มหันตภัยในปี 2551...โดย มงคล กริชติทายาวุธ
ขณะนี้บรรดาผู้นำจิตวิญญาณ และครูบาอาจารย์ กำลังประกอบคุณงามความดีอันยิ่งใหญ่ เพื่อให้เกิดผล 2 ประการคือ
- เลื่อนภัยพิบัติให้ห่างออกไป จากผังเวลาเดิม กับ
- ลดความรุนแรงของภัยพิบัติให้น้อยลง
สัญญาณในขณะนี้ มหันตภัยได้ลดลง และเลื่อนระยะการเกิดมหันตภัยออกไปเล็กน้อย แต่ในช่วงอายุขัยของพวกเราคงจะได้ประสบและเผชิญมหันตภัยแน่นอน
สงครามโลก ครั้งที่ 3 ก้ำกึ่ง แต่มีแนวโน้ม อาจไม่เกิดขึ้น แต่ที่แน่นอน คือ มีสงครามภายในประเทศ และระหว่างประเทศใกล้เคียง ที่มีพรมแดนติดต่อกันแน่นอน
มหันตภัยในปี 2551 และ 2560 คาดว่าจะเกิดขึ้นค่อนข้างแน่นอน ให้สังเกตก่อนปี 2551 จะมีแผ่นดินไหวในกรุงเทพฯ และน้ำท่วมภาคใต้ รวมทั้งจะมีความรุนแรงมากขึ้น จะมีทั้งน้ำท่วม และแผ่นดินไหว
รวมทั้งอาจมีการประกาศสงครามย่อย ๆ ระหว่างชายแดนของประเทศต่าง ๆ หลายประเทศ
มหันตภัยดังกล่าว เฉพาะที่เกิดในประเทศไทย จะมีภัยใหญ่ 3 ทาง คือ ดิน (ไหว) น้ำ (ท่วม) และ ลม (พายุ) ซึ่งหมายถึง จะมีแผ่นดินไหว น้ำท่วม และจะมีพายุเข้าถล่มไทย
ขณะที่เขียนบทความในหัวข้อนี้ คือวันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม 2548 ยังไม่มีข้อมูลจากนักวิทยาศาสตร์/ นักดาราศาสตร์/ นักอุตุนิยมวิทยา ว่าภูเขาไฟกรากระตั้ว จะสร้างความเสียหาย หรือเกิดอาการสำลัก หรือมีอาการ กระแอมไอ – โปรดติดตามดูต่อไปอย่างใกล้ชิด
แต่ที่แน่ ๆ คือ จะเกิดอุทกภัยค่อนข้างแน่ คาดว่าในปี 2551 จะพบหนักในเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2551 มีความเสียหายมากกว่าที่เกิดมีขึ้นมาก่อนในภาคใต้
ส่วนภาคอื่น จะมีปรากฏการณ์ให้เห็นพร้อม ๆ กัน คือ น้ำทะเลหนุน น้ำเหนือบ่า น้ำป่ามา ฟ้ารั่วฝนตกหนัก 7 วัน 7 คืน
ท่านคงคาดหมายได้ว่า จะมีอะไรเกิดขึ้นในพื้นที่ซึ่งท่านอยู่อาศัย ถ้าฝนตก 7 วัน 7 คืน
ขณะเดียวกัน ก็จะมีแผ่นดินไหวในผืนแผ่นดินไทย แต่รุนแรงน้อยกว่าที่จะเกิดในญี่ปุ่น โดยผลของแผ่นดินไหวในไทย ก็ทำให้เกิดไฟลุกไหม้ด้วย (ไม่มากนัก ไม่ถึงกับขนาดมหันตภัย) ซึ่งน้อยกว่าที่จะเกิดขึ้นในนครลอสแอลเจลีส ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น (พ.ศ.2551)
ครูบาอาจารย์บางท่าน ซึ่งเป็นฆราวาส และเป็นผู้ปฏิบัติธรรมให้ความเห็นรุนแรงว่า ต้องอพยพออกจากกรุงเทพฯ ภายในเดือนสิงหาคม 2551 เพื่อไปอยู่ในสถานที่ใหม่ที่ปลอดภัย โดยท่านขอให้เตรียมอุปกรณ์ ของกิน ของใช้กักตุนให้มากพอ 3 – 6 เดือน และต้องเตรียมสถานที่อยู่อาศัยให้พร้อมในพื้นที่ซึ่งฝนตก 7 วัน 7 คืน น้ำก็ไม่ท่วมขังเพียงไหลผ่าน โดยต้องเตรียมให้พร้อมภายในเดือนมิถุนายน 2551
