• hesse004
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hesse004@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-08-03
  • จำนวนเรื่อง : 58
  • จำนวนผู้ชม : 14859
  • จำนวนผู้โหวต : 45
  • ส่ง msg :
ออกกำลังความคิด
มาออกกำลังสมองกันเถอะ!
Permalink : http://www.oknation.net/blog/hesse004
วันพุธ ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551
ใครๆก็อยากเป็น “เสนาบดี” เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการซื้อขาย “สถานะ”
Posted by hesse004 , ผู้อ่าน : 180 , 23:16:54 น.  
พิมพ์หน้านี้


เสน่ห์อย่างหนึ่งของการเรียนวิชา “เศรษฐศาสตร์” คือ การอธิบายเหตุผลบางเรื่องที่คนปกติธรรมดาเขาไม่ค่อยนึกถึงกันครับ และบางครั้งเจ้าคำอธิบายเหล่านี้มักมาพร้อมกับสมการคณิตศาสตร์ตลอดจนเส้นกราฟที่ยุ่งเหยิงดูอิรุงตุงนัง

อย่างไรก็ตาม “ตรรกะ” หรือ Logic ดูจะเป็นสิ่งที่อาจารย์สอนวิชาเศรษฐศาสตร์พร่ำย้ำให้เหล่านักเรียนเศรษฐศาสตร์นั้นพึงมีเสมอเวลาจะวิเคราะห์หรืออธิบายเหตุการณ์ต่างๆทางเศรษฐกิจครับ

แรกเริ่มเดิมที ผมเคยเข้าใจว่าวิชาเศรษฐศาสตร์จะต้องกล่าวถึงอุปสงค์ (Demand) อุปทาน (Supply) ตลอดจนตลาดสินค้าและบริการ (Market) ซึ่งเนื้อหาที่กล่าวมานี้ปรากฏในวิชาเศรษฐศาสตร์จุลภาคหรือ Microeconomics นั่นเองครับ

นอกจากนี้ผมยังเคยเข้าใจว่าเศรษฐศาสตร์จะต้องพูดถึงเรื่องเงินๆทองๆ โดยเฉพาะการดำเนินนโยบายการเงินการคลังของรัฐบาล พูดถึง อัตราการจำเริญเติบโตทางเศรษฐกิจ อัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย เงินเฟ้อ การว่างงาน ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่ก็อยู่ในวิชาเศรษฐศาสตร์มหภาคหรือ Macroeconomics

แต่แท้จริงแล้ววิชาเศรษฐศาสตร์ดูจะมีมากกว่าที่ผมกล่าวถึงครับ สิ่งที่เรียนท่านผู้อ่านไปข้างต้นปรากฏอยู่ในตำราหลักเศรษฐศาสตร์จุลภาคและมหภาค แต่สำหรับชีวิตจริงแล้วดูเหมือนเราจะสัมพันธ์กับวิธีคิดแบบเศรษฐศาสตร์อยู่ตลอดเวลา

หลายต่อหลายคนดูจะกระแนะกระแหนความเป็นวิชาการ (เสียเหลือเกิน)ของ นักเศรษฐศาสตร์จนหลายครั้งดูเหมือนจะพูดจากับชาวบ้านอย่างเราๆไม่ค่อยรู้เรื่อง ไม่รู้ว่านี่จะเป็นอีกเหตุหนึ่งของรัฐบาลใหม่หรือเปล่าที่ตัดสินใจเลือก “อดีตคุณหมอ” มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และเลือก“อดีตพยาบาล” มาเป็นรัฐมนตรีช่วยคลัง คงเพราะเห็นนักเศรษฐศาสตร์พูดไม่รู้เรื่องหรืออาจจะมองว่าทำงานไม่เป็นก็เลยเอาหมอกับพยาบาลมาดูแลเศรษฐกิจเลยดีกว่า เห็นมั๊ยครับว่า ใครๆก็ทำงานด้านเศรษฐกิจได้แต่อาจจะยกเว้นตัวนักเศรษฐศาสตร์เอง

