• hesse004
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hesse004@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-08-03
  • จำนวนเรื่อง : 63
  • จำนวนผู้ชม : 18945
  • จำนวนผู้โหวต : 46
  • ส่ง msg :
ออกกำลังความคิด
มาออกกำลังสมองกันเถอะ!
Permalink : http://www.oknation.net/blog/hesse004
วันอาทิตย์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2551
"ราฟาเอล เบนิเตซ" เหยื่อของทุนนิยมฟุตบอล
Posted by hesse004 , ผู้อ่าน : 315 , 03:07:16 น.  
พิมพ์หน้านี้


                       ภาพจาก http://njmg.typepad.com

ในฐานะที่ผมเป็นแฟนของทีม “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ที่พักหลังมักถูกค่อยขอดว่าเป็น “เป็ดแดง” บ้างล่ะ เป็น “นกกระเด้าลมแดง” บ้างล่ะ ซึ่งจะว่าไปแล้วมันก็จริงอย่างที่ใครหลายคนพูดนะครับ

พลันที่ทีมรักพ่ายต่อทีมจากเดอะแชมป์เปี้ยนชิพ อย่าง “บาร์นสลี่ย์” ผมเชื่อว่าศรัทธาของแฟนบอลที่มีต่อลิเวอร์พูลดูจะค่อยๆจางจืดไป ด้วยเหตุผลที่ว่า “เชียร์ไม่ขึ้น” นั่นเอง

ผมตั้งคำถามเล่นๆกับน้องชายที่เป็นเหล่า The Kop ด้วยกันว่า “ปีนี้เป็นปีชงของ เบนิเตซ หรือเปล่าวะ?” น้องชายผมหัวเราะแล้วตอบกลับมาว่าดูเหมือนมันจะชงมาหลายปีแล้วนะเฮีย

เกียรติยศของลิเวอร์พูลดูจะเกรียงไกรจนน่าหมั่นไส้ ด้วยความที่ชื่อของสโมสรแห่งนี้กวาดแชมป์ลีกสูงสุดในเกาะบริเตนถึง 18 สมัย กวาดแชมป์เอฟเอคัพมา 7 รอบ ชูถ้วยบอลลีกคัพหรือมิคกัเมาส์คัพอีก 7 ครั้ง แถมด้วยการครองเจ้ายุโรปอีก 5 สมัย แหม! ทำไปได้

อย่างไรก็ตามเกียรติยศเหล่านี้ดูจะกลายเป็น “อดีต” ไปเสียแล้วครับ เป็นอดีตที่ทำให้ทั้งผู้จัดการทีม นักฟุตบอลและแฟนบอลต่างคาดหวังการกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งเหมือนที่พวกเขาเคยทำได้เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว

ทุกวันนี้ดูเหมือนว่า “ฟุตบอล” จะกลายเป็นสินค้าตัวหนึ่งในระบบทุนวัฒนธรรมที่ทำให้องค์กรธุรกิจอย่าง “พรีเมียร์ชิพ” ซึ่งเปรียบเสมือนบรรษัทข้ามชาติที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในเกาะอังกฤษนั้นสามารถส่งออกสินค้าตัวนี้ไปยังประเทศต่างๆทั่วโลกโดยอาศัยการถ่ายทอดสดผ่านดาวเทียม และได้รายได้หลักจาก “การขายลิขสิทธิ์การถ่ายทอด”

ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจครับว่า ทุกวันนี้เราได้บริโภค “บริการฟุตบอลบันเทิง”กันทุกอาทิตย์แถมมีสินค้าให้เลือกหลากหลายทั้ง พรีเมียร์ชิพ ลาลีกา กัลโช่ซีรีส์อา ลีกเอิง เป็นต้น

ในฐานะผู้บริโภคเรามักจะต้องหาทีมเชียร์ให้กับตัวเอง เพื่อจะได้ดูบอลอย่างมีรสชาติไงครับ ในขณะเดียวกันการบริโภคฟุตบอลบันเทิงแบบ “ลงทุน” ก็อาจทำได้เพียงแค่ซื้อหนังสือพิมพ์กีฬา เปิดดูอัตราต่อรอง แล้วโทรไปแทงบอลกับ “โต๊ะ”