ถ้าไม่มีภารกิจใด ๆ ในกรุงเทพฯ หรือสละอาชีพในกรุงเทพฯ ไปหาอาชีพใหม่ หรือโอนย้ายไปอยู่ในภาคอิสาน หรือภาคเหนือ อย่างน้อยภาคกลางตอนบน ถ้าทำได้ก็จะเป็นการดี ให้เริ่มอพยพหรือโยกย้ายตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2551 จะเป็นการเหมาะสมกว่า (แต่ระวังการเดินทางโดยเครื่องบิน เพราะกระแสแม่เหล็กโลก กำลังปรวนแปร พายุสุริยะ กำลังเข้ามาในบรรยากาศของโลก โปรดติดตามข่าวเครื่องบินตกจะมีมากขึ้น)
แต่ถ้ารั้งรอการอพยพโยกย้าย ถึงเดือนสิงหาคม 2551 ทุกถนนที่ออกจากกรุงเทพฯ จะมีรถจำนวนนับล้านคันจอดติดตาย ช่วงแรกได้แต่ขยับทีละเมตร แต่วิ่งไม่ได้ ทำได้แบบคลานช้า ๆ ตาม ๆ กันไป เสียงบีบแตรไล่รถคันหน้าแผดดังไปทั่วทุกถนนในกรุงเทพฯ ในที่สุดน้ำมันหมดบ้าง เครื่องร้อนเกินขนาด (Over Heat) บ้าง ในที่สุดก็จอดนิ่งอยู่กับที่
ในช่วงเวลานั้น ฝนก็ตกหนักอย่างไม่ลืมหูลืมตา จนกระแสน้ำสูงเข้าภายในรถ ถึงกระจกรถ และในที่สุดท่วมมิดหลังคารถในกรุงเทพฯ เป็นภาพที่อนาถอย่างยิ่ง ...... โดยบางท่านก็ส่งข่าวว่า มิใช่สิงหา 51 แต่เป็นธันวา 51
ผู้เขียนได้ฟังคำบอกเล่าแล้ว ก็ได้แต่ปลงสังเวชว่า ถ้ามันจะเกิดจะเกิดขึ้นจริง ก็ย่อมช่วยคนที่ประมาท ไม่เตรียมการล่วงหน้าไม่ได้ เป็นกรรมของพวกเขาเอง แต่ก็หวังว่า ครูบาอาจารย์ในด้านจิตวิญญาณ คงจะคลี่คลายสถานการณ์ระงับ และเลื่อนมหันตภัยนี้ออกไปได้
โดยความรุนแรงร้ายกาจไม่ถึงขนาดที่มีการเล่าขานดังกล่าว ผู้เขียนขอให้เป็นเรื่องเล่าแบบ แต่งเติมสีสันจนเกินเลย ผู้เขียนต้องการให้ผังเหตุการณ์นี้ไม่เกิดขึ้น ผู้เขียนขอพลังแห่งคุณงามความดีของพวกเราทุกคน จงแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าวสำเร็จ ขอให้ท่วมเพียง 50 เซนติเมตร อย่าได้ท่วมถึง 2 เมตรเลย
ผู้เขียนได้ดำเนินการภาวนา และเข้าร่วมด้วยช่วยกันในการหาวิธีการลดความรุนแรงของมหันตภัย ตลอดจนเข้าร่วมกิจกรรมในการหาวิธีการเลื่อนระยะเวลาที่จะเกิดมหันตภัยให้ห่างออกไปจากผังเหตุการณ์ล่าสุด ที่อยู่ในกรอบข้อความหน้าที่ผ่านมา
ความสำเร็จ คือ ต้องลดความรุนแรง และเลื่อนระยะเวลาของมหันตภัย ออกไปให้ได้
แต่ต้องได้รับผลถูกด่าว่าจากฝ่ายนักวิทยาศาสตร์ หรือผู้คนที่มีจิตบอด หรือจิตมืดมัว ที่เขากล่าวว่า “***พวกที่พูดถึงมหันตภัย มันเป็นพวกเพ้อเจ้อเหลวไหล เห็นไหมว่า ไม่มีมหันตภัยรุนแรงอะไรเกิดขึ้นเลย”
