• หม่ามี้
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-04-23
  • จำนวนเรื่อง : 32
  • จำนวนผู้ชม : 3430
  • จำนวนผู้โหวต : 154
  • ส่ง msg :
how2alive
วันเสาร์ ที่ 2 มิถุนายน 2550
ศักดิ์ศรีของนักกฎหมายอยู่ที่ไหน?
Posted by หม่ามี้ , ผู้อ่าน : 166 , 20:37:07 น.  
พิมพ์หน้านี้


โดย วรเจตน์ ภาคีรัตน์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

มีข้อต้องพิจารณาว่าตรรกะหรือวิธีคิดเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่

ในระบบกฎหมายไทยคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นเพียงตัวอย่างการปรับใช้กฎหมาย ไม่ใช่ตัวบทกฎหมาย

แม้ในระบบกฎหมายที่ยึดถือคำพิพากษาของศาลที่เคยตัดสินไว้แล้วเป็นบรรทัดฐาน ก็ปรากฏเช่นกันที่ศาลในคดีหลังไม่ได้เดินตามแนวทางที่ศาลในคดีก่อนๆ ได้เคยพิพากษาไว้ หากผู้พิพากษาหรือตุลาการในคดีหลังเห็นว่าคำพิพากษาที่เคยตัดสินไว้เป็นการพิพากษาที่ไม่ถูกต้อง

หรือเหตุผลที่ปรากฏในคำพิพากษาไม่มีน้ำหนักมากพอให้ศาลในคดีหลังเดินตาม ศาลในคดีหลังก็อาจกลับคำพิพากษาในคดีเดิมเสียได้ แต่ต้องให้เหตุผลที่มีน้ำหนักมากกว่าหักล้างเหตุผลในคำพิพากษาเดิม

เมื่อพิจารณาระบบกฎหมายไทย ปรากฏว่า โทษตามประมวลกฎหมายอาญามี 5 สถาน คือ ประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ และริบทรัพย์สิน ดังนั้น ถ้าถือตามตรรกะของผู้ที่เห็นว่าการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งย้อนหลังทำได้ ก็เท่ากับว่า บุคคลนั้นกำลังจะบอกว่า การตรากฎหมายลงโทษปรับ 500 บาท ย้อนหลังไปบังคับเอากับการกระทำที่เกิดขึ้นก่อนการตรากฎหมาย ย่อมกระทำไม่ได้เพราะโทษปรับเป็นโทษอาญา

แต่ถ้าจะตรากฎหมายเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของพลเมือง 5 ปี หรือ 10 ปี หรือ 20 ปี หรือกี่ปีก็ตาม หรือตรากฎหมายเก็บภาษีบุคคล ให้มีผลย้อนหลังไปใช้บังคับกับการกระทำที่เกิดขึ้นก่อนการตรากฎหมาย ทั้งๆ ที่ในเวลาที่เกิดการกระทำอันเป็นให้ต้องเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือต้องเสียภาษียังไม่มีกฎหมายเช่นนั้น กรณีดังกล่าวย่อมกระทำได้ทั้งสิ้น เพราะการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือการเก็บภาษีไม่ใช่โทษอาญา เราคงเห็นแล้วว่ากรณีตามที่ยกตัวอย่างมานี้

การสูญเสียสิทธิเลือกตั้งอันเป็นสิทธิของพลเมืองหรือการถูกเก็บภาษีย้อนหลังทั้งๆ ที่ในเวลาเสียภาษีไม่มีกฎหมายบัญญัติว่าต้องเสียภาษีมีความรุนแรงมากกว่าการปรับ 500 บาท อย่างเทียบกันไม่ได้

ดังนั้น แนวความคิดที่ว่าการห้ามตรากฎหมายย้อนหลังเป็นผลร้ายแก่บุคคลจำกัดเฉพาะการห้ามตรากฎหมายที่มีโทษทางอาญาเท่านั้น ย่อมเป็นแนวความคิดที่คับแคบเกินไป

เหตุผลสำคัญที่ระบบกฎหมายไม่ยอมให้มีการตรากฎหมายย้อนหลังไปเป็นผลร้ายแก่บุคคลก็เนื่องมาจากต้องประกันความไว้เนื้อเชื่อใจของบุคคลที่มีต่อการใช้อำนาจของรัฐ อันเป็นหลักการที่สำคัญของรัฐที่ปกครองโดยกฎหมายและความยุติธรรมเป็นใหญ่ (นิติรัฐ)

บุคคลย่อมไม่อาจเชื่อถือการใช้อำนาจของรัฐได้เลย หากไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนกระทำวันนี้ วันพรุ่งนี้รัฐจะออกกฎหมายให้เป็นผลร้ายแก่ตนอย่างไร หรือสิ่งที่ตนกระทำในวันนี้แล้วมีผลร้ายแค่นี้ วันพรุ่งนี้รัฐจะออกกฎหมายเพิ่มเติมผลร้ายให้มากขึ้นอีกหรือไม่

นอกจากนี้ หากพิจารณาหลักการดังกล่าวที่ปรากฏในอารยประเทศแล้ว จะพบว่าประเทศเหล่านั้นไม่ได้จำกัดห้ามตรากฎหมายย้อนหลังเป็นผลร้ายแก่บุคคลเฉพาะในกรณีของโทษทางอาญาเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการตรากฎหมายย้อนหลังไปเป็นผลร้ายแก่บุคคลในกรณีอื่นด้วย

