| โมกูจู ดอยสูงกลางป่าตะวันตก | ||
ภาพจากทริปโมกูจู ยอดเขาสูงกลางป่าตะวันตก |
||
|
View All |
||
| << | มกราคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||
พิมพ์หน้านี้
|
"เคยรู้สึกละอาย เวลาจะไปเที่ยวมั้ยครับ....อายที่จะบอกที่บ้านว่าเราจะไปเที่ยวอีกแล้ว อายที่จะบอกที่ทำงานว่าจะลางานไปเที่ยวอีกแล้ว" ครับ นั่นคือความรู้สึกของผมเอง แล้วก็มารู้ทีหลังอีกว่าสมาชิกของทริปนี้ก็มีความรู้สึกเดียวกันหมด ก็อันที่จริงพวกเราก็เพิ่งเจอกันเมื่อสองอาทิตย์ก่อนที่ดอยแบวี แล้วนี่ก็จะขึ้นเหนืออีก ช่วงเดือนธันวา แต่ละคนก็มีทริปขึ้นเหนือกันประปราย แล้วอย่างนี้เป็นใครได้ยินก็คงต้องว่าบ้าแน่ๆ ดังนั้นทริปนี้อาจเรียกอีกอย่างว่า ทริปหนีเที่ยวก็ไม่ผิดนัก เพราะบางคนก็หนีงานมาเที่ยว บางคนก็หนีที่ทำงานมาเที่ยว ถ้าไม่หนีก็ไม่กล้าแม้แต่จะบอกว่าไปเที่ยว โดยจุดหมายคราวนี้ของพวกเราอยู่ที่ดอยสูงแห่งเมืองเหนือครับ อันที่จริงทริปนี้เราวางแผนกันมาเป็นเดือนแล้ว จุดมุ่งหมายตอนแรกคืออยากไปสถานที่ท่องเที่ยวที่ดังๆ ที่เราไม่อยากไปตอนวันหยุดเทศกาล เพราะคนจะเยอะมากๆ เลยกะว่าไปหลังปีใหม่ซักอาทิตย์นึง ซึ่งก็ตรงกับวันเด็กพอดี เราเลยเรียกกันเล่นๆว่าทริปวันเด็กครับ โดยกะว่าจะขับรถไปกันเอง แผนแรกของเราวางไว้ซะสวยหรู ว่าจะเป็นทริปชมทะเลหมอกกับดอกซากุระ แต่ด้วยว่าซากุระเมืองไทย ปีนี้รวนเร รีบบานตั้งแต่ปีใหม่ เลยทำให้ทริปนี้ต้องตัดกิจกรรมชมซากุระออก (จริงๆก็เริ่มเอียนดอกไม้มาตั้งแต่ทริปปีใหม่แล้วครับ) เหลือแต่มาดูทะเลหมอกแทนก็แล้วกัน จากเริ่มแรกที่วางแผนไว้ 4 วัน แต่ด้วยการงานที่รัดแน่น เลยจำใจต้องตัดออกเหลือ 3 วัน แต่สมาชิกแต่ละคนก็ไม่ยอมตัดจุดหมายปลายทางที่จะไป สุดท้ายเราเลยต้องเดินทางกันตั้งแต่คืนวันพฤหัส เพื่อมุ่งตรงไปยังดอยเสมอดาว จังหวัดน่าน ให้ทันดูพระอาทิตย์ขึ้น แล้วต่อไปยัง ภูชี้ฟ้า จังหวัดเชียงราย แล้วจึงวกมาทางตะวันตก เข้าสู่สันป่าเกี๊ยะ จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนจะตีรถกลับวันอาทิตย์ (งงๆกับสถานที่มั้ยครั้งว่าอยู่คนละมุมประเทศกันเลย ก็ทริปนี้เกิดจากการเอาที่ที่อยากไปเป็นที่ตั้งหนะครับ เลยได้มาแบบนี้)
แค่เห็นแผนการก็เหนื่อยแล้วหละครับ แต่ด้วยใจรัก สมาชิกที่พอรวบรวมได้สำหรับทริปนี้ก็ 4 คนพอดีๆกับรถกระบะสี่ประตูที่จะเป็นพาหนะของพวกเราในทริปนี้ อดีตล่ามของเราจากทริปแชงกรีล่า มาทริปนี้ให้การสนับสนุนยานพาหนะ รวมถึงเป็นสารถีหลักให้ด้วย เรานัดเจอกันแถวๆพระรามสองประมาณสองทุ่มครึ่ง ก่อนมุ่งหน้าตรงไปรับสมาชิกที่เหลือที่อีกสองคนอยุธยา ซึ่งกว่าจะคว้าสมาชิกที่เหลือมาได้ แทบจะไปลากตัวออกมาจากหน้าคอมส์ที่โรงงานเลย