ผมนอกเรื่องนอกราวไปไกลเสียแล้ว จริงๆแล้วเอนทรี่นี้อยากเล่าเรื่องงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ. 1984 ครับ งานชิ้นนี้เป็นผลผลิตของนักเศรษฐศาสตร์นามว่า “โรเบิร์ต แฟรงค์” (Robert H. Frank) ครับ

“แฟรงค์” เป็นนักเศรษฐศาสตร์อเมริกัน ปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยคอร์แนล (Cornell) ชื่อชั้นของแฟรงค์จัดเป็น “ป๊อปอีโคโนมิสต์”คนหนึ่ง ซึ่งมีผลงานตีพิมพ์ในฐานะคอลัมนิสต์ของหนังสือพิมพ์ New York Times โดยคอลัมน์ที่อาจารย์แฟรงค์เขียนนั้นใช้ชื่อว่า “Economic Scene” ครับ

แฟรงค์เองพยายามอธิบายเรื่องราวใกล้ตัวในมุมมองเศรษฐศาสตร์โดยเฉพาะการหยิบเอาทฤษฎีเศรษฐศาสตร์จุลภาคมาย่อยสลายให้ผู้อ่านอย่างเราๆได้เข้าใจใน “ตรรกะ”และวิธีคิดของมนุษย์ในมุมมองเศรษฐศาสตร์

ผลงานทางวิชาการของแฟรงค์ที่ดูจะโด่งดังในโลกวิชาการ คือ การจับคู่กับนายเบน เบอนานกี้ (Ben Bernanke) เจ้าของเก้าอี้ประธาน FED คนปัจจุบัน โดยทั้งคู่ร่วมกันแต่งตำรา Principles of Economics (2001) ซึ่งตำราเล่มนี้มีการแปลเป็นภาษาจีนด้วยเมื่อปี ค.ศ. 2005 ครับ

สำหรับเปเปอร์ของแฟรงค์ที่ผมอยากเล่าถึงนี้มีชื่อว่า “Are Workers Paid Their Marginal Products?” งานชิ้นนี้ตีพิมพ์ใน American Economic Review วารสารวิชาการทางเศรษฐศาสตร์ที่ว่ากันว่าดีที่สุดในทัศนะของนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก

งานชิ้นนี้เริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามว่าจริงหรือเปล่าที่คนงานได้รับค่าแรงตามผลิตภาพที่ตัวเองมี ไอ้คำว่า “ผลิตภาพ” เนี่ยอธิบายเป็ยภาษาเราๆยากเหมือนกันนะครับ เอาเป็นว่าหากนาย ก. เป็นคนงานในโรงงานรองเท้า เฉพาะ ก. คนเดียวสามารถผลิตรองเท้าได้ 50 คู่ ใน 1 วัน เทียบกับ ข. ผลิตได้ 100 คู่ นั่นก็แสดงว่า ข. ต้องเก่งกว่า ก. แน่ เพราะพี่แกผลิตได้เยอะกว่าภายใต้ข้อสมมติที่นักเศรษฐศาสตร์ชอบใช้ว่ารองเท้าที่ผลิตเป็นรองเท้าชนิดเดียวกัน

ดังนั้นตามหลักแล้ว ข. ควรได้ค่าจ้างมากกว่า ก. ครับ การอธิบายแบบกำปั้นทุบดินเช่นนี้ทำให้ตลาดแรงงานเกิดขึ้น นายจ้างจะจ่ายค่าแรงให้ ข. มากกว่า ก. เพราะในสายตานายจ้าง ข. ทำงานได้ดีกว่า ก.