สำหรับประเทศที่มีชนชั้นปกครองประเภท “มือถือสากปากถือศีล” นั้น ผมยังเชื่อว่าธุรกิจการพนันฟุตบอลจะดำรงอยู่ได้ตราบเท่าที่มีเกมลูกหนังให้เราได้ดูกัน

นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 90 เป็นต้นมา “พรีเมียร์ชิพ” คือ หัวขบวนในการนำพาให้ฟุตบอลลีกเมืองผู้ดีกลายเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก แม้ว่าก่อนหน้านี้ “เกมลูกหนัง” จากเกาะบริเตนจะเป็นวัฒนธรรมประจำชาติของอิงลิชชน ที่ทุกวันเสาร์จะต้องหอบลูกจูงหลานไปดูฟุตบอลจนเป็นที่มาของคำว่า “When the saturaday comes”

“พรีเมียร์ชิพ” ค่อยๆขายสินค้าฟุตบอลบันเทิง แบบค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากการสร้างกระแสโปรโมตทีมอย่างลิเวอร์พูล แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด และอาร์เซนอล ทำให้สามทีมนี้กลายเป็นทีมที่มีผู้ชมจากทั่วโลกติดตามผลงานมากที่สุด

อย่างไรก็ตามสินค้าฟุตบอลบันเทิงที่ “พรีเมียร์ชิพ” ผลิตขึ้นนี้ ไปเตะตาองค์กรโลกบาลทางฟุตบอลของยุโรปอย่าง “ยูฟ่า” จนทำให้ยูฟ่าตัดสินใจยกเลิกเกมยูโรเปี้ยนคัพเดิมและหันมาผลิตสินค้าฟุตบอลบันเทิงในชื่อ “ยูฟ่าแชมป์เปี้ยน ลีก” ด้วยวัตถุประสงค์ทางรายได้และผลกำไรของทั้งผู้จัดรายการและสโมสรฟุตบอล

ด้วยเหตุนี้เอง ชื่อเสียงเรียงนามของทีมนอกเกาะอังกฤษอย่าง รีล มาดริด , เอซี มิลาน , บาร์เซโลน่า , ยูเวนตุส , เอฟซีปอร์โต้ มาจนกระทั่งทีมอย่าง มัคคาบี้ ไฮฟา จึงกลายเป็นทีมที่คุ้นหูคุ้นตามากกว่าสโมสรฟุตบอลในประเทศเราอย่าง ทหารอากาศ , ท่าเรือ, ราชประชา อ้อ !แม้กระทั่ง ทีมกุยบุรี ครับ

ฟุตบอลในทศวรรษที่ 90 ได้ขยายพรมแดนการชมจากสนามฟุตบอลมาสู่จอโทรทัศน์ ระบบลิขสิทธิ์การถ่ายสดจึงถูกนำมาใช้ พร้อมๆกับการขายสินค้าและบริการประเภทอื่นๆพ่วงเข้าไป ดูเหมือนเราจะปฏิเสธไม่ได้ว่าฟุตบอลได้กลายเป็น “อุตสาหกรรมบริการ”ที่ทำให้ธุรกิจอื่นๆเจริญเติบโตไปด้วย ตั้งแต่สื่อสิ่งพิมพ์ รวมไปถึงโต๊ะแทงบอล

ขณะที่โลกของฟุตบอลได้ก้าวไปด้วยแรงส่งของระบบทุนนิยมนั้น นอกเหนือจากสโมสรฟุตบอลจะได้กำไรจากการขายบัตร ลิขสิทธิ์จากการถ่ายทอดสดแล้ว ตัวนักฟุตบอลเองก็มีรายได้เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับรายได้ของนักเตะในรุ่นคุณพ่อ หรือรุ่นคุณปู่

“นักฟุตบอล” กลายเป็น แรงงานที่มีทักษะ (Skill labor) ที่มีรายได้ไม่แพ้อาชีพอย่างหมอ วิศวกร หรือ ทนายความเลยก็ว่าได้ เช่นเดียวกับ “ผู้จัดการทีม” ที่กลายเป็นอาชีพที่ขาดไม่ได้สำหรับกีฬาลูกหนังในยุคโลกาภิวัฒน์

สำหรับ “ลิเวอร์พูล” แล้วชื่อของ “บิล แชงคลีย์ , บ๊อบ เพรสลีย์ , โจ เฟแกน และ เคนนี่ ดัลกลิช” ดูจะเป็นที่จดจำมากที่สุด เพราะทั้งสี่คนนี้ได้สร้างให้ลิเวอร์พูลเกรียงไกรจนมีแฟนบอลยอมตะโกนแหกปากร้อง “You will never walk alone” กันทุกนัด

