• hesse004
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hesse004@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-08-03
  • จำนวนเรื่อง : 58
  • จำนวนผู้ชม : 14864
  • จำนวนผู้โหวต : 45
  • ส่ง msg :
ออกกำลังความคิด
มาออกกำลังสมองกันเถอะ!
Permalink : http://www.oknation.net/blog/hesse004
วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม 2551
ประวัติศาสตร์การตรวจเงินแผ่นดินไทย กับ การต่อภาพจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย
Posted by hesse004 , ผู้อ่าน : 119 , 20:42:25 น.  
พิมพ์หน้านี้


อันเนื่องมาจากเอนทรีที่แล้วที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับ “คุณธรรมรัฐ ณ ระนอง” อดีตข้าราชการของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินในหัวเรื่อง “บุคคลสามัญชนที่ผมรู้สึกนับถือศรัทธา” ผมเลยถือโอกาสแวะไปค้นบทความเก่าๆเมื่อปลายปี 48 ที่เขียนเรื่องราวประวัติศาสตร์การตรวจเงินแผ่นดินไทยจากที่ได้ค้นคว้ามา บทความชิ้นนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารของกรมซึ่งผมจำไม่ได้แล้วว่าอยู่ฉบับไหน

ดังนั้นเอนทรีนี้เลยขออนุญาตคัดลอกบทความของตัวเองในชื่อของ “อองต้วน” มาให้เพื่อนๆชาว Oknation ได้ลองอ่านกันดูครับ เผื่อจะได้รู้จักเรื่องราวการตรวจเงินแผ่นดินไทยมากขึ้น ขอบคุณอีกครั้งครับ

Hesse004

                       ภาพสถานที่ทำการตรวจเงินแผ่นดินในอดีตภายในพระบรมมหาราชวัง

ประวัติศาสตร์การตรวจเงินแผ่นดินไทย กับ การต่อภาพจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย

อองต้วน

ผมไม่เคยคิดว่าการศึกษาและเรียบเรียงประวัติศาสตร์ของสำนักงานจะมีเสน่ห์มากถึง  เพียงนี้  หลังจากที่พี่วุฒิชวนผมให้ร่วมเป็นคณะทำงานจดหมายเหตุสำนักงานอันโยงไปถึงการเป็นคณะทำงานหนังสือครบรอบ ๙๐ ปี สำนักงาน  ผมรู้สึกว่าการศึกษาเรื่องดังกล่าวมีความละเอียดอ่อนอยู่ไม่น้อย 

 พี่วุฒิสนับสนุนเรื่องข้อมูลที่มีมาอย่างไม่ขาดสายเริ่มตั้งแต่ประวัติของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินฉบับหลวงดำริอิศรานุวรรตที่พิมพ์เป็นที่ระลึกในงานกฐินกรมตั้งแต่ปี พ.. 2477 นอกจากนี้ยังมีข้อมูลในส่วนของประวัติกรมฉบับของคุณประยูร   ศรียรรยงค์ อดีตผู้บริหารของสำนักงานฯก็ได้เขียนขึ้นในโอกาสครบรอบเดิม 60 ปี สำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน  รวมถึงฉบับสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินครบรอบ 72 ปี เมื่อปี พ..2530 ซึ่งได้ทำประวัติกรมไว้ครอบคลุมและเป็นแนวทางให้เล่มต่อมา คือ 80 ปี สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินและ 120 ปี การตรวจเงินแผ่นดินไทยได้อรรถาธิบายความเป็นมาของกรมได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

 ถ้าจะนับว่าการตรวจเงินแผ่นดินไทยเริ่มต้นเมื่อไรแน่นอนครับแฟนพันธุแท้ สตง. ต้องบอกว่าเริ่มตั้งแต่ปีพ.. 2418 เมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าให้ตั้งออฟฟิซหลวงหรือ ออดิตออฟฟิซขึ้นในพระบรมมหาราชวัง เหตุผลที่ต้องตั้งออดิตออฟฟิซก็คือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงเล็งเห็นว่าเงินรายได้ในท้องพระคลังมีน้อยเนื่องจากมีการ บังหลวงกันมาก

 บังหลวงในที่นี้ไม่ใช่แขกอาบังนะครับแต่หมายถึงการที่หลวงใช้ระบบเจ้าภาษีนายอากรในการจัดเก็บภาษีโดยให้เอกชนเป็นผู้ประมูลการจัดเก็บภาษี  ซึ่งท้ายที่สุดการจัดเก็บภาษีโดยระบบดังกล่าวมักมีการรั่วไหล กล่าวคือ เหล่านายอากรไม่ยอมส่งรายได้เข้าคลังอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยประกอบกับการที่นายอากรเหล่านี้มักมีความสัมพันธ์อันดีกับขุนนางจึงรู้เห็นเป็นใจในการบังหลวงด้วยการไม่ส่งเงินภาษีเข้าคลังหลวงให้ครบ   