แต่อย่างไรก็ตาม “แฟรงค์” แกสังเกตว่าทำไมบางคนที่มีผลิตภาพสูงกว่าจึงทนยอมรับเงินค่าจ้างที่ต่ำกว่าผลิตภาพที่สะท้อนความสามารถของตัวเอง แฟรงก์แกอธิบายเรื่องนี้โดยใช้คำว่า Status หรือ “สถานะ” เป็นเครื่องอธิบายครับ

“แฟรงค์” บอกว่า สถานะหรือตำแหน่งหน้าที่การงานของ ข. นั้น คือ เหตุผลที่ทำให้ ข. เลือกทนรับค่าจ้างที่ต่ำกว่าผลิตภาพตัวเอง นี่เป็นเหตุผลที่อธิบายว่าทำไมยังมีคนยังอยากรับราชการอยู่ทั้งๆที่เงินเดือนก็ไม่มากมายนัก เท่านั้นยังไม่พอครับแฟรงค์ยังบอกว่าที่ ข. ทนอยู่ได้เพราะ ข. มีความต้องการที่จะซื้อสินค้าที่เรียกว่า “สถานะ” จาก ก. โดย ก. เป็นผู้ผลิตสินค้าสถานะให้กับ ข. ในสถานะที่ ก. ยอมรับว่า ข. อยู่ในสถานะที่เหนือกว่าสูงกว่า นั่นอาจหมายถึงนายจ้างอาจมอบหมายให้ ข. เป็นหัวหน้า ก. เพราะเห็นว่า ข. เก่งกว่า

แฟรงค์มองสถานะในลักษณะ “สินค้า” ประเภทหนึ่งที่มีดีมานด์และซัพพลายจนก่อให้เกิดตลาดในที่สุดครับ วิธีการอธิบายของแฟรงค์ทำให้เราสามารถหาเหตุผลได้ว่าทำไม “ผู้ว่ากรุงเทพมหานาคร”จึงยอมมารับเงินเดือนหกเจ็ดหมื่นทั้งๆที่ถ้าอยู่ภาคเอกชนเขาอาจได้เงินเดือนตามผลิตภาพที่สูงของเขาหรือทั้งๆที่ก่อนจะเข้ามาดำรงตำแหน่งนั้นอาจจะลงทุนหาเสียงไปเยอะแล้วทำไมจึงต้องมานั่งรับเงินไม่กี่หมื่น เหตุผลที่ว่าคือ เขายินดีที่จะบริโภคสินค้าสถานะในตำแหน่งผู้ว่า กทม.นั่นเอง

และนี่ก็เป็นเหตุผลที่แฟรงค์อธิบายว่าทำไมปัจจุบันองค์กรธุรกิจจึงเต็มไปด้วยตำแหน่ง Vice President เยอะเหลือเกิน ก็ด้วยเหตุผลที่ว่าคนเหล่านี้พึงพอใจที่จะบริโภคสินค้าสถานะ “Vice President” ที่ธุรกิจนั้นมอบให้

บางทีการซื้อตัวหรือชิงตัวคนเก่งๆนั้น อาจจะไม่ได้แค่เอาเงินเดือนสูงๆมาล่อหลอกกันอย่างเดียวแต่อาจมีการขายสินค้าสถานะเช่นให้ตำแหน่งที่สูงขึ้นกับองค์กรใหม่ที่จะไปสังกัด อย่างในอดีตที่ “สตีฟ แมคคลาเรน” ยอมจากเดอะโบโร่มาคุมทีมชาติอังกฤษก็เพราะสมาคมฟุตบอลอังกฤษขายสินค้าสถานะที่ชื่อว่า “ผู้จัดการฟุตบอลทีมชาติอังกฤษ” ให้แมคคลาเรน

ด้วยเหตุนี้เองพลันที่ผมเห็นรายชื่อคณะรัฐมนตรีเสนาบดีชุดใหม่ ผมจึงถึงบางอ้อว่าผู้จัดการรัฐบาลสยามได้ขายสินค้าสถานะ “ตำแหน่งเสนาบดีกระทรวง” ให้ท่านเหล่านั้นที่สู้อุตส่าห์เสียสละความสุขส่วนตัวมารับเงินเดือนแสนกว่าบาททั้งๆที่ท่านเหล่านั้นอาจจะหาเงินได้มากกว่าเงินเดือนตำแหน่งเสนาบดีเสียอีก

