• hesse004
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hesse004@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-08-03
  • จำนวนเรื่อง : 66
  • จำนวนผู้ชม : 21390
  • จำนวนผู้โหวต : 51
  • ส่ง msg :
ออกกำลังความคิด
มาออกกำลังสมองกันเถอะ!
Permalink : http://www.oknation.net/blog/hesse004
วันจันทร์ ที่ 7 เมษายน 2551
สำรวจแนวคิดนักเศรษฐศาสตร์จีน
Posted by hesse004 , ผู้อ่าน : 221 , 23:14:04 น.  
พิมพ์หน้านี้


หลิน อี้ฟู่ นักเศรษฐศาสตร์จีนที่รงอิทธิพลที่สุดในเวลานี้ ปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่ง Cheif Economist ของธนาคารโลก

ในฐานะนักเรียนเศรษฐศาสตร์, ผมเองไม่ค่อยคุ้นเคยกับชื่อเสียงของนักเศรษฐศาสตร์จากโลกตะวันออกเท่าไรนัก ด้วยเหตุที่ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่นั้นล้วนมาจากนักเศรษฐศาสตร์จากโลกตะวันตกแทบทั้งสิ้นครับ

ยิ่งหากเปิดเข้าไปดูหอเกียรติยศนักเศรษฐศาสตร์ผู้ได้รับรางวัลโนเบลแล้ว ปรากฏว่ามีชาวเอเชียเพียงคนเดียว คือ “อมาตยา เซน” (Amartya Sen ) นักเศรษฐศาสตร์ชาวอินเดียที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้จากธนาคารกลางสวีเดน

ว่ากันว่าความยิ่งใหญ่ในโลกโนเบลไพรซ์ทางเศรษฐศาสตร์นั้นถูกผูกขาดอยู่กับนักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกัน (เชื้อสายยิว) โดยเฉพาะจาก “สำนักชิคาโก” (Chicago school) ที่แทบจะครองความยิ่งใหญ่ในบรรณพิภพทางเศรษฐศาสตร์เลยก็ว่าได้

อย่างไรก็ดีท่านผู้อ่านทราบมั๊ยครับว่าปัจจุบันนี้นักเศรษฐศาสตร์จากจีนนั้นกำลังได้รับการจับตามองอยู่ไม่น้อย ด้วยเหตุที่จีนคือประเทศที่มีอัตราการจำเริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในโลก ดังนั้นการเข้าใจแนวความคิดของนักเศรษฐศาสตร์จีนจึงเป็นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์จากโลกตะวันตกสนใจอย่างยิ่งครับ

เมื่อปี ค.ศ.2002 มีบทความชิ้นหนึ่งของนาย “ฉี หัง กวาน” (Chi Hung Kwan) ได้เขียนถึงแนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์จีนร่วมสมัยในช่วงที่จีนกำลังเปิดประเทศเต็มตัว โดยบทความดังกล่าวมีชื่อว่า “Taxonomy of Chinese Economists Beyond the dichotomy between reformists and conservative” ซึ่งอาฉีได้จำแนกประเภทนักเศรษฐศาสตร์จีนจากแนวคิดทางเศรษฐกิจและแนวคิดทางการเมืองครับ

แนวคิดทางเศรษฐกิจที่ว่านี้ อาฉี แกยึดจากความเชื่อของนักเศรษฐศาสตร์ที่ว่าเป้าหมายทางเศรษฐกิจนั้นควรจะยึดที่เป้าหมายใดระหว่างประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยกร (Efficiency) หรือความเป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากร (Fairness)

แหม่! พูดแบบนักเศรษฐศาสตร์เนี่ยมันวิชาการเกินเหตุนะครับ เพราะไอ้คำว่า Efficiency นั้นนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักส่วนใหญ่เชื่อว่า “กลไกตลาด”หรือ “มือที่มองไม่เห็น” นั้นเป็นตัวจัดสรรทรัพยากรได้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ด้วยเหตุนี้เองนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักจึงไม่ค่อยชอบให้รัฐเข้ามามีบทบาทในการจัดสรรทรัพยากรเท่าใดนัก