 ในอดีตเงินของแผ่นดินก็คือเงินของกษัตริย์ครับ เมื่อมีการบังหลวงมากขึ้นทำให้ในต้นรัชกาลฯจึงโปรดให้มีการตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ขึ้นในปีพ.. 2416 “เพื่อจัดการงานทางการคลังของแผ่นดินทั้งปวง”

 คำว่า “รัษฎากรพิพัฒน์”หมายถึงความเจริญงอกงามทางการเงิน ครับ รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำริในการพัฒนาประเทศ ดังนั้นการที่ประเทศจะก้าวหน้าได้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีเงินมาใช้จ่ายในการพัฒนา  เมื่ออาการบังหลวงกำเริบมากขึ้นเงินที่กษัตริย์ควรได้รับก็ไม่ได้รับพระองค์จึงเห็นควรให้มีออฟฟิซหลวงเป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นมาเพื่อทำการตรวจการรับและจ่ายเงินของแผ่นดิน  แน่นอนว่าเมื่อแรกตั้งการตรวจสอบให้ความสำคัญกับการตรวจรายรับมากกว่ารายจ่าย  

 ออฟฟิซหลวงหรือออดิตออฟฟิซจึงมีกฎหมายรองรับการจัดตั้ง นั่นคือ พระราชบัญญัติสำหรับกรมพระคลังมหาสมบัติแลว่าด้วยกรมต่างๆซึ่งจะเบิกส่งเงิน พ.ศ. 2418 โดยอยู่ในหมวดมาตราที่ 8 ว่าด้วยออฟฟิซหลวงในพระบรมมหาราชวัง 

 ออฟฟิซหลวงมีฐานะเป็นองค์กรอิสระไม่ขึ้นกับกระทรวงพระคลังมหาสมบัติมีเจ้าพนักงานใหญ่ที่เรียกว่า  ออดิเตอเยนเนอราล (Auditor General) และผู้ช่วยเรียกว่า ดีปูตีออดิเตอเยนเนอราล (Deputy Auditor General   ผู้เขียนเข้าใจว่าโครงสร้างของออดิตออฟฟิซน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากออดิตออฟฟิซของอังกฤษเพราะตำแหน่งสูงสุดของออดิตออฟฟิซในอังกฤษก็ใช้คำว่าออดิเตอร์เยอเนอราล            

 เมื่อแรกตั้งออดิตออฟฟิซ รัชกาลที่ 5ทรงโปรดให้พระเจ้าน้องยาเธอพระองค์เจ้าเทวัญอุไทยวงศ์(สมเด็จกรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ)เป็นหัวหน้าพนักงานออดิตออฟฟิศและให้ทรงทำหน้าที่หัวหน้าพนักงานตรวจเงินรับขณะเดียวกันทรงให้กรมหมื่นนเรศวรฤทธิ์ เป็นหัวหน้าพนักงานตรวจเงินจ่ายและที่น่าปลาบปลื้มเป็นที่สุดคือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จลงทำการที่ออฟฟิซหลวงแห่งนี้ทุกวันเพื่อทำการตรวจสอบบาญชีด้วยพระองค์เอง 

 บัญชีสมัยนั้นยังไม่มีความเป็นสากลดังเช่นทุกวันนี้ครับทั้งนี้บุคคลท่านแรกที่มาวางรากฐานระบบบัญชีสากลให้สยามก็คือ นายอี ฟลอริโอ นั่นเอง ชื่อนี้คงคุ้นกันแน่นอนสำหรับเราๆท่านๆ ในฐานะที่เป็นข้าราชการ สตง.

 ออดิตออฟฟิซมีอายุได้เพียง 5 ปี ก็ต้องถูกยุบไปในปี พ.. 2423 เนื่องจากในหลวงรัชกาลที่  5 ทรงเห็นว่ากฎหมายออดิตแม้ว่าจะเป็นของดีแต่ผู้ปฏิบัติไม่สามารถ ทำได้  ผมสันนิษฐานว่า”ระบบศักดินา”ในสมัยโบราณน่าจะเป็นอุปสรรคไม่น้อยกับการตรวจสอบ

ผมสงสัยอยู่นานเมื่อประวัติศาสตร์ช่วงนี้หายไปและกลับมาโผล่ใหม่เมื่อปี พ.. 2433 เมื่อมีการตราพระราชบัญญัติพระธรรมนูญลักษณะน่าที่ราชการในกระทรวงพระคลัง รศ.109 และกฎหมาย นี้เองที่ปรากฏชื่อของกรมตรวจขึ้น