แต่ เอ! ผมไม่แน่ใจว่าผลิตภาพของท่านเสนาบดีชุดใหม่นี้จะสูงกว่าเงินเดือนที่ท่านจะมารับตำแหน่งหรือเปล่าครับ? สงสัยต้องถามท่านอาจารย์แฟรงค์เสียแล้ว

Hesse004

เอื้อเฟื้อภาพจากWebsite ของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจครับ


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 9
apooh วันที่ : 14/02/2008 เวลา : 16.56 น.
http://www.oknation.net/blog/bedtaled
มีคนเคยบอกว่าเลขโปรดของเขาคือ 51ยังอีกไกลกว่าจะถึง100แต่ 51 ก็เกินครึ่งมาแล้ว

คุณธวัชชัย
ชลิดามาเยี่ยมค่ะ

ความคิดเห็นที่ 8
plutothedog วันที่ : 14/02/2008 เวลา : 11.42 น.
http://www.oknation.net/blog/muqpum

สวัสดีคุณ hesse ยินดีที่ได้รู้จัก!

ประโยคตบท้ายนี่ตรงกับที่คิดไว้ในหัวเลยค่ะ 55
เศรษฐศาสตร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวจริง ก่อนนี้อ่านหนังสือของคุณวรากรณ์ ก็บอกเรื่องเศรษฐได้สนุกดี
ความคิดเห็นที่ 7
lost-in-space วันที่ : 10/02/2008 เวลา : 18.42 น.
http://www.oknation.net/blog/lostinspace
สิ่งที่เหนือไปกว่าการให้อภัย คือ "การลืม(มันซะ)"

สถานะ ที่ว่า น่าจะหมายถึงการได้ยกระดับ "ความมีหน้ามีตา ความมีเกียรติ" ของตัวได้หรือเปล่า แม้ตัวเงินเงินที่ได้รับจะดูน้อยนิด เมื่อเปรียบเทียบกับการทำงานในอีกองค์กรหนึ่ง

แต่ในระยะยาว สถานะ ที่ว่าสามารถต่อยอดไปทำอะไรอย่างอื่นที่ได้ผลประโยขน์มากกว่าเงินเดือนที่ได้รับอยู่หลายเท่าทวีคูณ (ผลประโยชน์ที่กว่าจะเป็นเพื่อส่วนรวม หรือส่วนตัว นั่นก็อีกกรณีหนึ่ง) คนบางคนจึงไม่เกี่ยงเรื่องตัวเงิน
ความคิดเห็นที่ 6
TheQueenofNostalgia วันที่ : 10/02/2008 เวลา : 13.23 น.
http://www.oknation.net/blog/saisoi
Frankly my dear, I don't give a damn.

ผลิตภาพอาจต่ำกว่าที่ควร
แต่ผลประโยชน์เบื้องหลังนั้น มหาศาล
ความคิดเห็นที่ 5
apooh วันที่ : 10/02/2008 เวลา : 13.19 น.
http://www.oknation.net/blog/bedtaled
มีคนเคยบอกว่าเลขโปรดของเขาคือ 51ยังอีกไกลกว่าจะถึง100แต่ 51 ก็เกินครึ่งมาแล้ว

รู้แต่ว่ากังวลเยอะค่ะ ที่ คนดูแลกระทรวงด้านเศรษฐกิจ ดูไม่เหมาะ นี่เป็นเรืองของประเทศนะคะ ทำเป็นเล่นไป
ความคิดเห็นที่ 4
kilroy วันที่ : 07/02/2008 เวลา : 00.26 น.
http://www.oknation.net/blog/kilroy

-1-
แหม ! คุณhesse นี่บทจะเสียดสีขึ้นมาก็ทำได้ถึงจริง ๆ ครับ ที่ว่าใคร ๆ ก็เป็น รมว.คลังได้ยกเว้นนักศศ. ต้องติดตามดูกันต่อไปว่า หมอ และ พยาบาล จะบริหารนโยบาย ศก.มหภาคอย่างไร อาจเป็นกรณีศึกษาใน Macroecnomics เอดิชั่นถัดไปของแมนคิวก็ได้นะ 5555+