อย่างไรก็ตามชื่อของผู้จัดการทีมอย่าง “แกรม ซูเนสส์ , รอย อีแวนส์ และ เชราร์ อุลลิเยร์” ดูจะเป็นชื่อที่แฟนบอลไม่อยากจดจำมากที่สุด สาเหตุเพราะ พวกเขาไม่สามารถนำพา “หงส์แดง” ตัวนี้ขยับปีกขึ้นสูงกว่าสี่คนที่กล่าวมาข้างต้น

จริงๆแล้ว “ลิเวอร์พูล” เป็นสโมสรที่ปรับตัวไม่ทันกับสภาพของทุนนิยมฟุตบอลต่างหาก ที่ผมเชื่อเช่นนี้เพราะลิเวอร์พูลดูจะขยับตัวช้ากว่าคู่แข่งสำคัญๆอย่าง แมนยูไนเต็ด อาร์เซนอลหรือแม้แต่เชลซีเสมอ การขยับตัวช้าส่วนหนึ่งมาจากการหลงระเริงกับความสำเร็จเมื่อครั้งโบราณ โดยเฉพาะความเชื่อที่ว่าตัวเอง คือ สโมสรฟุตบอลที่ดีที่สุดในเกาะอังกฤษ

ดูเหมือนความเชื่อเหล่านี้พลอยจะฝังหัวไปในกลุ่มแฟนบอลที่จงรักภักดีต่อสโมสรมาตลอดซึ่งรวมทั้งผมด้วยครับ
แต่แท้จริงการบริหารสโมสร “ลิเวอร์พูล” ดูจะผิดพลาดหลายเรื่อง นับตั้งแต่พรีเมียร์ชิพเริ่มเปิดฉากเมื่อปี 1992

ความผิดพลาดดังกล่าวเริ่มตั้งแต่การปล่อยให้ “ซูอี้” เข้ามาทำลายโครงสร้างทีมที่ดีที่สุดในยุคปลาย 80 ของลิเวอร์พูลที่”คิงเคนนี่” สร้างไว้ การผลักให้ “อีแวนส์” หนึ่งในสตาฟฟ์บูทรูมเข้ามารับผิดชอบภาระอันหนักหน่วงในช่วงกลางทศวรรษที่ 90 ทั้งๆที่เขาทำได้แค่เพียงสร้างทีมชุด “สไปซ์บอย” ขึ้นมา หรือ การปล่อยให้ “อุลลิเยร์” ใช้เงินซื้อนักเตะอย่างสุรุ่ยสุร่าย ประเภทชอบปั้นนักเตะ “นิว” ทั้งหลาย อย่าง บิสคาน (นิวโบบัน), เชรู (นิวซีดาน) หรือแม้แต่ ตราโอเล่ ยังเป็น (นิวตูราม) เลยครับ

ขณะที่การเข้ามาของ “ราฟาเอล เบนิเตซ” อดีตผู้จัดการทีมบาเลนเซีย ที่พกความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมด้วยระบบการเล่นที่เรียกว่า “โรเตชั่น” ได้ทำให้พลพรรค The Kop มีความหวัง โดยเฉพาะปีแรกของเขาที่ทำให้หงส์แดงตะแคงฟ้าด้วยการคว้าถ้วย “ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีก” ไปครองชนิด “ปาฏิหาริย์”

“เอลราฟา”เป็นกุนซือที่เชื่อในระบบการเล่นมากกว่าตัวผู้เล่นครับ ด้วยเหตุนี้ “ระบบโรเตชั่น”จึงถูกนำมาใช้ทุกนัดราวกับต้องการพิสูจน์ให้เห็น “มันสมอง” ชั้นเลิศของผู้จัดการทีมคนนี้

การได้แชมป์เอฟเอ คัพ เมื่อปี 2005 ยิ่งทำให้ราฟามั่นใจในระบบโรเตชั่นของตัวเอง บวกกับการได้อันดับสี่ไปเล่นฟุตบอลถ้วยใหญ่ของยุโรป ยิ่งทำให้เขาเชื่อใน “กึ๋น” ของตัวเองมากกว่าเชื่อในตัวผู้เล่น
อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่ปี 2004 เป็นต้นมา ลิเวอร์พูลของ “เอลราฟา” นั้น ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วครับว่าไม่ดีพอกับการเป็นแชมป์ลีกสูงสุดภายในประเทศ