แต่หารู้ไหมว่า ขณะที่พวกเขาอยู่อย่างสุขสบาย พวกเราและครูบาอาจารย์จำนวนมาก จะต้องบำเพ็ญเพียรและเสียสละทุกวิถีทาง ที่จะทำให้เกิดความสุข สงบ และมีสันติแก่มนุษยชาติ ทำให้พวกเขาทั้งหลายอยู่อย่างสุขสบายต่อไปได้อีกช่วงหนึ่ง
แต่ถ้าโชคร้าย หากครูบาอาจารย์ช่วยเหลือไม่ได้ ความพินาศฉิบหายก็จะมาเยือน ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้าเสียใจ กลับกลายเป็นว่าผู้เขียนได้รับคำชมเชยคำสรรเสริญเยินยอว่า “แม่น” เพราะเป็นความจริง ตามที่ผู้เขียนบอกกล่าวมาล่วงหน้าแล้ว
ผู้เขียนเห็นว่า ไม่มีประโยชน์ใด ๆ กับสิ่งที่ผู้เขียนกระทำไป ผู้เขียนไม่ต้องการคำสรรเสริญว่า พยากรณ์เหตุการณ์ได้แม่น เพราะผู้เขียนมิใช่โหราพยากรณ์ ผู้เขียนไม่มีความสามารถที่จะทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้า
ผู้เขียนมิได้หวังผลตอบแทนในทางธุรกิจ (ไม่คิดทำธุรกิจจากความกลัวของคน) มิได้หวังว่าจะหารายได้จากการขายเครื่องรางของขลัง (ไม่คิดจะเอามาขาย) ผู้เขียนไม่มีธุรกิจพุทธพานิช ทุกชนิดประเภท ผู้เขียนเพียงรับการถ่ายทอดถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นเท่านั้น
ผู้เขียนต้องการคำด่าว่าในเรื่องนี้มากกว่า คือ ไม่มีมหันตภัยเกิดขึ้นตามการบอกกล่าว ไม่มีเรื่องอะไรที่เลวร้ายรุนแรง ในช่วงชีวิตของพวกเราตามที่ได้บอกกล่าวไป
ผู้เขียนขอยืนยันว่า หากผังเหตุการณ์ที่อยู่ในกรอบข้อความที่ผ่านมา ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ผู้เขียนจะดีใจเป็นที่สุด แม้จะถูกด่าว่า แต่สุขใจที่ได้มีส่วนร่วมด้วยช่วยกัน ในการลดและเลื่อนมหันตภัย ในคราครั้งนี้เป็นผลสำเร็จ
หากท่านผู้อ่าน อยากมีส่วนร่วมด้วยช่วยกัน ในการลดและเลื่อนมหันตภัยในช่วงปี 2551 เพื่อช่วยตัวเราเอง ช่วยครอบครัวของพวกเรา ช่วยสังคมชุมชนของเรา ช่วยเพื่อนร่วมชาติของเรา และช่วยเพื่อนร่วมโลกของเรา ขอให้ท่านผู้อ่านและครอบครัวของท่านผู้อ่าน รวมทั้งเชิญชวนญาติสนิทและมิตรสหายของท่านผู้อ่าน ปฏิบัติตามบทความในสารชมรมฯ ฉบับเดือนมิถุนายน2542 ซึ่งปรากฏในหน้า 19-21 (สำหรับท่านที่ไม่มีเวลาค้นสารชมรมฯ ฉบับดังกล่าว หรือเป็นสมาชิกใหม่ที่ยังไม่เคยทราบมาก่อนผู้เขียนขอนำมาลงตีพิมพ์อีกครั้ง โดยมีเนื้อความ ดังนี้)
ขอให้อ่านช้า ๆ พยายามจำให้ได้ว่าต้องทำอะไรบ้าง และพยายามแบ่งเวลามาทำกิจดังกล่าว
1. ให้สวดมนตฺ์ทุกวัน บทสั้น / บทยาว ก็ได้ แต่ต้องตั้งใจสวด จิตอยู่ที่บทสวดแต่ละตัวอักษร ไม่ควรสวดแบบนกแก้ว นกขุนทอง สวดเพียงเพื่อให้จบบทสวด จะไม่มีผล สวดด้วยจิตจดจ่อตั้งใจ โดยไม่คิดเรื่องอื่นใดระหว่างสวด จึงจะมีผลานุภาพมาก
