| โมกูจู ดอยสูงกลางป่าตะวันตก | ||
ภาพจากทริปโมกูจู ยอดเขาสูงกลางป่าตะวันตก |
||
|
View All |
||
| << | ธันวาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||
พิมพ์หน้านี้
|
วันนี้ขอขุดกรุ ทริปที่ได้ไปมาเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เป็นทริปผจญภัยอีกตามเคย โดยคราวนี้จุดหมายของเราอยู่ที่ ดินแดนแห่งประวัติศาสตร์ ดินแดนแห่งปราสาทหิน นครวัด นครธม ครับ การเดินทางของเราในทริปนี้ เรายึดหลักการประหยัดเอาไว้เช่นเดิม ดังนั้นพาหนะการเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปเสียมเรียบ จึงใช้รถบัส และรถยนต์แทนการนั่งเครื่องบิน จากการค้นหาข้อมูล ทำให้มุมมองของผมที่เคยมองว่าการไปเที่ยวเสียมเรียบ มีเพียงนครวัด นครธม แต่ตรงกันข้าม ขอบเขตเมืองพระนคร ประกอบด้วยปราสาทหินจำนวนมาก มากจนเราต้องวางแผนการเดินทางอย่างละเอียดกันทีเดียว ทั้งนี้เพื่อให้สามารถเที่ยวชมได้อย่างทั่วถึง และสามารถที่จะวางแผนการเที่ยวชมให้หลบหลีกกับบรรดากรุ๊ปทัวร์ ซึ่งทำให้เราได้ชื่นชมความงามของสถานที่แต่ละแห่งอย่างสงบได้
วันแรก : ก็อุปสรรคมันเยอะ ตีสี่ครึ่ง เป็นเวลาที่สมาชิกทั้งห้าคนมาพร้อมกันที่หน้าฟิวเจอร์พาร์ครังสิตเพื่อรอรถบัสที่ปกติจะรับนักเล่นการพนันไปส่งที่ด่านอรัญฯ แต่พวกเราก็จะขอติดไปด้วย โดยเสียค่ารถคนละ 100 บาทถ้วน ถามพี่คนขับแท็กซี่แถวนั้นดู แกบอกว่ารถจะมาตอนตีห้า แต่กว่าจะมาจริงๆ ก็ปาไปตีห้าครึ่ง รถที่นั่งก็เป็นรถบัสสองชั้นอย่างดี แต่รถเราต้องวนไปรับคนแถวรังสิต แล้วค่อยวกเข้าเมืองไปดินแดง ดังนั้นกว่าจะไปถึงตลาดโรงเกลือ ก็เกือบสิบโมง ทำการแลกเงิน US กันที่แบงค์แถวนั้นแล้วจัดการข้ามแดนไปฝั่งกัมพูชา ก่อนข้ามไปแม่ค้าแถวนั้นบอกให้ระวังกระเป๋าด้วย แต่ละคนเลยกอดกระเป๋ากันไม่ยอมปล่อยเลย ข้าม ตม.ผั่งไทยมา ก็เจอกับคาสิโนกับโรงแรมหรูเรียงรายเต็มไปหมด แต่พอมองผู้คนชาวกัมพูชาสองข้างทางกลับเป็นอะไรที่มันช่างแตกต่างราวฟ้ากับดิน มองไปก็ได้แต่ปลงชีวิตกับภาพที่เห็นเบื้องหน้า เดินมาซักพักก็มาถึงด่านฝั่งกัมพูชา ถามเจ้าหน้าที่เรื่องวีซ่า ปรากฏพี่แกเรียกเก็บเลย คนละ 1200 บาท