วันอาทิตย์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2551
"ราฟาเอล เบนิเตซ" เหยื่อของทุนนิยมฟุตบอล
Posted by
hesse004
,
ผู้อ่าน : 315
, 03:07:16 น.
พิมพ์หน้านี้
|
 ในฐานะที่ผมเป็นแฟนของทีม หงส์แดง ลิเวอร์พูล ที่พักหลังมักถูกค่อยขอดว่าเป็น เป็ดแดง บ้างล่ะ เป็น นกกระเด้าลมแดง บ้างล่ะ ซึ่งจะว่าไปแล้วมันก็จริงอย่างที่ใครหลายคนพูดนะครับ
พลันที่ทีมรักพ่ายต่อทีมจากเดอะแชมป์เปี้ยนชิพ อย่าง บาร์นสลี่ย์ ผมเชื่อว่าศรัทธาของแฟนบอลที่มีต่อลิเวอร์พูลดูจะค่อยๆจางจืดไป ด้วยเหตุผลที่ว่า เชียร์ไม่ขึ้น นั่นเอง
ผมตั้งคำถามเล่นๆกับน้องชายที่เป็นเหล่า The Kop ด้วยกันว่า ปีนี้เป็นปีชงของ เบนิเตซ หรือเปล่าวะ? น้องชายผมหัวเราะแล้วตอบกลับมาว่าดูเหมือนมันจะชงมาหลายปีแล้วนะเฮีย
เกียรติยศของลิเวอร์พูลดูจะเกรียงไกรจนน่าหมั่นไส้ ด้วยความที่ชื่อของสโมสรแห่งนี้กวาดแชมป์ลีกสูงสุดในเกาะบริเตนถึง 18 สมัย กวาดแชมป์เอฟเอคัพมา 7 รอบ ชูถ้วยบอลลีกคัพหรือมิคกัเมาส์คัพอีก 7 ครั้ง แถมด้วยการครองเจ้ายุโรปอีก 5 สมัย แหม! ทำไปได้
อย่างไรก็ตามเกียรติยศเหล่านี้ดูจะกลายเป็น อดีต ไปเสียแล้วครับ เป็นอดีตที่ทำให้ทั้งผู้จัดการทีม นักฟุตบอลและแฟนบอลต่างคาดหวังการกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งเหมือนที่พวกเขาเคยทำได้เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว
ทุกวันนี้ดูเหมือนว่า ฟุตบอล จะกลายเป็นสินค้าตัวหนึ่งในระบบทุนวัฒนธรรมที่ทำให้องค์กรธุรกิจอย่าง พรีเมียร์ชิพ ซึ่งเปรียบเสมือนบรรษัทข้ามชาติที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในเกาะอังกฤษนั้นสามารถส่งออกสินค้าตัวนี้ไปยังประเทศต่างๆทั่วโลกโดยอาศัยการถ่ายทอดสดผ่านดาวเทียม และได้รายได้หลักจาก การขายลิขสิทธิ์การถ่ายทอด
ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจครับว่า ทุกวันนี้เราได้บริโภค บริการฟุตบอลบันเทิงกันทุกอาทิตย์แถมมีสินค้าให้เลือกหลากหลายทั้ง พรีเมียร์ชิพ ลาลีกา กัลโช่ซีรีส์อา ลีกเอิง เป็นต้น
ในฐานะผู้บริโภคเรามักจะต้องหาทีมเชียร์ให้กับตัวเอง เพื่อจะได้ดูบอลอย่างมีรสชาติไงครับ ในขณะเดียวกันการบริโภคฟุตบอลบันเทิงแบบ ลงทุน ก็อาจทำได้เพียงแค่ซื้อหนังสือพิมพ์กีฬา เปิดดูอัตราต่อรอง แล้วโทรไปแทงบอลกับ โต๊ะ