เพราะท่านๆไม่ยอมเลิกงานเอาง่ายๆ ทำให้กว่าที่เราจะออกจากอยุธยาได้ก็ปาไปห้าทุ่มเข้าไปแล้ว ดังนั้นโอกาสที่จะไปถึงดอยเสมอดาวไม่ทันพระอาทิตย์ขึ้น เป็นไปได้อย่างสูง แต่ก็คุยๆกันในรถแล้วว่าความปลอดภัยมาก่อน ค่อยๆขับไป ถึงเมื่อไหร่ก็ช่างมัน กระบะวีโก้สี่ประตูพาเรามุ่งผ่านจังหวัดแล้วจังหวัดเล่า ตั้งแต่นครสวรรค์ พิษณุโลก อุตรดิษฐ์ ยิ่งเวลาผ่านไปมากเท่าไหร่ หนังตาของพวกเราก็เริ่มหย่อนลงเท่านั้น จนเมื่อเข้าเขตจังหวัดแพร่ พวกเราต้องสลับกันขับเรียกว่าเปลี่ยนกันทุกๆชั่วโมงเลย ก่อนถึงอุทยานแห่งชาติศรีน่าน อันเป็นที่ตั้งของดอยเสมอดาว พวกเราก็ลัดเลาะกันอยู่บนดอยสูงท่ามกลางความมืด มองออกไปด้านนอก เห็นดาวเต็มท้องฟ้า สุกสว่างอยู่ในระดับที่แทบจะอยู่ตรงหน้าเลย นี่หละมั้งที่เค้าเรียกกันว่า เสมอดาว คืออยู่สูงจนเสมือนอยู่ระดับเดียวกับดวงดาวบนท้องฟ้าเลย จากถนนที่มุ่งตรงสู่อุทยานศรีน่าน เราเลี้ยวซ้ายไปตามป้ายบอกทางเพื่อสู่จุดหมายของเช้านี้ นั่นคือ ดอยเสมอดาว ถึงแม้ว่าเรารถเราจะจอดถึงยังลานจอดรถแล้ว แต่ละคนก็ยังงงๆว่าตกลงเรามาถูกที่หรือเปล่าหว่า เพราะดูแล้วมีเพียงพวกเรากับนักท่องเที่ยวสองกลุ่มเท่านั้น แต่พอเดินขึ้นไปยังจุดชมวิวก็มั่นใจขึ้นหน่อย ก็เพราะมีป้ายบอกหราเลยว่าดอยเสมอดาว ขณะนั้นฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีแล้ว มองเห็นทะเลหมอกที่ปกคลุมลำน้ำน่านอยู่เบื้องล่างเป็นแนวยาว ในที่สุดเราก็มาถึงดอยเสมอดาวได้ทันเวลาชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด ต่างคนต่างนั่งชมวิวด้วยอาการเบลอๆ บางคนก็ขอตัวเอาเสื่อมาปูนอนกันตรงลานชมวิวนั่นเลยเพราะอดนอนกันมาทั้งคืน
นั่งชมวิวไปด้วย กินขนมไปด้วยจนฟ้าสว่าง นักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นก็ออกเดินทางกันไปหมดแล้ว ก็ได้ฤกษ์ที่พวกเราจะได้เวลาเดินทางกันต่อไป ใจจริงอยากกางเต็นส์นอนมันตรงนั้นเลย แต่ด้วยว่าเราไม่ได้มีเสบียงอะไรติดมาเท่าไหร่เลย แต่ละคนแค่หอบเสื้อผ้ากับตัวมาทั้งนั้น เลยต้องเดินทางต่อไปหาอะไรกินกัน สำหรับมื้อเช้านี้ขอฝากท้องไว้ที่ตัวเมืองน่านครับ จากอุทยานศรีน่าน ใช้เวลาไม่นานก็ถึงตัวเมืองน่าน เนื่องจากทริปนี้เป็นทริปประหยัด (อันที่จริงก็ทุกทริปนั่นแหละ) ตลาดเช้าจึงเป็นที่ฝากท้องของเราในเวลานี้ นั่งกินก๋วยเตี๋ยวเจ้าเก่าแก่ (เดาเอาจากลักษณะร้านและคนขาย) แล้วก็ไม่ลืมซื้อหาเสบียงติดรถไปด้วย วันนี้ยังต้องเดินทางอีกไกล จากอำเภอเมืองเราวิ่งตรงขึ้นสู่ ท่าวังผา แล้วเลยไปถึงปัว แต่ดีที่จอดรถเช็คแผนที่ที่ปัว ปรากฏว่าทางแยกที่จะไปพะเยาดันอยู่ตรงท่าวังผานี่หว่า เลยต้องย้อนกลับไปท่าวังผาอีกที