พิมพ์หน้านี้
|
แนวคำถาม คำตอบ การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ กับพระราชบัญญัติว่าด้วยความเรียบร้อยในการออกเสียงประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ ครับเกร็ดความรู้เกี่ยวกับ พรบ.นี้นะครับเป็นต้นว่าในวันออกเสียงฯ นั้นกฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้ว่าห้ามมิให้ผู้ใดขาย จำหน่าย จ่ายแจกหรือจัดเลี้ยงสุราทุกชนิดในระหว่างเวลาที่มีการออกเสียงประชามติแต่อย่างใด การขายจำหน่ายจ่ายแจกหรือจัดเลี้ยงสุราในช่วงเวลาของการออกเสียงประชามติจึงสามารถกระทำไม่เหมือนเช่นเลือกตั้ง สส. นะครับ และอีกอย่าง การที่หน่วยราชการหรือองค์กรเอกชนจะจัดหายานพาหนะขนผู้มีสิทธิไปลงประชามติก็สามารถทำได้เช่นกันนะครับแต่ว่าต้องอยู่ในกรอบที่ว่าห้ามสัญญาว่าจะให้ออกเสียงว่ารับหรือไม่รับนะครับ รายละเอียดต่างๆน่าสนใจดีครับเลยนำมาไว้เพื่อเป็นความรู้ ครับ . ๑. คำถาม ในการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ หากมีการกระทำผิดเกิดขึ้น จะมีกฎหมายอะไรรองรับหรือไม่ ตอบ มีพระราชบัญญัติว่าด้วยความเรียบร้อยในการออกเสียงประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติลงมติให้ความเห็นชอบแล้ว เมื่อวันพุธที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๐ และขณะนี้ได้ประกาศราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๓๘ ก ลงวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๕๐ และมีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายตั้งแต่ วันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๐ พระราชบัญญัตินี้เป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อรองรับการใช้อำนาจของ คณะกรรมการการเลือกตั้งในการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ และการรักษาความ สงบเรียบร้อยในการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำขึ้น ให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ๒. คำถาม หากคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือบุคคลที่ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการออกเสียง ประชามติได้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ หรือกระทำ หรือละเว้นกระทำการโดยทุจริต หรือประพฤติมิชอบ บุคคลดังกล่าวจะได้รับโทษสถานใด ตอบ เนื่องจากในมาตรา ๔ ของพระราชบัญญัติว่าด้วยความเรียบร้อยในการ ออกเสียงประชามติ พ.ศ. ๒๕๕๐ กำหนดให้นำมาตรา ๒๔ และมาตรา ๔๒ แห่ง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๔๑ มาใช้บังคับด้วย โดยอนุโลม ดังนั้น บุคคลผู้กระทำการดังกล่าว ย่อมได้รับโทษจำคุกตั้งแต่ หนึ่งปีถึงสิบปี ปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง มีกำหนดสิบปี ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๔๒ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๔๑ แต่ในขณะเดียวกันหากคณะกรรมการการเลือกตั้งและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ ได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนโดยสุจริตก็ย่อมได้รับความคุ้มครองไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่งหรือทางอาญา ตามมาตรา ๒๔ ๓. คำถาม กรณีที่มีผู้กระทำการขัดขวางการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือบุคคลที่มีหน้าที่ในการปฏิบัติเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติจะมีความผิดตามกฎหมายนี้หรือไม่ ตอบ ผู้ใดขัดขวางการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือบุคคลที่มีหน้าที่ ในการปฏิบัติเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ ย่อมมีความผิดตามมาตรา ๖ ของ พระราชบัญญัตินี้คือ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับหากผู้กระทำการขัดขวางนั้นได้กระทำโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญ ว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย บุคคลดังกล่าวต้องได้รับโทษหนักขึ้นโดยต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ๔. คำถาม กฎหมายดังกล่าวกำหนดบทบาทของนายจ้างและผู้บังคับบัญชาของผู้มีสิทธิ ออกเสียงประชามติไว้อย่างไร หรือไม่ ตอบ กำหนดให้นายจ้างและผู้บังคับบัญชาของผู้มีสิทธิออกเสียงลงประชามติ ต้องอำนวยความสะดวกพอสมควรต่อการไปใช้สิทธิออกเสียงของผู้ใต้บังคับบัญชาหรือลูกจ้างการกระทำที่เป็นการขัดขวางหรือหน่วงเหนี่ยวไม่ให้ความสะดวกในการไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติของลูกจ้างและผู้ใต้บังคับบัญชา ย่อมมีความผิดตามมาตรา ๗ ของพระราชบัญญัตินี้คือต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ๕. คำถาม ในการออกเสียงประชามติหากมีบุคคลผู้หนึ่งผู้ใดจงใจทำลายบัตรที่มีไว้ สำหรับการออกเสียงประชามติโดยไม่มีอำนาจหรือจงใจทำให้บัตรออกเสียงประชามติ ชำรุดหรือเสียหาย หรือกระทำการใดให้บัตรเสียเป็นบัตรที่ใช้ได้จะได้รับโทษเช่นใด ตอบ มาตรา ๘ ของพระราชบัญญัตินี้ กำหนดให้ผู้กระทำการดังกล่าวต้อง ระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี และปรับไม่เกินสองหมื่นบาท ในกรณีที่ผู้กระทำการ ดังกล่าวเป็นเจ้าพนักงานหรือเป็นผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับการดำเนินการออกเสียงต้องระวาง โทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท ๖. คำถาม การออกเสียงประชามติที่จะมีขึ้นในวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๐ มีข้อห้าม อะไรบ้าง ที่หากมีผู้กระทำการฝ่าฝืนแล้ว ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย ตอบ ข้อห้ามต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้มีอยู่หลายประการโดยเฉพาะการกระทำ การฝ่าฝืนในช่วงระหว่างเวลาเปิดการลงคะแนนเสียง ซึ่งโทษของผู้กระทำการฝ่าฝืนนั้น แบ่งu3652 .ปตามความหนักเบาของการฝ่าฝืน ตามมาตรา ๙ ของพระราชบัญญัตินี้ กล่าวคือ (๑) ออกเสียงหรือพยายามออกเสียง โดยรู้อยู่แล้วว่าตนเป็นผู้ไม่มีสิทธิ ออกเสียงหรือไม่มีสิทธิลงคะแนนในหน่วยออกเสียงนั้น (๒) ใช้บัตรอื่นที่มิใช่บัตรออกเสียงมาออกเสียง (๓) นำบัตรออกเสียงออกไปจากที่ออกเสียง (๔) ทำเครื่องหมายเพื่อเป็นที่สังเกตโดยวิธีใดไว้ที่บัตรออกเสียง เพื่อให้ผู้อื่นรู้ว่าเป็นบัตรของตน (๕) ขัดคำสั่งกรรมการประจำหน่วยออกเสียงที่สั่งให้บุคคลผู้กระทำการ ขัดขวางการออกเสียงออกไปจากที่ออกเสียง สำหรับผู้ฝ่าฝืนตาม (๑) (๒) (๓) (๔) หรือ (๕) ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (๖) นำบัตรออกเสียงใส่ในหีบบัตรออกเสียงโดยไม่มีอำนาจโดยชอบ ด้วยกฎหมายหรือกระทำการใดในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงเพ่อแสดงว่ามีผู้แสดงตน ออกเสียงโดยผิดไปจากความจริง หรือกระทำการใดอันเป็นเหตุให้มีบัตรออกเสียง เพิ่มขึ้นจากความจริง (๗) กระทำการโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อมิให้ผู้มีสิทธิ ออกเสียงสามารถใช้สิทธิได้ หรือขัดขวาง หรือหน่วงเหนี่ยวมิให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไป ณ ที่ออกเสียง หรือเข้าไป ณ ที่ออกเสียง หรือมิให้ไปถึง ณ ที่ดังกล่าว ภายในกำหนดเวลา การลงคะแนนออกเสียง (๘) ก่อความวุ่นวายขึ้นในที่ออกเสียง หรือกระทำการใดอันเป็นการรบกวน หรือเป็นอุปสรรคแก่การออกเสียง สำหรับผู้ฝ่าฝืนกระทำตาม (๖) (๗) หรือ (๘) ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท ๗. คำถาม นอกจากข้อห้ามในช่วงระหว่างเวลาการลงคะแนนออกเสียงประชามติแล้วยังมี ข้อห้ามอื่นใดอีกหรือไม่ ตอบ ข้อห้ามอื่น ๆ นอกจากนี้มีตามที่ปรากฏในมาตรา ๑๐ ของพระราชบัญญัตินี้ กล่าวคือ (๑) ก่อความวุ่นวาย เพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย (๒) ให้ เสนอให้หรือสัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด เพื่อจะจูงใจให้ผู้มีสิทธิออกเสียง ไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง ออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ออกเสียง (๓) หลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ หรือใช้อิทธิพลคุกคาม เพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียง ไม่ไปใช้สิทธิอu3629 .