สำหรับประเทศที่มีชนชั้นปกครองประเภท มือถือสากปากถือศีล นั้น ผมยังเชื่อว่าธุรกิจการพนันฟุตบอลจะดำรงอยู่ได้ตราบเท่าที่มีเกมลูกหนังให้เราได้ดูกัน
นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 90 เป็นต้นมา พรีเมียร์ชิพ คือ หัวขบวนในการนำพาให้ฟุตบอลลีกเมืองผู้ดีกลายเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก แม้ว่าก่อนหน้านี้ เกมลูกหนัง จากเกาะบริเตนจะเป็นวัฒนธรรมประจำชาติของอิงลิชชน ที่ทุกวันเสาร์จะต้องหอบลูกจูงหลานไปดูฟุตบอลจนเป็นที่มาของคำว่า When the saturaday comes
พรีเมียร์ชิพ ค่อยๆขายสินค้าฟุตบอลบันเทิง แบบค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากการสร้างกระแสโปรโมตทีมอย่างลิเวอร์พูล แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด และอาร์เซนอล ทำให้สามทีมนี้กลายเป็นทีมที่มีผู้ชมจากทั่วโลกติดตามผลงานมากที่สุด
อย่างไรก็ตามสินค้าฟุตบอลบันเทิงที่ พรีเมียร์ชิพ ผลิตขึ้นนี้ ไปเตะตาองค์กรโลกบาลทางฟุตบอลของยุโรปอย่าง ยูฟ่า จนทำให้ยูฟ่าตัดสินใจยกเลิกเกมยูโรเปี้ยนคัพเดิมและหันมาผลิตสินค้าฟุตบอลบันเทิงในชื่อ ยูฟ่าแชมป์เปี้ยน ลีก ด้วยวัตถุประสงค์ทางรายได้และผลกำไรของทั้งผู้จัดรายการและสโมสรฟุตบอล
ด้วยเหตุนี้เอง ชื่อเสียงเรียงนามของทีมนอกเกาะอังกฤษอย่าง รีล มาดริด , เอซี มิลาน , บาร์เซโลน่า , ยูเวนตุส , เอฟซีปอร์โต้ มาจนกระทั่งทีมอย่าง มัคคาบี้ ไฮฟา จึงกลายเป็นทีมที่คุ้นหูคุ้นตามากกว่าสโมสรฟุตบอลในประเทศเราอย่าง ทหารอากาศ , ท่าเรือ, ราชประชา อ้อ !แม้กระทั่ง ทีมกุยบุรี ครับ
ฟุตบอลในทศวรรษที่ 90 ได้ขยายพรมแดนการชมจากสนามฟุตบอลมาสู่จอโทรทัศน์ ระบบลิขสิทธิ์การถ่ายสดจึงถูกนำมาใช้ พร้อมๆกับการขายสินค้าและบริการประเภทอื่นๆพ่วงเข้าไป ดูเหมือนเราจะปฏิเสธไม่ได้ว่าฟุตบอลได้กลายเป็น อุตสาหกรรมบริการที่ทำให้ธุรกิจอื่นๆเจริญเติบโตไปด้วย ตั้งแต่สื่อสิ่งพิมพ์ รวมไปถึงโต๊ะแทงบอล
ขณะที่โลกของฟุตบอลได้ก้าวไปด้วยแรงส่งของระบบทุนนิยมนั้น นอกเหนือจากสโมสรฟุตบอลจะได้กำไรจากการขายบัตร ลิขสิทธิ์จากการถ่ายทอดสดแล้ว ตัวนักฟุตบอลเองก็มีรายได้เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับรายได้ของนักเตะในรุ่นคุณพ่อ หรือรุ่นคุณปู่
นักฟุตบอล กลายเป็น แรงงานที่มีทักษะ (Skill labor) ที่มีรายได้ไม่แพ้อาชีพอย่างหมอ วิศวกร หรือ ทนายความเลยก็ว่าได้ เช่นเดียวกับ ผู้จัดการทีม ที่กลายเป็นอาชีพที่ขาดไม่ได้สำหรับกีฬาลูกหนังในยุคโลกาภิวัฒน์
สำหรับ ลิเวอร์พูล แล้วชื่อของ บิล แชงคลีย์ , บ๊อบ เพรสลีย์ , โจ เฟแกน และ เคนนี่ ดัลกลิช ดูจะเป็นที่จดจำมากที่สุด เพราะทั้งสี่คนนี้ได้สร้างให้ลิเวอร์พูลเกรียงไกรจนมีแฟนบอลยอมตะโกนแหกปากร้อง You will never walk alone กันทุกนัด
อย่างไรก็ตามชื่อของผู้จัดการทีมอย่าง แกรม ซูเนสส์ , รอย อีแวนส์ และ เชราร์ อุลลิเยร์ ดูจะเป็นชื่อที่แฟนบอลไม่อยากจดจำมากที่สุด สาเหตุเพราะ พวกเขาไม่สามารถนำพา หงส์แดง ตัวนี้ขยับปีกขึ้นสูงกว่าสี่คนที่กล่าวมาข้างต้น
จริงๆแล้ว ลิเวอร์พูล เป็นสโมสรที่ปรับตัวไม่ทันกับสภาพของทุนนิยมฟุตบอลต่างหาก ที่ผมเชื่อเช่นนี้เพราะลิเวอร์พูลดูจะขยับตัวช้ากว่าคู่แข่งสำคัญๆอย่าง แมนยูไนเต็ด อาร์เซนอลหรือแม้แต่เชลซีเสมอ การขยับตัวช้าส่วนหนึ่งมาจากการหลงระเริงกับความสำเร็จเมื่อครั้งโบราณ โดยเฉพาะความเชื่อที่ว่าตัวเอง คือ สโมสรฟุตบอลที่ดีที่สุดในเกาะอังกฤษ
ดูเหมือนความเชื่อเหล่านี้พลอยจะฝังหัวไปในกลุ่มแฟนบอลที่จงรักภักดีต่อสโมสรมาตลอดซึ่งรวมทั้งผมด้วยครับ แต่แท้จริงการบริหารสโมสร ลิเวอร์พูล ดูจะผิดพลาดหลายเรื่อง นับตั้งแต่พรีเมียร์ชิพเริ่มเปิดฉากเมื่อปี 1992
ความผิดพลาดดังกล่าวเริ่มตั้งแต่การปล่อยให้ ซูอี้ เข้ามาทำลายโครงสร้างทีมที่ดีที่สุดในยุคปลาย 80 ของลิเวอร์พูลที่คิงเคนนี่ สร้างไว้ การผลักให้ อีแวนส์ หนึ่งในสตาฟฟ์บูทรูมเข้ามารับผิดชอบภาระอันหนักหน่วงในช่วงกลางทศวรรษที่ 90 ทั้งๆที่เขาทำได้แค่เพียงสร้างทีมชุด สไปซ์บอย ขึ้นมา หรือ การปล่อยให้ อุลลิเยร์ ใช้เงินซื้อนักเตะอย่างสุรุ่ยสุร่าย ประเภทชอบปั้นนักเตะ นิว ทั้งหลาย อย่าง บิสคาน (นิวโบบัน), เชรู (นิวซีดาน) หรือแม้แต่ ตราโอเล่ ยังเป็น (นิวตูราม) เลยครับ
ขณะที่การเข้ามาของ ราฟาเอล เบนิเตซ อดีตผู้จัดการทีมบาเลนเซีย ที่พกความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมด้วยระบบการเล่นที่เรียกว่า โรเตชั่น ได้ทำให้พลพรรค The Kop มีความหวัง โดยเฉพาะปีแรกของเขาที่ทำให้หงส์แดงตะแคงฟ้าด้วยการคว้าถ้วย ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีก ไปครองชนิด ปาฏิหาริย์