“โรเตชั่น” ถ้ามองในทัศนะทางเศรษฐศาสตร์แล้ว คือ การแก้ปัญหาผลิตภาพที่ลดลงของแรงงานโดยใช้ระบบคล้ายๆกับการ “เข้ากะ ออกกะ” ทั้งนี้เพราะเกมลูกหนังยุโรปในหนึ่งซีซั่นนั้นนักเตะต้องบรรเลงเพลงแข้งกันอย่างน้อยๆ 50 นัด ด้วยเหตุนี้เองการใช้ระบบ “เข้ากะ” หรือ “โรเตชั่น” ของเอลราฟา จึงช่วยให้ผลิตภาพของแรงงานฟุตบอลไม่ลดลงในนัดถัดๆไป

ผมว่า “เอลราฟา” มองโลกในแง่ดี เพราะสิ่งที่เขาทำคือการแก้ปัญหาผลิตภาพของนักบอลที่อาทิตย์หนึ่งอาจจะต้องเตะบอลอย่างน้อย 2-3 แมตช์ การแก้ปัญหาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นการจัดสรรทรัพยากรนักตะให้ลงตัวภายใต้จำนวนแมตช์ที่มากกว่า 50 นัด เพราะอย่าลืมว่านักบอลก็ “คน” ที่เหนื่อยเป็น เจ็บเป็นและ ที่สำคัญ คือ ฟอร์มตกเป็น

แต่ดูเหมือนว่า “โรเตชั่น” อาจจะไม่สำเร็จในฟุตบอลลีกอังกฤษ ด้วยเหตุที่พรีเมียร์ลีกต่างกับลาลีกา ทั้งจังหวะบอลที่ช้าเร็วต่างกันรวมไปถึงโปรแกรมการแข่งขันก็ต่างกันด้วย แต่อย่างไรก็ตามมีเรื่องน่าฉงนอยู่ว่าตลอด 4 ปีที่ ราฟา กุมบังเหียน “ลิเวอร์พูล” นั้น เขาไม่สามารถหาทีมที่ดีที่สุดของตัวเองทั้ง 11 คนได้เลยหรือ ?

ด้วยเหตุนี้เอง “ราฟาเอล เบนิเตซ” จีงเปรียบเสมือน “เหยื่อ”ในโลกทุนนิยมฟุตบอลสมัยใหม่ที่พยายาม “ทดลอง” การสร้างทีมด้วยจำนวนเงินมหาศาลพร้อมๆกับการแบกความหวังของเหล่าแฟนบอลรวมไปถึงการสร้างผลกำไรให้กับทีมผ่านผลงานที่ต้องประสบความสำเร็จอย่างน้อย 1 รายการ แต่น่าเสียดายที่ “เอลราฟา” ไม่สามารถเอาชนะระบบทุนนิยมฟุตบอลสมัยใหม่นี้ได้อีกทั้งยังปล่อยให้เหล่า The Kop ต้องฝันค้างไปกับ “ระบบเข้ากะ”ของ “เอลราฟา” อย่าง “โรเตชั่น”

Hesse004


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 13
TheQueenofNostalgia วันที่ : 29/02/2008 เวลา : 16.14 น.
http://www.oknation.net/blog/saisoi
Frankly my dear, I don't give a damn.

เหมือนกัน
ความคิดเห็นที่ 12
apooh วันที่ : 22/02/2008 เวลา : 23.20 น.
http://www.oknation.net/blog/bedtaled
“They say that TIME changes things, but YOU actually have to change them yourself” : Andy Warhol

นั่งรอคนแถวนี้ตอนแทก
ความคิดเห็นที่ 11
TheQueenofNostalgia วันที่ : 21/02/2008 เวลา : 14.41 น.
http://www.oknation.net/blog/saisoi
Frankly my dear, I don't give a damn.

แปะผิดน่ะค่ะ อันนั้นเป็นต้นตำรับ
กดอ่านอันนี้แทนนะคะ http://www.oknation.net/blog/saisoi/2008/02/21/entry-1
ความคิดเห็นที่ 10
TheQueenofNostalgia วันที่ : 21/02/2008 เวลา : 14.40 น.
http://www.oknation.net/blog/saisoi
Frankly my dear, I don't give a damn.