2. ให้ทำสมาธิทุกวัน ให้มีสติในทุกอริยาบท ต้องพยายามฝืนใจทำในระยะแรก ทำติดต่อกัน 37 ครั้ง จะทำเป็นนิสัยได้ยาวนาน
3. ให้มีศีล 5 เป็นปกติทุกวัน
4. ให้มีเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ทุกขณะที่ระลึกรู้ตัว
5. ให้เสียสละประโยชน์ตน เพื่อครอบครัวให้มากขึ้น
6. ให้เสียสละประโยชน์ตน เพื่อที่ทำงานให้มากขึ้น
7. ให้เสียสละประโยชน์ตน เพื่อผู้บังคับบัญชาให้มากขึ้น
8. ให้เสียสละประโยชน์ตน เพื่อผู้ใต้บังคับบัญชาให้มากขึ้น
9. ให้เสียสละประโยชน์ตน เพื่อเพื่อนร่วมงานให้มากขึ้น
10. ให้คิด / พูด / ทำ แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมให้มากขึ้น
11. ให้ลด / ละ และเลิก เบียดเบียนผู้อื่น / สัตว์อื่นทุกชนิด
12. ให้ลด / ละ และเลิก ทำความชั่ว / ความไม่ดี ทุกประเภท
13. ให้ลด / ละ และเลิก อบายมุขทุกประการ (ควรเลิกบุหรี่ เลิกเหล้าด้วย)
14. ให้เข้าใจในธรรมชาติที่แท้จริงว่า
-ทุกสิ่งล้วนเป็นของสมมุติ หากจิตเราอยู่เหนือสิ่งสมมุติ เราย่อมหลุดพ้นจากพันธนาการทั้งปวง
-ทุกสิ่งเมื่อมีเกิด ก็ย่อมตั้งอยู่ และดับไปเป็นธรรมดา
-ทุกสิ่งล้วนแต่ไม่เที่ยง ทนอยู่ไม่ได้ และไม่ใช่ตัวตน
15. เหตุปัจจัยใดก่อให้เกิดปัญหา หากตัดต้นเหตุแห่งปัจจัยนั้นแล้ว ปัญหาก็ย่อมดับไปเป็นธรรมดา พยายามให้สภาวะจิต ค่อย ๆ ปล่อยวางในสิ่งต่าง ๆ
- หากมีสิ่งใดจะต้องเกิด ก็ย่อมต้องเกิด หากมีสิ่งใดจะต้องเป็น ก็ย่อมต้องเป็น สิ่งใดสิ่งนั้นจะเกิดจะเป็น หากเรามิอาจควบคุมได้ ก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ และแรงกรรมของสิ่งนั้น
16. พยายามเข้าใจให้ลึกซึ้งว่า
- คน และสิ่งของที่สุดหวง สุดรัก ก็มิอาจควบคุมให้อยู่กับเราตลอดไป แม้ตัวเราเองจะไม่ยอมจากไปในวาระที่มาถึง ก็ย่อมไม่ได้ บังคับมิได้ ร่างกายของเราจะไม่ให้เจ็บป่วยเลย ก็ย่อมบังคับมิได้เช่นเดียวกัน สิ่งต่าง ๆ มากมายหรือเกือบทั้งหมด เราไม่สามารถบังคับควบคุมได้เหมือนกับ ร่างกาย มีค่าเพียงถูกจิตวิญญาณมาเช่าอาศัย แต่จะเช่านานเท่าไร ไม่สามารถบอกได้เท่านั้น โดยค่าเช่า จ่ายกันตามค่าของแรงบุญ / แรงกรรม หากแรงบุญและแรงกรรมหมด ผู้นั้นก็ต้องตายเป็นธรรมดา
17. พยายามตระหนักให้ชัดว่า
- ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกหนีไม่พ้น “กฎแห่งกรรม” เพียงแต่วันเวลาและสถานที่อันเกิดผลตอบสนองที่มาจากเหตุที่กระทำ ไม่สามารถรู้แน่ชัดได้ จนกว่าตัวเราจะเข้าสู่กระแส โลกุตรธรรม หรืออย่างน้อยได้ฌานสมาบัติ