เอลราฟาเป็นกุนซือที่เชื่อในระบบการเล่นมากกว่าตัวผู้เล่นครับ ด้วยเหตุนี้ ระบบโรเตชั่นจึงถูกนำมาใช้ทุกนัดราวกับต้องการพิสูจน์ให้เห็น มันสมอง ชั้นเลิศของผู้จัดการทีมคนนี้
การได้แชมป์เอฟเอ คัพ เมื่อปี 2005 ยิ่งทำให้ราฟามั่นใจในระบบโรเตชั่นของตัวเอง บวกกับการได้อันดับสี่ไปเล่นฟุตบอลถ้วยใหญ่ของยุโรป ยิ่งทำให้เขาเชื่อใน กึ๋น ของตัวเองมากกว่าเชื่อในตัวผู้เล่น อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่ปี 2004 เป็นต้นมา ลิเวอร์พูลของ เอลราฟา นั้น ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วครับว่าไม่ดีพอกับการเป็นแชมป์ลีกสูงสุดภายในประเทศ
โรเตชั่น ถ้ามองในทัศนะทางเศรษฐศาสตร์แล้ว คือ การแก้ปัญหาผลิตภาพที่ลดลงของแรงงานโดยใช้ระบบคล้ายๆกับการ เข้ากะ ออกกะ ทั้งนี้เพราะเกมลูกหนังยุโรปในหนึ่งซีซั่นนั้นนักเตะต้องบรรเลงเพลงแข้งกันอย่างน้อยๆ 50 นัด ด้วยเหตุนี้เองการใช้ระบบ เข้ากะ หรือ โรเตชั่น ของเอลราฟา จึงช่วยให้ผลิตภาพของแรงงานฟุตบอลไม่ลดลงในนัดถัดๆไป
ผมว่า เอลราฟา มองโลกในแง่ดี เพราะสิ่งที่เขาทำคือการแก้ปัญหาผลิตภาพของนักบอลที่อาทิตย์หนึ่งอาจจะต้องเตะบอลอย่างน้อย 2-3 แมตช์ การแก้ปัญหาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นการจัดสรรทรัพยากรนักตะให้ลงตัวภายใต้จำนวนแมตช์ที่มากกว่า 50 นัด เพราะอย่าลืมว่านักบอลก็ คน ที่เหนื่อยเป็น เจ็บเป็นและ ที่สำคัญ คือ ฟอร์มตกเป็น
แต่ดูเหมือนว่า โรเตชั่น อาจจะไม่สำเร็จในฟุตบอลลีกอังกฤษ ด้วยเหตุที่พรีเมียร์ลีกต่างกับลาลีกา ทั้งจังหวะบอลที่ช้าเร็วต่างกันรวมไปถึงโปรแกรมการแข่งขันก็ต่างกันด้วย แต่อย่างไรก็ตามมีเรื่องน่าฉงนอยู่ว่าตลอด 4 ปีที่ ราฟา กุมบังเหียน ลิเวอร์พูล นั้น เขาไม่สามารถหาทีมที่ดีที่สุดของตัวเองทั้ง 11 คนได้เลยหรือ ?
ด้วยเหตุนี้เอง ราฟาเอล เบนิเตซ จีงเปรียบเสมือน เหยื่อในโลกทุนนิยมฟุตบอลสมัยใหม่ที่พยายาม ทดลอง การสร้างทีมด้วยจำนวนเงินมหาศาลพร้อมๆกับการแบกความหวังของเหล่าแฟนบอลรวมไปถึงการสร้างผลกำไรให้กับทีมผ่านผลงานที่ต้องประสบความสำเร็จอย่างน้อย 1 รายการ แต่น่าเสียดายที่ เอลราฟา ไม่สามารถเอาชนะระบบทุนนิยมฟุตบอลสมัยใหม่นี้ได้อีกทั้งยังปล่อยให้เหล่า The Kop ต้องฝันค้างไปกับ ระบบเข้ากะของ เอลราฟา อย่าง โรเตชั่น
Hesse004
|