กเสียง ออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ออกเสียง หรือเพื่อให้สำคัญผิด ในวัน เวลา ที่ออกเสียง หรือวิธีการลงคะแนนออกเสียง (๔) เปิด ทำลาย ทำให้เสียหาย ทำให้เปลี่ยนสภาพ ทำให้สูญหาย ทำให้ ไร้ประโยชน์นำไป หรือขัดขวางการส่งซึ่งหีบบัตรออกเสียงหรือบัตรออกเสียง เว้นแต่เป็น การดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย สำหรับผู้กระทำการตาม (๑) (๒) (๓) (๔) ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินสิบปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท (๕) เล่นหรือจัดให้มีการเล่นการพนันขันต่อใด ๆ อันมีผลเป็นการจูงใจให้ ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง ออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ออกเสียง (๖) เรียกทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เพื่อจะไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง ออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ออกเสียง สำหรับผู้กระทำการตาม (๕) หรือ (๖) ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินห้าปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ ศาลอาจสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดไม่เกินห้าปีด้วยก็ได้ ๘. คำถาม ในการออกเสียงประชามติรับ หรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ กฎหมายมีการกำหนด ข้อห้ามใดในการสำรวจความเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการออกเสียง (Poll) หรือไม่ ตอบ การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนตามภาษาที่ชาวบ้านรู้จักและเรียกว่า การจัดทำโพล (Poll) นั้น กฎหมายไม่ได้บัญญัติห้ามการจัดทำ (Poll) แต่อย่างใด ดังนั้น นักวิชาการหรือสื่อสาธารณะมีสิทธิโดยชอบที่จัดทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เกี่ยวกับการออกเสียงในครั้งนี้ แต่ตามมาตรา ๑๑ ของพระราชบัญญัตินี้กำหนดข้อห้าม เฉพาะในเรื่องการห้ามเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการ ออกเสียงในระหว่างเวลา ๓ วัน ก่อนการออกเสียงจนถึงเวลาสิ้นสุดการออกเสียงในวัน ออกเสียงเท่านั้น ๙. คำถาม หากมีกรณีที่กรรมการประจำหน่วยออกเสียงประชามติ จงใจนับบัตรออกเสียง ประชามติ หรือนับคะแนนในการออกเสียงประชามติให้ผิดไปจากความจริง หรือ รวมคะแนนให้ผิดไปหรือกระทำการใด ๆ โดยไม่มีอำนาจ โดยชอบด้วยกฎหมายให้เกิด ความชำรุดหรือเสียหายแก่บัตรออกเสียงหรือกระทำให้บัตรออกเสียงเป็นบัตรเสีย หรือ กระทำแก่บัตรเสียให้เป็นบัตรที่ใช้ได้ หรืออ่านบัตรออกเสียงให้u3612 .ิดไปจากความจริง หรือทำรายงานการออกเสียงไม่ตรงกับความเป็นจริง กรรมการผู้นั้นจะมีความผิดอย่างไร ตอบ กรรมการประจำหน่วยออกเสียงซึ่งได้กระทำการดังกล่าวย่อมมีความผิด ตามมาตรา ๑๒ ของพระราชบัญญัตินี้คือ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และ ปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และอาจมีความผิดตามมาตรา ๔๒ แห่ง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๔๑ อีกด้วย ๑๐. คำถาม กรณีผู้มีสิทธิออกเสียงเป็นผู้พิการ คณะกรรมการการเลือกตั้งมีแนวทาง ปฏิบัติอย่างไรบ้างที่จะทำให้ผู้มีสิทธิออกเสียงเหล่านั้นได้รับความสะดวกในการไปใช้ สิทธิออกเสียงประชามติ ตอบ นอกจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดให้คณะกรรมการประจำ หน่วยออกเสียงอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้มีสิทธิออกเสียงซึ่งเป็นคนพิการเป็นพิเศษ ตามข้อ ๖๗ ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการออกเสียง ประชามติ พ.