| โมกูจู ดอยสูงกลางป่าตะวันตก | ||
ภาพจากทริปโมกูจู ยอดเขาสูงกลางป่าตะวันตก |
||
|
View All |
||
| << | มกราคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||
พิมพ์หน้านี้
|
การเดินทางของผมส่วนใหญ่มักถือคติที่ว่า ก่อนไปก็คาดหวังเอาไว้น้อยๆ หรือพยายามไม่คาดหวังกับสิ่งที่จะได้เจอะเจอซักเท่าไหร่ ดังนั้นพอไปถึงจริงๆ สิ่งที่ได้พบเจอ แม้เป็นสิ่งสวยงามเล็กๆน้อยๆ ก็ถือเป็นกำไร แล้วหละครับ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ใช้ได้ผล โดยเฉพาะในทริปปีใหม่ที่ผ่านมา ที่ตอนแรกก็ไม่ได้คาดหวังอะไรนัก แต่สุดท้ายก็ได้เห็นทั้ง พญาเสือโคร่งที่บานเต็มดอย ทะเลหมอก กับพระอาทิตย์ตกสวยๆ กับการเดินทางที่ไม่โหดนัก เรียกว่าเดินทางกันสบายๆ ไม่ต้องฝ่าฝูงชน ถึงแม้จะไปในช่วงเทศกาลก็ตาม
ตอนที่วางแผนเดินทาง ก็เช่นเดียวกับปีใหม่ปีก่อนๆ คือพยายามหาสถานที่ที่คนน้อยๆ เพราะไม่อยากไปอยู่สลัมเต๊นส์ตามอุทยานแห่งชาติดังๆทั้งหลาย แวะเวียนอยู่ตามเวปไซด์ต่างๆ แต่เพราะหัวหน้าทริปอย่างกระผมอยากเดินป่าแต่ขี้เกียจเตรียมตัว สุดท้ายก็มาสรุปว่าไปกับทัวร์เจ้าเดิมคือTrekkingthai ก็แล้วกัน ซึ่งหลังจากเลือกอยู่นาน ก็มาสะดุดกับทริป ดอยแบวี ผาสองฤดู ที่ทาง Trekkingthai รับรองไว้ว่าไม่เจอฝูงชนแน่นอน เพราะแทบไม่มีคนรู้จักเลย ตอนที่จองไปก็ยังไม่รู้เลยว่าจะได้เห็นอะไรบ้าง แต่ก็คิดซะว่าอย่างน้อยก็ไปเดินป่าเล่นก็แล้วกัน
หัวค่ำของวันศุกร์ที่ 28 ธันวาคม รถตู้สองคันนำคณะของเราออกเดินทางจากกรุงเทพฯ มุ่งสู่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เชียงใหม่ กลุ่มของเราที่มาด้วยกัน 6 คน พอขึ้นรถได้ไม่ถึงชั่วโมงก็จัดการปิดเปลือกตาเก็บแรงนอนกันเงียบกริบ จนสต๊าฟเก็บมาแซวทีหลังว่ากรุ๊ปนี้ขึ้นรถก็นอนเก็บแรงกันเต็มที่เลย เราแวะตลาดที่อำเภอฮอดเพื่อให้สต๊าฟซื้อเสบียงก่อนขึ้นดอย ส่วนพวกเราก็ถือโอกาสเดินตลาดเช้าเล่นกัน ของที่ขายส่วนใหญ่ก็จะเป็นของสดซะมากกว่า จะมีก็พวกขนมครก โรตี กินแก้หิวไปพลางๆ นั่งรถต่อมาอีกไม่กี่ตื่น เราก็เข้าเขตอินทนนท์ พอลืมตาขึ้นก็ตื่นตากับพญาเสือโคร่งงที่บานสะพรั่งสองข้างทาง รถตู้เลี้ยวพาเรามาแวะทางข้าวเช้าที่ โครงการหลวงขุนวาง ภายในมีการปลูกพญาเสือโคร่งที่ออกดอกสีชมพู บานเต็มต้น ตัดกับท้องฟ้าสีฟ้าเข้ม เป็นบรรยากาศสบายๆที่ไม่อยากเดินทางต่อแล้ว นึกในใจว่า แค่นี้ก็คุ้มแล้ว กับดอกไม้สวยๆ ฟ้าใสๆ อากาศสบายๆ แต่ภารกิจเราก็ต้องดำเนินต่อไป หลังจากจัดการแพ๊กของที่ไม่สำคัญทิ้งไว้ที่รถตู้ เพราะคืนนี้เราจะขึ้นไปนอนบนยอดดอยกัน และที่ได้รับแจ้งมาก่อนหน้าคือ ไม่มีน้ำให้อาบ ซึ่งก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่ต้องขนอุปกรณ์อาบน้ำ หรือเสื้อผ้าขึ้นไปเยอะ จะได้แบกของกันเบาๆ เราใช้เวลาเดินกันประมาณสี่ชั่วโมงกว่าๆ ผ่านเส้นทางที่เรียกว่าค่อนข้างชันมากๆ ดีที่ของบนบ่ามีน้ำหนักไม่มากนัก