ตอนแรกก็งงว่าขึ้นราคาแล้วหรอ เพราะราคาในเวปมัน 1000 นึงนี่น่า มารู้ตัวคือเจ้าหน้าที่แกเอาเอกสารวิ่งกลับไปตรงอาคารด้านติดๆกับฝั่งไทย คือว่า 200 คงเป็นค่าบริการแน่ๆ แต่ทำไงได้เสียรู้ไปแล้วก็รอละกัน กว่าพี่แกจะกลับมาก็เกือบชั่วโมง รอกันจนเหงือกแห้ง ตีตราวีซ่าเสร็จตอนเที่ยงครึ่ง ก็ได้เวลาหาแท็กซี่ไปเสียมเรียบ จากข้อมูลที่ได้จากในเวปบอกว่าที่วงเวียนนารายณ์จะมีแท็กซี่อยู่ทั่วไป เราสามารถต่อราคาได้เลยที่นี่ แต่ก็จะมี shuttle bus พาไปส่งฟรีที่สถานีขนส่ง ถ้าเราเผลอไปที่สถานีขนส่งจะต้องเสียค่าแท็กซี่ราคาแพงมากถึง 50-60 พวกเราเลยเดินกลับไปที่วงเวียนอีกครั้ง ครั้งนี้มี ช 3 เข้ามาติดต่ออีก บอกว่าไปได้ 40 US พอบอกโอเค พี่แกดันพาไปขึ้น shuttle bus อีก เราก็ไม่ยอมเดินหนีออกมาเลยกลัวโดนหลอกไปฟัน เลยลองเสี่ยงเรียกตุ๊กๆดูก็ดันพูดภาษาไทยก็ไม่ได้ ภาษาอังกฤษก็ไม่ได้อีก ก็ใช้ภาษาใบ้คุยๆให้แกวิ่งไปให้พ้นๆตรงนี้ก่อน จะได้ให้ ญ1 ส่งรถไปรับ โดยโบกมือเป็นสัญญาณให้ ญ1 ตอนรถวิ่งผ่าน เรานั่งตุ๊กๆ มาได้ซัก 1-2 กิโล ก็บอกให้แกจอดตรงแถวๆปั๊มน้ำมัน เพื่อรอรถจาก ญ1 แต่รอแล้วรอเล่าก็ไม่มีรถมา พอดีตรงนั้นเป็นโรงแรมเล็กๆ มีชายคนหนึ่งเดินออกมาถาม (ช 4) ว่าต้องการห้องพักหรือเปล่า เราเลยบอกว่าอยากได้แท็กซี่ไปเสียมเรียบ แกก็เรียกให้รีบๆเข้าไปนั่งข้างในก่อน ตอนนั้นก็ไม่เข้าใจว่าทำใมต้องรีบเรียกให้เราเข้าไป ลองต่อรองราคา ก็ได้ที่ 40 US แต่ดันกลัว ญ1 ส่งรถมาแล้วจะไม่เจอเลยออกไปรอ ดูก่อน ปรากฏว่าเห็นมอเตอร์ไซด์คันหนึ่งขับมาแล้วก็วนๆ มองพวกเราอยู่แถวนั้น ซักพักมีรถมาจอด ปรากฏเป็น ช2 ที่เฝ้าดูเราที่วงเวียน พี่แกขับรถตามมาถึงที่นี่แล้วบอกว่าแกมาจาก บขส. ถ้าต้องการรถให้บอกแกได้ ราคาก็อยู่ที่ 50 ตอนนี้เราชักเหนื่อยแล้วก็เบื่อมากๆทำไมกะอีแค่เรียกรถไปเสียมเรียบมันช่างยุ่งยากนัก สุดท้ายเลยยอมแพ้เรียก ช4 บอกโอเค 40 ก็ 40 จะได้ไปกันซะที ช4 หายไปโทรศัพท์ซักพัก ก็มีชายคนที่ 5 (ช5) เข้ามาพบ ช4 แล้วก็เดินมาบอกว่าตอนนี้ไปไม่ได้ ตำรวจยืนเฝ้าอยู่ฝั่งตรงข้าม ถ้าแท็กซี่มาก็โดนจับ ต้องรอจนตำรวจไปก่อน เราก็รอกันไปเถียงกับ ช5 ไป ซักพัก