ศ. ๒๕๕๐ แล้ว คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ตระหนักถึงสิทธิของผู้มีสิทธิ ออกเสียงเหล่านั้น จึงได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการด้านการอำนวยความสะดวกคนพิการ เพื่อกำหนดแนวทางในการเข้าช่วยเหลือและอำนวยความสะดวก เช่น การจัดพิมพ์บัตรทาบ(บัตรออกเสียงสำหรับผู้พิการทางสายตา) การเข้าช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวกในเรื่องอื่น ๆ ให้กับผู้พิการที่เข้ามาใช้สิทธิออกเสียง ๑๑. คำถาม กรณีผู้ใช้แรงงานที่ประสงค์ใช้สิทธิในการออกเสียงประชามติ คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมาตรการอย่างไรที่จะอำนวยความสะดวกให้กับบุคคล เหล่านั้น ตอบ คณะกรรมการการเลือกตั้งได้คำนึงถึงสิทธิของผู้ใช้แรงงานในการออกเสียง ประชามติ จึงได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการด้านการอำนวยความสะดวกผู้ใช้แรงงานเพื่อ กำหนดแนวทางการดำเนินงานด้านการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้แรงงาน เช่น ขอความร่วมมือจากนายจ้างในการจัดทำหลักฐานเพื่อใช้ประกอบแบบคำขอลงทะเบียน ออกเสียงนอกเขตจังหวัด เป็นต้น พร้อมทั้งได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ ทั้งรณรงค์ผ่านสื่อสาธารณะต่าง ๆ เช่น ทีวี หนังสือพิมพ์ เชิญชวนให้ผู้ใช้แรงงานหรือ ประชาชนทั่วไป ไปออกเสียงประชามติ ๑๒. คำถาม กรณีที่หน่วยราชการภาครัฐ หรือภาคเอกชนประสงค์ที่จะจัดยานพาหนะนำผู้มีสิทธิออกเสียงไปยังสถานที่ที่จัดให้มีการลงคะแนนออกเสียงประชามติหรือนำกลับไป จากสถานที่ที่จัดให้มีการลงคะแนนออกเสียงประชามติ สามารถกระทำได้หรือไม่ ตอบ การจัดยานพาหนะเพื่อนำผู้มีสิทธิออกเสียงไปยังสถานที่ที่จัดให้มีการลงคะแนน ประชามตินั้น พระราชบัญญัตินี้ไม่ได้บัญญัติห้ามมิให้กระทำ แต่อย่างไรก็ตาม หาก การกระทำการดังกล่าวเข้าข่ายเป็นการกระทำการที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติตามกฎหมายที่มี อยู่ก็มีความผิดได้ เช่น การจัดยานพาหนะให้เฉพาะผู้มีสิทธิออกเสียงที่จะไปลงคะแนน เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ หรือการจัดยานพาหนะให้ผู้มีสิทธิออกเสียงโดยให้ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใดเพื่อจะจูงใจให้ผู้มีสิทธิออกเสียง ออกเสียงอย่างหนึ่งอย่างใด เป็นต้น ๑๓. คำถาม เมื่อเกิดการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ จะสามารถดำเนินการกับผู้กระทำการฝ่าฝืนได้เลยหรือไม่ อย่างไร ตอบ กรณีมีผู้กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติว่าด้วยความเรียบร้อยในการ ออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ นั้น ถือเป็นการกระทำความผิดที่มีโทษ ทางอาญา ย่อมเป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนสอบสวนคดีอาญา ตามกฎหมายที่จะดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดได้ทันที โดยไม่ต้องส่งเรื่องมาให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการแต่อย่างใด ๑๔. คำถาม กรณีที่มีกลุ่มบุคคลรวมตัวกันก่อความวุ่นวายหรือสร้างความไม่สงบเรียบร้อยให้เกิดขึ้นในการออกเสียงประชามติ ผู้กระทำจะมีความผิดหรือไม่ อย่างไร ตอบ กรณีการกระทำความผิดฐานก่อความวุ่นวายในการออกเสียงประชามติ สามารถแยกพิจารณาได้ดังนี้ ๑. กรณีกระทำการก่อความวุ่นวายขึ้นในที่ออกเสียง หรือกระทำการใด อันเป็นการรบกวนหรือเป็นอุปสรรคแก่การออกเสียง ก็จะเป็นความผิดตามมาตรา ๙ (๘) ของพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปีและปรับไม่เกิน สองแสนบาท การกระทำความผิดตามมาตรานี้ผู้กระทำต้องมีเจตนาพิเศษเพื่อประสงค์ จะให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในที่ออกเสียงประชามติ หรือเป็นการกระทำถึงขั้นเป็นการ รบกวนหรือเป็นอุปสรรคต่อการออกเสียงประชามติ จึงจะเข้าข่ายเป็นความผิดตาม มาตรานี้ ๒. กรณีกระทำการก่อความวุ่นวายเพื่u3629 .