-2-
ขอบคุณที่เขียนชื่อภาษาไทยของประธาน FED คนปัจจุบันให้ได้อ่านกันจะ ๆ นสพ.บ้านเราเขียนเป็นเบอร์นันเก้กันเสียส่วนใหญ่ ที่ถูกต้องตามที่เจ้าของบล็อกเขียนนี่ล่ะครับ

-3-
"สถานะ" เป็นสินค้าตัวหนึ่งจริง ๆ เสียด้วย จะว่าไปแล้วก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ในมิติของศาสตร์สาขาอื่น หลักนี้อธิบายด้วย Hierarchy of Needs ของ Maslow ก็เข้าใจกันได้ แต่อย่างที่คุณ hesse บอกล่ะครับพวกนีโอคลาสสิคทำอะไรธรรมดา ๆ ไม่เป็นจะผนวกเรื่องนี้เข้ามาก็ต้องโยงไปถึง marginal product ที่เรา ๆ ท่าน ๆ ผลิตออกมาได้เสียก่อนแล้วถึงนำมิติทางสังคมเข้ามาเชื่อมโยงให้มันปวดหัวเล่น หรือที่เรียกว่าตรรกะตามแบบแผนวิธีคิดนี่ล่ะ

สรุปเป็นเอนทรีที่ครบทุกรสและคมระดับหนึ่ง แปลว่าคุณ hesse ยังคมได้มากกว่านี้อีก คงยั้ง ๆ มือไว้ไม่ให้หลุดโลกเกินไป

สวัสดีครับ
ความคิดเห็นที่ 3
kilroy วันที่ : 07/02/2008 เวลา : 00.12 น.
http://www.oknation.net/blog/kilroy

ปรบมือ.....พร้อมโหวต #35 ให้กับเอนทรีนี้
ความคิดเห็นที่ 2
kunbig95 วันที่ : 07/02/2008 เวลา : 00.01 น.
http://www.oknation.net/blog/kunbig99

เอาไว้จะมาอ่านต่อ

คำฝาก ถ้าคนเห็นแก่ตัว แล้วจะเอาอะไรมาเสียสละ 555
ความคิดเห็นที่ 1
มิสนอราห์ วันที่ : 06/02/2008 เวลา : 23.28 น.
http://www.oknation.net/blog/missnorah

มันส์จังค่ะ
เป็นทฤษฎีที่อธิบายความเป็นมนุษย์เงินเดือนได้ดี

แต่เราเชื่อว่า เสนาบดี ที่ว่ากันว่าหลายคนผลิตภาพต่ำกว่าเงินเดือนที่ได้รับ บางคนคงต้องให้โอกาสทำงานก่อน (ก็จำนวนหนึ่งไม่เคยเป็นรมต.กันมานี่เนอะ-อันนี้มองในแง่ดี เพราะไม่รู้จะทำอะไรได้มากกว่านี้แล้ว ฮ่า)

แต่ในหลักศศ. มันมีปัจจัยเงื่อนไขอะไรอื่นเสริมมั้ยคะ เพราะเชื่อว่าบางคนไม่ได้อยากได้แค่สถานะ ตำแหน่งแน่นอน เพราะในตำแหน่งนั้นได้แอบสร้างผลิตภาพซ่อนเงื่อนได้อีกบาน หรือผลิตภาพที่ไปออกดอกออกผลในทางอ้อมอีกบานเช่นกัน

ยืมคำพี่คนนึงบอกถึงครม.ชุดนี้ว่า ไม่ต้องช่วยเหลือเสียสละเพื่อประเทศชาติแล้วล่ะ 5 5 5
แสดงความคิดเห็น

  ล๊อกอินเข้าสู้ระบบ คลิกที่นี่   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
ขอขอบคุณ OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

"จูบสุดท้าย" ใน Cinema Paradiso

จูบสุดท้ายของ Cinema Paradiso กับดนตรีประกอบของ Ennio Morricone ได้ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังรักในดวงใจของใครหลายคนไปในทันใด

View All
<< กุมภาพันธ์ 2008 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29