- ทุกคน “มีกรรมเป็นมรดกติดตามมา”
- ผู้ใด “หว่านพืชเช่นใด ย่อมได้รับผลเช่นนั้น” เสมอ
- จงมี “ความละอายแก่ใจ และเกรงกลัวต่อบาป” คนไม่เห็น แต่ผีสาง เทวดาและนางไม้เขาเห็น โลกจิตวิญญาณเขาเห็น พึงต้องระวังในทุกขณะจิต ทั้งการคิด การพูด และการกระทำ ล้วนมีผลต่อเนื่องทั้งสิ้น
18. ถ้าจะฝึกสมาธิ จะใช้วิธีการใด ๆ ก็ได้ ไม่ใช่มีวิธีเดียว สำนักใดสอนว่ามีวิธีเดียว แสดงถึงความคับแคบ เพราะแล้วแต่จริตของผู้ฝึกปฏิบัติ หากท่านใดฝึกวิธีใดก็ตาม แล้วรู้สึกว่า “เข้าสู่ความสงบได้ดี มีจิตที่สะอาด ฉลาด สว่าง และสงบ” วิธีนั้น เหมาะกับท่านผู้นั้นแล้ว
การฝึกสมาธิ – จะนั่งขัดสมาธิเพชร นั่งพับเพียบ นั่งห้อยเท้า หรือนอนทำสมาธิ ยืนทำสมาธิ หรือเอาหัวปักลง เอาเท้าชี้ฟ้าทำสมาธิ ครูบาอาจารย์ท่านว่า “ไม่ผิด” ทั้งสิ้น ทำได้ทั้งสิ้น เป็นเพียงกริยาอาการเท่านั้น แท้จริงการฝึกสมาธิเรา “กำลังฝึกจิต” ต่างหาก มิใช่ฝึกกาย มิใช่ฝึกอิริยาบถทางกาย
หากท่านทำ เข้าใจ และตระหนักใน 18 ประการ ก็ทำให้ประเทศไทย และประเทศใกล้เคียง รอด และปลอดภัยกว่าประเทศในทวีปอื่นอย่างแน่นอน เหลือเพียงว่า พวกเราจะร่วมด้วยช่วยกันทำหรือไม่ หรือจะรอวันที่ทางคริสต์ศาสนา เรียกว่า “วันแห่งการพิพากษา” มาถึง ซึ่งมีอีกคำหนึ่งที่เรียกขานกัน คือ “วันแห่งความฉิบหาย” มาถึง ซึ่งก็ช่วยอะไรมิได้แล้ว
โอกาสให้เพื่อนร่วมชาติ มาร่วมด้วยช่วยกัน คือวิธีการดังกล่าว ผู้เขียนได้นำสาส์นนี้มาชี้นำและตักเตือนแล้ว หากท่านผู้อ่านไม่รับภารกิจไปปฏิบัติต่อ ก็คงเป็นเรื่องตัวใครตัวมันโดยแท้แล้ว
อนึ่ง อย่าหลงผิด ผู้ที่ได้เกิดมาเป็นคนในชาตินี้ หลังจากจุติ (ตาย) ในชาตินี้แล้ว จะได้ปฏิสนธิ (เกิด) เป็นคนในชาติต่อไปได้โดยอัตโนมัติ
กฎแห่งกรรม ซึ่งเป็นกฎแห่งจักรวาล จะจำแนกจิตวิญญาณแต่ละดวง ให้ไปในทิศทางตามแรงแห่งผลบุญ ผลกรรมที่ได้กระทำมา หนทางการเกิดเป็นคน มีทั้งสุขและทุกข์ เป็นทางสายกลางที่จะทำให้มีโอกาสบรรลุธรรมวิเศษได้ดีที่สุด เป็นเส้นทางที่ใหญ่ที่สุด มีโอกาสมากกว่าผู้อยู่บนชั้นสวรรค์และพรหม
ผู้ที่ปฏิสนธิเป็นเทพพรหมนั้น ณ ที่นั้น มีแต่ความสุขสบาย เทพพรหมส่วนใหญ่จึงติดสุข เมื่อติดสุขมาก โอกาสบรรลุโลกุตรธรรมก็มีน้อย แม้เป็นเทพพรหมก็ตาม แม้จะมีกายอันละเอียดก็ตาม
เสมือนจิตวิญญาณ มีกุศลกรรมมาก จึงไปขอเช่าเขาอยู่ โดยใช้แรงบุญเป็นค่าเช่า มิได้เป็นเจ้าของอันแท้จริง หมดแรงบุญเมื่อไร ก็ต้องไปเสวยกรรม การเสวยกรรมนั้น เทพพรหมก็มีสิทธิตกต่ำไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือสัตว์นรกได้ มิใช่เพียงตกสวรรค์ลงมาเป็นมนุษย์อย่างเดียว