อย่างไรก็ตามนักเศรษฐศาสตร์อีกสายหนึ่งโดยเฉพาะฝ่ายซ้ายที่บูชาลัทธิมาร์กซ (Marxism) กลับเชื่อว่ารัฐต่างหากที่ควรมีบทบาทในการจัดสรรทรัพยกรเพื่อเน้นความเป็นธรรมให้กับทุกคนในสังคม

จะว่าไปแล้วแนวคิดทางเศรษฐกิจที่ต่างกันสุดขั้วนี้เองที่ทำให้เมื่อห้าสิบกว่าปีก่อนเกิดการแบ่งขั้วแยกค่ายกันชัดเจนระหว่าง “โลกทุนนิยม”และ “โลกสังคมนิยม”

ในส่วนของแนวคิดทางการเมืองนั้น อาฉี ได้จำแนกนักเศรษฐศาสตร์เหล่านี้ออกเป็น 4 พวก ครับ คือ พวกที่ยังอนุรักษ์เชื่อในระบอบสังคมนิยมไม่เสื่อมคลาย (Conservative), พวกที่สนับสนุนให้มีการปฏิรูปเศรษฐกิจก่อนจากนั้นก็ค่อยๆทำการปฏิรูปการเมืองต่อไปหรือ Pro Establishment พวกนี้เชื่อว่าหากปฏิรูปการเมืองเป็นประชาธิปไตยเร็วเกินไปจะมีปัญหาแน่นอน, พวกที่ต่อต้านปฏิรูปการเมืองหรือ Anti Establishment เพราะเชื่อว่าปฏิรูปไปยังไงก็มีปัญหาเหมือนเดิม เพราะพวกนี้ก็ไม่เชื่อน้ำยารัฐบาลคอมมิวนิสต์เท่าใดนักเนื่องจากการบริหารงานที่ผ่านมาเต็มไปด้วยปัญหาโดยเฉพาะการคอร์รัปชั่นของคนในพรรคเอง สำหรับพวกสุดท้าย คือ พวกที่เชื่อว่าจีนต้องปฏิรูปการเมืองเป็นประชาธิปไตยทันทีหรือพวก Reformist ครับ

คราวนี้ลองมาไล่ดูว่านักเศรษฐศาสตร์จีนดังๆนั้นถูกจัดอยู่ในประเภทใดบ้าง เริ่มจากกลุ่มที่มีอิทธิพลทางความคิดต่อผู้นำในพรรคคอมมิวนิสต์จีนเวลานี้ นั่นคือ กลุ่ม Pro-Establishment ครับ ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์สำคัญในกลุ่มนี้ได้แก่ หวู จิงเหลียน (Wu Jing Lian) , หลิน อี้ฟู่ (Lin Yifu) และฟานกัง (Fan Gang) ครับ นักเศรษฐศาสตร์ทั้งสามท่านนี้ล้วนติดอันดับท๊อปเทนของนักเศรษฐศาสตร์จีนในปัจจุบัน

“หวู จิงเหลียน” นับเป็นนักเศรษฐศาสตร์รุ่นเก๋าที่มีแนวคิดเอนไปทางทุนนิยมตลาดแต่ไม่ถึงกับสุดโต่ง ทั้งนี้ แนวคิดของหวูมีส่วนสำคัญในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจจีนช่วงที่จีนกำลังเริ่มต้นเปิดประเทศเต็มตัวโดยเฉพาะการนำกลไกตลาดมาจัดสรรทรัพยากรในระบอบการปกครองแบบสังคมนิยมจนสื่อของจีนเรียกระบบแบบนี้ว่า Wu Shichang หรือระบบตลาดแบบหวู (Market Wu) นั่นเองครับ

นอกจาก “หวู” แล้ว ว่ากันว่านักเศรษฐศาสตร์จีนที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเวลานี้ คือ “หลิน อี้ฟู่” ครับ ด้วยเหตุที่เมื่อต้นปีที่ผ่านมาหลินได้รับการแต่งตั้งให้เป็น Chief Economist ของธนาคารโลกนับเป็นคนเอเชียคนแรกที่ได้เป็นหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำธนาคารโลก หลิน อี้ฟู่นั้นจบปริญญาเอกทางเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชิคาโก ครับ หลินนั้นเคยเป็นศาสตราจารย์ทางเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งและได้รับการทาบทามจากรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนให้เข้ามามีส่วนในการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจจีนช่วงสมัยรัฐบาลของนายจู หรงจี

สำหรับกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ที่เชื่อในการปฏิรูปเศรษฐกิจพร้อมๆกับการปฏิรูปการเมืองนั้น ได้แก่ สตีเวน เจียง (Steven Cheung) และ หยาง เสี่ยวไข (Yang Xiaokai) ซึ่งแนวคิดของพวก ปฏิรูปหรือ Reformist นี้ต้องการเห็นจีนเป็นประเทศทุนนิยมที่มีการปกครองแบบประชาธิปไตยเต็มตัวครับ อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าแนวคิดของพวกปฏิรูปนี้จะเป็นไปได้แค่แนวคิดปฏิรูปด้านเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ในส่วนของการปฏิรูปเป็นประชาธิปไตยนั้นเห็นจะยากเต็มทีครับตราบใดที่รัฐบาลจีนคอมมิวนิสต์ยังครองอำนาจในจีนอยู่

ทั้งนี้ลองดูภูมิหลังของนักเศรษฐศาสตร์จีนกลุ่มนี้ก็ไม่น่าแปลกนักที่ทำไมพวกเขาจึงเชื่อในการปฏิรูป เพราะ สตีเวน เจียง เป็นอาจารย์เศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยฮ่องกงซึ่งเป็นพวกเสรีนิยมเต็มตัว ส่วนโปรเฟสเซอร์หยางนั้นสอนเศรษฐศาสตร์อยู่ที่มหาวิทยาลัยโมแนชในออสเตรเลีย ครับ

คราวนี้ลองมาดูพวกสุดโต่งอีกด้านหนึ่ง ครับ กลุ่มอนุรักษ์นิยมทั้งเศรษฐกิจและการเมืองนั้น ทุกวันนี้ดูเหมือนจะมีเพียง “หู อันกัง” (Hu Angang) อาจารย์เศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยชิงหัว (Tsinghua University) เป็นหัวขบวน พวกนี้เชื่อว่ายังไงซะรัฐยังคงต้องมีบทบาทสำคัญในการจัดสรรทรัพยากรเพื่อให้บรรลุเป้าหมายความเป็นธรรมของคนในสังคมอยู่ดี อย่างไรก็ตามโปรเฟสเซอร์หูนั้นถูกจัดว่าเป็น “พวกซ้ายใหม่” (New left) ครับ ซึ่งมีมุมมองคล้ายกับพวกสังคมนิยมประชาธิปไตยในยุโรป (Social Democracy) พวกนี้ไม่ได้เคร่งตำรา Marx และ Lenin อีกต่อไปแล้ว หากแต่พยายามหาหนทางประนีประนอมกับโลกความจริงมากขึ้น

สำหรับพวกสุดท้ายที่ถูกเรียกว่า Anti- Establishment นั้น นักคิดคนสำคัญในกลุ่มนี้เป็นนักหนังสือพิมพ์หญิงนามว่า “เห ฉิ่งเหลียน” (He Quinglian) ถ้าอ่านผิดต้องขออภัยด้วยครับ นักเศรษฐศาสตร์กลุ่มนี้ไม่เชื่อน้ำยาการบริหารงานของรัฐบาลคอมมิวนิสต์ที่ผ่านมา แม้ว่าจะค่อยๆปฏิรูปการเมืองเป็นประชาธิปไตยก็ตาม แต่ปัญหาที่รัฐบาลคอมมิวนิสต์ฝากไว้อย่าง การคอร์รัปชั่น การละเมิดสิทธิมนุษยชน การปล่อยให้มีสินค้าผิดกฎหมายเกลื่อนเมือง ก็ไม่ได้รับการแก้ไขอยู่ดี นอกจากนี้แนวคิดของพวกนี้เชื่อว่ารัฐบาลที่ดีควรมีบทบาทในการแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันของคนในสังคมจีนก่อนเพราะนับวันปัญหาดังกล่าวดูจะก่อตัวมากขึ้นเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตามครับหนังสือของ “เห ฉิ่งเหลียน” นั้นถูกแบนในจีนแผ่นดินใหญ่ถึงขนาดทำให้เจ้าตัวต้องอพยพลี้ภัยไปอยู่ในอเมริกาเลยทีเดียว