เลยสามารถค่อยๆเดินได้อย่างไม่ลำบากนัก แต่ก็ไม่สามารถสู้น้องๆที่เดินกันลิ่วๆ เพราะก็ต้องยอมรับเรื่องสังขารเป็นสิ่งไม่เที่ยงหนะครับ อายุมากแล้วก็ค่อยๆไปละกัน สำหรับสถานที่กางเต๊นส์ของเราวันนี้จะอยู่ตรงที่เรียกว่าผาสองฤดู ที่ได้ชื่อนี้ก็เพราะเป็นบริเวณสันเขาที่ทิวทัศน์สองข้างมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน คือด้านหนึ่งเป็นหุบเขาที่เปิดโล่ง เห็นแนวป่า ทิวเขาชัดเจน แต่หุบอีกด้านกลับปกคลุมไปด้วยหมอกตลอดเวลา ขนาดเราเดินมาถึงเอาตอนบ่ายๆ สายหมอกก็ยังปกคลุมไปทั่ว ยิ่งถ้าเดินเลยไปอยู่บนจุดที่สูงขึ้นไป แล้วมองลงมาก็จะเห็นความแตกต่างของทั้งสองด้านอย่างชัดเจน
บ่ายนี้พวกเราส่วนใหญ่ก็นั่งๆนอนๆพักเหนื่อย รอเวลาเดินขึ้นไปดูพระอาทิตย์ตก ณ.จุดที่ชาวบ้านเรียกว่าผาแง่ม ส่วนคำว่าดอยแบวี ที่เป็นชื่อของทริปนี้ เพิ่งมารู้ความจริงว่าไม่ได้เป็นชื่อเรียกยอดดอยใดยอดดอยหนึ่งโดยเฉพาะ แต่เป็นชื่อที่เรียกรวมๆของดอยบริเวณนั้น เพราะแบวี แปลว่าหัวล้าน ชาวบ้านก็เลยเรียกดอยแถวๆนั้นซึ่งส่วนใหญ่บนยอดจะเป็นทุ่งหญ้าโล้นๆว่าดอยแบวี หรือก็คือดอยหัวล้านนั่นเอง
พออาทิตย์เริ่มคล้อยบ่าย พวกเราก็ตระเตรียม กล้อง ขาตั้ง อุปกรณ์กันหนาว รวมถึงไฟฉาย ในการเดินไปยังผาแง่ม ซึ่งต้องเดินเลยขึ้นไปอีกประมาณครึ่งชั่วโมง เพื่อไปดูพระอาทิตย์ตกกัน ที่ยอดของผาแง่ม ที่ยอดแห่งนี้จะมีพระธาตุขุนวาง ประดิษฐานอยู่ ซึ่งพระธาตุแห่งนี้เป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านในละแวกนั้น โดยระหว่างที่เราท่องเที่ยวอยู่ที่นี่ ก็จะเห็นชาวบ้านเดินเท้าขึ้นมาสักการะองค์พระธาตุอยู่เนืองๆ
ยิ่งเวลาล่วงเลยไป แดดเริ่มอ่อนแสง อากาศก็เริ่มเย็นยะเยือก หุบเขาด้านที่เป็นทะเลหมอก เมื่อต้องกับแสงสีทองของอาทิตย์ยามใกล้ลับฟ้า เปลี่ยนผืนหมอกสีขาวเป็นสีทอง ช่างดูสวยปนเหงาๆให้ต้องรีบเก็บภาพตรงหน้าก่อนที่แสงสุดท้ายของวันจะหมดไป พออาทิตย์ลับขอบฟ้าไป อากาศก็ยิ่งเย็นเข้าไปใหญ่ พวกเราเลยตัดสินใจเดินกลับที่พักเพราะท้องเริ่มหิวแล้วสิ
ค่ำคืนนี้ท้องฟ้า เต็มไปด้วยดาวนับพัน เสียดายที่ลืมเอาแผนที่ดาวติดมาด้วย ก็ได้แต่บ่นกับเพื่อนร่วมทาง แต่ดันโดนตอกกลับมาว่า ถึงจะติดมาด้วย แล้วจะดูออกจริงๆหรอ คืนนี้เราคุยกันถึงแผนการของพรุ่งนี้เช้า สมาชิกส่วนใหญ่ขอรอดูพระอาทิตย์ขึ้นที่จุดกางเต๊นส์ มีเพียงไม่กี่คนที่สมัครใจจะเดินผ่าความมืด ขึ้นไปรอดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ผาแง่ม ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีผมอยู่ด้วยหนึ่งคน ผมออกเดินทางตั้งแต่ตีห้า เดินผ่าความหนาวเหน็บท่ามกลางความมืด ไปตามทางที่สูงชัน อันที่จริงอุณหภูมิขณะนั้นก็แค่ สิบองศานิดๆ แต่ที่ทำให้หนาวจับใจ กลับเป็นลมซะมากกว่า ด้วยว่าที่พักของเราอยู่ตรงสันเขา ซึ่งเป็นจุดที่ลมพัดผ่านตลอดเวลา