คุณเฮสเส
มาส่ง tag ค่ะ http://www.oknation.net/blog/patijjachon/2008/02/10/entry-1
ถ้าไม่อยากตอบไม่เป็นไรนะคะ

กติกาคือให้เขียนถึงบุคคลคนไทยสามัญชน
ที่คุณศรัทธาค่ะ เขียนเสร็จแล้วก็ชวนเพื่อนคนอื่นเขียนต่อ
เหมือนจดหมายลูกโซ่น่ะค่ะ
ความคิดเห็นที่ 9
apooh วันที่ : 20/02/2008 เวลา : 10.51 น.
http://www.oknation.net/blog/bedtaled
“They say that TIME changes things, but YOU actually have to change them yourself” : Andy Warhol

วันนี้จะช่วยกันลุ้นหงส์ป่าวคะ ??

ลุ้นให้ชนะนะ มิใช้อย่างอื่น
ความคิดเห็นที่ 8
ลีโอนิกด์ วันที่ : 19/02/2008 เวลา : 15.17 น.
http://www.oknation.net/blog/artpom

เพื่อนชาวบล็อก (ดช.ก้อง) แนะนำให้มาเปิดดูและอ่านบล็อกนี้ในบทเชิงวิเคราะห์เกี่ยวกัยหงส์แดง....

บทเชิงวิเคราะนี้เป็นมุมมองที่อีกแง่มุมหนึ่งของ"ลิเวอร์พูล" โดยเฉพาะที่ยังจมอยู่กับความสำเร็จใจอดีต ถูกของคุณมากที่เดียวที่บอกว่า ระบบทุนนิยมเข้าในวงการฟุตบอลอังกฤษ ซึ่งทำให้ลิเวอร์พูลยังไม่สามารถปรับตัวเองได้ และอีกหลายเหตุผลที่วิเคราะห์ออกมาเห็นด้วยทั้งสิ้น

ปัจจุบันหงส์แดงไม่สามารถที่ยินดีกับความสำเร็จในอดีต แต่ต้องก้าวต่อไปสู้กับทีมอื่นๆที่พัฒนาไปมาก ดูอย่างอาเซ่นอล แมนยู เมื่อนักเตะยุคเมื่อ 10 ปีที่แล้วหมดสภาพไปตามวัย ทีมเหล่านี้สามารถหานักฟุตบอลที่มาแทนตำแหน่งได้เป็นอย่างดี จึงเกิดคำถามตามมาว่า ทำไม??หงส์แดงจึงไม่มีตัวแทน..จะเพิ่งแค่เจอร์ราดคงไม่ได้ เพราะฟุตบอลเล่นเป็นทีม

ปัจจัยอีกเรื่องหนึ่ง มองว่า ณ วันนี้ฟุตบอลอังกฤษ มักซื้อนักเตะนอกมาร่วมทีม เพื่อซื้อความสำเร็จและเป็นไปตามระบบทุนนิยมที่เห็นเรื่องเงินเป็นสำคัญ ทีมใหญ่ในพรีเมียร์ลีกไม่ได้เห็นเด็กสร้างที่เติบโตมาจากแดนผู้ดีจริงเสีย ลิเวอร์พูลก็เช่นเดียวกัน ส่วนนี้อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ทีมไม่ประสบความสำเร็จนอกเหนือจากผู้จัดการทีม ระบบทุนนิยม การจมกับความสำเร็จในอดีต

หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เชื่อว่า แฟนๆของหงส์แดงอาจเปลี่ยนใจไปซบทีมอื่นก็ได้ อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน...........

ความคิดเห็นที่ 7
vincentoldbook วันที่ : 18/02/2008 เวลา : 10.51 น.
http://www.oknation.net/blog/vincentoldbook
กลิ่นหอมของบ้าน กลิ่นหอมของ ..ความดีงามเล็กๆ ในใจเรา

เชียร์มานานเลยช้ำมานานเหมือนกันครับ

ข้อผิดพลาดของลิเวอร์พูลอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ .. การมีนักเตะที่เล่นฟุตบอลเร็วๆหนักๆและทันต่อเกมพรีเมียร์ชิพของอังกฤษน้อยเกินไป ..บอบบางเกินไป นักเตะนำเข้าส่วนใหญ่ฝีเท้าดีแต่เอาแน่เอานอนไม่ได้ ..คงผิดพลาดตั้งแต่ระดับแมวมองแล้วล่ะครับ ..