ครูบาอาจารย์ท่านตักเตือนมานะครับ สำหรับตัวผู้เขียนเอง คงจะมิบังอาจไปว่ากล่าวเทพพรหมองค์ใดแน่
ดังนั้น ในวาระโอกาสที่ท่านได้เกิดมาในชาตินี้ ที่ได้เป็นคนแล้ว ขอความกรุณา อย่าทิ้งโอกาสทำตนให้เป็นมนุษย์ และใช้โอกาสที่มีเพิ่มเพราะเงื่อนเวลาขยายออกไป โดยความรุนแรง และภัยพิบัติจะไปเกิดในประเทศอื่นก่อนที่จะมาถึงประเทศไทย
ใครที่มีลูกหลานไปเรียนในต่างประเทศที่อยู่ห่างไกล ไม่ว่าในทวีปยุโรป หรืออเมริกา โปรดติดตามข่าวต่างประเทศโดยใกล้ชิด มิฉะนั้น อาจทำให้ท่านหมดโอกาสได้พบหน้าลูกหลานก็เป็นไปได้ (มิใช่คำขู่ แต่เป็นคำบอกเล่าให้ทราบถึงเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นใน 2 ทวีปนี้)
หมายเหตุ : หากท่านใดต้องการเป็นสมาชิกชมรมศาสนาและการกุศล เพื่อขอรับข่าวสารของชมรมฯ ฟรีทางจดหมายอิเล็คโทรนิค E-Mail ซึ่งท่านจะได้รับข่าวสารก่อนการจัดทำเป็น CD แจกฟรี
โปรดแจ้งมาที่ E-Mail : mkrichti_999@yahoo.com โทร. 0-2208-7600, 0-2208-7601
โทรสาร. 0-2256-8320
เหลือช่วงเดียว ที่จะมีโอกาสล้างบาปได้
ในความเชื่อทางพุทธศาสนา ไม่มีการล้างบาป ไม่มีการล้างกรรม
บาป คือ บาป
บุญ คือ บุญ
ใครทำอะไร ต้องได้รับผลเช่นนั้น
ผู้ใดทำความดี ย่อมได้รับผลดี ผู้ใดทำกรรมชั่ว ย่อมได้รับผลชั่ว เป็นสุดขั้วแห่งความจริง
ในยุคพลังงานรูปแบบเก่า จะไม่มีการลบล้างกันได้ ไม่มีทางผสมกันได้นั้น ผู้เขียนไม่เคยโต้เถียงในหลักการดังกล่าว และสนับสนุนความจริงแท้เช่นว่ามาโดยตลอด
และในศตวรรษที่ 21 กฎดังกล่าว ก็ยังเป็นจริงอยู่ เพราะเป็น กฎแห่งจักรวาล
อย่างไรก็ดี ตั้งแต่เดือนมกราคม 2549 – มิถุนายน 2551 เป็นเวลา 30 เดือน หรือ 2 ปีครึ่ง ได้มีพลังงานรูปใหม่เข้ามาสู่โลกของเราอีกครั้ง มีการปรับเปลี่ยนพลังงานในร่างกาย เพื่อรับพลังงานรูปใหม่ และผลของกรรมดี และกรรมชั่ว เพิ่มเป็น 9 เท่าของการกระทำในแต่ละครั้ง
ผู้ที่ประกอบกรรมชั่วนับแต่มกราคม 2549 – มิถุนายน 2551 จะได้รับผลของกรรมชั่วของตนเป็น 9 เท่าเช่นกัน
เช่น ทำความชั่ว ความเลวใด ๆ มีผลให้ต้องพบวิบากเป็น 9 เท่า
เช่น ทำชั่ว 3 ครั้ง ผลความชั่ว จะเป็น 3 x 9 = ทำความชั่วไป 27 ครั้ง ของผลที่กระทำ
มนุษย์อื่นไม่รู้ไม่เห็น แต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือพลังงานรูปใหม่ รู้และเห็น เนื่องจากเป็นจิตจักรวาลที่สำคัญ
ฉะนั้น โปรดละอายแก่ใจ และเกรงกลัวต่อบาปให้จงหนักในช่วง 2 ปีเศษนี้ เป็นช่วงสำคัญมาก ๆ