ช5 ก็บอกตำรวจไปแล้ว งั้นไปกันเลย รอซักพักแท็กซี่ก็มาจอด พวกเราต้องรีบยัดๆของลงท้ายรถ รีบขึ้นรถบึ่งออกไปทันที โดยกระเป๋าบางใบยังอุ้มกันอยู่กับมือเลย วิ่งออกนอกเมืองซักพักแท็กซี่ก็จอดข้างทาง ตอนแรกนึกว่าจะเอาพวกเรามาทิ้งซะอีก แต่จริงๆแกจอดเพื่อเอากระเป๋าที่กอดๆกันอยู่ตอนรีบหนีขึ้นรถ ไปไว้ที่ด้านหลังจะได้นั่งกันสบายๆ ตกลงสุดท้ายก็ไม่รู้ว่าใครบ้างที่พูดจริงกับเรา ใครบ้างที่หลอกเรา แต่ที่รู้ๆคือพวกเราหนะโดนหลอกแน่นอน แต่ไม่รู้ว่าใคร บทสรุปที่ได้สำหรับการนั่งแท็กซี่ไปเสียมเรียบ คือ ยอมนั่ง shuttle bus ไปเถอะครับ แล้วค่อยไปต่อราคาเอาดาบหน้า ดีกว่าต้องมาเสียเวลา แล้วยังต้องมานั่งปวดหัวอีก โชคดีที่ช่วงนี้เป็นหน้าแล้ง ดังนั้นถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อเลยไม่กลายสภาพเป็นทะเลโคลน แต่ก็นั่งโขยกกันไปตลอดทางจนถึงเสียมเรียบใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงคือราวๆสี่โมงก็ถึงแล้ว เราก็ให้แท็กซี่วิ่งตรงไปยังตลาดเก่าหรือที่เรียกว่าตลาดซาจ๊ะ เพื่อติดต่อโรงแรมที่หมายมั่นปั้นมือไว้ แต่แล้วก็แห้วอีกตามเคยเพราะโรงแรมเต็ม ก็เลยต้องเดินแบกเป้ ปุเรงๆวิ่งหาที่พักกันแถวๆนั้น สุดท้ายก็มาได้ที่ Reaksmey Chanreas Hotel ตอนแรกก็อ่านชื่อโรงแรมไม่ออก แต่มารู้ที่หลังว่าเขาอ่านกันว่า รัศมี จันทร์เรีย ทำการเก็บของเข้าห้องพักเรียบร้อยก็รีบออกมาเรียกตุ๊กๆ เพื่อตรงไปยังสถานที่แรกที่เราจะไปเยือนกัน พนมบาแค็ง จุดดูพระอาทิตย์ตกยอดนิยม ตุ๊กๆพาเราผ่านนครวัดตรงไปยังพนมบาแค็ง สังเกตุว่าตรงทางเข้าพลุกพล่านไปด้วยรถนาๆชนิดมารับส่งนักท่องเที่ยวจนดูเหมือนเป็นงานวัดยังไงยังงั้น เราเดินขึ้นไปตามทางอ้อมเขาพร้อมๆกันนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เมื่อขึ้นมาถึงแล้วยังต้องตะลึงกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่นั่งรอพระอาทิตย์ตกอยู่เต็มพรึดไปหมด เย็นนี้เลยไม่ค่อยประทับใจกับสิ่งที่เห็นเท่าไหร่ คิดว่าไม่เป็นไรพรุ่งนี้แก้ตัวใหม่ นั่งรถกลับมาเสียมเรียบหาข้าวกิน วันนี้เรากินกันที่ตลาดโต้รุ่งใกล้ๆโรงแรม สั่งอะไรที่คิดว่าทำง่ายที่สุดคือ ข้าวผัดหมู ซึ่งรสชาติก็พอกินได้ คืนนี้ต้องวิ่งหาแท็กซี่สำหรับพรุ่งนี้อีก ถามไปถามมาจนมาได้ราคาที่ 95 USD ใครที่เคยไปอย่างเพิ่งตกใจว่าทำใมแพงนัก สาเหตุเพราะเราวางแผนกันว่าจะไป บันทายสรี แล้วต่อที่ เกาะแกร์ กับ ปราสาทบึงมาลา ด้วย ซึ่งทั้งสองที่อยู่ห่างออกไปมาก ดังนั้นวันนี้เลยต้องรีบนอนกัน เพราะพรุ่งนี้ต้องออกแต่เช้าตรู่ วันที่สอง ตะลอนนอกเมือง วันนี้เราเลือกเก็บที่เที่ยวนอกเมืองเนื่องจากเป็นวันเสาร์ กลัวว่าที่เที่ยวในเมืองจะมีนักท่องเที่ยวล้นหลาม (จริงๆก็ล้นทุกวันนั่นแหละ) โดยออกจากเสียมเรียบตั้งแต่ตีห้า แท็กซี่พาเราออกมานอกเมืองได้ไม่เท่าไหร่ ปรากฏว่าอยู่ๆเครื่องก็ดับซะอย่างงั้น สาเหตุคือน้ำมันหมด คนขับเพิ่งมาสารภาพว่าจะรอไปเติมตรงโค้งหน้า พวกเราเลยต้องกรูกันออกมาช่วยกันโบกรถท่ามกลางความมืด เพื่อให้อีตาคนขับรถนั่งไปหาน้ำมันมาเติม ส่วนพวกเราก็นั่งดูดาวรออยู่ริมถนนที่สองข้างทางเป็นทุ่งนาโล่งๆ มองซ้ายมองขวาดูไปก็น่ากลัวเหมือนกัน ดีที่มากันหลายคน รอไปได้ซักพัก ค่อยใจชื้นหน่อยเพราะคนขับของเราก็กลับมาพร้อมน้ำมันนั่นเอง ตกลงสงสัยทริปนี้ทำบุญมาไม่ดีซวยตลอด
วันนี้เราจะเริ่มต้นจากบันทายสรี ปราสาทที่เรียกได้ว่าแกะสลักได้ละเอียดที่สุดในเมืองพระนครแห่งนี้ อีกทั้งหินทรายที่นำมาทำก็เป็นสีชมพูต่างจากปราสาทแห่งอื่นๆ เราไปถึงตัวปราสาทตอนฟ้าเพิ่งเริ่มสาง พระอาทิตย์ยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้าขึ้นมาเลย โชคดีที่มาตอนนี้เพราะไม่มีคนเลย เดินดูกันได้สบายๆ พอพระอาทิตย์เริ่มโผล่ให้เห็น ก็เป็นเวลาทองของเราเลย เพราะแสงสีทองตอนตกกระทบตัวปราสาทสีชมพู มันช่างงามจนขนลุกเลย ปราสาทแห่งนี้ถึงแม้จะเป็นปราสาทเล็กๆ แต่ความงามเรียกว่าไม่เป็นรองใครเลย โดยเฉพาะช่วงเวลาเช้าๆอย่างนี้
อยู่ที่บันทายสรีได้ไม่นานก็ได้เวลาเดินทางต่อเพราะวันนี้ยังอีกยาวไกล จุดหมายต่อไปเป็นที่ที่ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวไปเยือนนัก ขนาดตอนบอกแท็กซี่ แกยังงงงๆว่าจะไปจริงๆหรือ เพราะอยู่ไกลมากๆ นั่นคือเกาะแกร์ เมืองหลวงเก่าที่ถูกทิ้งร้างมานาน เพิ่งเปิดให้คนเข้าชมได้ไม่นาน