ถ้านักกฎหมายยอมละทิ้งเหตุผล และสยบยอมอยู่ภายใต้ตัวอักษรที่เขียนขึ้นอย่างอำเภอใจและขาดความชอบธรรมเช่นนี้ ย่อมไม่เป็นที่เราต้องศึกษาถึงหลักการรากฐานในทางนิติศาสตร์อีก เราสามารถโยนตำราทางนิติศาสตร์ทิ้งไป ทำสมองให้ว่างเปล่า แล้วรอฟังว่าผู้มีอำนาจจะเขียนกฎหมายอย่างไร เราก็ยอมรับกฎหมายเช่นนั้น

หากคณะรัฐประหารออกคำสั่งประหารคนบริสุทธิ์สักคนหนึ่ง นักกฎหมายกลุ่มนี้ก็จะบอกว่าคำสั่งดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว

แต่ถ้าหลักวิชาทางนิติศาสตร์ ซึ่งเป็นวิชาที่ว่าด้วยความยุติธรรมและความอยุติธรรม เป็นวิชาที่มีเหตุผลเป็นหัวใจยังคงมีอยู่จริงแล้ว เราต้องบอกว่าบทบัญญัติมาตรา 36 ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 จะไปขัดหรือแย้งกับหลักการที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรอันเป็นแก่นของหลักรัฐธรรมนูญทั่วไปไม่ได้

ซึ่งหมายความว่าต่อให้จะมีใครสักคนหนึ่งเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นใช้บังคับกับคนทั้งสังคม เขาผู้นั้นก็ไม่สามารถเขียนรัฐธรรมนูญอย่างไรก็ได้อย่างที่เขาต้องการ แต่ต้องระมัดระวังมิให้ “ตัวอักษร” ที่เขาเขียนขึ้นนั้นขัดกับ “วิญญาณแห่งเหตุผล” อันเป็นสารัตถะของกฎหมาย

และถ้ามีใครสักคนที่กล้าเขียนกฎหมายเช่นที่ปรากฏในมาตรา 36 นี้ เราก็ต้องการผู้พิพากษาตุลาการที่กล้าตีความมาตรา 36 ให้สอดคล้องกับหลักรัฐธรรมนูญทั่วไปที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรอันเป็นกฎหมายแห่งเหตุผล

หลักการนี้มีอยู่อย่างไร เสียงแห่งเหตุผลและมโนธรรมสำนึกจะบอกกับผู้พิพากษาและตุลาการแต่ละคนเอง

ทุกครั้งที่มีการทำรัฐประหาร รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ได้รับการตราขึ้นหลังจากการทำรัฐประหารจะมีบทบัญญัติรับรองการกระทำทั้งปวงของคณะรัฐประหารว่าชอบด้วยกฎหมายเสมอรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 ก็เช่นเดียวกัน เพียงแต่คราวนี้บทบัญญัติที่เขียนรับรองการกระทำของคณะรัฐประหารเป็นไปอย่างรัดกุมกว่ารัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวฉบับอื่นๆ ที่ผ่านมา

กล่าวคือ บทบัญญัติมาตรา 36 ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 ไม่เพียงแต่รับรองการกระทำของคณะรัฐประหารว่าชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น แต่ยังรับรองการปฏิบัติตามประกาศหรือคำสั่งของคณะรัฐประหารต่อไปหลังจากที่รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 ใช้บังคับอีกด้วยว่าชอบด้วยกฎหมาย

มิหนำซ้ำยังรับรองการกระทำของคณะรัฐประหารตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 เป็นต้นมา รวมทั้งการปฏิบัติตามประกาศหรือคำสั่งของคณะรัฐประหารว่าเป็นการกระทำที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้โดยมิพักต้องคำนึงว่าการกระทำนั้นถูกหรือผิดอย่างไร

ดังนั้นที่บัญญัติไว้ในมาตรา 3 ว่า

“ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้”

จึงเป็นการบัญญัติเพื่อให้รัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับนี้ดูสวยงามขึ้นในทางรูปแบบเท่านั้น

นี่คือความโหดร้ายของนักกฎหมายที่กระทำต่อหลักกฎหมาย มีคำถามว่า กฎหมายที่ได้รับการบัญญัติโดยนักกฎหมายเช่นนี้มีค่าบังคับเป็นกฎหมายได้หรือ?

ถ้าเป็น...... 

ศักดิ์ศรีของนักกฎหมายอยู่ที่ไหน?

ที่มา หนังสือพิมพ์มติชน  "การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งย้อนหลัง หลักนิติรัฐ และศักดิ์ศรีนักกฎหมายไทย"

อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2
คนมีไฟ วันที่ : 02/06/2007 เวลา : 22.05 น.
http://www.oknation.net/blog/lightman

อย่าไปคาดหวังกฏหมายที่มาจากเกือก ทหารเลย นี้ขั้นเว้นโทษประหารแล้วนะ
ความคิดเห็นที่ 1
paedophile วันที่ : 02/06/2007 เวลา : 20.40 น.
http://www.oknation.net/blog/paedophiel
ขับเคลื่อนอารมณ์ให้ตรงร่องน้ำ หากประมาทอาจทำให้สำนึกถูกเฉี่ยวชนจนสติปัญญาเกยตื้น

เมื่อพระเจ้าตัดสิน

ทนายความก็ช่วยตังเองไม่ได้
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มิถุนายน 2007 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30