ผู้เขียนได้รับการยืนยันจากครูบาอาจารย์ และสำนักปฏิบัติธรรมหลายแห่ง พบว่ามีข้อมูลตรงกัน
เชื่อหรือไม่ ผลของกรรมทั้งปวงคงได้พบเห็นกันแน่ โปรดอย่าท้าทายในกฎแห่งกรรมเป็นอันขาด จะฉิบหายไปอีกหลายชาติทีเดียวเชียวแหละ
สำหรับท่านผู้ใด ที่มีโอกาสทราบถึงช่วงเวลาพิเศษนี้ ขอให้ใช้จังหวะเวลาที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ที่มีโอกาสประกอบกรรมดีอยู่ โปรดเร่งประกอบคุณงามความดีให้มาก เพราะความดีที่ท่านกระทำนั้นมีผลเพิ่ม 9 เท่าตัว
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าช่วง 2 ปีเศษนี้ เราไม่ทำความชั่วใด ๆ เลย ทำแต่กรรมดี ความดีจะส่งผลแรงเป็น 9 เท่าในช่วงนี้เช่นเดียวกัน เช่น ทำความดี 3 ครั้ง จะมีผลเป็น 3 x9 = ทำความดีถึง 27 ครั้ง เป็นต้น
กรรมดีที่กระทำในช่วง 2 ปีเศษนี้ จะเข้าไปเจือกับกรรมชั่วเก่า หรือกรรมใด ๆ ที่เป็นบาป เป็นอกุศลกรรมเก่า ทำให้ผลของกรรมชั่ว ผลของบาป จะเบาบางลง
เสมือนกรรมชั่วเท่ากับความเค็ม 1 ช้อนชา อยู่ในแก้วน้ำ (น้ำจืด) 1 แก้ว ความเค็มของน้ำ ย่อมรับรู้ได้ด้วยลิ้น
แต่ถ้าทำกรรมดีเพิ่มขึ้น 5 เรื่อง แต่ละเรื่องเท่ากับปริมาณน้ำ 1 แก้ว ในช่วง 2 ปีครึ่งนี้
มีผลเท่ากับได้ผลกรรมดี =5 x 9 ได้ผลเท่ากับน้ำ 45 แก้ว
ความชั่วเดิมคือ เกลือ 1 ช้อนชา มีอยู่เท่าเดิม แต่ปริมาณน้ำเพิ่มจากเดิมอีก 45 แก้ว
ความเค็มหาไม่พบด้วยลิ้นของเราฉันใด ความชั่วก็ตามมาส่งผลวิบากกรรมไม่ทันฉันนั้นนั่นเอง จะแตกต่างจากยุคพลังงานเก่า ที่ควบรวมมิได้
ดังนั้น ยิ่งทำกรรมดีมาก กรรมเก่าที่ชั่วจะยิ่งเบาบางลง จนกรรมชั่วเก่า หรือบาปที่กระทำมาในหลาย ๆ ชาติถูกล้างออกไปได้ กรรมชั่วเก่าก็จะเจือจางลง และไม่มีผลติดตามได้ทัน
เนื่องในโอกาสพิเศษนี้ ผู้เขียนทราบมาจากครูบาอาจารย์ว่า จะไม่ได้พบอีกหลายพันปี ที่ประตูมิติใน 3 โลก ได้เปิดเข้าหากัน ทั้งยมโลก มนุษยโลก และเทวโลก โดยเฉพาะอัตราเร่งกำลังเป็น 9 เท่าของผลกระทำทั้งดี และชั่ว อีกทั้งเข้าไปเจือผสมเกลื่อนกลืนกันได้
ผู้เขียนจึงขอเชิญชวนท่านผู้อ่าน ครอบครัวของท่านผู้อ่าน พร้อมญาติสนิทมิตรสหาย และบริวารของท่านผู้อ่าน มาช่วยกันเร่งทำกรรมดีให้มาก ๆ งดเว้นทำกรรมชั่วทั้งปวง และแบ่งเวลาทำสมาธิทุกวัน อย่าพลาดโอกาสปล่อยช่วงเวลาดังกล่าวให้ผ่านไป โดยมิได้ทำตามคำแนะนำ โปรดทำให้มากในช่วง 2 ปีเศษนี้ เวลาเหลือไม่มาก โปรดอย่าประมาท
บาปกรรมหรือกรรมเก่า มิใช่จะล้างกันด้วยพิธีกรรม ที่เริ่มมีมากขึ้นในปัจจุบัน ที่เชิญชวนผู้คนไปสะเดาะเคราะห์ล้างกรรมชั่ว