สิ่งก่อสร้างที่โดดเด่นคือ ประสาททรงปิรามิตที่มองไปก็คล้ายๆกับปิรามิตแถวๆอเมริกาใต้เลย สำหรับพื้นที่บริเวณเกาะแกร์บางส่วนยังเต็มไปด้วยทุ่นระเบิด ดังนั้นการเที่ยวชมไม่ควรเดินออกนอกเส้นทางที่ทางเจ้าหน้าที่จัดไว้ให้ โดยสังเกตุจากป้ายเตือนรูปหัวกะโหลก ซึ่งแสดงถึงพื้นที่อันตรายที่ยังไม่ได้มีการเคลียร์ทุ่นระเบิด
จากเกาะแกร์ ก็มายังจุดหมายต่อไป คือปราสาทบึงมาลา ปราสาทใหญ่ที่ยังไม่ได้ผ่านการบูรณะ ปราสาทที่บางคนเรียกว่า นครวัดแห่งบูรพาทิศ เพราะมีขนาดของพื้นที่เท่าๆกับนครวัดเลยทีเดียว ผิดแต่ว่าประสาทแห่งนี้ยังไม่ได้รับการบูรณะ ดังนั้นสภาพทั่วไปจึงเป็นซากปรักหักพัง ซึ่งต้องปีนป่ายกันพอสมควรในการเข้าไปเที่ยวชม แต่ก็ได้บรรยากาศของปราสาทที่ถูกทิ้งร้าง มีต้นไม้ขึ้นปกคลุมไปทั่ว ถ้าต้องการนึกถึงสภาพของนครวัดในครั้งที่ถูกค้นพบโดยชาวฝรั่งเศษ ว่ามีสภาพเป็นอย่างไร ก็ลองมาดูที่ปราสาทบึงมาลาครับ
กว่าจะออกจากปราสาทบึงมาลาได้ก็บ่ายแก่แล้วเพราะเราเสียเวลาเดินทางไปซะเยอะ อีกทั้งปราสาทบึงมาลา ต้องปีนป่ายตลอด อีกทั้งยังหลงอยู่ภายใน หาทางออกไม่ถูกอีก เลยหมดไปกับที่นี่เกือบสองชั่วโมง ระหว่างทางกลับยังมี ปราสาทบันทายสำเหร่ ปราสาทสวยที่เรามาได้เวลาพอดี คือประมาณสี่โมง แสงกำลังสวยเลย ถัดมาก็เป็นปราสาทแปรรูบ ที่มีคนขึ้นไปรอดูพระอาทิตย์ตกอยู่พอสมควร ถ้าใครไม่อยากเบียดเสียดคนเพื่อดูพระอาทิตย์ตกที่พนมบาแค็ง ที่นี่ก็เป็นทางเลือกที่ดีอีกจุดหนึ่ง แต่พวกเราเห็นว่ายังพอมีเวลา เลยไปต่อยังปราสาทตาแก้ว ไปนั่งดูพระอาทิตย์ตกที่นี่ดีกว่า นั่งรอจนพระอาทิตย์ตกดินก็ได้เวลากลับเสียมเรียบหาอะไรกิน วันนี้กินดีหน่อยเป็นร้านอาหารแถวๆตลาดซาจ๊ะนั่นแหละ แต่จำชื่อร้านไม่ได้ จำได้แต่ว่าสั่งอาหารพื้นเมืองมาสามอย่าง ปรากฏว่าเหมือนกันทั้งสามอย่าง คือเป็นแกงคล้ายๆ แกงเขียวหวานแต่ใสมันด้วย อีกอย่างที่ต้องทำในวันนี้คือ เอา memory strict ไปให้ร้านเขียนลงซีดี เพราะวันนี้เล่นกดไปเกือบ 200 รูป ถ้าไม่งั้นพรุ่งนี้อาจไม่มีเนื้อที่ให้เก็บรูปอีก นี่ขนาดยังไม่ได้ไป นครวัด นครธม ยังเกือบหมด สุดท้ายวันนี้หัวถึงหมอนก็หลับเลยเพราะเหนื่อยสุดๆ
|