราคาที่นักการเมือง” ต้องจ่ายหากคิดจะขึ้นเป็นใหญ่และราคาที่ว่านั้นดูเหมือนจะแพงเสียด้วยเพราะมันแลกมาด้วยการแตกสลายของครอบครัว

บางทีนักการเมืองอาจทำให้คนพันคน หมื่นคน หรือแม้แต่คนสิบล้านคนรักตัวเองได้แต่อาจจะไม่สามารถทำให้ภรรยาและลูกที่รักหันกลับมารักเราได้

บทสุดท้ายของ All the King’s Men ทำให้ผมคิดถึงฉากตอนหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ปี พ.ศ.2544 ท่านผู้อ่านอยากรู้มั๊ยครับว่าฉากตอนนั้นคืออะไร? ลองกลับไปหาดูหนังเรื่องนี้สิครับ.... All the King’s Men

Hesse004

ปล. สำหรับ All the King ‘s Men ที่หยิบมาฝากเป็น Trailer ของหนังที่นำมารีเมคใหม่เมื่อปี ค.ศ.2006 ครับ โดยเป็นผลงานกำกับของ Steven Zaillian และได้ สุดหล่อมาดเซอร์อย่าง Sean Penn มารับบทเป็น Willie Stark ครับ (ที่มาของคลิปจาก Youtube ครับ)

>****


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4
apooh วันที่ : 01/02/2008 เวลา : 14.58 น.
http://www.oknation.net/blog/bedtaled
มีคนเคยบอกว่าเลขโปรดของเขาคือ 51ยังอีกไกลกว่าจะถึง100แต่ 51 ก็เกินครึ่งมาแล้ว

ดู Wag the Dog จบ แล้วเหว๋อไปเลย
แบบ .. ทำได้ขนาดนั้นเลยเหรอ !!
แต่ก็คิดว่า ความจริงคงไม่ได้ดีเด่ไปกว่านี้หรอก
ความคิดเห็นที่ 3
buppha วันที่ : 01/02/2008 เวลา : 13.40 น.
http://www.oknation.net/blog/supermom

เรื่องนี้ดูแล้วก็นึกย้อนถึงบ้านเมืองเราค่ะ (ดู version ใหม่ค่ะ) คาดไม่ถึงค่ะ เมื่อดูถึงตอนจบ
ความคิดเห็นที่ 2
Supawan วันที่ : 01/02/2008 เวลา : 05.34 น.
http://www.oknation.net/blog/supawan

สวัสดีวันศุกร์ค่ะ ...

เผลอเดี๋ยวเดียวก็หมดเดือนแรกของปีแล้วนะคะ .. วัน เวลา ผ่านไปรวดเร็วเหมือนกระพริบตา .. ใช้ชีวิตให้คุ้มค่า และมีความสุขในทุกอย่างที่ทำนะคะ..

*************************************************

ขอเชิญชวนบริจาคหนังสือ และแบ่งปันน้ำใจให้กับเด็กสระแก้ว ในโครงการสัญจรน้ำใจ oknation ที่เราจะเดินทางไปกันในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ที่จะถึงนี้ .. มาร่วมสร้างโอกาสให้เด็กๆกันนะคะ ..

http://www.oknation.net/blog/supawan/2008/01/28/entry-2
ความคิดเห็นที่ 1
เด็กชายก้อง วันที่ : 01/02/2008 เวลา : 02.11 น.
http://www.oknation.net/blog/jezt
หัวใจมีเหตุผลของมันเองที่สมองไม่มีวันจะเข้าใจ

3 สิงหาคม 2544..
วันที่ท่านผู้ทรงความยุติธรรม ประมาณ 10 กว่าท่าน
ตัดสินลงมติเกินครึ่งว่า ท่านผู้มีอำนาจคนหนึ่งไม่ได้กระทำผิด
ซึ่งก่อนหน้านี้ ท่านผู้มีอำนาจในขณะนั้นได้ให้ถ้อยความต่อคณะผู้ทรงความยุติธรรมไว้ว่า..
การกระทำของเขาเป็นการบกพร่องโดยสุจริต
พดถึงฉากนี้ ผมคงต้องหาหนังเรื่องนี้มาชม ว่าตอนจบของเรื่องจะเป็นเช่นไร
ส่วนประเด็นที่พูดถึงว่า อำนาจทำให้คนเปลี่ยน
ช่วงหลังวันที่ 3 สิงหาคม ไม่กี่ปี แต่ก็ไม่นานจนครบวาระ 4 ปี นั้น มีเพื่อนมาคุยกับผมว่า หัวหน้าพรรคที่ดูหนุ่มๆ หน้าตาดี ท่าทางเป็นคนดี หากได้ขึ้นมาเป็นผู้นำฝ่ายบริหาร คงไม่บ้าอำนาจเหมือนคนที่เป็นอยู่
ผมยิ้ม ก่อนจะตอบเพื่อนผู้นี้ว่า "เคยได้ยินมาว่า มีนักข่าวไปถามหัวหน้าพรรคท่านนี้ว่า หากได้ขึ้นเป็นอย่างเขาบ้าง จะบ้าอำนาจไหม"
หัวหน้าพรรคท่านนั้น ยิ้มก่อนจะตอบเช่นผมว่า "ไม่ทราบเหมือนกัน เพราะผมยังไม่เคยเป็น"...
แสดงความคิดเห็น

  ล๊อกอินเข้าสู้ระบบ คลิกที่นี่   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
ขอขอบคุณ OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

"จูบสุดท้าย" ใน Cinema Paradiso

จูบสุดท้ายของ Cinema Paradiso กับดนตรีประกอบของ Ennio Morricone ได้ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังรักในดวงใจของใครหลายคนไปในทันใด

View All
<< กุมภาพันธ์ 2008 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29