นั่งรอแสงแรกของวันด้วยใจจดใจจ่อ ถึงแม้ที่ผ่านมาจะเห็นภาพลักษณะนี้มาหลายครั้ง แต่ก็อดตื่นเต้นทุกครั้งกับสีสันของแสงแห่งวันใหม่ แสงที่แสดงถึงการเริ่มต้น แสงที่ดูเมื่อไหร่ก็สวยเมื่อนั้น
การเดินทางวันนี้จะเป็นการเดินลงเขาเพื่อไปนอนยัง ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงขุนวาง (แม่จอนหลวง) โดยเส้นทางจะเป็นคนละเส้นกับที่เราเดินมา คือจะเป็นการเดินไปตามสันเขา ที่มีวิวสวยๆ ของป่าที่เริ่มเปลี่ยนสี สายหมอกที่ยังคงคลอเคลียอยู่ตามยอดเขาให้ดูตลอดทาง เรามาถึงศูนย์วิจัยเกษตรหลวงขุนวาง (แม่จอนหลวง) เอาตอนบ่ายๆ ตอนมาถึงก็ตื่นเต้นกันใหญ่กับต้นพญาเสือโคร่งทีออกดอกสะพรั่งไปทั่วศูนย์ เยอะกว่าที่เห็นในวันแรกอีก
พวกเราฆ่าเวลาช่วงบ่ายด้วยการเดินไปยังน้ำตก ศิริรัตน์ ที่อยู่ห่างจากที่พักไปกิโลกว่าๆ วันนี้ขอกระโดดน้ำให้ชุ่มปอดหลังจากไม่ได้อาบน้ำมาเกือบสามวันเต็มๆ เพราะรู้สึกตัวเองเริ่มเน่าๆแล้วสิ แต่เพียงแค่หย่อนตัวลงน้ำก็ต้องสะดุ้งเพราะน้ำเย็นสุดๆ เย็นจนตัวชาไปหมดแต่อุตสาห์เดินมาถึงแล้วก็ขอนั่งให้น้ำตกใหลกระแทกตัวให้หนำใจซะก่อนดีกว่า
เดินกลับที่พักด้วยความสบายตัวอย่างบอกไม่ถูก ด้วยว่าไม่ได้ถูกน้ำมานาน คืนนี้เราได้นอนในเต๊นส์บนสนามหญ้านุ่มๆ สบายกว่าพื้นหินแข็งๆเมื่อคืน วันนี้เลยเหมือนเป็นการพักผ่อนสบายๆ เดินเล่น ถ่ายรูปกันไปเรื่อยๆ นั่งดูพระอาทิตย์ตกที่จุดชมวิวของศูนย์วิจัย ช่างรู้สึกดีอะไรปานนั้น
เช้าวันที่ 31 เป็นวันที่ต้องเดินทางกลับแล้วสินะ ทำไมเวลาที่มีความสุขมันช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วขนาดนั้น เผลอไม่ทันไรต้องกลับแล้ว แต่เช้าวันนี้ เราแวะไปเที่ยวยัง โครงการวิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่(ขุนวาง) จุดหมายคือเพื่อชมพญาเสือโคร่ง (อีกแล้ว) แต่ที่สำคัญคือ พญาเสือโคร่งที่นี่เยอะมากๆ นึกว่าที่แม่จอนหลวงเยอะแล้ว แต่ที่นี่ปลูกกันตลอดแนวถนน แล้วก็เป็นโชคดีของเราที่ปีนี้พญาเสือโคร่งออกดอกเร็ว เลยได้เห็นแนวถนนที่เป็นสีชมพูไปทั้งแถบ จากโครงการวิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่(ขุนวาง) เราไปกินข้าวเที่ยงกันที่ที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อันที่จริงตอนนั้นก็บ่ายเข้าแล้ว มองเห็นลานกางเต๊นส์ของอุทยานแล้วก็รู้เลยว่าเราคิดถูกแล้วหละ ที่มาเลือกมาเที่ยวกับทริปนี้ เพราะถ้าให้ไปแออัดกันอยู่ในลานกางเต๊นส์อย่างที่เห็นอยู่ ผมขอนอนอยู่บ้านท่าจะดีกว่า
ก่อนกลับเราแวะซื้อของฝากกันนิดหน่อย ที่ตลาดทุ่งเกวียน แถวๆลำปาง ก่อนจะเดินทางกลับกัน โดยถนนหนทางคืนนี้ยังค่อนข้างโล่ง เนื่องจากนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังไม่เดินทางกลับกัน เราแวะฉลองขึ้นศักราชใหม่กัน ที่ปั๊มน้ำมันแถวๆชัยนาท พร้อมกับร่วมถ่ายรูปฉลองปีใหม่กันในปั๊มเลย ก่อนจะเดินทางมุ่งสู่กรุงเทพฯเพื่อแยกย้ายกันบ้านใครบ้านมัน เป็นอันจบทริปแบบสบายๆ กับวิวสวยๆ เพียงแค่นี้ |