การอโหสิกรรมนั้น อยู่ที่ผู้ถูกกระทำจะให้การอโหสิกรรมหรือไม่ มิใช่ผู้สร้างบาปสร้างกรรมชั่ว เพียงเอ่ยปากขออโหสิกรรม แล้วเจ้ากรรมนายเวรจะยกโทษให้ และมิใช่ว่าจะมีใครที่อ้างตัวเป็นผู้วิเศษ ไม่ว่าจะเป็นสมณะ นักบวช ภิกษุ หรือสามเณร ที่จะช่วยล้างกรรมชั่วของคนอื่นให้หมดไปได้ อย่าว่าแต่กรรมชั่วของคนอื่นเลย กรรมชั่วของผู้นั้นเองก็ยังล้างไม่ออก ไม่ต้องไปคิดว่าจะล้างให้คนอื่นได้ แม้ความตายก็ไม่ทำให้ผลของกรรมลบล้างกันไป
จงอย่าคิดเป็นอันขาดว่า คนที่ตายแล้วเขาหมดสิ้นกรรมเวร ทำกรรมอะไรไว้ ทั้งดีและชั่ว ต้องได้รับผลของกรรมที่กระทำเสมอ มิใช่กฎของโลก แต่เป็นกฎแห่งจักรวาล วิบากกรรมตามชาตินี้ไม่ทันก็จะไปตามต่อชาติหน้า
ผู้เขียนขอเรียนว่า “ขณะนี้มีพลังงานรูปใหม่ เข้ามาสู่บรรยากาศของโลกเราแล้ว กฎเกณฑ์กติกาต่าง ๆ ในยุคพลังงานเก่า จะมีการเปลี่ยนแปลงไป จะมีสิ่งต่าง ๆ ปรากฏให้เห็นว่า มีการแหกกฎเกณฑ์ของนักวิทยาศาสตร์ที่เราได้เคยทราบมาก่อน โดยจะมีปริมาณมากขึ้น”
ขอให้ท่านผู้อ่านได้สดับตรับฟังข่าวสารทางวิทยุ และดูข่าวสารทางโทรทัศน์ที่เป็นข่าวจากต่างประเทศ และอ่านหนังสือพิมพ์ที่เกี่ยวกับข่าวจากต่างประเทศให้มากขึ้น สังเกตดินฟ้าอากาศ และอุณหภูมิรอบตัวของเรา และที่เกิดทั้งในประเทศและต่างประเทศให้มากขึ้น
ขอให้ท่านผู้อ่านจงอย่าประมาทในการดำรงชีวิตประจำวัน และอย่าได้งมงายกับสิ่งต่าง ๆ ที่มีการหลอกลวงเพื่อเรียกเอาเงินทองหรือทรัพย์สินต่าง ๆ
โปรดใช้วิจารณญาณ และมีสติกำกับให้มากในสิ่งต่าง ๆ ที่พบเห็นหรือได้ยิน หากพบว่า สิ่งใดดี มีประโยชน์ เป็นการกระทำที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่นและตนเอง ไม่ทำให้ผู้ใดเดือดร้อนรำคาญ ไม่สร้างความลำบากยากเข็ญให้แก่ผู้ใด แต่เป็นการกระทำเพื่อให้เกิดความรัก และความปรารถนาดีต่อกัน ก่อให้เกิดความสุข หรือพ้นจากความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง ก็ขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่าน ไม่ต้องลังเลสงสัยในผลของการกระทำของตน แต่ต้องเร่งกระทำให้มากขึ้นในสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น โดยทันที
ผู้ได้ประโยชน์ มิใช่ใครอื่น คือ “จิตวิญญาณของท่านผู้อ่านเอง” ท่านผู้อ่านมีโอกาสเป็น “ผู้รู้ ผู้ตื่นและผู้เบิกบาน” ได้เฉกเช่นเดียวกับบรรดาครูบาอาจารย์ ที่เป็นอริยะบุคคลแล้ว ถ้าตั้งใจที่จะทำแต่กรรมดี ไม่กระทำกรรมชั่วใด ๆ และทำจิตให้มีสติเป็นสมาธิอยู่เสมอ จิตใจย่อมผ่องใสเป็นธรรมดา