ให้การออกเสียงประชามติไม่เป็นไป ด้วยความเรียบร้อย ก็จะเป็นความผิดตามมาตรา ๑๐ (๑) ของพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท ทั้งนี้ศาลอาจ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดไม่เกินห้าปีด้วยก็ได้ การกระทำความผิดตามมาตรานี้ ผู้กระทำต้องมีเจตนาพิเศษในอันที่จะทำให้เกิดความวุ่นวายก่อนหรือขณะมีการออกเสียง ประชามติ ซึ่งส่งผลให้การออกเสียงประชามติไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทั้งนี้ หากเป็นเพียงการรวมตัวกันโดยสงบเพื่อแสดงความคิดเห็น โดยสุจริตตามสิทธิเสรีภาพของประชาชน และไม่กระทบสิทธิของผู้อื่นย่อมไม่เป็น ความผิดในทั้งสองกรณีดังกล่าวข้างต้น อนึ่ง การกระทำความผิดฐานก่อความวุ่นวายดังกล่าว อาจเทียบเคียงกับประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๑๕ วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า ผู้ใดมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้เกิด ความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งศาลฎีกาได้เคยวางหลักในเรื่องนี้ไว้ว่าผู้มั่วสุมหรือผู้กระทำการ ดังกล่าวต้องมีเจตนาพิเศษเพื่อกระทำความผิดตามมาตรานี้ แต่หากมั่วสุมกัน ยังไม่ถึงขั้นลงมือกระทำผิดเป็นเพียงการชุมนุมปราศรัยด้วยความสงบ ไม่มีพฤติการณ์ว่าจะใช้กำลัง ประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิด ความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองก็ไม่เข้าองค์ประกอบความผิด (คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๕/๒๕๔๗) หรือกรณีที่มีการชักชวนประชาชนมาชุมนุมกันและมีการกล่าวโจมตี ขว้างปา และวางเพลิงเผาจวนผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นการก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง (คำพิพากษาฎีกาที่๓๐๓๘-๒๐๔๑/๒๕๔๗) ๑๕. คำถาม กรณีที่มีบุคคลเล่นหรือจัดให้มีการเล่นการพนันขันต่อใด ๆ เกี่ยวกับผลของ การออกเสียงประชามติจะมีความผิดตามพระราชบัญญัตินี้หรือไม่ อย่างไร ตอบ การเล่นหรือจัดให้มีการเล่นการพนันขันต่อใด ๆ ที่เกี่ยวกับผลของการออกเสียง ประชามติที่จะเข้าข่ายเป็นความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ผู้กระทำต้องมีเจตนาพิเศษใน อันที่จะเป็นการจูงใจให้ผู้มีสิทธิิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง ออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ออกเสียง ซึ่งผู้กระทำจะมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลอาจสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดไม่เกินห้าปีด้วยก็ได้แต่ในกรณีที่เป็นเพียงการเล่นพนันขันต่อเกี่ยวกับผลของการออกเสียงประชามติเท่านั้น ผู้กระทำจะไม่มีความผิดตามมาตรานี้ แต่อาจมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. ๒๔๗๘ ๑๖. คำถาม ในการออกเสียงประชามติสามารถขาย จำหน่ายจ่ายแจก และจัดเลี้ยงสุรา ในระหว่างเวลาที่มีการออกเสียงประชามติได้หรือไม่ อย่างไร ตอบ พระราชบัญญัตินี้มิได้มีการบัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดขาย จำหน่าย จ่ายแจกหรือ จัดเลี้ยงสุราทุกชนิดในระหว่างเวลาที่มีการออกเสียงประชามติแต่อย่างใด การขาย จำหน่ายจ่ายแจกหรือจัดเลี้ยงสุราในช่วงเวลาของการออกเสียงประชามติจึงสามารถ กระทำได้ แตกต่างจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาและ การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นซึ่งมีบทบัญญัติของกฎหมายห้าม การกระทำการดังกล่าวไว้อย่างชัดเจน แต่หากมีการจำหน่ายจ่ายแจก หรือจัดเลี้ยงสุรา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจูงใจ ให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง ออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ออกเสียง ก็จะเข้าข่ายเป็นความผิดตาม มาตรา ๑๐ (๒) ของพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท ฝ่ายกฎหมาย สำนักกฎหมายและคดี ๖ สิงหาคม ๒๕๕๐ |
| ในหลวงของเรา | ||
ในหลวงของเรา... พระมหากษัตริย์ยอดกตัญญู |
||
|
View All |
||