ข้อสังเกตของผมจากการอ่านบทความนี้อยู่ที่เรื่องความพยายามที่จะหาจุดลงตัวของระบบทุนนิยมแบบจีนๆกับระบอบการปกครองสังคมนิยมภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์

หากเรามองว่ารัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนพยายามบริโภคสินค้าสองชนิด คือ “สินค้าทุนนิยม” และ “สินค้าประชาธิปไตย” นั้นน่าคิดเหมือนกันนะครับว่าสินค้าทั้งสองประเภทนี้มันเป็นสินค้าประกอบกัน (Complementary goods) ตามหลักเศรษฐศาสตร์หรือเปล่า? เพราะเมื่อตั้งใจจะเสพระบอบทุนนิยมแล้ว มันแทบจะเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องบริโภคประชาธิปไตยเคียงเข้าไปด้วย

หรือจะเป็นเพราะว่ารัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนนั้นมองว่า “ประชาธิปไตย” ยังคงเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย (Luxurious good) สำหรับประชาชนอยู่ เพราะหากรายได้ต่อหัวของชาวจีนยังไม่สูงพอก็อย่าเพิ่งคิดบริโภคสินค้าประชาธิปไตยจะดีกว่า

ท้ายที่สุด ผมยังเชื่อในภูมิปัญญาและสติปัญญาของนักเศรษฐศาสตร์จีนอยู่ครับและเชื่อว่าพวกเขาคงพยายามหาจุดสมดุลระหว่างทุนนิยมแบบจีนๆกับประชาธิปไตยแบบจีนๆได้ในไม่ช้านี้ครับ

Hesse004


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4
oamie วันที่ : 16/04/2008 เวลา : 14.14 น.
http://www.oknation.net/blog/oam

เป็นบทความที่มีประโยชน์มากเลยครับ จะติดตามอ่านต่อไปนะครับ
ความคิดเห็นที่ 3
ผู้หญิงตัวเล็ก วันที่ : 14/04/2008 เวลา : 15.23 น.
http://www.oknation.net/blog/rinn


ระบบทุนนิยมกับประชาธิปไตยของจีน
เชื่อเช่นกันค่ะว่า นักเศรษฐศาสตร์ของจีน
จะหาจุดที่สมดุลกันได้ในมาช้า...
ความคิดเห็นที่ 2
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 08/04/2008 เวลา : 20.45 น.
http://www.oknation.net/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

น่าสนใจมากครับ...
ผมว่านักเศรษฐศาสตร์ฝั่งตะวันออกก็เก่งนะครับ ไม่งั้น ญี่ปุ่น เกาหลี ก็คงไม่ได้ดีขนาดนี้..นะครับ
แม้แต่มาเลเซียยุคนายกฯมหาเด ก็ใช้ระบบฟิกซ์ค่าเงิน จนไม่เจอพิษต้มยำกุ้ง
ความคิดเห็นที่ 1
kilroy วันที่ : 07/04/2008 เวลา : 23.30 น.
http://www.oknation.net/blog/kilroy

เอนทรีนี้เปิดหูเปิดตากระผมมากจริงๆครับ เร็วๆนี้เพิ่งได้อ่านบทความของ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ชมเชยถึงความเก่งของธนาคารกลางของจีนในการจัดการเศรษฐกิจมหภาคได้อย่างดีเยี่ยม เลือกใช้เครื่องมือได้สอดคล้องกับบริบทของจีนเองควบคู่ไปกับการอยู่ร่วมกับประเทศอื่นๆ

โดยส่วนตัวกำลังศึกษาหาข้อมูลในอิสชูนี้อย่างจริงจัง เอนทรีนี้ของคุณ hesse ช่วยเป็นฐานข้อมูลและจุดเริ่มต้นได้ระดับทีเดียว

เยี่ยมมากครับ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

"จูบสุดท้าย" ใน Cinema Paradiso

จูบสุดท้ายของ Cinema Paradiso กับดนตรีประกอบของ Ennio Morricone ได้ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังรักในดวงใจของใครหลายคนไปในทันใด

View All
<< เมษายน 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30