 กรมตรวจในสมัยนั้นถือเป็นกรมใหญ่กรมหนึ่งในกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ทั้งนี้ในช่วงปี รศ.109 หรือ พ.. 2433 นั้น บ้านเมืองของเราเริ่มมีความเจริญมากขึ้นการบริหารราชการแผ่นดินมีประสิทธิภาพดีขึ้นทำให้การใช้จ่ายเงินของแผ่นดินจึงมีความสำคัญ  

 กรมตรวจจึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อมีหน้าที่ตรวจตราการรับจ่ายเงินแผ่นดินดังเช่นออดิตออฟฟิซเคยทำมา  ซึ่งหากเราได้ศึกษาประวัติศาสตร์การคลังของสยามในสมัยรัชกาลที่ 5 จะพบว่าแทบจะมีชื่อ “กรมตรวจ” ปรากฏอยู่ในกฎหมายของกรมอื่นๆเช่น พระราชบัญญัติกรมเก็บฯ รศ.109  พระราชบัญญัติกรมสารบาญชี รศ.109 พระราชบัญญัติกรมราชพัสดุ รศ.109  พระราชบัญญัติกรมต่างๆเบิกเงินพระคลัง และพระราชบัญญัติกรมต่างๆส่งเงินพระคลัง รศ.109 จะเห็นได้ว่ากรมตรวจมีความสำคัญอย่างมากในสมัยปฏิรูปกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ 

 แต่สิ่งที่ยังคาใจผมก็คือแล้วใครล่ะที่เป็นอธิบดีกรมตรวจคนแรก เพราะในวิทยานิพนธ์ของคุณสุนทรี  เตียสมุทร (2513) และคุณเนตรทราย  ตั้งขจรศักดิ์ (2538) ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้  ประการถัดมาที่ผมสงสัยคือแล้วช่วงระหว่างปี พ.. 2423 – 2433 หลังจากที่ออดิตออฟฟิศถูกยุบไปแล้วนั้นงานตรวจบาญชีดังกล่าวไปอยู่ที่ไหนแล้วช่วงเวลา 10 ปีนี้มีการตรวจเงินแผ่นดินกันหรือไม่

 การค้นคว้าเอกสารทั้งจากประวัติกรมทั้ง 4 เล่มรวมทั้ง วิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวกับสำนักงานก็ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องดังกล่าว  มิพักต้องเอ่ยถึงหนังสือที่ระลึกในงานศพ 

ผมคิดว่าเรื่องนี้คงเป็นปริศนาให้เราได้ค้นหากันต่อไป  เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วเราเชื่อกันว่ากรมเราสถาปนาขึ้นเมื่อวันที่ 18 ก.ย. พ.. 2458 ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 6 มีนายอี  ฟลอริโอ เป็นอธิบดีกรมตรวจเงินแผ่นดินคนแรก แต่แท้จริงแล้วพัฒนาการตรวจเงินแผ่นดินมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 คือสมัยออดิตออฟฟิซ เมื่อปี พ.. 2418 และสมัยกรมตรวจ ปี พ.. 2433

 ในงานวิจัยของคุณสุนทรี (2513) และคุณเนตรทราย (2538) อธิบายบทบาทหน้าที่ของกรมตรวจไว้อย่างครอบคลุมสมบูรณ์เพียงแต่ขาดข้อมูลของบุคคลแรกที่เป็นอธิบดีกรมตรวจ  ทั้งนี้ในยุคของกรมตรวจมักจะมีการเรียกชื่อรวมกันกับกรมสารบาญชี (ซึ่งก็คือกรมบัญชีกลางในปัจจุบัน) และในภายหลังเราเรียกว่า “กรมตรวจแลสารบาญชี”   ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวกรมได้นายฝรั่งอย่าง มิสเตอร์ เจมส์ ริเวต คาร์แนค เป็นอธิบดีกรมตรวจแลสารบาญชี  มีนายอี  ฟลอริโอ เป็นรองเจ้ากรมฯ

การต่อภาพประวัติศาสตร์ที่หายไปดูเหมือนจะยากเย็น  หากแต่ว่าถ้าพวกเราไม่เจอเอกสารในหอจดหมายเหตุที่ว่าด้วยการจัดราชการงานในกระทรวงพระคลังฯ รศ.107-111  เอกสารชิ้นนี้ทำให้พวกเราตกตะลึงเมื่อเจอชื่อของอธิบดีกรมตรวจคนแรกตลอดจนโครงสร้างและบทบาทของกรมตรวจสมัยนั้น 