นี่แหละครับผลของการไม่ได้นอน ก็เลยเบลอๆกันไปหมด ไม่สมควรเอาเยี่ยงอย่างเป็นอย่างยิ่ง ระหว่างทาง เราหยุดพักกันที่วนอุทยานภูลังกากันเพื่อพักเหนื่อย แล้วก็พักรถไปในตัวด้วย แต่ว่าไม่ได้ขึ้นไปถึงยอดภูลังกา เพราะจากการสอบถามเจ้าหน้าที่ ต้องเป็นรถโฟว์วีลล์เท่านั้นที่ขึ้นไหว เลยได้แต่นั่งต้มกาแฟกินลมชมวิวกันตรงตัวที่ทำการ ก่อนที่จะเดินทางต่อมาอำเภอเชียงคำ เราเปลี่ยนบรรยากาศมาเที่ยววัดเที่ยววากันบ้าง ถือว่าเอาฤกษ์เอาชัย สำหรับวัดที่แวะเวียนไปในวันนี้คือ วัดนันตทาราม เป็นวัดที่มีศิลปะแตกต่างไปจากวัดในแถบพะเยา-น่าน คือแทนที่จะเป็นศิลปะแบบไทยลื้ออย่างวัดอื่นๆในแถบนี้ แต่กลับเป็นศิลปะไทยใหญ่ ด้วยว่าวัดแห่งนี้ชาวไทยใหญ่ร่วมใจกันสร้างขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว ตอนเดินเข้าไปในอาณาบริเวณวัด ถ้าไม่บอกคงนึกว่าอยู่แม่ฮ่องสอนแน่ๆเลย
หลังจากทำบุญไหว้พระเสร็จ ก็ได้เวลาบึ่งไปยังจุดหมายของเราซะที นั่นคือ ภูชี้ฟ้า ซึ่งขณะนั้นเรายังไม่มีที่พักกันเลย คิดว่าไม่ใช่เทศกาลคงหาไม่ยากนัก อีกอย่างถ้าไม่มีก็กางเต็นส็เอาก็ได้ เส้นทางต่อจากนี้ต้องลัดเลาะไปตามไหล่เขาที่กั้นเขตแดนระหว่าไทยกับลาว ยิ่งขับไปพระอาทิตย์ก็ยิ่งคล้อยต่ำลงเรื่อยๆ จนสุดท้ายเลยตัดสินใจหยุดรถข้างทางมาดูพระอาทิตย์ตก ตรงริมถนนนั่นเลย
บอกลาพระอาทิตย์เสร็จ ก็ต้องรีบไปหาที่พักแล้วสิ กว่าจะไปถึงภูชี้ฟ้าก็มืดไปแล้ว แต่โชคดีทีตอนนี้ไม่ใช่เทศกาล เลยยังมีที่พักอยู่เหลือเฟือ แถมต่อราคาได้อีก เราได้ห้องพักขนาดพอดีๆ กับคนสี่คนในราคาพอดีๆเช่นกันครับ 400 บาท คืนนี้นอนกันแต่หัวค่ำชดเชยกับคืนก่อนที่ไม่ได้นอนมาทั้งคืน
เช้านี้ตั้งนาฬิกาปลุกตั้งแต่ตีสี่ครึ่ง ล้างหน้าล้างตา เก็บสัมภาระเพื่อมุ่งหน้าไปยัง ภูชี้ฟ้า ข้อดีของการมาในช่วงนี้คือ คนไม่มากจนเกินไปนัก ดังนั้นเราจึงสามารถขับรถขึ้นไปจอดที่ลานจอดรถได้ ม่ายงั้นต้องเสียค่าสองแถวคนละสี่สิบบาท (สี่คนก็ร้อยหกสิบ) เราเดินกันสบายๆท่ามกลางความมืด เพราะดันลืมเอาไฟฉายมา เดินตามกันไปเรื่อยๆจนถึงยอดสุดของภูชี้ฟ้า เล็งหาที่สิงสถิตได้ก็ต้องอึ้งไป เพราะหินที่ผมนั่งอยู่มันอยู่แทบจะติดกับเหวลึกเลยครับ แต่ด้วยความมืดทำให้เราไม่สามารถรู้เลยว่าข้างหน้าหนะ เหวจริงๆ
นั่งรอจนแสงอาทิตย์เริ่มแง้มออกมาทีละเล็กทีละน้อย จากแสงสีแดงที่เพิ่มขึ้น ช่วยให้ภาพของทะเลหมอกเบื้องล่างชัดเจนขึ้นมา ทะเลหมอกสีขาว ท่ามกลางทิวเขาแหลมสูง ทำให้ทะเลหมอกที่นี่มีเอกลักษณ์ดูแปลกไปอีกแบบ ยิ่งผ่านไปนานเข้า ฝูงชนเบื้องหลังก็เริ่มเยอะขึ้นๆ ดีนะที่มากันแต่เช้ามืด ไม่อย่างนั้นคงไม่มีที่ให้นั่งถ่ายรูปแน่นอน
โปรดติดตามตอนต่อไปเน้อ |