ระบบโรเตชั่นอันที่จริงเป็นระบบที่ดีที่สุดแล้วล่ะครับสำหรับรายการแข่งขันที่แน่นเอี๊ยดแบบนี้ ..แต่ว่า..จะมีทีมที่ดีพอที่จะหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันเล่นในทุกๆนัดโดยไม่เสียสมดุลได้จริงหรือ ? .. โดยเฉพาะปัญหาบาดเจ็บของนักเตะบอบบางทั้งหลาย ..

นี่ยังไม่รวมปัญหาเรื่องอาการกึ๋นบกพร่องของราฟาด้วยนะ อันนั้นน่ะคือปัญหาหนักมากอีกอย่างของลิเวอร์พูล..เพราะว่า ราฟามีอาการกึ๋นขาดๆหายๆบ่อยเหลือเกิน

แฟนหงส์ก็ต้องรอคอยกันต่อไปครับ ..สำหรับถ้วยแชมป์ ..คงอีกนาน..
...............................

ทัศนะของคุณที่ว่าเกี่ยวกับระบบทุนนิยมในเกมกีฬาอย่างเช่นฟุตบอล ผมว่าโอเคเลย ..มันใช่จริงๆนั่นแหละ ..แต่ถ้าพูดไปแล้ว ทุนนิยมก็กลืนไปหมดทุกพื้นที่บนโลกนี้แล้วล่ะ ..ยิ่งเกมกีฬานี่ยิ่งสร้างผลประโยชน์ใหญ่หลวงเลย .. ทั้งการพนัน ทั้งสปอนเซอร์ ทั้งสินค้า การถ่ายทอดสด สารพัดทางหาเงินของนายทุน ..ดีไม่ดีอาจจะเป็นแหล่งฟอกเงินได้ด้วย ..

ดูๆฟุตบอลไปบ่อยครั้งมันก็เหมือนถูกมอมเมาเหมือนกันนะครับ .. เพราะเราเสพติดไม่แพ้เสพละครน้ำเน่าเลยแหละ ..ช่วงหลังผมเลยพักๆการดูไปบ้าง ..รู้สึกดีขึ้น

หันมาดูแบบสนุกๆ เชียร์ๆ ฮาๆไป ..ดีกว่า สบายใจกว่า


ความคิดเห็นที่ 6
Jui วันที่ : 18/02/2008 เวลา : 08.31 น.
http://www.oknation.net/blog/jui880

หงส์เจอะปัญหาผู้จัดการทีม
และเจ้าของสโมสรไม่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
อีกทั้งผู้จัดการทีมไม่ถึงระดับ
จึงอ่อนไปเยอะ..ต้องรออีกนาน
ความคิดเห็นที่ 5
Yamalee วันที่ : 18/02/2008 เวลา : 00.43 น.
http://www.oknation.net/blog/MusicAndMovie

โรเตชั่นตามหลักเศรษฐศาสตร์และการจัดการมันดีจริงๆ
มันทำให้ไม่เบื่อ และได้หมุนเวียนงานกัน
แต่กับฟุตบอลมันทำให้นักเตะไม่ชินกัน
เข้าขากันไม่ค่อยได้มาก
ยังไงก็เชียร์ต่อไปค่ะ นัดกับอินเตอร์มิลาน รอเราอยู่
สู้ๆ
ความคิดเห็นที่ 4
เด็กชายก้อง วันที่ : 17/02/2008 เวลา : 21.26 น.
http://www.oknation.net/blog/jezt
หัวใจมีเหตุผลของมันเองที่สมองไม่มีวันจะเข้าใจ