ใช่แล้วครับพลันที่ผมเห็นชื่อ พระยาพิพิธโภไคยสวรรค์  ผมรู้สึกโคตรดีใจเลย เหมือนบางอย่างที่เราหากันมานานได้ปรากฏขึ้นสักที  ประวัติศาสตร์ของกรมเราไม่ได้หายไปไหนหรอกครับเพียงแต่เรายังหากันไม่เจอเท่านั้นเอง

 ชื่อของพระยาพิพิธโภไคยสวรรค์มาพร้อมกับนายสนองราชบรรหาร ซึ่งเป็นรองอธิบดีกรมตรวจและเมื่อผมได้อ่านบันทึกเมื่อแรกเริ่มทำงานของกรมตรวจทำให้ผมได้ทราบว่าช่วงแรกตั้งนั้นท่านอธิบดีป่วยหนักจนไม่สามารถทำงานได้จึงให้นายสนองราชบรรหารเป็นผู้รักษาราชการแทน  

 คำถามที่ผมสงสัยมานานได้ถูกเฉลยด้วยเอกสารชิ้นนี้เช่นเดียวกันกับช่วงเวลาที่หายไปในปี พ.. 2423 – 2433 นั้น ปรากฏว่าหลังจากออดิตออฟฟิศถูกยุบไปรวมกับกรมบัญชีกลางแล้วได้ไปตั้งเป็นกองหนึ่งในกรมบัญชีกลางที่ชื่อว่า กองจ่าย 

 จะเห็นได้ว่าประวัติกรมเรามีความซับซ้อน  อีกทั้งมีความเป็นมาที่น่าสนใจและมีเสน่ห์ไม่น้อยเลยทีเดียว 

 การค้นพบในวันนี้อาจจะไม่สลักสำคัญอะไรมากนักเพราะหลายคนคิดว่ามันก็แค่เรื่องโบราณเก่าแก่เรื่องหนึ่งแต่สำหรับผมแล้วผมยังเชื่อว่าประโยชน์อย่างหนึ่งของการทำความเข้าใจในบริบททางประวัติศาสตร์ของกรมเรา จะทำให้เราเห็นภาพการทำงานของคนสมัยเก่าได้ชัดเจนขึ้นอีกทั้งยังทำให้เราช่วยกันคิดต่อไปอีกว่าหากวันหนึ่งเมื่อคนข้างหลังกลับมาเขียนประวัติศาสตร์ในยุคพวกเราบ้างเขาจะมองเราอย่างไรและเขาจะเขียนถึงเราเช่นไร?

ภาพจาก www.oag.go.th 

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3
apooh วันที่ : 18/03/2008 เวลา : 16.37 น.
http://www.oknation.net/blog/bedtaled
มีคนเคยบอกว่าเลขโปรดของเขาคือ 51ยังอีกไกลกว่าจะถึง100แต่ 51 ก็เกินครึ่งมาแล้ว

คุณขา ส่งการบ้าน ค่ะ
http://www.oknation.net/blog/bedtaled/2008/03/18/entry-1
ความคิดเห็นที่ 2
apooh วันที่ : 10/03/2008 เวลา : 14.04 น.
http://www.oknation.net/blog/bedtaled
มีคนเคยบอกว่าเลขโปรดของเขาคือ 51ยังอีกไกลกว่าจะถึง100แต่ 51 ก็เกินครึ่งมาแล้ว

รายงานค่ะ
อ่านจบแล้ว อิอิ
โคตรดีใจตามไปด้วยตอนอ่านถึงที่คุณหา"อธิบดีคนแรก"เจอ ความพยายามสูงเจงๆๆ

ความคิดเห็นที่ 1
apooh วันที่ : 08/03/2008 เวลา : 11.01 น.
http://www.oknation.net/blog/bedtaled
มีคนเคยบอกว่าเลขโปรดของเขาคือ 51ยังอีกไกลกว่าจะถึง100แต่ 51 ก็เกินครึ่งมาแล้ว

จำนวนผู้ชม : 11200
แวะมาเรื่องนี้หลายทีแล้วจ้าแต่ ไม่ได้อ่านเพราะ พักนี้ปวดตาค่ะ วันนี้มาก็อปไปอ่าน อิอิ

แสดงความคิดเห็น

  ล๊อกอินเข้าสู้ระบบ คลิกที่นี่   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
ขอขอบคุณ OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

"จูบสุดท้าย" ใน Cinema Paradiso

จูบสุดท้ายของ Cinema Paradiso กับดนตรีประกอบของ Ennio Morricone ได้ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังรักในดวงใจของใครหลายคนไปในทันใด

View All
<< มีนาคม 2008 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31