ขอออกความเห็นในฐานะแฟนแมนฯยูไนเต็ดนะครับ
เป็นเด็กผี ซึ่งอยากเห็นเครื่องจักรสีแดง เรด แมชชีน กลับมาอีกครั้ง
คงจริงอย่างที่คุณบอกไว้ว่า ลิเวอร์พูลคงปรับตัวไม่ทัน แล้วเจอสไปร์ซบอยเข้าไปอีก จบกัน
ทำให้ช่วงหลังมานี้ เวลาผมดูลิเวอร์พูล (ดูในฐานะคนชอบดูบอล) แล้วเห็นว่า ไม่สนุก เพราะบางครั้ง หงส์ก็ถอดใจเอาง่ายๆ
แล้วประเด็นที่ว่า หงส์หลงระเริงอยู่กับความสำเร็จในอดีตเห็นจะมีอยู่บ้าง และเห็นจะมีอยู่เยอะเหมือนกันสำหรับวงสนทนาในหมู่เพื่อนฝูงและคนรู้จักในเรื่องฟุตบอล (ตามประสาคนเชียร์คนละทีมนั่งคุยกัน)
เมื่อหาเหตุผลอะไรไม่ได้แล้ว คนเชียร์หงส์แดง (หมายถึงเพื่อนๆและคนรู้จักของผม) ก็จะยกความสำเร็จขึ้นมาคุยทำนองว่า "อย่างน้อยก็ได้มาเยอะกว่าแมนฯยู" เออ..ก็เพราะคิดอย่างนี้ล่ะสิ
เรื่องการหลงระเริงจนหมดแรงกระตุ้นนั้น แมนฯยูไนเต็ดก็น่าจะเคยเจอมาเหมือนกัน
ช่วง 2-3 ฤดูกาลก่อน ที่ผีแดงอ่อนแรงไป เดี๋ยวแพ้ เดี๋ยวเสมอ เพื่อนผม ซึ่งร่วมเชียร์ทีมเดียวกัน วิพากษ์อยู่ข้างๆระหว่างชมการแข่งขันฟุตบอลของทีมโปรดว่า คงเป็นเพราะกว่าครึ่งทีม เช่นว่า พอล สโคล, ไรอัน กิ๊ก ผ่านความสำเร็จมาแล้ว โดยเฉพาะช่วงปี 1999 ที่ได้มา 3 แชมป์ เลยไม่มีความอยากอะไรอีกแล้ว
เออ..จริงของมัน
ความคิดเห็นที่ 3
หาดใหญ่2521 วันที่ : 17/02/2008 เวลา : 18.56 น.
http://www.oknation.net/blog/wanderer

ใช่เหยื่อมั๊ย ราไม่แน่ใจนัก

ตอนเราเด็กๆ เราชอบ โรบิน ฮู๊ด ทำให้เราชอบไปถึงทีม Nottingham Forest (แชมป์ยุโรปสามสมัย) จนถึงวันนี้ตกบันไดหล่นหายไปไหนต่อไหนแล้ว นานๆ ทีเราก็แวะไปเยี่ยมเว็บเขาบ้าง

เราว่ามันเป็นวิวัฒนาการ อย่างนึง ที่มันเป็นไปของมันเอง ไม่ว่าคุณจะชอบมันหรือไม่ก็ตาม
ความคิดเห็นที่ 2
apooh วันที่ : 17/02/2008 เวลา : 11.47 น.
http://www.oknation.net/blog/bedtaled
“They say that TIME changes things, but YOU actually have to change them yourself” : Andy Warhol

อะโห ...

หมีมารักหงส์ ช่วงเคนนี่เหมือนกัน คงเป็นอย่างที่ว่า ตอนนั้นเป็นช่วงกำลังรุ่ง
แต่หลังๆๆ ไม่รักหงส์เท่าไหร่ ไม่ใช่ เซ็งที่เขาไม่ค่อยประสบความสำเร็จนะ แต่ หมีเบื่อเองตะหาก

คุณhesse004 นี่เจ๋งจริงๆๆ มองมุมนี้ไง เนี่ยะ

ความคิดเห็นที่ 1
Supawan วันที่ : 17/02/2008 เวลา : 09.00 น.
http://www.oknation.net/blog/supawan

สวัสดีวันอาทิตย์ที่สดใสค่ะ ...

ขอบคุณ .. สำหรับบทความ

ไม่ว่าจะทำอะไรในวันนี้ ขอให้เป็นกิจกรรมที่นำมาซึ่งความสุข สนุกสนานนะคะ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

"จูบสุดท้าย" ใน Cinema Paradiso

จูบสุดท้ายของ Cinema Paradiso กับดนตรีประกอบของ Ennio Morricone ได้ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังรักในดวงใจของใครหลายคนไปในทันใด

View All
<< กุมภาพันธ์ 2008 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29